คุณ สรรเสริญ เอี่ยมสุทธิวัฒน์

 

คำแนะนำสำหรับการศึกษาชั้นเนติบัณฑิต

สรรเสริญ เอี่ยมสุทธิวัฒน์

เสริมสร้างทัศนคติต่อตนเอง

ในการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตให้ประสบความสำเร็จนั้น นักศึกษาต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างสูง เนื่องจากการสอบในแต่ละกลุ่มวิชาประกอบไปด้วยหลายวิชาด้วยกัน หากปราศจากการเตรียมพร้อมที่ดีแล้ว ย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จในการสอบเนติบัณฑิตได้อย่างแน่แท้ ดังนั้นนักศึกษาต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การจะประสบความสำเร็จในการสอบเนติบัณฑิตได้นั้น หาใช่อาศัยพรสวรรค์หรือความเก่งกาจทางกฎหมายของผู้เข้าสอบแต่เพียงประการเดียวไม่ พรแสวงหรือความอุตสาหะจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในอันที่จะประสบความสำเร็จในการศึกษาระดับเนติบัณฑิต

นักศึกษาหลายท่านคงนึกตัดพ้อถึงปริมาณหนังสือจำนวนมากที่ตนจำต้องอ่านในการเตรียมสอบเนติบัณฑิต หากท่านทั้งหลายเห็นว่าปริมาณหนังสือเหล่านั้นมีมากจนเกินไป ผมขอแนะนำให้ท่านลองปรับทัศนคติเสียใหม่ โดยผมเห็นว่าเราได้สละเวลาที่สามารถนำไปประกอบวิชาชีพมาทุ่มเทให้กับการศึกษาเล่าเรียน ดังนั้นเราควรทำหน้าที่ในปัจจุบันคือการพยายามเล่าเรียนให้ประสบความสำเร็จ เมื่อปรับทัศนคติได้แล้ว การเรียนก็เปรียบเสมือนการทำงานนั่นเอง การอ่านหนังสือเรียนจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างหนึ่ง ดังนั้นกิจวัตรประจำวันของผมก็คือการศึกษาเล่าเรียน กองหนังสือเหล่านั้นจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ผมมีทัศนคติส่วนตัวในการสร้างแรงบันดาลใจในการอ่านตำรากฎหมาย กล่าวคือผมมองว่าตำรากฎหมายเป็นตำราที่อ่านสนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นการปรับใช้กฎหมายที่ลุ่มลึกดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับ ผมมองว่านั่นคือศิลปะอย่างหนึ่ง ยิ่งได้เห็นความลุ่มลึกแยบยลของการปรับใช้กฎหมาย ก็เปรียบเสมือนยิ่งได้ยลชมจิตรกรรมอันตระการตาดุจกัน ด้วยมุมมองเช่นนี้ ผมจึงมีความรู้สึกว่าตำรากฎหมายเป็นหนังสือที่อ่านได้สนุกไม่รู้เบื่อ

นอกจากนี้ท่านควรเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง ทุกท่านที่มาศึกษา ณ ที่นี้ ล้วนเป็นนิติศาสตร์บัณฑิตทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าท่านได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยของท่านแล้วว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะออกมาประกอบวิชาชีพกฎหมายได้ ดังนั้นทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนมีความสามารถในการใช้กฎหมายได้ดีระดับหนึ่ง การศึกษาในระดับเนติบัณฑิตมีขอบเขตเนื้อหาไม่ต่างจากการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีที่ทุกท่านได้ผ่านการศึกษามาแล้วแต่อย่างใด เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นและลุ่มลึกในเนื้อหามากขึ้นเท่านั้น ขอให้มั่นใจว่าหากใช้แนวทางที่ถูกต้อง ทุกท่านล้วนสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตได้

การเข้าฟังบรรยายและการอ่านตำรา

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมิได้เข้าฟังการบรรยายครบทุกคาบ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ทั้งเหตุผลในเรื่องระยะห่างของบ้านกับสถานศึกษา อีกทั้งเหตุผลในแง่ของการจัดแบ่งเวลา ซึ่งเมื่อคำนวณโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่สามารถเข้าฟังการบรรยายทั้งหมดและอ่านตำราทั้งหมดให้ทันแก่การสอบได้

ดังนั้นการเลือกเข้าฟังการบรรยายของอาจารย์แต่ละท่านจึงจำเป็นสำหรับผม โดยส่วนตัวแล้วมิได้มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่าต้องเลือกเข้าฟังบรรยายภาคกลางวันหรือภาคค่ำ กล่าวคือเลือกตามอัธยาศัยส่วนตัวเป็นรายวิชาว่าจะเข้าฟังบรรยายภาคกลางวันหรือภาคค่ำเป็นสำคัญ

ในเวลาที่มิได้เข้าฟังการบรรยาย ผมจะให้เวลากับการอ่านตำรากฎหมาย โดยส่วนใหญ่แล้วตำราที่ใช้อ่านในการสอบเนติบัณฑิตคือหนังสือรวมคำบรรยายของเนติบัณฑิตยสภา จะมีก็แต่บางรายวิชาที่ได้ซื้อตำรามาอ่านเอง เนื่องจากมีความชื่นชอบในเนื้อหาหรือการนำเสนอของอาจารย์ผู้ประพันธ์ตำรานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ตำรากฎหมายอาญา ภาคทั่วไป และ ตำรากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของท่านอาจารย์เกียรติขจร, กฎหมายอาญา ภาคความผิด ของท่านอาจารย์หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา, ตำรากฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน ของท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล และของท่านอาจารย์ธานี สิงหนาท, ตำรากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ของท่านอาจารย์สมชัย ทีฆาอุตมากร, ตำรากฎหมายทรัพย์และที่ดิน ของอาจารย์บัญญัติ สุชีวะ ฯลฯ

การจัดแบ่งเวลาในการอ่านตำรา ไม่พึงให้ความสำคัญกับปริมาณในการอ่านมากไปกว่าคุณภาพในการทำความเข้าใจกับเนื้อหา หลักการของผมคือทำให้เกิดความเคยชินในการอ่าน กล่าวคือทำให้การอ่านหนังสือกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ก็มิได้กำหนดว่าแต่ละวันต้องอ่านตำราให้ได้จำนวนกี่หน้า เพียงแต่ทำให้เกิดเป็นความเคยชินในการอ่าน แม้ในวันที่มีเวลาน้อยที่สุดก็ยังคงต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้างสักสิบถึงยี่สิบหน้าเป็นอย่างน้อย ผมนึกอยู่เสมอว่าช่วงระหว่างเปิดภาคการศึกษาไปจนถึงช่วงสอบ มีช่องว่างระยะเวลายาวนานถึงสี่เดือนเศษ หากไม่มีกระบวนการในการรื้อฟื้นเนื้อหาที่ดี ย่อมเป็นไปไม่ได้โดยสภาพที่จักไม่หลงลืมเนื้อหาต่าง ที่เคยได้จากการศึกษาเล่าเรียนหรือจากการอ่านตำรา ดังนั้นการทำความเข้าใจในการใช้กฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ช่วยทุ่นแรงมิให้ต้องใช้การท่องจำจนเกินความจำเป็น

ในการอ่านตำรา ผมขอแนะนำให้ทำความเข้าใจกับเจตนารมณ์ของแห่งกฎหมายทุก ๆ มาตรา ควรจับหลักคิดให้ได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ มีความมุ่งหมายคุ้มครองใคร เพื่อประโยชน์สิ่งใด และที่สำคัญควรทำความเข้าใจกับหลักกฎหมายพื้นฐานให้ดี เพราะสามารถนำไปเป็นฐานคิดสนับสนุนบทกฎหมายที่เป็นเรื่องเฉพาะได้เป็นอย่างดี

ผมมีความเห็นว่าความยากของการสอบเนติบัณฑิตมิได้อยู่ที่ตัวข้อสอบ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการปริมาณของเนื้อหา ดังที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าในการเตรียมสอบแต่ละกลุ่มวิชาต้องอาศัยการอ่านตำราเป็นจำนวนมาก ปัญหาสำคัญสำหรับผู้เข้าสอบทุกท่านจึงมีว่า จะอ่านตำราทั้งหมดให้ทันอย่างไร ? และแม้อ่านตำราทันดังนั้นแล้ว จะจดจำเนื้อหาทั้งหมดโดยที่ไม่หลงลืมได้อย่างไร ? กล่าวโดยสรุป ความยากในการสอบเนติบัณฑิตคือการบริหารจัดการกับความ “เยอะ” ของเนื้อหานั่นเอง

ผมแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการซื้อประมวลกฎหมายเล่มใหญ่ซึ่งมีพื้นที่สำหรับการจดหลักกฎหมาย โดยในการอ่านตำราครั้งแรก ผมจะขีดเส้นใต้หลักกฎหมายหรือข้อความที่สำคัญไว้ เมื่ออ่านจบหนึ่งบทจะพลิกกลับมาทวนเนื้อหาในบทนั้น ๆ อีกรอบทันที พร้อมกับจดหลักกฎหมายหรือข้อความที่ได้ขีดเส้นใต้ไว้ก่อนลงในประมวลกฎหมายเล่มใหญ่ของผม ดังนี้ผลจึงเท่ากับว่าผมได้อ่านเนื้อหาซ้ำถึงสองรอบและได้จดหลักกฎหมายที่สำคัญลงในประมวลกฎหมายซ้ำอีกรอบหนึ่ง เมื่อกระทำดังนี้ทุกรายวิชาแล้ว ประมวลกฎหมายของผมจะเป็นหนังสือที่รวบรวมหลักกฎหมายไว้มากที่สุดเล่มหนึ่ง อีกทั้งเมื่อได้ลงมือจดหลักกฎหมายสำคัญด้วยตนเอง การอ่านทวนสิ่งที่ตนเองจดไว้จะทำให้รื้อฟื้นความทรงจำที่ได้จากการอ่านขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

การเตรียมตัวสอบ

การเตรียมตัวสอบของผมในขั้นแรกคือพยายามบริหารจัดการเวลาให้สามารถจบเนื้อหาทั้งหมดที่ต้องใช้ในการสอบก่อนวันสอบจริงเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ จากนั้นผมจะหยุดการอ่านตำราและเอกสารทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง โดยใช้เวลาช่วงสุดท้ายก่อนสอบกับการท่องจำตัวบทกฎหมาย รวมถึงหลักกฎหมาย ข้อความ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญที่ได้จดลงไว้ในประมวลกฎหมายส่วนตัวทั้งสิ้น

ด้วยวิธีการดังนี้ ผมสามารถรื้อฟื้นความทรงจำเกือบทั้งหมดคืนมาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากวิธีการอ่านตำราของผมเปรียบเสมือนการบังคับให้ตนเองต้องอ่านตำราสองรอบเป็นอย่างน้อยและได้จดหลักกฎหมายที่สำคัญด้วยมือตนเองมาตลอดภาคการศึกษาอีกด้วย นอกจากนั้นในการศึกษาตัวบทกฎหมายแต่ละมาตรา ผมจะใช้วิธีการขีดเส้นใต้เน้นถ้อยคำสำคัญในตัวบทและพยายามทำความเข้าใจกับตัวบทกฎหมายนั้น ๆ ในเชิงลึกตั้งแต่การอ่านรอบแรก ดังนี้ผมจึงใช้เวลาในการท่องจำตัวบทกฎหมายค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับนักศึกษาคนอื่น ๆ เพราะในระหว่างการศึกษาผมได้พยายามทำความเข้าใจในเนื้อหาแทนการใช้พื้นที่สมองให้หมดไปกับการท่องจำโดยไม่จำเป็น เช่นในการสอบภาควิธีสบัญญัติ ผมเข้าสอบทั้งกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ปรากฏว่าผมมีเวลาช่วงสุดท้ายในการท่องจำตัวบทกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงสามวันเท่านั้น แต่ด้วยวิธีการดังกล่าวมาแล้ว ผมสามารถสอบผ่านกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไปได้ด้วยดี

อนึ่ง สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเตรียมสอบด้วยตนเอง คือการพยายามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกฎหมายกับบรรดามิตรสหาย สังคมทุกแห่งจะวัฒนาการต่อไปได้ก็เมื่อสมาชิกในสังคมร่วมกันสรรค์สร้างคุณประโยชน์ให้จำเริญงอกงามขึ้น การศึกษาในระดับเนติบัณฑิตก็เช่นกัน การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกฎหมายอย่างปราศจากอคติย่อมก่อให้สติปัญญาของผู้ร่วมเสวนาแตกฉานงอกงามขึ้น พึงระลึกไว้เป็นนิจว่าบุคคลทั้งหลายย่อมไม่มีผู้ใดเก่งกาจสามารถแต่เพียงผู้เดียวทุกศาสตร์สาขา การร่วมกันปรึกษาระดมความคิด การแบ่งปันความรู้หรือความคิดเห็น นอกจากจะมีส่วนช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ที่มาขอคำปรึกษาแล้ว ยังมีส่วนช่วยผู้ที่ให้คำปรึกษาในแง่ของการกระชับความรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้วให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนยังเป็นการสอบทานความถูกต้องแท้จริงของเนื้อหาหรือหลักวิชาไปในตัวอีกด้วย

การทำข้อสอบ

เมื่อเข้าสู่สนามสอบ สิ่งแรกที่ควรทำขณะนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องสอบคือสลัดความวิตกกังวลออกไปจากหัวสมองให้หมดสิ้น ขณะนั่งรอเวลาที่คณะกรรมการคุมสอบจะอนุญาตให้เริ่มลงมือทำข้อสอบ ควรทำจิตใจให้สงบนิ่ง ปราศจากความหวั่นไหว พร้อมกับเชื่อมั่นในตนเองว่าเมื่อได้ลงมือศึกษาหาความรู้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องมาตลอดภาคการศึกษาแล้ว การสอบตกย่อมไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ ปัญหาเพียงประการเดียวคือจะทำคะแนนได้สูงสักเพียงใด

เมื่อคณะกรรมการคุมสอบอนุญาตให้ทำข้อสอบ ผมใช้วิธีอ่านคำถามทั้งสิบข้อให้ครบถ้วนเสียก่อนแล้วจึงเลือกลงมือทำข้อสอบในข้อที่ตนเองมีความมั่นใจมากที่สุด ผมจะไม่ใช้วิธีอ่านข้อสอบและลงมือทำทีละข้อ เพราะการอ่านข้อสอบทั้งสิบข้อเสียก่อนเป็นการกระตุ้นให้สมองทำการวิเคราะห์กลั่นกรองประเด็นปัญหาต่าง ๆ ก่อนรอบหนึ่ง และโดยการทำงานของสมองโดยที่เราไม่รู้ตัวนี้เองที่จะช่วยให้เราทำข้อสอบได้สะดวกราบรื่นยิ่งขึ้น ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยแล้วว่า สมองของมนุษย์จะทำงานโดยที่เราไม่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ขอให้ท่านตั้งข้อสังเกตว่าในบางครั้งเมื่อท่านหลงลืมเรื่องหนึ่งเรื่องใดไป ขณะนั้นท่านเพียรนึกคิดเท่าใดก็คิดไม่ออก ต่อเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ท่านกลับจำเรื่องนั้นขึ้นมาได้ ทั้งที่ขณะเวลานั้นท่านมิได้นึกคิดเรื่องราวนั้นอยู่เสียด้วยซ้ำ อุทาหรณ์นี้เป็นหลักตรรกะเดียวกันที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อการทำข้อสอบในข้อที่ท่านไม่มีความมั่นใจในการตอบปัญหาหรือในข้อที่ท่านได้หลงลืมหลักวิชาไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะแม้ในขณะที่ท่านกำลังเขียนคำตอบในข้อที่สามารถทำได้ สมองของท่านก็ได้ทำการรื้อฟื้นข้อมูลที่ท่านหลงลืมไปชั่วขณะโดยที่ท่านมิได้รู้สึกตัวนั่นเอง ดังนั้นการทิ้งข้อสอบในข้อที่ท่านไม่มีความมั่นใจไว้ทำในภายหลังจึงมีประโยชน์ในแง่ของการปล่อยเวลาให้สมองของท่านทำงานรื้อฟื้นระบบความจำ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสามารถตอบข้อสอบข้อนั้นได้อย่างถูกต้องในภายหลัง

หลักการเขียนคำตอบนั้น มิจำเป็นต้องวางตัวบทก่อนการลงมือตอบข้อสอบ เพราะจะทำให้เวลาในการเขียนคำตอบไม่เพียงพอ โดยส่วนตัวแล้วผมใช้วิธีการปรับข้อเท็จจริงในข้อสอบให้เข้ากับข้อกฎหมายแล้ววินิจฉัยไปเลยเสียทีเดียว ซึ่งในการเขียนคำตอบควรใช้ภาษาเขียนและภาษากฎหมายทั้งสิ้น ไม่ควรใช้ภาษาพูดในการตอบอย่างเด็ดขาด โดยปกติแล้วภาษาเขียนและภาษากฎหมายก็พบเห็นได้ทั่วไปในตำรากฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา และตัวบทกฎหมายนั่นเอง ควรใช้ภาษาเหล่านี้ให้คล่องมือเพราะเราเป็นนักกฎหมาย ภาษาของนักกฎหมายบางคำมีความหมายแตกต่างจากความหมายธรรมดา ดังนั้นการใช้ภาษาพูดธรรมดาในการตอบข้อสอบระดับเนติบัณฑิตจึงมีความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง การฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่ประการใด สามารถยึดภาษาที่ใช้ในตำรากฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา รวมถึงตัวบทกฎหมาย เป็นแม่แบบในการฝึกฝนได้

การปรับใช้ตัวบทกฎหมายในการตอบปัญหา ควรใช้ถ้อยคำในตัวบทอย่างเคร่งครัด การท่องจำถ้อยคำในตัวบทแต่ละมาตราจนแม่นยำจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเขียนคำตอบเพื่อให้ได้คะแนนดี ประเด็นใดที่สามารถอ้างอิงข้อกฎหมายได้ ควรอ้างอิงข้อกฎหมายกำกับตัวเลขมาตราไว้ทุกกรณี ดังนั้นการท่องจำตัวบทกฎหมายตั้งแต่ “บทนิยาม” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการตอบเพื่อให้ได้คะแนนสูง เมื่อสามารถอ้างหลักกฎหมาย ข้อความในตัวบทกฎหมาย ตลอดจนเลขมาตราที่ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลแต่ประการใดที่จะไม่ได้คะแนนสูงในการตอบข้อสอบข้อนั้น นอกจากนี้การท่องจำฎีกาย่อบางฉบับแล้วนำมาใช้ในการตอบข้อสอบก็ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เนื่องจากการตอบข้อสอบเพื่อวัดความรู้ ผู้เข้าสอบต้องอนุมานไว้ก่อนว่าผู้ตรวจข้อสอบของท่านไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น หน้าที่ของผู้เข้าสอบคือการวินิจฉัยปัญหาให้สมบูรณ์แบบที่สุด เหตุผลที่ใช้ในการตอบจึงต้องเพียบพร้อมทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มีความสอดคล้องถูกต้องตามหลักตรรกวิทยา จึงจะสามารถทำคะแนนได้ดี

การเขียนคำตอบควรเขียนให้ชัดเจน ปราศจากความเคลือบคลุม ตอบปัญหาให้ครบทุกประเด็นโดยไม่ตกหล่น ปรับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องแม่นยำ และควรวินิจฉัยฟันธงไปในทางใดทางหนึ่ง มิควรตีขลุมโดยใช้คำว่า “น่าจะ” หรือ “อาจจะ” เพราะเป็นคำตอบที่ปราศจากความแน่นอนในเนื้อหา ในกรณีที่ท่านทำข้อสอบข้อใดไม่ได้ อย่าได้ปล่อยกระดาษว่างไว้เป็นอันขาด วิธีที่ผมจะแนะนำคือให้ท่านคำนวณความน่าจะเป็นของธงคำตอบ โอกาสที่ท่านจะตอบถูกธงมีอยู่ถึงห้าสิบต่อห้าสิบ แล้วให้ท่านหาเหตุผลมาสนับสนุนคำตอบที่ได้จากการคำนวณของท่าน โดยหากไม่สามารถนึกหาบทกฎหมายเฉพาะได้ ก็ให้ใช้หลักกฎหมายทั่วไป หากกรณีไม่อาจใช้หลักกฎหมายทั่วไปได้ ก็ให้ท่านใช้เหตุผลตามความเป็นจริงแห่งพฤติการณ์แทนการใช้หลักกฎหมาย ด้วยวิธีการดังนี้ หากท่านโชคดีเดาธงคำตอบพร้อมใช้หลักกฎหมายได้ถูกต้องอยู่บ้าง ท่านอาจได้คะแนนในข้อนั้นตั้งแต่ห้าถึงเจ็ดคะแนนเลยทีเดียว

โดยหลักการของผม การทำข้อสอบเปรียบเสมือนการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง กล่าวคือต้องทำข้อสอบในข้อที่คิดว่าทำได้ให้ได้คะแนนสูงที่สุด ส่วนข้อที่มีความมั่นใจรองลงมาต้องพยายามบริหารจัดการให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าห้าคะแนน เพื่อประกันว่าในการสอบครั้งนั้นจะไม่มีทางสอบตกอย่างแน่นอน

บทเบ็ดเตล็ด

แม้การเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิตต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะอย่างสูง แต่ผู้เข้าสอบไม่ควรปล่อยตนเองให้จมอยู่กับความเครียดมากจนเกินไป ควรหาโอกาสพักผ่อนคลายอารมณ์ตามอัธยาศัยและพบปะสังสรรค์กับมิตรสหายบ้างตามสมควร ชีวิตคนเราก็เหมือนศิลปะ การประสบความสำเร็จต้องมาพร้อมกับสุนทรียภาพทางอารมณ์ ชีวิตจึงจะมีรสชาติ

ผมขออัญเชิญคำพูดของท่านอาจารย์เกียรติขจรที่ได้เคยกล่าวไว้เมื่อสมัยที่ 64 มากล่าว ณ ที่นี้ว่า “ทุกท่านในที่นี้ล้วนสามารถขึ้นมายืนบนจุดนี้ได้ หากศึกษาเล่าเรียนตามแนวทางที่ถูกต้อง” ครั้งนั้นเมื่อผมได้ฟังประโยคนี้ก็พูดติดตลกกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่า “คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งผมต้องขึ้นไปยืนบนนั้นแน่นอน” จากนั้นผมและเพื่อนก็หัวเราะแซวกันไปตามประสา โดยที่ต่างคิดไม่ถึงเป็นอันขาดว่า วันนี้ฟ้าจะเล่นตลกให้ผมขึ้นมายืนอยู่บนนี้จริง ๆ !!

ท้ายนี้ผมขอกล่าวขอบคุณบรรดามิตรสหายที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันความรู้และข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือนายพิชญ์ กลิ่นมาลี, นายวริศ อมรชัชวาลกุล และขอขอบคุณ นางสาวยุวดี ผลทรัพย์ สำหรับกำลังใจที่มอบให้เสมอมา

 

หมายเหตุ : เมื่อวันรพี 7 สิงหาคม 2556 ในโอกาสรับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต สมัยที่ 65 น้องสรรเสริญ เอี่ยมสุทธิวัฒน์ มอบบทความนี้ให้พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 โทร. 081-759-8181

Thai Law Consult เริ่มเผยแพร่บทความนี้ตั้งแต่ 9-9-2556 เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชน น้องสรรเสริญและThai Law Consult เต็มใจอย่างยิ่งถ้าหน่วยงานหรือบุคคลใดจะนำบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อ

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต