บทความจาก คุณเทอดธรรม สังขพันธานนท์ ม.สงขลานครินทร์
เนติบัณฑิต สมัย 65


เรียนเนติฯง่ายๆ สบายๆสองปี

 

ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการติดต่อให้เขียนบทความเกี่ยวกับการศึกษาในระดับเนติบัณฑิต ซึ่งแนวทางในการศึกษาของผมอาจจะแตกต่างกับแนวการศึกษาของคนอื่นอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมจะกล่าวอาจจะเพิ่มมุมมองในการเรียนและเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังศึกษาในระดับเนติบัณฑิตบ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ
           "คนบ้าๆ อย่างพี่ยังจบได้ ทำไมน้องจะจบไม่ได้" ผมมักจะกล่าวคำๆ นี้เพื่อให้กำลังใจรุ่นน้องของผมที่มาเรียนต่อที่เนฯ เสมอ

            ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่าผมเป็นคนไม่ขยัน ผมไม่เคยอ่านหนังสือเรียนเกินครั้งละสามหน้า แต่จะทำอย่างไรให้คนไม่ขยันสามารถอ่านหนังสือได้ถึงวันละห้าสิบหกสิบหน้า ?

            ผมเริ่มเรียนกฎหมายในระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์เมื่อปี ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙  ซึ่งตอนนั้นคณะนิติศาสตร์เพ่ิงก่อตั้งได้ไม่นาน ผมเป็นรุ่นที่๕ ของคณะ
มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า "แม้ว่าคณะเราจะเป็นคณะเล็กๆ เมื่อเทียบกับคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่น แต่การเรียนกฎหมายนั้น ไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม ก็เรียนกฎหมายฉบับเดียวกัน หนังสือ ตำรา แม้กระทั่งประมวลกฎหมายที่ใช้เรียน ก็เป็นเล่มเดียวกัน  อาจารย์ที่เก่งๆ ก็เชิญมาบรรยาพิเศษได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวเราเอง"
การศึกษากฎหมายในระดับปริญญาตรีนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพื้นฐานของกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีความซับซ้อน จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของผมเท่าใดนัก ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ตั้งใจเรียน
เที่ยวเล่นบ้างตามประสาวัยรุ่น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมได้รับในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้นคือ ผมได้เจอกับสังคมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ ได้ทำกิจกรรม ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้หาได้เฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น

            ในส่วนการเตรียมตัวก่อนที่จะมาเรียนเนฯ นั้น  ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยครับ แต่ผมอยากจะแนะนำให้น้องๆ ที่กำลังจะมาเรียนเนฯ ว่า ช่วงเทอมสุดท้ายส่วนใหญ่จะเหลือวิชาเรียนไม่กี่วิชา ในเวลาที่เหลือก็ลองเอาคำบรรยายเนฯ มาลองอ่านดูเล่นๆ ถ้ามีปัญหาสงสัยก็ให้สอบถามจากอาจารย์ประจำคณะ เพื่อที่ท่านจะได้แนะนำและแนะแนวทางในการเรียนเนฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากครับ

            ผมเข้ามาเรียนเนฯหลังจากปลดจากรับราชการทหาร ซึ่งห่างเหินจากวิชาการไปกว่าหกเดือน ผมบอกตัวเองและพ่อแม่ว่าผมตั้งใจจะเรียนเทอมละขาวิชา และใช้เวลา ๒ ปี แต่ผมจะไม่เกเร ผมจะตั้งใจให้เต็มที่ และผมจะทำให้ดีที่สุดครับ (ขอช้าแต่ชัวร์)

อันดับแรกสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเข้าฟังคำบรรยายครับ ผมเลือกมาเรียนที่เนฯแทนที่จะเรียนที่ศูนย์ต่างๆเพราะคำว่า "สำนักอบรมศึกษากฎหมาย" นั้น ชื่อก็แปลความได้อยู่แล้ว ว่ามีทั้งการอบรม และการศึกษา เรามาเรียนที่นี่เราไม่เพียงได้เฉพาะความรู้ทางกฎหมายเหมือนแค่ในหนังสือเท่านั้น แต่เราจะได้รับการอบรมทั้งจริยธรรมและข้อคิดดีๆ จากอาจารย์ผู้บรรยาย สิ่งนี้เองที่เรียกว่า บรรยากาศในการเรียนครับ

การเข้าเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยลดภาระในการอ่านหนังสือได้เป็นอย่างมาก เพราะการฟังจะสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าการอ่าน ซึ่งบางครั้งเสียงของอาจารย์ผู้บรรยายยังก้องอยู่ในหูของผมจวบจนกระทั่งแม้เวลาทำข้อสอบ คำบรรยายวิชาหนึ่งก็ไม่เกินสี่สิบหน้า และบางตัวอย่างที่อาจารย์ยกขึ้นมาในห้องก็อาจไม่ได้ลงตีพิมพ์ในคำบรรยาย ซึ่งหลายครั้งตัวอย่างเหล่านี้ก็ถูกนำมาแต่งเป็นข้อสอบ 

ส่วนการเลือกเข้าเรียนนั้นผมจะเข้าเรียนของอาจารย์ผู้ที่เป็นเจ้าของวิชาหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ ท่านเหล่านั้นจะเป็นผู้ออกข้อสอบครับ ถ้าอาจารย์เหล่านี้สอนเน้นพิเศษไปในทิศทางใด แนวโน้มเหล่านั้นก็มักจะมีผลเป็นข้อสอบครับ จงอย่าลืมว่าเป้าหมายหลักคือเรามาเรียนเพื่อสอบก่อนครับ ไม่จำเป็นต้องรู้ลึก แค่รู้รอบก็พอ

อันดับที่่สองคือการอ่านหนังสือ อย่างที่บอกในตอนต้น ผมไม่ใช่คนขยันอ่านหนังสือครับ แต่การเรียนเนฯ นั้นไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือได้ ดังนั้น ความพยายามในการอ่านหนังสือของผมจึงเกิดขึ้นครั้งแรกก็ตั้งแต่ตอนมาเรียนเนฯ นี่แหละครับ

หนังสือเดียวที่ดีที่สุดก็คือ "รวมคำบรรยายของเนติบัณฑิตยสภา" ทั้งสิบหกเล่ม ผมจะนำคำบรรยายของสมัยเก่ามาฉีก และรวมเล่มกันแยกเป็นรายวิชา ข้อดีของผมคือผมสอบเทอมละวิชาซึ่งจะมีระยะเวลาในการอ่านอย่างเต็มที่และไม่ต้องกดดันกับเวลาด้วยครับ

ผมจะตั้งเป้าหมายในการอ่านอยู่ที่วันละห้าสิบหน้าโดยประมาณครับ ถ้าได้มากกว่านั้นถือเป็นกำไร สถานที่คือ ห้องสมุดที่สำนักอบรมนั่นแหละครับ อาศัยวันที่มีการสอนขาที่เราไม่ได้สอบมาอ่าน เช่น ผมสอบอาญา วันไหนที่มีการสอนแพ่งซึ่งผมไม่ได้สอบก็จะเป็นวันที่ผมได้อ่านหนังสือ ส่วนวันที่มีสอนอาญาก็เข้าฟังคำบรรยาย ส่วนใหญ่ผมจะอ่านเฉพาะกลางวันเท่านั้นพอกลับห้องพักตอนเย็นก็จะพักผ่อน ดูทีวี คุยกับเพื่อน เพื่อความผ่อนคลายครับ ผมขอย้ำว่าถ้าอ่านขาเดียว อ่านเฉพาะกลางวัน ทันแน่นอนครับ ผมอ่านคำบรรยายได้ถึงสองรอบ และหนังสือเสริม เช่น กฎหมายพิสดารได้อีกหนึ่งรอบ

ส่วนหนังสือนอกเล่มใหญ่นั้น ถ้ามีเวลาก็แนะนำให้อ่านครับ เพื่อเสริมบางประเด็นที่นอกเหนือคำบรรยาย

อันดับที่สามคือเรื่องการเตรียมตัวก่อนสอบ  เราควรตั้งเวลาไว้ประมาณสองอาทิตย์เพื่อเตรียมตัวในการสอบครับ

อาทิตย์แรกนั้น ภายหลังที่เราอ่านคำบรรยายมาจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว ก็เป็นเวลาที่หาแนวข้อสอบ ประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ออกมาใหม่ หรือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่อาจารย์ชอบยกตัวอย่างในการบรรยาย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน  เรื่องนี้ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ   เพราะบางครั้งเราอ่านหนังสืออยู่คนเดียวอาจจะเข้าใจเนื้อหาอะไรบางอย่างผิดไป การได้พูดคุยกับเพื่อนจึงเหมือนเป็นการทบทวนความรู้ และได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายครับ และโชคดีมากที่ผมมีเพื่อนที่มาเรียนด้วยกันหลายคน

เมื่อเหลือเวลาอีกสิบถึงสิบสองวันก่อนสอบนั้น (นี่เป็นวิธีการของผมเท่านั้นนะครับ อาจจะไม่เหมาะสำหรับบางท่าน) คือผมจะท่องตัวบทข้อละวัน เช่น วันแรกข้อ ๑ มีมาตราที่สำคัญทั้งหมดกี่มาตราก็ท่องจำจนหมด ส่วนกลางคืนนั้น ผมจะทำข้อสอบเก่าย้อนหลังไปสิบปี และทำเฉพาะข้อ ๑ เช่นเดียวกัน เป็นแบบนี้จนครบสิบข้อ รวมแล้วก็จะใช้เวลาสิบวัน เหลือวันสุดท้ายไว้พักผ่อนครับ

เรื่องการเรียนกับสถาบันติวนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกัน แต่จำไว้ว่าคุณต้องมีความรู้ในระดับเพียงพอและพร้อมแล้ว การติวจะช่วยเรื่องการเขียนว่าเขียนในแนวทางใดจะได้คะแนนดี แต่อย่าหวังว่าเขาจะเก็งข้อสอบให้ เพราะเรื่องความรู้ผมอยากให้พึ่งตัวเองให้มากที่สุดครับ

สุดท้ายเมื่อวันสอบมาถึง เราต้องตั้งสมาธิให้ดี อย่ากลัวว่าจะทำไม่ได้ แต่ก็อย่าประมาท ให้เชื่อมั่นในตัวเองว่าเรามีศักยภาพพอ และมองกรรมการผู้คุมสอบว่าสักวันเราต้องเป็นแบบเขาให้ได้ (ขำๆน่ะครับ) อย่าไปเครียด อ่านโจทย์ดีๆ เอาดินสอวงประเด็นที่ถามไว้ก่อน โน้ตมาตราที่เกี่ยวข้อง แล้วก็วางโครงคร่าวๆ ว่าจะเขียนอะไรก่อนหลัง   ที่สำคัญคือต้องทำให้ครบ ๑๐ ข้อ เพราะแม้จะไม่ถูกหมด แต่ก็จะไม่เสียคะแนนไปโดยไม่ได้เขียนอะไรเลย

ครับทั้งหมดนี้ก็คือแนวทางการเรียนเนติฯของผม หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังศึกษาเนติฯอยู่นะครับ ผมเชื่อว่าคุณทำได้ เพราะคนบ้าๆอย่างผมก็ทำได้

 

 

หมายเหตุ : น้องเทอดธรรม สังขพันธานนท์ เขียนบทความนี้ให้ Thai Law Consult เผยแพร่วันที่ 22 กันยายน 2556

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต