คุณ ภูชิต เสริมศักดิ์

 

ประสบการณ์ในการเรียนเนติฯ


ข้าพเจ้าได้รับการติดต่อจากทีมงานผู้จัดทำเว็บไซต์ให้ช่วยบอกเล่าประสบการณ์ในการเรียนเนติฯ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษารุ่นน้องหรือผู้ที่สนใจที่จะศึกษาในชั้นเนติบัณฑิตต่อไป ตอนที่ได้รับการติดต่อข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสเช่นนี้ จึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมา

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ข้าพเจ้าชื่อ นายภูชิต  เสริมศักดิ์ เนติบัณฑิตไทยสมัยที่ 65 ลำดับที่ 2 (เคยสอบได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยได้คะแนน 77 คะแนนและกลุ่มกฎหมายวิธีวิธีพิจารณาความแพ่งโดยได้คะแนน 81 คะแนน) สำเร็จการศึกษาจาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง นิติกรที่สำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์  ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าอยากถ่ายทอดและแบ่งปันให้แก่ผู้ที่สนใจก็มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

ก่อนเข้าศึกษาที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าศึกษาชั้นปริญญาตรี ข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่เรียนเก่งของชั้นปีแต่จะอยู่ระดับกลางๆมากกว่า กล่าวคือไม่ใช่คนที่ตั้งใจเรียนและมีพื้นฐานความรู้ที่ดีมาตั้งแต่ในชั้นปริญญาตรี การอ่านหนังสือ ตำรากฎหมายก็ไม่ได้อ่านอย่างสม่ำเสมอแต่จะอ่านเฉพาะช่วงใกล้สอบเท่านั้น ซึ่งเมื่อคิดทบทวนกลับไปก็รู้สึกเสียดายที่ปล่อยให้เวลาเหล่านั้นผ่านไปโดยไม่ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ ทั้งที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีคณาจารย์ที่เพียบพร้อม เต็มเปี่ยมด้วยความรู้และประสบการณ์โดยอาจารย์หลายท่านก็เป็นอาจารย์ผู้บรรยายที่เนติบัณฑิตด้วย ซึ่งข้าพเจ้าควรจะตักตวงความรู้ให้มากที่สุดแต่ก็ไม่ได้ทำ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ ก็ทำให้ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่าเราจะสามารถเรียนเนติฯได้หรือ? เพราะได้ยินกิตติศัพท์ ร่ำลือมาว่าการเรียนเนติฯนั้นจบยาก บางคนเรียนหลายปีก็ยังไม่จบ ปีหนึ่งๆมีนักศึกษาสมัครสอบมากมายแต่มีคนผ่านไม่กี่คน และคนที่สอบผ่านก็ต้องเป็นคนที่เรียนเก่งมาก(เทพ)เท่านั้น แต่เมื่อลองคิดดูอีกทีก็พบว่า การเรียนเนติฯ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการที่จะเดินตามเส้นทางแห่งความฝันคือการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา หรืออัยการผู้ช่วย ก็ต้องเป็นเนติบัณฑิตเสียก่อน ดังนั้นเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องลองดูสักครั้ง ต้องสอบเนติฯให้ได้ไม่ว่าจะยากสักเพียงใด

 

การเรียนที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เมื่อตัดสินใจได้ข้าพเจ้าก็เดินทางเข้ามาเช่าห้องพักที่ย่านบางแค ซึ่งไม่ไกลจากสำนักอบรมฯมากนัก เพราะตั้งใจว่าจะเข้าฟังคำบรรยายที่เนติฯทุกวันเป็นการบังคับตัวเองไปในตัว เพราะคิดว่าถ้าไม่มีอะไรบังคับข้าพเจ้าก็คงไม่อ่านหนังสือหรือฟังเทปคำบรรยายอย่างแน่นอน ดังนั้นต้องไปสำนักอบรมเนติฯทุกวัน เพื่อซึมซับบรรยากาศของการเรียน ได้พบปะเพื่อนๆที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้ข้าพเจ้าทำตามบ้าง แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่งของข้าพเจ้าก็คือการอ่านหนังสืออนุสรณ์รุ่นเนติบัณฑิต สมัยก่อนๆซึ่งการที่เราได้เห็นอาจารย์ผู้บรรยายหรือนักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จหลายๆท่านสมัยที่ท่านจบเนติฯใหม่ ก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ และหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีชื่อเราในหนังสืออนุสรณ์รุ่นเนติบัณฑิตบ้าง

 

การเข้าฟังการบรรยาย

ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าฟังการบรรยายทุกคาบเรียนแต่จะเลือกวิชาละภาคคือหากเรียนวิชาใดในภาคปกติแล้ว ก็จะไม่เข้าฟังบรรยายในภาคค่ำและภาคทบทวนอีก เพื่อแบ่งเวลาให้กับการอ่านหนังสือรวมคำบรรยาย ซึ่งการเลือกเข้าฟังคำบรรยายนั้นก็ขึ้นอยู่ความถนัดของแต่ละบุคคลว่าเรียนกับอาจารย์ผู้บรรยายท่านใดแล้วเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ดีที่สุด และในขณะฟังการบรรยายข้าพเจ้าจะใช้วิธีการตั้งใจฟังแต่จะไม่จดบันทึกสิ่งที่ผู้บรรยายได้บรรยายทั้งหมดจะใช้วิธีจดบันทึกเฉพาะข้อกฎหมายที่น่าสนใจหรือในสิ่งที่เรายังไม่รู้หรือยังไม่เข้าใจเท่านั้นเพราะเป็นการประหยัดเวลาและยังช่วยให้เรามีสมาธิในการฟังการบรรยายมากขึ้น

หลังจากที่ได้เข้าฟังการบรรยายในแต่ละวันเรียบร้อยแล้ว หลังเลิกเรียนข้าพเจ้ากับเพื่อนๆในกลุ่มก็จะมานั่งคุยกันว่าสิ่งที่อาจารย์ผู้บรรยายได้สอนในวันนี้มีประเด็นใดที่น่าสนใจหรือมีประเด็นใดที่ยังไม่เข้าใจ ก็จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน วิธีการดังกล่าวจะทำให้เราได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนมาและยังทำให้เราได้ฝึกคิดแง่มุมต่างๆของกฎหมายเพื่อเพิ่มความเข้าใจในการเรียนมากขึ้นด้วย และหากประเด็นใดที่ยังมีข้อสงสัยก็จะนำไปขอคำแนะนำจากอาจารย์ผู้บรรยาย

 

การอ่านหนังสือ

เนื่องจากมีเวลาในการอ่านหนังสือไม่มากนักเพราะต้องแบ่งเวลาในการเข้าฟังคำบรรยายด้วยข้าพเจ้าจึงอ่านหนังสือรวมคำบรรยายของเนติฯเป็นหลัก สิ่งที่อ่านเสริมเข้ามาก็คือสารบัญคำพิพากษาฎีกาที่จัดพิมพ์โดยเนติฯและสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเพียงพอต่อการสอบเนติฯ เพราะผู้ออกข้อสอบส่วนมากก็เป็นอาจารย์ผู้บรรยายอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปอ่านหนังสืออย่างอื่น โดยในการอ่านข้าพเจ้าจะกำหนดเวลาว่าวิชานี้ต้องอ่านให้จบภายในกี่วันและต้องพยายามทำตามแผนที่เราวางไว้ให้ได้ โดยต้องเหลือเวลาหนึ่งเดือนก่อนสอบเพื่อใช้สำหรับการเตรียมตัวสอบอย่างจริงจัง เวลาอ่านหนังสือเมื่อเจอประเด็นหรือคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจก็จะจดลงในประมวลกฎหมายของเราเพื่อใช้ในการทบทวนก่อนสอบ ขณะที่อ่านหนังสือก็พยายามทำความเข้าในเนื้อหา

สำหรับวิธีการจดจำของข้าพเจ้าก็จะเลือกจดจำเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อยกเว้นหรือไม่เป็นไปตามหลักทั่วไป ซึ่งก็อาจจะเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้ไม่ชัดเจนเพียงพอหรือจากการตีความของศาลฎีกา เป็นต้น ซึ่งก็จะช่วยทุ่นแรงในการจดจำได้มากเนื่องจากเราไม่ต้องจำทุกเรื่อง และส่วนมากข้อสอบก็ชอบออกในส่วนที่เป็นข้อยกเว้นเหล่านี้

 

การเตรียมตัวสอบ

ข้าพเจ้าจะเริ่มเตรียมตัวสอบอย่างจริงจังประมาณ 1 เดือนสุดท้ายก่อนสอบซึ่งช่วงนั้นเราควรจะอ่านคำบรรยายจบหมดแล้ว(ข้าพเจ้าอ่านรวมคำบรรยายสมัยก่อนหน้าซึ่งเนื้อหาก็ไม่แตกต่างกัน) การเตรียมตัวก็จะเริ่มจากการอ่านตัวบทอย่างละเอียดไม่ใช้การท่องจำเพราะในการเขียนตอบข้อสอบเราก็ไม่ได้เขียนทั้งมาตรา จะนำมาใช้จริงๆก็เฉพาะส่วนที่ข้อสอบถามและจำเป็นต้องนำมาใช้ในการวินิจฉัย แต่ที่สำคัญในการตอบต้องพยายามใช้ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายให้มากที่สุดอย่าบัญญัติกฎหมายขึ้นมาเอง และขณะที่อ่านตัวบทก็จะอ่านสิ่งที่เราบันทึกไว้ในประมวลกฎหมายของเราด้วยซึ่งมักจะเป็นข้อสังเกตหรือคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญ ในการอ่านตัวบทข้าพเจ้าจำกำหนดเวลาไว้เช่นวันละ 1 ข้อ เป็นต้น
สิ่งที่ข้าพเจ้าทำในการเตรียมตัวสอบประการต่อมาคือการอ่านหรือลองฝึกเขียนข้อสอบเก่าเพราะเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยแนะนำไว้ว่า ข้อสอบเก่าคือลายแทงของข้อสอบ ซึ่งจะเป็นแนวทางอย่างดีให้เราได้ฝึกคิด โดยส่วนตัวข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ฝึกเขียนแต่จะใช้วิธีอ่านแล้วลองตอบคำถามในใจมากกว่าซึ่งก็ไม่แนะนำนะครับถ้าหากมีเวลาการฝึกเขียนข้อสอบย่อมดีกว่าการอ่านอย่างเดียว

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องให้ความสนใจอย่างมากก็คือ บทบรรณาธิการของหนังสือรวมคำบรรยายที่ท่านอาจารย์ประเสริฐ  เสียงสุทธิวงศ์เป็นผู้รวบรวมไว้ เพราะมักจะมีคำพิพากษาฎีกาใหม่ๆที่วางหลักกฎหมายหรือเป็นคำพิพากษาที่กลับหลักเดิม ซึ่งการเตรียมตัวสอบเราควรให้ความสนใจเพราะอาจนำมาออกข้อสอบได้ โดยควรอ่านทั้งสมัยล่าสุดและสมัยก่อนหน้าย้อนไปประมาณ 3 ปี

 

ในวันสอบ

เมื่อวันสอบมาถึงวันนี้ถือเป็นตัดสินว่าสิ่งที่เราได้ใช้ความพยายามมาตลอดทั้งภาคการศึกษานั้นเพียงพอที่จะทำให้เราสอบผ่านได้หรือไม่  คืนก่อนสอบไม่ควรนอนดึกเกินไปโดยส่วนตัวข้าพเจ้าจะนอนประมาณเที่ยงคืนและนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ประมาณ7-8ชั่วโมง ข้าพเจ้าจะพยายามไปถึงสนามสอบก่อนเวลาสอบประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วหามุมสงบๆ เพื่อทบทวนเนื้อหาที่อ่านมา ก่อนเข้าห้องสอบประมาณ 20 นาทีก็จะหยุดอ่านหนังสือทุกอย่างแล้วทำสมาธิและสวดมนต์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็จะรีบเข้าห้องสอบก่อนเวลาสอบสักเล็กน้อยเพื่อหาที่นั่ง ทำสมาธิและลดความตื่นเต้น ข้าพเจ้าคิดว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ตื่นเต้นที่สุด เพราะเรามองเห็นข้อสอบอยู่วางตรงหน้า กรรมการคุมสอบยังไม่อนุญาตให้เปิดข้อสอบ ความกลัว ความกังวลก็จะเข้ามารบกวนว่าข้อสอบจะออกเรื่องอะไร จะตรงกับที่เราอ่านมาหรือไม่ วิธีลดความตื่นเต้นของข้าพเจ้าก็คือหลับตาแล้วหายใจเข้าออกลึกๆกำหนดลมหายใจ คิดในแง่ดีว่าเราเตรียมตัวมาพร้อมแล้วข้อสอบจะออกเรื่องอะไรเราก็ทำได้

เมื่อได้รับสัญญาณจากกรรมการคุมสอบให้เริ่มทำข้อสอบ ข้าพเจ้าจะเริ่มอ่านข้อสอบโดยอ่านบรรทัดต้นๆของข้อสอบพอให้รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรและให้มาดูที่บรรทัดท้ายๆว่าโจทย์ถามว่าอะไร เพื่อจะได้รวบยอดความคิดของเราว่าเราจะต้องใช้บทบัญญัติกฎหมายเรื่องอะไรมาตอบคำถาม จากนั้นก็จะอ่านข้อสอบอีกครั้งอย่างละเอียดและจดย่อข้อกฎหมาย ตัวบทมาตราที่ต้องใช้ในการตอบและธงคำตอบโดยย่อไว้ก่อน โดยจะทำเช่นนี้จนกว่าจะครบ 10 ข้อ ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้เวลาในช่วงนี้ค่อนข้างเยอะเนื่องจากคิดช้า ในการสอบบางกลุ่มวิชาเคยใช้เวลาในการคิดคำตอบถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที จึงเริ่มเขียนตอบ

การเขียนตอบข้อสอบข้าพเจ้าใช้วิธีการฟันธงโดยไม่ได้วางหลักกฎหมายก่อนเนื่องจากการสอบมีเวลาค่อนข้างจำกัดและข้าพเจ้าหมดเวลาไปกับการอ่านคำถามและคิดคำตอบไปมากแล้ว ซึ่งการเขียนแบบฟันธงของข้าพเจ้าก็จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ การตอบจากเหตุไปหาผลและการตอบจากผลมาหาเหตุ ซึ่งการตอบทั้งสองวิธีก็ได้คะแนนไม่แตกต่างกัน
การตอบจากเหตุไปหาผล คือการตอบที่ยกข้อเท็จจริงในคำถามมาวินิจฉัยที่ละประเด็นจนไปถึงคำตอบสุดท้ายที่โจทย์ถาม การตอบวิธีนี้มีข้อดีคือแม้ว่าตอบผิดธง ก็อาจจะยังได้คะแนนบ้าง แต่ก็มีข้อเสียคือต้องตอบยาวกว่าการตอบแบบผลไปหาเหตุ

การตอบแบบผลไปหาเหตุ คือการตอบโดยนำคำถามสุดท้ายในคำถามมาตอบแบบฟันธง แล้วจึงอธิบายเหตุผลประกอบ การตอบวิธีนี้มีข้อดีคือ ไม่ต้องตอบยาว แต่ควรใช้ตอบข้อที่มั่นใจมากๆ เพราะหากตอบผิดธงก็อาจจะไม่ได้คะแนนเลยเช่นกัน

การตอบต้องตอบให้ครบทุกประเด็นตามคำถาม ไม่จำเป็นต้องเขียนเยอะ ข้าพเจ้าจะตอบข้อสอบส่วนมากไม่เกิน 1 หน้ากระดาษเว้นแต้ข้อสอบข้อนั้นจะมีประเด็นมากๆ เพราะข้อสอบทุกข้อมีคะแนนเท่ากันการที่เราเขียนเยอะเกินไปในข้อใดข้อหนึ่งอาจจะทำให้เวลาในการทำข้อสอบข้ออื่นน้อยลงไป แบ่งเวลาให้ดี

ดูนาฬิกาบ่อยๆโดยในการสอบแต่ละครั้งข้าพเจ้าจะกำหนดเวลาไว้ว่าถ้าเวลาผ่านไปเท่านี้ต้องทำข้อสอบได้กี่ข้อแล้ว ชั่วโมงสุดท้ายควรเหลือข้อสอบไม่เกิน 4 ข้อ เป็นต้น
สิ่งที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการตอบข้อสอบก็คือ เลขมาตรา เพราะแสดงให้เห็นว่าเรามีความแม่นยำในการจดจำตัวบทกฎหมาย

การตอบข้อสอบต้องใช้ภาษากฎหมาย เขียนให้กระชับ ชัดเจน ซึ่งข้าพเจ้าจะพยายามจดจำมาจากตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาฎีกา กล่าวคือเราควรจะรู้จักการเก็งข้อสอบบ้างซึ่งถ้าหากข้อสอบออกในเรื่องที่เราเก็งไปก็จะทำให้เราเขียนตอบได้ง่าย ถูกต้องและได้คะแนนดี แต่การเก็งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่อ่านเรื่องอื่นนอกจากที่เก็งเลย แต่เราควรอ่านทำความเข้าใจในทุกเรื่องแต่ให้ความสำคัญหรือเน้นในบางเรื่องที่น่าออกข้อสอบ

 

บทส่งท้าย

สิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษาในชั้นเนติบัณฑิตบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าการเรียนเนติฯนั้นยากก็จริงแต่ไม่ยากเกินความสามารถของผู้ที่มีความพยายาม แม้เคยล้มเหลวแต่ก็ไม่ล้มเลิก ซึ่งข้าพเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสอบไม่ผ่านโดยเคยสอบได้คะแนน 49 คะแนนในการสอบกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาแล้วในสมัยที่ 64 ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจและเสียดายอย่างมาก เพราะคิดว่าอีกคะแนนเดียวก็จะสอบผ่านแล้ว แต่เมื่อตั้งสติลองทบทวนดูอีกทีก็พบว่าการที่เราสอบไม่ผ่านแสดงว่าความรู้ของเรายังไม่เพียงพอ การเตรียมตัวยังไม่ดีพอ เมื่อเรารู้ข้อบกพร่องดังกล่าวแล้ว เราต้องวางแผนการเรียนใหม่เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้น และในการสอบครั้งต่อมาข้าพเจ้าก็สามารถสอบผ่านและได้คะแนนถึง 81 คะแนน  ดังนั้นแล้วการทำอะไรก็ตามหากเรามีจิตใจที่แน่วแน่ มีความมานะพยายาม เราก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ภูชิต  เสริมศักดิ์
เนติบัณฑิตไทยสมัยที่ 65


ภูชิต ในวัย 25 ปี และคุณย่าทวด ในวัยเกือบร้อยปี ถ่ายภาพนี้ที่บ้านเกิด จ.มหาสารคาม

 

ภูชิต ศิษย์เก่า โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลาย

ภูชิต เขียนบทความนี้ ให้พี่ตุ๊กตา ThaiLawConsult เผยแพร่ เนื่องในโอกาส ครบ 1 ปี วันที่ 12-12-13

ภูชิต ตั้งใจว่า จะเขียนวิธีตอบ ตัวอย่างการตอบ แนวทางการตอบข้อสอบเนติฯ ให้น้องๆ และประชาชนผู้สนใจ ได้ศึกษา

ภูชิต และ Thai Law Consult เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่หน่วยงาน สถานศึกษา หรือบุคคลใด จะนำบทความของภูชิต ไปเผยแพร่เป็นความรู้ทางกฎหมายสู่ประชาชน ในโอกาสต่อไปนะครับ

เรื่องที่ 1 - แนวทางการเขียนตอบข้อสอบในระดับชั้นเนติบัณฑิต

 

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต