คุณ ภูชิต เสริมศักดิ์

 

แนวทางการเขียนตอบข้อสอบในระดับชั้นเนติบัณฑิต

        บทความเรื่องแนวทางการเขียนตอบข้อสอบระดับชั้นเนติบัณฑิต ผู้เขียนได้เรียบเรียงจากประสบการณ์ในการสอบข้อเขียนความรู้ในระดับชั้นเนติบัณฑิตย์สมัยที่ ๖๕ ในกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของผู้เขียนเอง ซึ่งในการสอบครั้งนั้นผู้เขียนสามารถทำคะแนนได้สูงที่สุดในจำนวนผู้เข้าสอบ ๘,๕๖๖ คน และมีผู้สอบผ่านจำนวน ๗๘๐ คน   
แนวทางการตอบข้อสอบของผู้เขียนนั้น มีแนวทางโดยสรุปได้ดังนี้

๑. เมื่อไปถึงสถานที่สอบเรียบร้อยควรตรวจสอบว่าเราสอบที่อาคารใด ชั้นใด ห้องใด เพื่อป้องกันความผิดพลาดและควรไปรออยู่ที่หน้าห้องสอบเลยแล้วจึงหามุมสอบเพื่อทบทวนเนื้อหาที่จะสอบ เช่นทบทวนตัวบท เป็นต้น
เมื่อกรรมการคุมสอบอนุญาตให้เข้าห้องสอบได้ เราก็ควรที่จะรีบเข้าห้องสอบก่อนเวลาทำข้อสอบประมาณ ๕ นาที เพื่อทำสมาธิ ลดความตื่นเต้น ตรวจสอบความเรียบร้อยของกระดาษคำถามและสมุดคำตอบ 

๒. เมื่อกรรมการคุมสอบอนุญาตให้เริ่มทำข้อสอบได้  ผู้เขียนก็จะเริ่มจากการอ่านข้อสอบเป็นรายข้อไปทั้ง ๑๐ ข้อ และจดบันทึกย่อไว้ข้างคำถามว่ามีตัวบทกฎหมายมาตราใดที่ต้องใช้ในการตอบข้อสอบ มีประเด็นใดบ้างและเขียนคำตอบประกอบเหตุผลโดยย่อไว้ด้วย
โดยปกติแล้วข้อสอบในระดับเนติบัณฑิตจะมีประเด็นคำถามในแต่ละข้อประมาณ ๒ - ๓ ประเด็น ซึ่งเราต้องอ่านให้ละเอียดว่าคำถามต้องการให้เราตอบประเด็นใดบ้าง โดยผู้เขียนใช้เวลาในการอ่านข้อสอบทั้ง ๑๐ ข้อ พร้อมกับเขียนคำตอบโดยย่อ ประมาณ ๔๕ นาที – ๑ ชั่วโมง   

๓. จากนั้นก็เริ่มลงมือทำข้อสอบ โดยเริ่มจากข้อที่มั่นใจในธงคำตอบมากที่สุดก่อน สิ่งที่สำคัญมากในการทำข้อสอบคือ เรื่องเวลา เนื่องจากในการสอบมีเวลาจำกัดเพียง ๔ ชั่วโมง ซึ่งได้ใช้ไปกับการอ่านคำถามแล้วประมาณ ๑ ชั่วโมง ดังนั้นเราจึงมีเวลาในการเขียนคำตอบทั้ง ๑๐ ข้อ เพียง ๓ ชั่วโมงหรือ ๑๘๐ นาทีเท่านั้น ดังนั้นในการตอบข้อสอบแต่ละข้อควรใช้เวลาในการเขียนไม่เกิน ๑๘ นาที หรือควรเขียนตอบเสร็จเร็วกว่า ๑๘ นาที ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่งเพราะจะได้มีเวลาเหลือในการทบทวนด้วย โดยส่วนตัวผู้เขียนจะใช้เวลาในแต่ละข้อประมาณ ๑๕ นาที

๔. ในการเขียนตอบข้อสอบนั้นเนื่องจากเรามีเวลาเพียงข้อละไม่เกิน ๑๘ นาทีเท่านั้น ดังนั้นในการเขียนตอบต้องใช้ภาษากฎหมายที่ตรงไปตรงมา ประเด็นใดที่คำถามไม่ได้ถามเราก็ไม่ต้องตอบ  เพราะจะทำให้เสียเวลาและการตอบคำถามในประเด็นที่ไม่ได้ถามก็ไม่มีคะแนนให้ในส่วนนั้นและอาจมีผลเสียเพราะผู้ตรวจอาจเข้าใจได้ว่าเราอ่านคำถามไม่เข้าใจก็เป็นได้
เรื่องลายมือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ควรเขียนตัวหนังสือเล็กหรือใหญ่จนเกินไป และเขียนด้วยความเป็นระเบียบจะทำให้ผู้ตรวจข้อสอบอ่านง่ายซึ่งอาจมีผลต่อคะแนนเช่นกัน
สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการทำข้อสอบคือข้อสอบมีทั้งหมด ๑๐ ข้อ ทุกข้อต่างมีคะแนนเท่ากัน ดังนั้นจึงควรทำข้อสอบให้ครบทุกข้อไม่ควรเน้นหรือให้ความสำคัญกับข้อใดข้อหนึ่งมากเกินไป  เนื่องจากจะทำให้ทำข้อสอบข้ออื่นไม่ทันเวลาตอบข้อสอบทำให้เสียคะแนนไปโดยใช่เหตุ และก็ควรหมั่นดูนาฬิกาบ่อยๆ เพื่อควบคุมเวลาในการทำข้อสอบด้วยหากเป็นว่าเราใช้เวลากับข้อใดข้อหนึ่งมากเกินไปแล้วก็ควรรวบรัดสรุปคำตอบแล้วไปทำข้อสอบข้อต่อไป
ในการเขียนข้อสอบแต่ละข้อผู้เขียนจะตอบเพียงหนึ่งหน้าหรืออย่างมากไม่เกินหนึ่งหน้าครึ่ง  สำหรับข้อที่มีประเด็นมากๆ และการเขียนตอบข้อสอบผู้เขียนจะพยายามใส่เลขมาตราทุกครั้งเพราะจะทำให้ผู้ตรวจข้อสอบเห็นว่าเรามีความแม่นยำในการจดจำและใช้กฎหมาย
ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการตอบข้อสอบระดับเนติบัณฑิตกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในสมัยที่ ๖๕ ของผู้เขียนเองรายข้อ

ข้อสอบชั้นเนติบัณฑิต สมัย 65 ภาค 2 วิชาวิธีพิจารณาความแพ่ง
สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต  ภาคสอง  สมัยที่  65  ปีการศึกษา  2556
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายล้มละลาย
ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2556

ข้อ  1. (ก) นายเอกว่าจ้างนายโทให้สร้างถนนและรางระบายน้ำ  เป็นเงิน  800,000  บาท  สัญญาว่าจ้างทำที่ภูมิลำเนาของนายเอกที่จังหวัดลำปาง  ต่อมานายโทได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวให้แก่นายตรี  โดยมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้นายเอกทราบแล้ว  สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องทำที่บ้านของนายตรีที่จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อนายโทสร้างถนนและรางระบายน้ำแล้วเสร็จ  นายตรีได้มีหนังสือถึงนายเอกขอรับเงินค่าก่อสร้าง  นายเอกปฏิเสธอ้างว่าได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่นายโทไปแล้ว  นายตรีจึงยื่นคำฟ้องนายเอกต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ให้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย  ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้รับคำฟ้อง
             (ข)  นายตรียื่นฟ้องนายจัตวาซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ให้ชำระเงินตามเช็คที่นายจัตวาสั่งจ่าย  จำนวนเงิน  500,000  บาท  ในชั้นตรวจคำฟ้อง  ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า  คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์  ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง  และลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์  จึงไม่รับคำฟ้อง
              ให้วินิจฉัยว่า  ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้รับคำฟ้องตาม  (ก)  และไม่รับคำฟ้องตาม  (ข)  ชอบหรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ ๑. 
(ก)  กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔  วางหลักไว้ว่า  “เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น” (๑) คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่
คำว่ามูลคดีหมายความว่าเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้อง 
การที่นายเอกว่าจ้างนายโทให้สร้างถนนและรางระบายน้ำ  โดยทำสัญญาว่าจ้างกันที่ภูมิลำเนาของนายเอกผู้ว่าจ้างและต่อมานายโทผู้รับจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามสัญญาสร้างถนนและรางระบายน้ำได้โอนสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างดังกล่าวให้แก่นายตรีโดยทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่บ้านของนายตรีที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น  นายตรีเป็นแต่เพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของนายโทในอันที่จะบังคับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมจากนายเอกแทนนายโท  ดังนั้นสถานที่ที่มีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องคือจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่ใช่สถานที่มูลคดีเกิดขึ้น  นายตรีจึงไม่อาจฟ้องนายเอกต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้
จากข้อเท็จจริงตามปัญหาเห็นได้ว่า สถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น  คือจังหวัดลำปาง  เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีการทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างถนนและรางระบายน้ำ  ซึ่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวเป็นมูลหนี้ให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนายโทกับนายตรี  และนายเอกปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่นายตรี  จึงถือได้ว่า  มูลเหตุอันเป็นที่มาแห่งการได้สิทธิอันจะทำให้นายตรีมีอำนาจฟ้องนายเอกเกิดขึ้นที่ ณ ภูมิลำเนาของนายเอกซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดลำปาง
ดังนั้นการที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่รับฟ้องไว้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๑)

(ข)  การที่นายตรียื่นฟ้องนายจัตวาซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ให้ชำระเงินตามเช็คที่นายจัตวาสั่งจ่ายต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่นั้น  การยื่นฟ้องดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๑)  เพราะเป็นการฟ้องคดีต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล
ในชั้นตรวจคำฟ้องศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่าคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์  ลายมือผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น  คำสั่งของศาลจังหวัดเชียงใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายความผู้เรียงและไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์  เป็นเพียงที่คำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๗(๕) เท่านั้น ศาลจังหวัดเชียงใหม่ชอบที่จะสั่งให้นายตรีแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อนโดยสั่งให้คืนคำฟ้องดังกล่าวไปแก้ไขภายในเวลาที่กำหนดหากนายตรีไม่ปฏิบัติตามศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงจะมีอำนาจที่จะสั่งไม่รับคำฟ้องซึ่งเป็นคำคูความนั้นได้ตาม มาตรา ๑๘ วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ดังนั้นการที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของนายตรีโดยที่ไม่สั่งคืนคำฟ้องเพื่อให้นายตรีแก้ไขก่อนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หมายเหตุ ในการตอบข้อสอบข้อนี้ผู้เขียนเลือกทำเป็นข้อแรกเพราะมั่นใจในธงคำตอบเนื่องจากคำถามได้นำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๓๐/๒๕๕๔  ซึ่งเป็นฎีกาใหม่ และอาจารย์ผู้บรรยายหลายท่านก็ได้ให้ความสนใจ  โดยนำมาบรรยายในห้องเรียนและที่สำคัญมีปรากฏอยู่ในบทบรรณาธิการด้วย

 

ข้อ  2. โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย  จำนวนเงิน  3,000,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์  จำเลยให้การว่า  เช็คพิพาทออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้พนัน  มูลหนี้ตามเช็คเป็นโมฆะ  ขอให้ยกฟ้อง  ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน  โดยจำเลยยอมชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน  2,400,000  บาท  โดยผ่อนชำระเป็น  24  งวด  งวดละเดือน  เดือนละ  100,000  บาท  หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด  ยอมให้โจทก์บังคับคดีชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบต่อปีนับแต่วันผิดนัดได้ทันที  ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ  กรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
(ก) จำเลยอุทธรณ์ว่า  ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการพิพากษาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(ข) จำเลยยื่นคำร้องว่า  โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับเช็คพิพาทมาแล้ว  ศาลพิพากษายกฟ้อง  ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ  ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมและพิพากษายกฟ้องโจทก์
ให้วินิจฉัยว่า  อุทธรณ์ของจำเลยตาม  (ก)  ฟังขึ้นหรือไม่  และศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยตาม  (ข)  ได้หรือไม่   

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ ๒ 
(ก) กรณีตามปัญหา การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย  แล้วต่อมาระหว่างการพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันกรณีดังกล่าวต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๓๘ เพราะเป็นคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาไปตามนั้น
แม้ว่าโจทก์จะฟ้องให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท  พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแต่ในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยยอมชำระจำนวนเงิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาทโดยผ่อนจ่ายเป็นงวด  หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับชำระหนี้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบต่อปีซึ่งอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตราคำฟ้องโจทก์ก็ตาม  แต่การที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพากษาอย่างคดีธรรมดาที่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วชี้ขาดข้อพิพาท  ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้  ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดี และไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะการพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ มิได้ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๑๔๒ ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
ดังนั้นแม้ในคำฟ้องโจทก์จะขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแต่ศาลพิพากษาตามยอมโดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบต่อปีตามข้อตกลงละพิพากษาตามยอมดังกล่าวก็หาเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่  อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

(ข) ส่วนการที่จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์เคยต้องคดีเกี่ยวกับเช็คพิพาทมาแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน  ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่จำเลยกล่าวอ้างว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำย่อมจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องก็เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
อย่างไรก็ตามแม้คำร้องของจำเลยจะเข้าข้อยกเว้นที่ให้สิทธิจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง (๒) ก็ตามแต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์แต่กลับยื่นคำร้องของศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นเองซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลชั้นต้นกระทำได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องของจำเลย
จากเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น  อุทธรณ์ของจำเลยตามข้อ (ก) จึงฟังไม่ขึ้นและศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยตาม (ข) ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยเสียได้

ข้อ  3. นายขาวฟ้องนายเขียวว่านายเขียวผิดสัญญาก่อสร้างบ้านพักที่ทำไว้กับนายเหลือง  ขอให้นายเขียวชดใช้ค่าเสียหายแก่นายเหลือง  1,000,000  บาท  โดยนายขาวบรรยายฟ้องว่าได้รับมอบอำนาจจากนายเหลืองให้มาฟ้องคดีแทน  ตามหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้อง  นายเขียวให้การว่า  นายเหลืองเป็นฝ่ายที่ผิดสัญญา  ทำให้นายเขียวได้รับความเสียหาย  2,000,000  บาท  ขอให้ยกฟ้อง  และฟ้องแย้งขอให้นายเหลืองชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายขาวนำสืบก่อน  ก่อนวันสืบพยาน 10  วัน  นายขาวยื่นคำร้องว่า  ขณะยื่นคำฟ้องต่อศาลนั้น  นายเหลืองยังไม่ตัดสินใจว่าจะฟ้องนายเขียวหรือไม่  แต่นางแดงภริยานายเหลืองเกรงว่าคดีจะขาดอายุความจึงปลอมลายมือชื่อนายเหลืองในหนังสือมอบอำนาจที่ให้นายขาวฟ้องคดีนี้ไว้ก่อน  บัดนี้นายเหลืองได้ทราบเรื่องและเห็นด้วยกับการกระทำของนางแดง  และได้ทำหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ให้ฟ้องนายเขียวแล้ว  จึงขอแก้ไขคำฟ้องเป็นว่า  นายเหลืองได้มอบอำนาจให้นายขาวฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่  นายเขียวรับสำเนาคำร้องแล้วไม่ค้าน  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องได้เป็นกรณีที่  1  แต่หากนายขาวไม่ขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว  และต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว  พิพากษายกฟ้อง  เพราะเหตุลายมือชื่อนายเหลืองในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม  พร้อมกันนั้นก็พิพากษาให้นายเหลืองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาให้แก่นายเขียว  ตามฟ้องแย้งตามที่ได้ความจากการนำสืบของนายเขียว  เป็นกรณีที่  2
ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องในกรณีที่  1  และคำพิพากษาที่ให้นายเหลืองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งในกรณีที่  2  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ ๓
กรณีที่ 1 การที่นายขาวฟ้องนายเขียว โดยบรรยายฟ้องว่าได้รับมอบอำนาจจากนายเหลืองซึ่งเป็นคู่สัญญาในการทำสัญญาก่อสร้างบ้านกับนายเขียวแล้วและแนบใบมอบอำนาจมาด้วยแต่ความจริงแล้วในใบมอบอำนาจให้นายขาวฟ้องคดีดังกล่าวนางแดงจึงเป็นภริยาของนายเหลืองเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของนายเหลืองเพราะเกรงว่าคดีจะขาดอายุความนั้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่านายขาวไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนนายเหลืองเพราะนายเหลืองไม่ได้มอบอำนาจให้นายขาวฟ้องคดีแทนตน  เนื่องจากลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม
ข้อเท็จจริงข้างต้นการฟ้องคดีของนายขาวจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก แม้ต่อมานายเหลืองจะทราบเรื่องและเห็นด้วยกับการกระทำของนางแดงและได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายขาวฟ้องนายเขียว และนายขาวยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องแล้วก็ตาม แต่นายขาวก็ไม่มีอำนาจขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าวได้ เพราะการขอแก้ไขคำฟ้องของนายขาวไม่ใช่การขอเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ วรรคสอง (๒)  เนื่องจากคำฟ้องของนายขาวเป็นการฟ้องคดีโดยไม่มีอำนาจซึ่งมีผลทำให้คำฟ้องดังกล่าวเสียไป การแก้ไขคำฟ้องดังกล่าวหาอาจทำให้คำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับมาเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ ดังนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายขาวแก้ไขคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีที่ 2 กรณีตามปัญหาหากขาวไม่ขอแก้ไขคำฟ้องดังกล่าวแล้วต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุลายมือชื่อของนายเหลืองเป็นลายมือชื่อปลอม พร้อมกันนั้นยังพิพากษาให้นายเหลืองรับผิดตามฟ้องแย้งโดยให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาให้แก่นายเขียวนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อศาลพิพากษายกฟ้องของนายขาวเนื่องจากนายเหลืองไม่ได้มอบอำนาจให้นายขาวฟ้องคดี นายขาวจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายเขียวนั้นผลจึงเท่ากับไม่มีตัวโจทก์ที่จะเข้ามาเป็นคู่ความในคดี กรณีดังกล่าวฟ้องแย้งของนายเขียวย่อมต้องตกไปด้วย เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นจะต้องมีตัวโจทก์เดิมเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งด้วย
ดังนั้นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้นายเหลืองชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของนายเขียวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จากข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายขาวแก้ไขคำฟ้องในกรณีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้นายเหลืองชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งในกรณีที่ ๒  ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

 

ข้อ  4. คดีสามัญเรื่องหนึ่ง  จำเลยที่  1  และที่  2  ขาดนัดยื่นคำให้การ  ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยที่  1  และที่  2  ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์  ศาลส่งคำบังคับให้จำเลยที่  1  และที่  2  โดยวิธีปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลเมื่อวันที่  15  พฤศจิกายน  2550  ต่อมาวันที่  5  มกราคม 2551  โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่  1  เพื่อขายทอดตลาด  วันที่  6  กันยายน  2551 จำเลยที่  2  ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างเหตุว่า  ขณะโจทก์ฟ้องและส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่  2  จำเลยที่  2  ไปทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ  เพิ่งเดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่  20  สิงหาคม  2551  จึงทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง  จำเลยที่  2  ไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่  2  ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์  ลายมือชื่อจำเลยที่  2  ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายมือชื่อปลอม  ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำขอ  ในวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่  2  ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันยึดทรัพย์  ต้องห้ามไม่ให้ยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  199  จัตวา  ให้ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่
ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่  2  ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ ๔
กรณีตามปัญหาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา วางหลักไว้ว่า  คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ในกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านั้นเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือมีการบังคับคดีโดยวิธีอื่น
การที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำขอและวินิจฉัยว่าการขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ต้องห้ามตามกฎหมายให้ยกคำขอเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันยึดทรัพย์นั้น  พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กำหนดเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หมายถึงการยึดทรัพย์ของจำเลยผู้ที่ได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เท่านั้น  แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้มีการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษามิใช่ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒  ผู้ขอให้พิจารณาคดีใหม่กำหนดระยะเวลาหกเดือนจึงมิอาจนำมาใช้บังคับกับจำเลยที่ ๒ ได้
ดังนั้นแม้ว่าจำเลยที่ ๒ จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๑ ซึ่งเกินกำหนดหกเดือนแล้วนั้นจากวันที่มีการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เพื่อขายทอดตลาด กล่าวมีการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๑ ก็ตาม แต่เมื่อระยะเวลาดังกล่าวนำมาใช้เฉพาะจำเลยที่ ๑  ซึ่งถูกยึดทรัพย์เท่านั้นมิได้นำมาใช้บังคับกับจำเลยที่ ๒  ดังนั้นจำเลยที่ ๒ จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้  การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ยื่นให้พิจารณาคดีใหม่เกินหกเดือนนับแต่วันยึดทรัพย์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่ ๒ อ้างเหตุผลในคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ว่าขณะที่โจทก์ฟ้องและส่งหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ นั้นจำเลยที่ ๒ ไปทำงานอยู่ต่างประเทศเพิ่งเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๑ จึงทราบว่าถูกฟ้อง กรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่ส่งคำบังคับให้กับจำเลยที่ 2 ได้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้
แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้กลับมายังประเทศไทยในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๑  และทราบว่าถูกฟ้องย่อมถือได้ว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นสิ้นสุดลงแล้วซึ่งจำเลยที่ ๒ อาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๑
ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๑ จึงเกินกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๑  ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ เสียได้ เพราะการขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่ง
จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นคำสั่งศาลชันต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ เพราะเหตุยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย   แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้กลับมาจากต่างประเทศและทราบว่าตนถูกฟ้องการยื่นคำขอดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ด้วยเหตุผลนี้

หมายเหตุ  ข้อสอบข้อนี้ผู้เขียนไม่มั่นใจในคำตอบจึงเลือกที่จะวางหลักกฎหมายก่อนเพราะว่า ถ้าตอบผิดอาจจะยังมีคะแนนอยู่บ้างสำหรับข้อสอบข้อนี้มีปัญหาอยู่ที่คำถามสุดท้ายของ  ข้อสอบว่าต้องการให้เราตอบประเด็นใดบ้างกล่าวคือ หากพิจารณาคำถามแล้วจะเห็นได้ว่าคำสั่งของศาลที่ให้ยกคำขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ เพราะเหตุยื่นคำขอเกินระยะเวลา ๖ เดือน  นับแต่วันที่ยึดทรัพย์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว  แต่หากยกคำขอเพราะเหตุยื่นคำขอเกินกำหนด 15 วันนับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงคำสั่งศาลที่ยกคำขอจึงชอบด้วยกฎหมาย  และที่สำคัญคำว่า  พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้  เป็นถ้อยคำในตัวบทมาตรา ๑๙๙ จัตวา ซึ่งหากเราใช้ถ้อยคำอื่น เช่น พฤติการณ์พิเศษ  เหตุจำเป็น ฯลฯ ก็อาจจะได้คะแนนในส่วนนี้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

ข้อ  5.  โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างแก่โจทก์จำนวน  350,000  บาท  จำเลยให้การโดยชัดแจ้งว่า  ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม  จำเลยไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง  และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ  ขอให้ยกฟ้อง  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า  ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม  และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซื้อสินค้าและเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง  แต่คดีโจทก์ขาดอายุความ  พิพากษายกฟ้อง  โจทก์อุทธรณ์ว่า  ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ  จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า  คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ  พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง  จำเลยฎีกาว่า
(ก)ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้องโดยกล่าวเหตุผลไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาปัญหาดังกล่าว
(ข)ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ  โดยจำเลยขอถือเอาคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาในข้อนี้
ให้วินิจฉัยว่า  จำเลยจะฎีกาในปัญหาตาม  (ก)  และ (ข)  ได้หรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ ๕
กรณีตามปัญหา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า“ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในฎีกานั้น  คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย“
(ก) การที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ซื้อสินค้ามาจากโจทก์ตามฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ตามฎีกาของจำเลยจะได้กล่าวเหตุผลไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาแล้วก็ตามแต่ในการยื่นฎีกาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกาจะต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ด้วย
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีนี้แล้วเห็นได้ว่าแม้จำเลยจะเคยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและจำเลยไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์แล้วก็ตามแต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า  ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริงตามฟ้องแต่ยกฟ้องเพราะเหตุคดีขาดอายุความ  ซึ่งต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความ จำเลยแก้อุทธรณ์แต่เฉพาะประเด็นที่ว่า  ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเท่านั้นมิได้แก้อุทธรณ์ในประเด็นที่ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์เพราะไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยจะยกขึ้นฎีกาอีกไม่ได้เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในข้อดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ วรรคแรก
ดังนั้นจำเลยจึงฎีกาในปัญหาตามข้อ (ก) ไม่ได้ 
ข) ส่วนกรณีที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยถือเอาคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของฎีกานั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๒๔๙ วรรคแรก วางหลักไว้ว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการฎีกานั้นจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา ดังนั้นการที่จำเลยฎีกาโดยขอถือเอาคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของฎีกานั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา  จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ วรรคแรก
ดังนั้นจำเลยจึงไม่อาจฎีกาปัญหาตามข้อ (ข) ได้เช่นเดียวกัน   
จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจำเลยจึงไม่อาจฎีกาได้ทั้งตาม(ก) และ (ข)  เนื่องจากต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่งทั้งสองกรณี

หมายเหตุ  ข้อสอบข้อนี้ผู้เขียนไม่มั่นใจในธงคำตอบของตนเองจึงได้วางกลักกฎหมายไว้ด้วยซึ่งอาจจะช่วยให้ได้คะแนนบ้างหากตอบผิดธงและบทมาตราที่ใช้ก็มีเพียงมาตราเดียวซึ่งผู้เขียนก็ได้วางหลักในส่วนที่จะนำไปใช้ในการวินิจฉัยปัญหาเท่านั้น
ข้อสอบเนติบัณฑิตในกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งสมัยที่ ๖๕ นี้  จะกำหนดประเด็นในการตอบไว้ชัดเจนโดยจะแบ่งเป็นข้อๆดังนั้นจึงเป็นการสะดวกในการทำข้อสอบของผู้เข้าสอบเนื่องจากมีการกำหนดประเด็นที่ต้องตอบเอาไว้ชัดเจนแล้ว

 

ข้อ  6.  โจทก์ฟ้องจำเลยให้ส่งคืนสร้อยเพชร  1  เส้น  ราคา  10,000,000  บาท  โดยอ้างว่าจำเลยขอยืมไปแล้วไม่คืน  จำเลยให้การต่อสู้คดีปฏิเสธความรับผิดและฟ้องแย้งว่า  โจทก์ขายสร้อยเพชรเส้นดังกล่าวให้แก่จำเลยในราคา  10,000,000  บาท  โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนส่วนลดร้อยละ  3  เป็นจำนวน 300,000  บาท  ให้แก่จำเลยภายใน  3  เดือน  นับแต่วันซื้อขาย จำเลยชำระราคาทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว  แต่เมื่อครบกำหนดโจทก์ไม่คืนเงินส่วนลด  ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน  300,000  บาท  ตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลย  โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธความรับผิด  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า  โจทก์ขายสร้อยเพชรให้แก่จำเลยโดยไม่มีส่วนลด  พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย  โจทก์และจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ทั้งสองฉบับ  ขณะคดีอยู่ระหว่างส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์และจำเลยเพื่อแก้  สำนวนความยังอยู่ที่ศาลชั้นต้น  ปรากฏว่า

(ก)โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาว่า  จำเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาสร้อยเพชร  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำสร้อยเพชรมาวางศาลเพื่อป้องกันความเสียหาย

(ข)จำเลยยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในส่วนฟ้องแย้งว่า  โจทก์มีหนี้สินมากเพราะธุรกิจของโจทก์ล้มเหลว  โจทก์เหลือทรัพย์สินเพียงรถยนต์  1  คัน  ราคาประมาณ  300,000  บาท  และกำลังจะขาย  ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้ก่อนพิพากษา
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว  มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์และจำเลย
ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อที่ ๖
(ก)  กรณีตามปัญหาการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำสร้อยเพชรมาวางศาลเพื่อป้องกันความเสียหายเพราะจำเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาสร้อยเพชรนั้น มิใช่กรณีที่โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเพราะไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔(๑) – (๔) 
แต่การที่โจทก์ขอให้จำเลยนำสร้อยเพชรมาวางที่ศาลนั้นเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ บทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีมีสิทธิที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างพิจารณาได้
อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ดังกล่าวภายหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วแต่สำนวนตามฟ้องยังอยู่ที่ศาลชั้นต้นเพราะอยู่ในระหว่างส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยก็ตามแต่กรณีดังกล่าวถือได้ว่าคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งการสั่งอนุญาตตามคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว  ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(ข) กรณีตามปัญหาการที่จำเลยยื่นคำร้องให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมาก และเหลือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวคือรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งโจทก์กำลังจะขายนั้น
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อจำเลยมีฐานะเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจำเลยย่อมสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๑)  ซึ่งคำร้องของจำเลยก็เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งอนุญาตได้ตาม มาตรา ๒๕๕(๑)(ก)  การที่จำเลยเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๕๔ (๑) หลังจากที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้วซึ่งต้องถือว่าคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์แต่เมื่อสำนวนความยังอยู่ที่ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวตามคำขอของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ วรรคท้ายประกอบมาตรา ๑๔๔ (๓)  เพราะการยื่นคำร้องดังกล่าวอยู่ในระยะเวลานับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีมโนสาเร่  ย่อมไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจะขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๕๔ ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามคำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
จากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์และจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสองกรณี

หมายเหตุ ข้อสอบข้อนี้ค่อนข้างจะซับซ้อน เป็นข้อสอบที่นำเอาหลักกฎหมายมาออกข้อสอบมิได้นำคำพิพากษามาแต่งเป็นข้อสอบส่วนมากเหตุที่ผู้เข้าสอบหลายคนตอบผิดในข้อนี้ก็คือประเด็น เรื่องคดีมโนสาเร่ ไม่อาจขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ ได้ ซึ่งขณะในการทำข้อสอบอาจจะให้ความสนใจในประเด็นศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องมากกว่า

 

ข้อ  7. นายเช้าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน  1,000,000  บาท  ของนายบ่าย  และนายเช้ายังเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมจำนวน  1,000,000  บาท  ของนายเที่ยง  โดยนายเช้าและนายสายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงหนึ่ง  ได้ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ให้ไว้ต่อนายเที่ยง  และหนี้นั้นถึงกำหนดชำระแล้ว  ส่วนนายสายเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน  1,000,000  บาท  ของนายเย็น  นายเย็นนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวน 1,500,000  บาท  ปรากฏว่า
(ก) นายเที่ยงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจำนวน  1,000,000  บาท  ก่อนเจ้าหนี้อื่น  นายเย็นยื่นคำคัดค้านว่า  นายเที่ยงยังมิได้ฟ้องนายเช้า  และนายเช้าก็มิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของนายเย็น  ขอให้ยกคำร้อง
(ข) นายบ่ายยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด  เพราะนายเช้าไม่มีทรัพย์สินใดอีก  นายเย็นยื่นคำคัดค้านว่า  นายเช้ามิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของนายเย็น  ขอให้ยกคำร้อง
ศาลไต่สวนแล้ว  ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องและคำคัดค้าน
ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของนายเที่ยงและนายบ่ายได้หรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ 7
(ก)  กรณีตามปัญหาการที่นายเที่ยงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจำนวน 1,000,000 ก่อนเจ้าหนี้อื่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามปัญหาได้ความว่า หนี้จำนองดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว นายเที่ยงจึงเป็นบุคคลที่ชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของนายเช้าและนายสายลูกหนี้ผู้จำนองที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ เพราะการที่หนี้จำนองดังกล่าวถึงกำหนดแล้ว จึงถือว่าเป็นการอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง
การที่นายเที่ยงเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินกรรมสิทธิ์รวมแปลงดังกล่าว แม้นายเช้าจะมิได้ถูกนายเที่ยงฟ้องและมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของนายเย็น นายเที่ยงก็มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนนายเย็นตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง
ดังนั้นศาลมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตตามคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนของนายเที่ยงได้
(ข) ส่วนการที่นายบ่ายยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาม มาตรา 290 วรรคหนึ่ง วางหลักว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามตามคำพิพากษาอื่นยึดอายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีอำนาจยื่นคำร้อง เพื่อให้ศาลอนุญาตให้ตนเข้าเฉลี่ยทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ เมื่อพิจารณาหลักกฎหมายตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง แล้วเห็นได้ว่าเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรานี้ ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ดังกล่าวต้องเป็นรายเดียวกันกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่น
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามปัญหาแล้วเห็นได้ว่า แม้นายเช้าจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวแต่เมื่อนายเช้ามิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของนายเย็น นายบ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายเช้าจึงไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่นายเย็นนำยึดที่ดินของนายสายซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของนายเย็นได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290วรรคหนึ่ง
ดังนั้นศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของนายบ่ายเสียได้

ข้อสังเกต ข้อสอบข้อนี้ แม้ว่าจะมีคำถามเพียง 2 ประเด็น แต่เนื่องตัวละครในคำถามมีหลายคนจึงอาจจะสร้างความสับสนให้ผู้เข้าสอบในการทำข้อสอบได้ ซึ่งผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นวิธีแก้ไขเราควรจะวาดแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของตัวละครในคำถามให้ชัดเจนเวลาที่เขียนตอบจะได้ไม่สับสน ซึ่งอาจจะทำให้สลับตัวละครได้

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ข้อ  8.  คดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง  ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชั่วคราว  และโจทก์นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์ของจำเลยที่  1  ไว้  เมื่อคดีเสร็จการพิจารณา  ศาลพิพากษายกฟ้อง  โจทก์อุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้อง  2  ฉบับ  ฉบับแรกอ้างว่า  หากจำเลยที่  1  ได้รับทรัพย์ที่ยึดคืนไป  จำเลยที่  1  อาจยักย้ายทรัพย์ที่ยึดไปให้พ้นอำนาจศาล  ขอศาลฎีกามีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการถอนการยึดไว้ก่อน  ฉบับที่สองอ้างว่า  จำเลยที่  2  มีพฤติการณ์จะโอนสิทธิทรัพย์สินโดยการฉ้อฉล  เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา  ขอศาลฎีกามีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2  ไว้ก่อน
ให้วินิจฉัยว่า  ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ได้หรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ 8
กรณีตามปัญหา การที่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลล้มละลายที่ยกฟ้องโจทก์ไปยังศาลฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับแรก อ้างว่าหากจำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์ที่พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดไว้เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวคืนไป จำเลยที่ 1 อาจยักย้ายทรัพย์ที่ยึดไปให้พ้นจากอำนาจศาล ให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ งดการถอนการยึดไว้ก่อนนั้นคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ ในระหว่างพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.264
เมื่อบทบัญญัติในเรื่องการคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความระหว่างการพิจารณา ไม่มีบัญญัติอยู่ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลาย มาตรา 14 วางหลักว่าให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมดังนั้นเมื่อคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำร้องที่ขอให้ศาลฎีกากำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 แล้วศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ มาตรา 14
ดังนั้นศาลฎีกามีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตตามคำขอของโจทก์ในฉบับแรกได้
ส่วนในคำร้องฉบับที่สอง ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์จะโอนทรัพย์สินโดยการฉ้อฉล จึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนเพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณานั้น เห็นว่าตาม พ.ร.บ.ล้มละลายมีบทบัญญัติในเรื่องการขอให้ยึดทรัพย์ของจำเลยชั่วคราวก่อนพิพากษาแล้วคือบทบัญญัติเรื่องการขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายมาตรา 17 ประกอบ มาตรา19
บทบัญญัติในเรื่องการขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ชั่วคราวนั้นมีหลักว่า โจทก์จะขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ชั่วคราวได้ ก็แค่เฉพาะก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจยึดบรรดาทรัพย์สินของจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา19
อนึ่งคำว่าพิทักษ์ทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 19 นั้น หมายความว่า พิทักษ์ทรัพย์สินไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาดตามความหมายในบทนิยามศัพท์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 6
ดังนั้นแม้ว่าโจทก์จะอ้างว่าคำร้องขอให้ศาลฎีกายึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ตาม แต่แท้จริงแล้วเป็นการขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนพิพากษานั่นเอง กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการยึดทรัพย์ของจำเลยก่อนพิพากษาตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) มาใช้บังคับได้เพราะมีบทบัญญัติในเรื่องการขอให้ศาลพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจยึดทรัพย์ของจำเลยไว้ชั่วคราวอยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 17ประกอบ มาตรา19
ดังนั้นศาลฎีกาชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ตามคำร้องฉบับที่สอง

หมายเหตุ คำถามข้อนี้ถือว่าเป็นข้อสอบที่ค่อนข้างยาก เพราะมีการนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับกับคดีล้มละลายด้วยโดยอนุโลม

 

ข้อ  9.บริษัทเอ  จำกัด  ลูกหนี้เป็นหนี้นายรวยในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตลิ่งชันจำนวน  20,000,000  บาทซึ่งศาลจังหวัดตลิ่งชันได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว  นอกจากนี้บริษัทเอ  จำกัด  ยังเป็นหนี้บุคคลอื่นอีกหลายราย  ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเอ  จำกัด  และตั้งผู้ทำแผน  นายรวยยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 20,000,000  บาท  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอ  ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้นายรวย  เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่  16  และได้รับชำระหนี้ร้อยละ  70 โดยให้ได้รับชำระหนี้งวดแรกหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว  1  ปี  เป็นจำนวนร้อยละ  10  และต่อไปทุกๆ  ปี  ปีละร้อยละ  5  จนกว่าจะครบ  ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาแล้วลงมติพิเศษยอมรับแผน  โดยในวันดังกล่าวนายรวยมิได้เข้าประชุม  ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน  หลังจากนั้นนายรวยเห็นว่าการที่ตนจะได้รับชำระหนี้ตามแผนจะต้องใช้เวลานานและแผนกำหนดให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนของหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น  จึงต้องการให้ดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งต่อไป
ให้วินิจฉัยว่า  นายรวยจะดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดตลิ่งชันเพื่อนำมาชำระหนี้แก่ตนเป็นเงิน  20,000,000  บาท  ได้หรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ 9
กรณีตามปัญหา การที่บริษัทเอ จำกัด เป็นลูกหนี้นายรวยในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตลิ่งชันซึ่งศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้วต่อมาศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเอจำกัด และตั้งผู้ทำแผนแล้วนั้น นายรวยจึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษา 20,000,000บาทได้ เพราะมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง
ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอและแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้นายรวยเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 16 ได้รับชำระหนี้ร้อยละ 70 และมีเงื่อนไขให้นายรวยได้รับชำระหนี้เป็นงวดๆนั้น เมื่อปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับแผนและต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว แผนดังกล่าวย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการซึ่งรวมถึงนายรวยด้วยแม้ว่านายรวยจะไม่ได้เข้ารวมประชุมเจ้าหนี้ในการลงมติยอมรับแผนก็ตามทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง
เมื่อแผนนั้นฟื้นฟูกิจการดังกล่าวผูกมัดนายรวยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระในการฟื้นฟูกิจการแล้ว การที่แผนกำหนดเงื่อนไขและกำหนดเวลาในการชำระหนี้ให้แก่นายรวยไว้อย่างไร นายรวยก็ต้องผูกพันในอันที่จะได้รับชำระหนี้ตามแผนแม้ว่าจะมีผลให้นายรวยได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนคือเพียงร้อยละ70 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด และในการที่นายรวยจะได้รับชำระหนี้ตามแผนต้องใช้เวลานานก็ตาม นายรวยก็ต้องผูกพันตามแผนนั้น นายรวยไม่อาจได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากเงื่อนไขตามกำหนดเวลาที่ได้กำหนดไว้ตามแผน
ส่วนการที่นายรวยต้องการดำเนินการบังคับคดีแพ่งตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตลิ่งชัน โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีของศาลนั้นเห็นว่า เมื่อมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลตลิ่งชันเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน มูลหนี้ดังกล่าวจึงต้องตกอยู่ในสภาวะพักการชำระหนี้(Automatic Stay) ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 90/12 (5) นายรวยจึงไม่อาจดำเนินการให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดตลิ่งชัน เพื่อนำมาชำระหนี้แก่ตนได้
ดังนั้น นายรวยจึงไม่อาจดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดตลิ่งชันเพื่อนำมาชำระหนี้แก่ตนได้ เพราะการบังคับคดีดังกล่าวต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 90/12(5)  

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ข้อ  10.  ในการบังคับคดีของศาลแพ่งคดีหนึ่ง  โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา  2  รายการ  คือ  ที่ดินราคา  400,000  บาท  กับรถยนต์ราคา  200,000  บาท  และอายัดเงิน  300,000  บาท  จากบุคคลภายนอกที่ถึงกำหนดชำระให้แก่จำเลย  ซึ่งต่อมาบุคคลภายนอกได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวมาไว้ที่ศาลแล้ว  ปรากฏว่านายแดงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์  นายขาวยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ที่ยึดและนายเขียวยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเงิน  300,000  บาท  ที่บุคคลภายนอกส่งมายังศาลตามหมายอายัด
นายสุเทพ  หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีนี้  พิจารณาคำร้องทั้งสามฉบับแล้ว  มีคำสั่งอนุญาตให้นายแดงเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้  และมีคำสั่งให้ปล่อยรถยนต์ที่ยึดตามคำร้องของนายขาว  แต่ยกคำร้องของนายเขียวโดยวินิจฉัยว่า  การขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดจะมีได้ก็แต่เฉพาะการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดเท่านั้น
ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งของนายสุเทพชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่

ThaiLawConsult.com โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

ตอบข้อ10
กรณีตามปัญหา การที่นายแดงยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในการบังคับคดีของศาลแพ่งเมื่อศาลแพ่งเป็นศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ศาลแขวง ในการพิพากษาคดีต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนและต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26
การที่นายสุเทพผู้พิพากษาซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนี้ เพียงคนเดียวสั่งคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยมีคำสั่งอนุญาตให้นายแดงเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้นั้นถือเป็นการออกคำสั่งใดๆซึ่งเป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี การสั่งคำร้องจึงไม่อยู่ในอำนาจของนายสุเทพผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาและมีคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24(2)และมาตรา 25
ส่วนการที่นายสุเทพผู้พิพากษาคนเดียวมีคำสั่งให้ปล่อยรถยนต์ที่ยึดตามคำร้องของนายขาวนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในคดีร้องขอให้ปล่อยทรัพย์หรือร้องขัดทรัพย์ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 นั้นถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์สินที่ขอให้ปล่อยเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่นายขาวให้ปล่อยนั้นมีราคา 200,000 การพิจารณาและสั่งคำร้องดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจของนายสุเทพผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25(4)
ส่วนการที่นายสุเทพมีคำสั่งยกคำร้องของนายเขียวที่ขอให้ปล่อยเงิน 300,000 บาทที่บุคคลภายนอกสั่งมายังศาลตามหมายอายัดนั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายสุเทพผู้พิพากษาคนเดียวมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยเงินที่ส่งมาตามหมายอายัดโดยวินิจฉัยว่าการขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดจะมีได้ก็แต่เพราะการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดเท่านั้นเป็นการวินิจฉัยถึงอำนาจในการยื่นคำร้องว่านายเขียวมีอำนาจในการยื่นคำร้องขอหรือไม่ จึงเป็นคำสั่งที่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี การพิจารณาและมีคำสั่งของนายสุเทพดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจของนายสุเทพผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาและมีคำสั่งได้ คำสั่งของนายสุเทพจึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 24(2) เพราะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ศาลแพ่งต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง

ข้อสังเกต ข้อสอบข้อนี้มีการแบ่งประเด็นชัดเจน และทุกประเด็นก็ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกามาแต่งเป็นข้อสอบซึ่งในการทำข้อสอบข้อนี้ ผู้เขียนใช้วิธีการเขียนแบบฟันธงเพราะมีประเด็นในข้อสอบถึงสามประเด็น และการตอบในลักษณะนี้ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลามากกว่าเก่าตอบแบบทางหลักกฎหมายก่อน และข้อนี้ผู้เขียนได้คะแนนเต็ม 10 คะแนน

 
สรุป การที่จะสามารถทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีนั้นมีส่วนประกอบอยู่สองส่วน

ส่วนที่หนึ่ง ความรู้ซึ่งผู้เข้าสอบทุกคนได้เตรียมตัวมาอย่างดี ไม่ว่าจากการเข้าฟังการบรรยาย การอ่านหนังสือตำรากฎหมาย การท่องตัวบท

และอีกส่วนหนึ่ง คือการเขียนตอบข้อสอบ ซึ่งองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้ต่างก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปเสียไม่ได้
แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เข้าสอบส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญในส่วนการเตรียมความรู้มากกว่า โดยละเลยที่จะฝึกการเขียนตอบข้อสอบซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า แม้ผู้สอบจะมีความรู้ดีสักเพียงใดแต่หากไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ผู้ตรวจข้อสอบเห็นได้ ความรู้ที่มีนั้นก็ไม่อาจช่วยให้สอบผ่านได้ ดังนั้นผู้เข้าสอบทุกคนควรจะเตรียมตัวสอบโดยให้ความสำคัญกับทั้งสองส่วน โดยเฉพาะหากข้อสอบข้อใดเรามั่นใจในธงคำตอบ การเขียนตอบข้อสอบที่ดีก็จะมีส่วนช่วยให้เราได้คะแนนดีตามไปด้วย

 

หมายเหตุ :   พี่ตุ๊กตา ณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 แห่ง Thai Law Consult โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com

วันนี้ 12-12-13 ครบรอบ 1 ปี เว็บไซต์ ThaiLawConsult.com ทีมงานตั้งใจพัฒนาเว็บไซต์นี้ เพื่อส่งเสริมการศึกษาระดับเนติบัณฑิต และเผยแพร่ความรู้กฎหมายสู่ประชาชน ทีมงานส่วนใหญ่ เป็นทนายความ จบการศึกษาระดับเนติบัณฑิตแล้ว ในสมัยต่างๆ กัน

ในเฟส 4 นี้ พี่ตุ๊กตาตั้งใจที่จะมีบทความตัวอย่างการตอบข้อสอบเนติ ให้ได้คะแนนดี ซึ่งเขียนตอบโดยน้องๆ ที่สอบได้คะแนนเนติบัณฑิต ลำดับ 2 ของแต่ละสมัย

น้องภูชิต เสริมศักดิ์ เป็นคนแรกที่ช่วยเขียน ตัวอย่างการตอบข้อสอบเนติฯ (จะช่วยเขียนทั้ง 4 ขา ของสมัย 65)

เฉพาะขาวิแพ่ง น้องภูชิต เสริมศักดิ์ เคยทำคะแนนได้ถึง 81 คะแนน

น้องภูชิต เสริมศักดิ์ และ ทีมทนาย Thai Law Consult ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลใด จะนำบทความนี้ ไปเผยแพร่ต่อ เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนนะคะ