บทความจาก คุณทัตชญา เศวตธนะกฤต ม.อัสสัมชัญ
เนติบัณฑิต รุ่น 64


         ก่อนอื่นต้องขอบอกกับทุกคนว่า อาชีพที่ดิฉันใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นตอนเด็ก ไม่มีอาชีพใดที่เกี่ยวข้องกับกับกฎหมาย เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบท่องจำ และเข้าใจว่าการเรียนกฎหมายเป็นอะไรที่ยากมาก พอเข้ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ แต่พอเรียนไปได้สองเทอมรู้เลยว่าไม่ใช่ตัวเรา และส่วนใหญ่มีวิชาที่เป็นเลขเราก็ไม่ค่อยถนัด จึงตัดสินใจย้ายคณะ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเราควรเลือกเรียนอะไรดี บอกตรงๆเลยว่าตอนนั้นเคว้งมาก และก็เป็นความโชคดีที่เราได้รู้จักกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านเป็นอัยการจังหวัดผู้หญิง เป็นผู้หญิงที่เก่งและมีความสามารถมาก ด้วยความที่เรามีโอกาสได้พูดคุย จึงทำให้รู้ว่าผู้หญิงก็สามารถทำอาชีพที่มีความท้าทายได้ดีขนาดนี้ ถือว่าท่านผู้นี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับดิฉัน ในการตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และที่เลือกเรียนที่นี่เหตุผลที่สำคัญ คือ ท่านพรชัย สุนทรพันธุ์ เป็นคณบดีที่มีชื่อเสียง และท่านจะเชิญอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละวิชามาเป็นผู้สอน อย่างวิชาวิธีพิจารณาความอาญา ท่านอาจารย์ธานิศ เกศวพิทักษ์ เป็นผู้สอน หรือวิชาล้มละลาย ก็เป็นท่านอาจารย์ชีพ จุลมนต์ เชื่อว่าหลายท่านที่ได้เรียนเนติบัณฑิต รู้จักและเคยเรียนกับอาจารย์สองท่านนี้อย่างแน่นอน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนคณะนี้ และที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ 
          
         เมื่อเราเริ่มเรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึงหนึ่งปี จึงทำให้แต่ละเทอมต้องลงเรียนประมาณแปดวิชา ซัมเมอร์ก็ลงเรียนเต็มเครดิตที่มีให้ลง อาจารย์ที่ปรึกษาท่านก็เตือนว่าจะเรียนไหวเหรอ เยอะขนาดนี้ แต่ด้วยความที่เราอยากจบพร้อมเพื่อน จึงทำให้เรามีความพยายาม ขยันอ่านหนังสือ เข้าเรียนทุกครั้ง ผลสุดท้ายดิฉันก็จบสี่ปีครึ่ง หากไม่นับปีที่เรียนคณะบริหารธุรกิจเข้าด้วย ดิฉันก็สามารถจบกฎหมายได้ภายในสามปีครึ่ง ดิฉันจึงเชื่อว่าทุกคนที่มีความพยายาม ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากคุณมีความตั้งใจจริง

         เมื่อเรียนจบมาดิฉันก็ได้มีโอกาสฝึกงานที่สำนักงานทนายความสยามพรีเมียร์ ที่นี่ส่วนใหญ่มีแต่ทนายความที่มีความรู้ความสามารถ ถือว่าการที่ดิฉันได้มีโอกาสมาฝึกงานที่นี่เป็นประสบการณ์ที่ดี และขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ได้สอนให้เราเรียนรู้ระบบการทำงาน หลังจากนั้น เมื่อจบจากการฝึกงาน ดิฉันก็เรียนเนติบัณฑิต แต่เทอมแรกที่ได้เรียน คือ เทอมภาควิธีพิจารณา ในเทอมนั้นดิฉันรับคำบรรยายให้มาส่งที่บ้าน โดยไม่เคยไปเรียนที่เนฯเลย และบอกตามตรงว่าเป็นเทอมแรก ที่สำคัญเราไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างจริงจัง สรุปว่าเทอมนั้นดิฉันจึงไม่ได้ไปสอบ เพราะเชื่อว่าคงไม่ผ่านอย่างแน่นอน ต่อมาดิฉันมีความตั้งใจว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่จบเนฯแน่ ดิฉันเลยตัดสินใจไปนั่งฟังอาจารย์บรรยายที่เนฯ เวลาว่างก็นั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกับเพื่อนๆ จนถึงสองทุ่ม เป็นอย่างนี้เกือบทุกวันและที่สำคัญดิฉันได้รู้จักกับเพื่อนๆที่เรียนที่นั่น บางประเด็นที่เราพลาดไป เพื่อนๆก็จะบอกเรา จึงอยากบอกน้องๆที่กำลังเรียนอยู่ว่า อยากให้ทุกคนไปเรียน นั่งฟังอาจารย์บรรยาย ก็จะเป็นผลดีกับตัวคุณเอง 

         การที่ดิฉันได้ไปเรียนเนฯก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ซึ่งมีเพื่อนคนหนึ่ง ดิฉันและเพื่อนๆ อยากจะขอบคุณเค้ามาก เพราะเค้าก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดิฉันผ่านเนฯ เพื่อนคนนี้ชื่อ กุน เพิ่มพูนพิศาลธุรกิจ ปัจจุบันสอบเป็นผู้พิพากษาได้แล้ว เค้าเป็นเพื่อนที่คอยติว และทำเอกสารสรุปแต่ละวิชา พร้อมทั้งเสีบสละเวลามาติวให้กับเพื่อนๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ จึงทำให้ดิฉันผ่านอาญาเป็นวิชาแรก แต่หากถามว่าดิฉันเรียนเนฯทั้งหมดเป็นเวลากี่ปี ดิฉันเรียนมาเป็นเวลาสามปี เมื่อเวลาที่ผลสอบออกมาไม่ผ่าน ก็มักจะเสียใจ ท้อแท้ เพราะเรามีความคาดหวัง และคิดว่าเราทำได้ แต่เมื่อผลออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง เป็นเรื่องธรรมดาที่ทำให้เราท้อ ไม่อยากจะสอบอีก แต่อยากจะบอกทุกคนที่สอบยังไม่ผ่าน ว่าท้อและเสียใจได้ แต่เราต้องลุกขึ้นสู้ เพราะไม่มีประโยชน์เลย หากเราปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความสิ้นหวังหรือหมดหวัง เพราะไม่ใช่คุณคนเดียวที่สอบไม่ผ่าน และการที่คนอื่นสอบผ่าน ก็ไม่ใช่เค้าเพียงคนเดียวดิฉันเชื่อว่าหากคุณยังมีความพยายาม ความสำเร็จก็จะเป็นของคุณในสักวัน

         เมื่อเข้าปีที่สามดิฉันเหลือวิชาเดียวที่ยังไม่ผ่าน คือ วิชาวิธีพิจารณาความอาญา ทุกคนคงคิดว่าเป็นวิชาที่ง่าย และส่วนตัวดิฉันก็คิดว่าไม่ยาก เพราะมีข้อช่วยถึงสองข้อ จึงทำให้ประมาท อ่านน้อย ไปมุ่งสนใจอ่านแต่วิชาวิธีพิจารณาความแพ่ง ผลที่ออกมาก็เลยไม่ผ่านและเหตุผลอีกประการคือ  ดิฉันคิดว่าน่าจะอยู่ที่การเขียนตอบ ดิฉันจึงมีโอกาสได้ไปติววิชานี้กับเพื่อนซึ่งเปิดสอนวิชาวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ ซึ่งเพื่อนคนนี้ชื่อ ใหม่ วิยะกาญจน์ วรรณวงค์ เปิดสำนักติวชื่อ ติวเตอร์ใหม่ ด้วยการที่เค้ามีประสบการณ์การทำงานเป็นนิติกร สำนักงานอัยการ จึงทำให้การสอนของเค้า มีตัวอย่างจากเรื่องจริงมาสอน จึงทำให้เราเห็นภาพได้ง่ายขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องการเขียนตอบดิฉันจึงลองทำข้อสอบแล้วจึงลองให้เค้าช่วยตรวจ จึงทำให้เรารู้จุดอ่อนของตัวเองว่ายังมีส่วนไหนที่เราควรปรับปรุงบ้าง พอถึงวันสอบเพื่อนคนนี้ยังไปให้กำลังใจและทบทวนให้ถึงสนามสอบ ผลสุดท้ายวิชาที่ดิฉันติดตัวสุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี ดิฉันจึงอยากจะขอบคุณใหม่ไว้ใน ณที่นี่ ที่มีส่วนทำเพื่อนสอบครั้งนี้ผ่าน

         ในระหว่างที่ดิฉันเรียนเนฯ เมื่อมีเทอมหนึ่งดิฉันไม่ผ่านอะไรเลย ด้วยความที่ว่ากลัวว่าตนเองจะเสียเวลา หากรอเรียนเนฯจบ แล้วค่อยเรียนต่อปริญญาโท ดิฉันจึงตัดสินใจเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เหตุผลที่เลือกที่นี่ เพราะจบจากที่นี่ อาจารย์แต่ละท่าน เราก็ค่อนข้างคุ้นเคย แต่ละท่านก็ใจดี และมีเพื่อนหลายคนที่รู้จัก ก็เรียนที่นี่ จนวันที่จบปริญญาโท ก็จบพร้อมๆกับเนฯพอดี จีงทำให้คิดว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นที่เรียนปริญญาโทไป เรียนเนฯไปพร้อมกัน ไม่ผิดหวังเลย                  

         ในวันที่รับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต เป็นวันที่ดิฉันภูมิใจในตัวเอง ที่ฉันทำได้ในที่สุด และความพยายามของเราที่ผ่านมาทั้งหมดไม่สูญเปล่าเลย ที่สำคัญดิฉันมีความสุขที่ทำแม่ภูมิใจ การทำให้ผู้มีพระคุณอย่างบิดา มารดาท่านยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนก็คงอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นกัน ดิฉันอยากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านท่านที่กำลังเรียนอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าท่านจะเพิ่งเรียนเป็นเทอมแรก หรือเรียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพิ่งผ่านไปตัวเดียว หรือตอนนี้เหลือวิชาเดียว ไม่ว่าจะเป็นวิชาแพ่ง หรือวิชาอะไรก็ตาม ขอให้ทุกท่านเพียงมีกำลังใจ ไม่ท้อแท้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้น มีความพยายาม มุ่งมั่น เพื่อความฝัน และความสำเร็จของทุกท่าน ก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนค่ะ

 

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต