กว่าจะเป็นทนายความ      ( นายวีรยุทธ   พนังศรี )


ขอสวัสดีพี่ๆทีมงาน  ThaiLaw ทุกท่านและโดยเฉพาะคุณน้าพงษ์รัตน์ รัตน์พงษ์ ที่ได้กรุณาให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเขียนบทความนี้ ซึ่งเป็นเพียงการบอกเล่าเรื่องราวกว่าที่ข้าพเจ้าจะเป็นทนายความ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย  และขอเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่ต้องการจะเป็นทนายความ

เมื่อข้าพเจ้าเรียนจบชั้น ม.6 ก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนในระดับปริญญาตรีที่สถานที่ใด  และสาขาใด แต่ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของบิดาข้าพเจ้า   “ ว่าเรียนกฎหมายซิดี จะได้เป็นคนรอบรู้ เพื่อนไม่เอาเปรียบ จบแล้วทำอาชีพทนายก็ได้ช่วยเหลือคนอื่น หรือจะสอบเป็นข้าราชการก็ได้ “ เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้นก็ไม่ลังเล และไม่มีข้อกังขาใดๆ  จึงตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ และเมื่อพิจารณาตัวเองแล้ว จึงได้ตัดสินใจเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยทางครอบครัวมีกำลังภายในน้อยที่จะส่งเสียค่าเล่าเรียน ทำให้ข้าพเจ้าเลือกที่จะทำงานเป็นหลักและเรียนในเวลานอน (ทำงานกลางวันและอ่านหนังสือเวลลา 20.00 – 24.00 น. ทุกๆวัน )  และอดทนมาเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง ก็คว้าปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตมาให้เป็นของขวัญแก่พ่อแม่ข้าพเจ้าได้ในที่สุด ซึ่งโดยส่วนตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเรียนจบในห้วงระยะเวลาเพียงนี้  ทั่งที่มิใช่คนเก่ง หรือขยันแต่อย่างใด และทางครอบครัวก็ไม่ได้เข้มงวดหรือตั้งความหวังว่าต้องจบภายในกี่ปี ในทางกลับกันคอยให้กำลังใจข้าพเจ้าตลอดมา  ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักและบีบตัวเองที่จะต้องเรียนให้จบโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและจะได้มีชีวิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น

ครั้นเมื่อจบปริญญาตรี สิ่งแรกข้าพเจ้าคิดจะทำให้ได้ คือการสอบเอาใบอนุญาตว่าความมาให้ได้ (ตั๋วทนาย) เพื่อที่จะได้เป็นทนายความอย่างเต็มตัว ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่ามีคนเคยพูดให้ฟังว่า  จบกฎหมายแล้วอย่าเป็นแค่       “ทะแนะ” แต่ต้องเป็นทนายความ (ทะแนะ คือ คนที่ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเรียกพวกอวดความรู้ แนะนำไปเรื่อย แต่ตนเองทำไม่ได้เพราะไม่ใช่ทนายความ และรู้ไม่จริง)  แต่ก็ต้องประสบปัญหาเนื่องจากการสมัครสอบตั๋วทนายในครั้งแรกนั้นต้องใช้เงินประมาณ 3,000 บาท แต่ด้วยข้าพเจ้าไม่มีเงินในขณะนั้น  จึงทำให้เสียโอกาสในการสอบครั้งนี้ไป ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจในโชคชะตาตนเองเป็นอย่างมาก ว่าเงินเพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าไม่อาจหาได้ในเวลานั้น (ความจริงแล้วเพื่อนของข้าพเจ้ารู้ว่าไม่มีเงิน และได้รวบรวมเงินจากเพื่อน ๆ เพื่อให้ข้าพเจ้าสมัครสอบ แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธ)  ข้าพเจ้าจึงคิดใหม่ว่าครั้งต่อไปข้าพเจ้าต้องสมัครสอบและสอบให้ได้ในครั้งเดียว ครั้งเมื่อมีการเปิดสอบตั๋วทนายอีกครั้ง ข้าพเจ้าก็ได้สมัครสอบ ประเภทตั๋วรุ่น (ซึ่งรอบแรกสอบภาคทฤษฎี เมื่อผ่านภาคทฤษฎีต้องเข้ารับการฝึกอบรมที่สำนักงานกฎหมายเป็นเวลา 6 เดือน  จึงจะเข้าสอบรอบที่สองเป็นภาคปฏิบัติ) แต่ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าได้ลงชื่อยื่นฝึกงานในสำนักงานเพื่อสอบตั๋วปี (เมื่อฝึกครบ 1 ปีจึงสมัครสอบได้)  เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะได้เป็นทนายโดยเร็วขึ้น (กันพลาดจึงสมัครสอบทั้งตั๋วรุ่นและตั๋วปี)    ต่อมาเมื่อมีการสอบข้าพเจ้าก็สอบทั้งตั๋วรุ่น (สอบทฤษฏีและปฏิบัติครั้งเดียว) และตั๋วปี ปรากฏว่าโชคเข้าข้างข้าพเจ้า ผลการสอบออกมา ข้าพเจ้าสอบผ่านทั้งตั๋วรุ่นและตั๋วปี ได้รับประกาศนียบัตรทั้ง 2 ใบ ออกโดยสภาทนายความ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าได้รับใบอนุญาตว่าความ และเป็นทนายความจนปัจจุบันนี้

ข้าพเจ้าขอบอกเล่าการวางแผนพิชิตใบอนุญาตว่าความ (เคล็ดลับส่วนตัวของข้าพเจ้า) ดังนี้

ข้อที่ 1   หนังสือดี  (หนังสือเกี่ยวกับการเขียนคำฟ้อง คำให้การ ฯลฯ ภาคปฏิบัติ) เน้นการศึกษาในการเขียนคำฟ้อง คำร้อง คำแถลง คำให้การ และอื่นๆ ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา โดยแยกศึกษาคดีแต่ละประเภท เช่น การฟ้องคดีผิดสัญญากู้  ฟ้องละเมิด  ฟ้องผิดสัญญาซื้อขาย  เช่าทรัพย์ และอื่นๆ  โดยตั้งข้อสังเกตุ จากปัญหาข้อเท็จจริงปรับกับตัวบทกฎหมาย ซึ่งต้องเข้าใจในหลักการก่อนว่า  คำฟ้อง ต้องเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงให้เข้ากับข้อกฎหมาย จึงจะเป็นคำฟ้องที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

ข้อที่ 2   หลักกฎหมายและภาษาดี  คือ เมื่อได้ปฎิบัติตาม ข้อที่ 1 ข้างต้นแล้ว จึงทำการเริ่มฝึกฝน การเขียน ให้เข้ารูปเข้ารอย (ข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย)  ใช้ภาษากฎหมายเป็นหลัก ไม่ยืดยาวฟุ่มเฟือยมากเกินไป แต่เป็นการย่อความให้กะทัดรัดและได้ใจความ แต่ก็ไม่สั้นจนเกินไป เพราะอาจทำให้อ่านแล้วไม่เข้าใจ และสับสนได้ ดังนั้นจำต้องฝึกบ่อยๆ จนเกิดความแม่นยำในที่สุด

ข้อที่ 3   ถ้าพอมีโอกาสควรหาเวลาดูคำฟ้อง คำร้อง คำให้การ และอื่นๆ  ที่ทนายความเคยทำและใช้จริงก็จะได้ทั้งเคล็ดลับการเขียน การย่อความ การจัดทำเอกสาร ซึ่งทำให้สามารถเข้าใจการทำงาน และมองภาพการเป็นทนายความได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสเช่นนั้น ซึ่งได้เคยช่วยเหลืองานกับทนายความอาวุโสท่านหนึ่ง ที่ได้อบรมสั่งสอน ทั้งแนะนำ ข้าพเจ้าเกี่ยวกับการจะเป็นทนายความในหลายๆด้าน และหลายแง่มุม แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาไม่นานนัก แต่ทำให้ข้าพเจ้าตระหนัก และเข้าใจการจะเป็นทนายความมากยิ่งขึ้น

หลักการดังกล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงความเข้าใจส่วนตัวของข้าพเจ้าเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว ยังมีอีกมากมาย แต่ข้าพเจ้าขอยกมาเพียงเท่านี้ เพื่อให้ท่านที่เตรียมตัวจะสอบตั๋วทนายจะได้มีความเข้าใจ ตั้งใจในการศึกษาเพื่อจะได้มาซึ่งใบอนุญาตว่าความ ทั้งนี้แต่ละคนก็จะมีเคล็ดลับ แนวทาง แตกต่างกันไป อาจไม่เหมือนกับของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่าหากได้ทำความเข้าใจในหลักการข้างต้น และหมั่นฝึกฝน แม้เพียง 3 ข้อที่กล่าวมาก็จะเป็นแนวทางให้ทุกคนสอบผ่าน และได้เป็นทนายความ สมปรารถนาในที่สุด

 

สุดท้ายขอฝากข้อคิดสักข้อหนึ่งที่ข้าพเจ้าระลึกไว้ตลอดมาว่า “ ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือพรที่สวรรค์ประทาน  แต่ความสำเร็จล้วนได้มาจากการตัดสินใจ และลงมือทำอย่างเต็มกำลัง “

 

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต