บทความจาก คุณศุชานนท์ ศรุติสุต ม.เชียงใหม่
เนติบัณฑิต สมัย 65


กว่าจะเป็นเนติบัณฑิต

 

ครั้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นวันพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 65 ณ อาคารใหม่สวนอัมพร ข้าพเจ้าได้ร่วมถ่ายรูปกับคุณณุมาพร พัฒนพงศธร,คุณพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ และคุณกณิการ ลิ้มเจริญ และได้ชักชวนข้าพเจ้าเขียนบทความถึงการศึกษาในระดับเนติบัณฑิตซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียติอย่างยิ่ง ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนครับ ข้าพเข้าชื่อนายศุชานนท์ ศรุติสุต จบนิติศาสตร์บัณฑิต (เกียตินิยมอันดับ1) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนติบัณฑิตไทย สมัย 65 ซึ่งใช้เวลาในการศึกษา 1 ปี

การศึกษาในระดับเนติบัณฑิตนั้นเป็นการศึกษากฎหมายในทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง ซึ่งหลายท่านคงทราบดีว่าการเรียนระดับเนติบัณฑิตไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากเป็นการรวมสรรพความรู้ในชั้นระดับปริญญาตรีในเวลา4ปีเพื่อสอบไล่ภายใน1ปี ปัญหาการเรื่องมิใช่เรื่องความยากแต่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องของจำนวนข้อมูลที่ศึกษามีมาก การจัดการกับจำนวนข้อมูลเพื่อให้เกิดความคิดที่เป็นระบบและภายในเวลาอย่างจำกัดจึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้มาจากประสบการณ์ของข้าพเจ้าโดยตรง ข้าพเจ้าหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านที่เตรียมตัวสู่การเรียนในระดับเนติบัณฑิตต่อไปไม่มากก็น้อย

การศึกษาระดับเนติบัณฑิต

การเข้าฟังคำบรรยาย การเข้าฟังคำบรรยายในการศึกษาระดับเนติบัณฑิตนั้นมีทั้งภาคปกติ ภาคค่ำ และภาคทบทวน ซึ่งการเข้าฟังคำบรรยายนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดเนื่องจากท่านอาจารย์จะสอนในเรื่องที่มีความสำคัญและนำมาออกข้อสอบบ่อย ซึ่งการเข้าฟังคำบรรยายนี้แตกต่างจากการที่เราอ่านหนังสือเองคือการที่เราอ่านหนังสือด้วยตนเองอาจจะทำให้ไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในบางคำพิพากษาฎีกา โดยส่วนตัวข้าพเจ้าชอบการศึกษาแบบฟังมากกว่าการอ่านด้วยตนเอง  ข้าพเจ้ามิได้เข้าฟังคำบรรยายทั้งหมดเนื่องจากต้องแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือด้วยส่วนหนึ่งแต่จะเลือกเฉพาะท่านอาจารย์ที่สอนที่ทำให้สามารถให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ภายในเวลาจำกัดซึ่งข้าพเจ้าได้ลองเข้าฟังคำบรรยายในสัปดาห์แรกและสอบถามจากรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งในส่วนนี้เองเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคลที่ไม่มีกฎเกณฑ์อย่างใด

การอ่านหนังสือ ข้าพเจ้าเน้นหนังสือคำบรรยายของเนติบัณฑิตยสภาเป็นหลักเนื่องจากคำบรรยายนี้ได้ถอดข้อความจากการบรรยายของท่านอาจารย์อย่างครบถ้วนซึ่งบางครั้งละเอียดกว่าที่บรรยายในห้องและเป็นการสรุปความสำคัญทำให้เราสามารถอ่านได้ทันภายในเวลาจำกัดทำให้เราสามารถทราบขอบเขตของการออกข้อสอบ ซึ่งข้าพเจ้าได้สั่งจองคำบรรยายสมัยก่อนที่เข้าศึกษา(สมัย64)เนื่องจากทำให้เราสามารถแบ่งคำบรรยายได้เป็นรายวิชาและทำให้สามารถอ่านจบเป็นรายวิชาแทนที่เราจะอ่านให้จบเป็นเล่มๆไป ทำให้เราสามารถสร้างกระบวนการความคิดได้อย่างเป็นระบบมากกว่า ส่วนหนังสือที่ใช้ในการศึกษาเสริมคือกลุ่มหนังสือกฎหมายพิสดาร(จูริส)ซึ่งเป็นการรวบรวมคำพิพากษาเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนง่ายต่อการศึกษาและหนังสือของท่านอาจารย์ที่บรรยายที่เนติบัณฑิตยสภาซึ่งหาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือเนติบัณฑิตยสภา ข้าพเจ้าคิดว่าปัญหาสำคัญในการอ่านหนังสือคือจำนวนกองหนังสือที่มีจำนวนมากจนไม่รู้จะอ่านหมดตอนไหนข้าพเจ้าก็จะอ่านวิชาที่คิดว่าตนเองมีความชอบมากที่สุดก็คือกฎหมายอาญาซึ่งนับตั้งแต่วันแรกเริ่มศึกษาจนถึงวันสอบข้าพเจ้าอ่านไปทั้งหมด4รอบ โดยการอ่านในรอบแรกจะเป็นรอบที่นานที่สุดโดยอ่านแบบผ่านๆให้รู้ถึงขอบเขตการศึกษา รอบที่2-3ข้าพเจ้าใช้วิธีการปากกาขีดและใช้ปากกาเน้นข้อความเพื่อเน้นหนักกฎหมายที่สำคัญที่ต้องจำ และรอบที่4ก่อนสอบข้าพเจ้าเน้นหลักกฎหมายสำคัญที่ออกสอบบ่อยและจดจำคีย์เวิร์ดในคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถ้าตอบข้อสอบมีในส่วนนี้แล้วจะได้คะแนนค่อนข้างดี

ตัวบทกฎหมาย ไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่าตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายแบบประมวลกฎหมาย การสอบในระดับเนติบัณฑิตแม้จะใช้ข้อสอบที่เป็นคำพิพากษามาออกสอบก็ตามแต่ทว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวของข้าพเจ้าที่เข้าห้องสอบเมื่อข้าพเจ้าได้อ่านข้อสอบแล้วมีบางกรณีที่ข้าพเจ้าไม่สามารถจำได้ว่าข้อสอบนี้ออกคำพิพากษาใดและมีธงคำตอบว่าอย่างไร ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องปกติในข้อจำกัดความจำของมนุษย์ซึ่งไม่สามารถจำคำพิพากษาฎีกาได้ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วข้าพเจ้าจึงตั้งสติและนึกถึงตัวบทกฎหมายเป็นหลักโดยวางตัวบทกฎหมายและปรับเข้ากับข้อเท็จจริงและฟันธงคำตอบ ซึ่งในส่วนนี้เองข้าพเจ้าได้คะแนนออกมาค่อนข้างดีแม้ไม่สามารถจำคำพิพากษาฎีกาได้ ในส่วนของการท่องจำตัวบทกฎหมายข้าพเจ้าใช้วิธีโหลดไฟล์เสียงตัวบทกฎหมายในอินเทอเน็ตโดยนั่งฟังทุกวันทำให้เราจำตัวบทกฎหมายได้เองโดยมิต้องท่องงจำแต่อย่างใด

การทำข้อสอบ ในการทำข้อสอบนั้นมีเวลาทั้งหมด4ชั่วโมงซึ่งมี10ข้อโดยเฉลี่ยแล้วเวลาในการทำแต่ละข้อคือ24นาที โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าจะอ่านข้อสอบทั้งหมดก่อนเนื่องจากในระยะแรกสมองของเราจะทำงานได้ดีกว่าในช่วงระยะเวลาหลัง โดยข้าพเจ้าอ่านและเขียนประเด็นข้อกฎหมายในตัวข้อสอบซึ่งในระดับเนติบัณฑิตนั้นมี2-3ประเด็นต่อข้อและเริ่มทำข้อสอบในข้อที่คิดว่ามั่นใจที่สุดไปจนถึงข้อที่ไม่มั่นใจเลยเนื่องจากทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจทำข้อสอบต่อไป แม้ทำไม่ได้หมดทุกข้อก็มีโอกาสที่จะผ่านได้เนื่องจากถ้าผ่าน50คะแนนก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว

ทีเด็ด หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า “ทีเด็ด” ซึ่งหมายความว่าคำพิพากษาฎีกาเกรงๆที่จะนำมาออกสอบ จะออกมาบ่อยในช่วงเวลาที่ใกล้สอบ ในส่วนนี้เองข้าพเจ้าแนะนำว่าฟังเสริมได้แต่ไม่ใช่ทุกอย่างทั้งหมดเนื่องจากขอบเขตการออกข้อสอบมีมากซึ่งผู้ออกข้อสอบสามารถนำคำพิพากษาฎีกาใดมากออกสอบก็ได้ จากประสบการณ์ส่วนตัวเห็นว่าผู้ออกข้อสอบจะออกข้อสอบหนีคำพิพากษาฎีกาเกรงตลอด การที่เราอ่านหนังสือโดยทำตัวเองให้พร้อมที่สุดไม่ว่าข้อสอบออกมาแนวไหนก็ตอบได้หมด

 

“ ถ้าเรามีความพยายาม มุ่งมั่นและตั้งใจ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ”

 

 

หมายเหตุ : น้องศุชานนท์ ศรุติสุต เขียนบทความนี้ให้ Thai Law Consult เผยแพร่วันที่ 10-10-2556

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต