บทความจาก คุณภัทราภรณ์ เลิศทรัพย์สิน ม.รามคำแหง
ประธานเนติบัณฑิต รุ่น 65


ประสบการณ์การเรียนเนติบัณฑิต

บทความนี้ดิฉันได้เขียนขึ้นมาเพื่อเล่าถึงประสบการณ์การเรียนเนติบัณฑิตของตัวดิฉันเองว่า เรียนอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวัง และเพื่อเป็นการชี้แนะแนวทางการศึกษาแก่นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่  เผื่อว่าอาจจะนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับการเรียนได้บ้างตามสมควร ซึ่งคงจะไม่ได้ใช้ภาษาที่เป็นทางการหรือคำพูดที่สวยหรูนัก แต่จะขออนุญาตใช้เป็นคำพูดง่ายๆ ที่อ่านแล้วพอจะเข้าใจได้ละกันนะคะ

การที่จะประสบความสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นก็ไม่ได้ยากเกินไปกว่าความพยายามของพวกเราทุกคน ดิฉันคิดว่า การเรียนเนติฯ นั้น เก่งอย่างเดียวคงไม่พอ หากแต่ต้องประกอบไปด้วยความวิริยะอุตสาหะ ความพากเพียร และความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ เนื่องจากระยะเวลาในการเรียนมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาการเรียนที่มีมากพอสมควร ซึ่งในระหว่างที่เรียนอยู่นั้น ย่อมต้องเกิดความท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ หันไปเห็นกองหนังสือทีไรก็อยากจะเดินหนี ยิ่งนับถอยหลังถึงเวลาที่ใกล้จะสอบก็ยิ่งรู้สึกว่าอ่านเท่าไหร่ก็ไม่พอ, อ่านไม่ทันแน่ๆ, ส่วนที่อ่านๆ มาทั้งหมดทำไม  เหมือนจะจำอะไรไม่ได้เลย บางครั้งถึงขั้นต้องมีน้ำตา และเชื่อแน่ว่าความรู้สึกเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น  กับผู้ที่กำลังศึกษาเนติบัณฑิตอยู่เช่นกัน ในทุกๆ ครั้งที่ดิฉันเกิดความรู้สึกแบบนั้น สิ่งแรกที่ดิฉันทำ คือ หากำลังใจให้กับตนเองโดยการคุยกับพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนๆ หรือ พี่ๆ ที่รู้จักกัน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้กับตนเอง และดิฉันจะคิดเสมอว่า “พ่อแม่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อส่งเรามาเรียน เราต้องอดทน เราต้องทำให้สำเร็จเพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยให้กับพ่อและแม่” 

วิธีการเรียนและวิธีการอ่านหนังสือ

ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในระดับชั้นเนติบัณฑิตนั้น ดิฉันไม่ค่อยได้เข้าเรียนเท่าใดนัก เนื่องจากที่พักอยู่ไกลจากเนติฯ มาก ดิฉันจึงใช้วิธีเรียนติวกับสถาบันติวแทน ซึ่งจะได้เรียนเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยเวลาที่เข้าเรียนนั้น ดิฉันจะจดโน๊ตย่อตามที่ผู้สอนสอนอย่างละเอียดทุกคาบ เพราะการ จดนั้น เทียบเท่ากับเราได้อ่านเนื้อหาแล้ว 3 รอบ ซึ่งสมองเราจะจดจำได้เองโดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัวและเราจะสัมผัสได้ทันทีว่าสมองเราจำง่ายขึ้นเมื่อเราได้อ่านทบทวน และเมื่อเรียนจบในแต่ละวัน  ดิฉันจะกลับมาอ่านทบทวนโน๊ตย่อที่ได้จดมาทันที เพราะดิฉันเคยได้ยินมาว่า สมองจะจำได้ดีและยาวนานที่สุดถ้าเราได้เรียนซ้ำหรืออ่านซ้ำภายใน 24 ชม. นับแต่เราได้รับความรู้มาครั้งแรก และในระหว่างสัปดาห์ ก็จะอ่านทบทวนความรู้ในเรื่องที่ได้เรียนมาจากชีทของสถาบันติวบ้าง จูริสบ้าง และหนังสืออื่นๆ บ้างเล็กน้อย ในการอ่านนั้นดิฉันจะไฮไลท์ใจความสำคัญ และคีย์เวิร์ดของฎีกาเอาไว้ เพื่อจำไปใช้ในการตอบข้อสอบ และการอ่านหนังสือในรอบต่อๆ ไป ดิฉันก็จะอ่านเฉพาะส่วนที่ได้ทำไฮไลท์เอาไว้เท่านั้น เพราะเป็นส่วนเนื้อหาที่เราได้กรองมาแล้วจากการอ่านรอบแรก

ในการอ่านเนื้อหาแต่ละเรื่องดิฉันจะอ่านตัวบทในเรื่องนั้นๆ ก่อน เพื่อให้ทราบโครงสร้างของเนื้อหาในเรื่องที่จะอ่าน และทุกๆ ครั้งที่จะเริ่มอ่านเนื้อหาบทใหม่ ดิฉันจะทบทวนตัวบทเรื่องเดิมก่อน แล้วจึงจะเริ่มอ่านเรื่องใหม่ เพื่อให้สมองเราได้ทบทวนและจดจำในสิ่งที่เราได้เคยอ่านมาแล้ว และจะทำ   แบบนี้ในทุกๆ สัปดาห์ของการเรียน จนกระทั่งถึงวันสอบ ทำให้การอ่านหนังสือนั้นไม่ไปหนักในช่วงปลาย เมื่อนับถึงวันสอบดิฉันอ่านหนังสือได้ 2-3 รอบ ทำให้ดิฉันมีความมั่นใจในการสอบมากขึ้น

การท่องตัวบทนั้นดิฉันจะท่องก่อนนอน วันละ 5 มาตราบ้าง 10 มาตราบ้าง แล้วแต่ความมากน้อยของเนื้อหาในแต่ละกลุ่มวิชา และก่อนที่จะเริ่มท่องมาตราใหม่ๆ ดิฉันจะย้อนท่องมาตราเดิมๆที่ได้ท่องมาแล้วก่อนเสมอ เพื่อไม่ให้ลืมสิ่งที่ได้ท่องมาแล้ว และในการท่องตัวบทนั้นดิฉันไม่ได้ท่องตามสำนวนความในตัวบททุกตัวอักษร แต่ดิฉันจะท่องเฉพาะหลักกฎหมายที่เป็นใจความสำคัญของมาตรานั้นๆ และคีย์เวิร์ดสำคัญในมาตราที่จะต้องใช้ในการตอบข้อสอบเพื่อเรียกคะแนน

การเรียนและการอ่านหนังสือของแต่ละคนนั้นย่อมมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป หากมีเวลาได้ไปเข้าเรียนที่เนติฯ บ้าง ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะอย่างน้อยๆ ก็ได้เป็นการย้ำ และทบทวนความรู้ของตนเองหลายๆ รอบ ทำให้ความรู้ที่เราได้รับมานั้นมีความแม่นยำยิ่งขึ้น แต่ในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน เพราะแต่ละคนก็มีเวลาและภาระหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกัน

การตอบข้อสอบ

การตอบข้อสอบของดิฉันนั้น ดิฉันก็ได้รับคำแนะนำมาจากรุ่นพี่หลายๆ ท่านเช่นกันค่ะ ซึ่งดิฉันจะตอบข้อสอบโดยย่อหน้าแรกของการตอบข้อสอบนั้นดิฉันจะยกคำถามที่โจทย์ถามมาย้อนโจทย์ก่อน จากนั้นย่อหน้าต่อมาก็ยกข้อเท็จจริงในโจทย์มาวินิจฉัยพร้อมกับปรับหลักกฎหมายคละเคล้ากันไปและจะพยายามนำคีย์เวิร์ดที่สำคัญๆ ในตัวบทมาปรับเข้าไป เพราะจะช่วยเรียกคะแนนได้ดี และสุดท้ายดิฉันก็จะฟันธงลงไปว่าตามที่วินิจฉัยมานั้นผลเป็นอย่างไร

โจทย์ของข้อสอบในระดับชั้นเนติบัณฑิตนั้นมักจะไม่ถามประเด็นเดียว แต่จะมีประเด็นย่อยๆ หลายประเด็นซ่อนอยู่ ดังนั้น การวินิจฉัยแต่ละประเด็นในคำถามนั้นควรแยกเป็นประเด็นละย่อหน้า เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจข้อสอบของกรรมการ และเพื่อความสละสลวยในการเขียนข้อสอบของตัวเราเอง

เคยมีคนมาถามดิฉันว่า “เวลาตอบข้อสอบเนติฯ ต้องเขียนเยอะหรือไม่” ดิฉันก็ตอบเขาไปว่า “ข้อสอบเนติฯ เรามีเวลาในการอ่าน คิด และเขียน เฉลี่ยแล้วข้อละ 24 นาทีเท่านั้น แค่อ่านโจทย์กว่าจะอ่านเข้าใจว่าโจทย์ถามอะไรก็ใช้เวลาไปหลายนาทีแล้ว ถ้ามัวแต่มาเขียนร่ายยาวมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ ยังไงก็ตอบไม่ทันหรอก” ดังนั้น การตอบข้อสอบเนติฯ ของดิฉันจะตอบข้อละไม่เกินหนึ่งหน้าครึ่ง มิฉะนั้นจะตอบข้อสอบได้ไม่ครบทุกข้อ ดิฉันจะคิดเสมอว่าเขียนข้อสอบให้ครบทุกข้อ ทำให้ได้เฉลี่ยข้อละ 5 คะแนน ยังดีกว่าไปทุ่มเวลาให้กับบางข้อที่คิดว่าตัวเองทำได้เพื่อที่จะเอาคะแนนสูงๆ ในข้อนั้นๆ แต่ทำข้อสอบไม่ทันเวลา เพราะต่อให้เขียนไปแล้วข้อนั้นได้ 9 คะแนน ส่วนต่างของคะแนนที่เพิ่มมาก็ยังน้อยกว่าเราทำข้ออื่นๆ ได้เพิ่มอีก 1 ข้ออยู่ดี และในแต่ละข้อดิฉันก็จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดเท่าที่ ณ เวลานั้นจะทำได้  เพราะเมื่อเรามีโอกาสแล้ว เราต้องทำให้ดีที่สุด ต่อไปขออนุญาตยกตัวอย่างการตอบข้อสอบที่ดิฉันใช้นะคะ

เช่น กรณีตามปัญหาประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า..................................(ยกคำถามประเด็นแรกมาเขียน)
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า..............................................(ยกข้อเท็จจริงมาวินิจฉัยพร้อมกับปรับหลักกฎหมาย)
ดังนั้น....................................................................(ฟันธงตามประเด็นคำถาม วินิจฉัยแล้วผลเป็นอย่างไร)
ประเด็นต่อไปที่ต้องวินิจฉัยมีว่า..............................................(ยกคำถามประเด็นที่สองมาเขียนและวินิจฉัยตามด้วยสรุปเหมือนกับที่ตอบประเด็นแรก)

สุดท้ายนี้ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ ท่านที่กำลังศึกษาในระดับเนติบัณฑิต ขอให้ทุกๆ ท่านประสบความสำเร็จอย่างที่มุ่งหวังตั้งใจ “สิ่งใดที่ว่ายาก ยังต้องแพ้ความพยายามของมนุษย์ ขอแค่เราไม่ยอมแพ้ซักวันต้องเป็นวันของเรา เป้าหมายนี้ถึงแม้จะไกลอย่างที่ใครๆ เขาว่า แต่ถ้าเราเดินทุกวัน ซักวันมันก็ต้องถึง ครุยเนติบัณฑิตรอท่านมาสวมอยู่นะคะ”  และถ้าหากบทความนี้พอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่กำลังศึกษาในระดับเนติบัณฑิตได้บ้าง ดิฉันขอมอบคุณงามความดีให้กับผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการเป็นเนติบัณฑิตของดิฉันทุกๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนๆ และรวมไปถึงพี่ใหม่ นางสาววิยะกาญจน์ วรรณวงค์ ที่เป็นทั้งผู้สอนความรู้กฎหมาย และเป็นพี่สาวที่คอยให้กำลังใจน้องสาวคนนี้เสมอมา และขอขอบคุณพี่อ้อม นางสาวนิสิตา เศรษฐาไชย และพี่เอ๋ นายเอณุศักดิ์ชัย แพพะยอม ที่ไปเรียนเป็นเพื่อนกันและคอยเป็นกำลังใจให้น้องทุกๆ ครั้ง ในเวลาที่น้องท้อและเหนื่อย ทุกๆ ท่านที่ดิฉันได้กล่าวถึงถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้ดิฉันมีวันนี้ นอกจากความรู้แล้ว กำลังใจจากท่านเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ดิฉันก้าวเดินมาถึงจุดนี้ได้ ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านอีกครั้งจากใจค่ะ

 

หมายเหตุ : น้องแป้ง นางสาวภัทราภรณ์ เลิศทรัพย์สิน เขียนบทความนี้ให้ Thai Law Consult เผยแพร่วันที่ 22 กันยายน 2556

 

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต