เรื่องที่ 9      บุกรุก

               ทีมงาน Thai Law Consult ได้รับโทรศัพท์สอบถาม ปรึกษาคดีบุกรุกบ่อยครั้ง จึงนำเรื่องนี้มาลงไว้ให้ผู้สนใจได้ศึกษาครับ

 

หลัก  

ป.อ. มาตรา 362

               ผู้ใด เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมด หรือ แต่บางส่วน หรือ เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
              

ป.อ. มาตรา 363

               ผู้ใด เพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตน หรือ ของบุคคลที่สาม ยักย้าย หรือ ทำลาย เครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ทั้งหมด หรือ แต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
              

ป.อ. มาตรา 364

               ผู้ใด โดยไม่มีเหตุอันสมควรเข้าไป หรือ ซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์ หรือ สำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
              

ป.อ. มาตรา 365   

               ถ้าการกระทำความผิด ตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ

               (1)   โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะ ใช้กำลังประทุษร้าย
               (2)   โดยมีอาวุธ หรือ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ สองคน ขึ้นไป หรือ
               (3)   ในเวลากลางคืน

               ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
              

ป.อ. มาตรา 366  

               ความผิดในหมวดนี้นอกจากความผิดตามมาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้         

 

ทบทวน

          ความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 362 แบ่งเป็น 2 กรณี

          A.     เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด หรือแต่บางส่วน
          B.     เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข

          สรุปสั้นๆ ได้ว่า การบุกรุก กรณี A. เป็นการเข้าไป "เพื่อถือการครอบครอง" ส่วนกรณี B. เป็นการเข้าไป "กระทำการรบกวนการครอบครอง" ทั้ง 2 กรณี ผู้กระทำผิดกระทำผิดต้องได้ "เข้าไป" ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว ---> จึงจะเป็นความผิด

  • การที่จำเลยเพียงแค่ใช้ขวดแก้ว และใช้มีดฟันประตูห้องพัก และเรียกผู้เสียหายออกมาพูดคุยและขู่ฆ่า โดยจำเลยไม่ได้เข้าไปในห้องพัก, ไม่ผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 3523/2541)
  • การที่จำเลยเอื้อมมือเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหาย เพื่อจับผู้เสียหายฉุดกระชากออกไป ถือได้ว่า เป็นการเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามมาตรา 362, 365(1) (ฎีกาที่ 2768/2540)
  • การที่จำเลยนำไม้ไปปิด หรือใส่กุญแจประตูทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ครอบครอง เข้าออกอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ได้ เป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว ถือว่าเป็นการเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครอง ตามความหมายของมาตรา 362 แล้ว จึงเป็นความผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 1/2512(ป))
  • ข้อสังเกต ฎีกาที่ 1/2512(ป) แม้จำเลยจะเป็นเจ้าของห้องพิพาท และเป็นผู้ให้เช่า โจทก์เป็นผู้เช่า จำเลยก็ไม่มีอำนาจไปรบกวนการครอบครองของผู้เช่า(โจทก์)ได้โดยพลการ (แม้โจทก์จะผิดสัญญาเช่าก็ตาม) มิฉะนั้น เป็นความผิดฐานบุกรุกได้
  • ข้อสังเกต ฎีกาที่ 1124/2518 ศาลวินิจฉัยว่า ผู้เช่ามีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายในทรัพย์สินที่เช่า จนถึงวันที่คดีถึงที่สุดให้ขับไล่ผู้เช่า การที่ผู้ให้เช่าไปรบกวนการครอบครองก่อนคดีถึงที่สุด เป็นความผิดฐานบุกรุกได้
  • แต่ถ้าสัญญาเช่ามีข้อตกลงว่า หากผู้เช่าผิดสัญญา ให้ผู้ให้เช่าเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ ดังนั้น เมื่อผู้เช่าผิดสัญญา การที่ผู้ให้เช่าปิดล๊อคกุญแจอาคารที่เช่า เป็นการกระทำที่เข้าใจว่าตนมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญา เป็นการกระทำโดยขาดเจตนา ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 5396/2549, 3025/2541)
  • ผู้จะซื้อเข้าครอบครองบ้านตามสัญญาจะซื้อจะขาย การที่ผู้จะขายตัดโซ่คล้องกุญแจที่ผู้จะซื้อปิดประตูไว้ออก แล้วคล้องกุญแจของตนแทน เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ตาม เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 358 และฐานบุกรุก ตามมาตรา 362 (ฎีกาที่ 6894/2540)
  • สัญญาเช่าสถานที่ แต่สถานที่เช่ายังอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า ถ้าผู้ให้เช่าไม่ให้ผู้เช่ามาใช้สถานที่เช่าอีก หรือขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกไป ก็ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 489/2551)
  • นำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าโดยไม่มีอำนาจ เป็นความผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 2768/2551)
  • กรณีจำเลยบุกรุกที่ดินมือเปล่า แต่ผู้เสียหายมิได้ฟ้องขับไล่ภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. 1375 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ฎีกาที่ 2137/2530)

 

กรณียังมีข้อโต้แย้งในสิทธิครอบครองที่ดิน

               กรณีจำเลย กับโจทก์ หรือผู้เสียหาย ต่างโต้เถียงกันว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หรือเจ้าของที่ดินพิพาท การที่จำเลยเข้าไปในที่ดิน เป็นเพราะเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ถือว่าไม่มีเจตนาบุกรุก มูลกรณีจึงเป็นความรับผิดทางแพ่ง ไม่ผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 3548/2539)

               จำ    โดยปกติ การต่อสู้คดีบุกรุก จำเลยก็มักจะต่อสู้ว่า ตนมีสิทธิครอบครอง หรือเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เพื่อให้ตนเองพ้นผิด การพิจารณาข้อโต้เถียงเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงต้องดูว่าเป็นข้อโต้เถียงที่มีเหตุผลและน่าเชื่อถือหรือเป็นความเข้าใจโดยสุจริตหรือไม่ด้วย ถ้าจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอยๆ ว่าตนมีสิทธิครอบครอง เพื่อให้ตนเองพ้นผิด โดยปราศจากเหตุผลที่มาแห่งสิทธิครอบครอง ตามที่จำเลยอ้าง ก็ไม่อาจทำให้จำเลยพ้นผิดไปได้

 

ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ตาม ป.อ. มาตรา 364

แยกเป็น 2 กรณี

A.     กรณีแรก     เข้าไป หรือ ซ่อนตัว ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์ หรือ สำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น โดยไม่มีเหตุอันสมควร
B.     กรณีที่ 2      ไม่ยอมออกไปจากเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์ หรือ สำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น เมื่อผู้มีสิทธิ์ที่จะห้ามมิให้เข้าไป ได้ไล่ให้ออก

คำว่า "เคหสถาน" ตาม ป.อ. มาตรา 1(4) มีความหมายรวมถึง บริเวณที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปที่สนามหญ้าหน้าบ้านพัก ถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานแล้ว (ฎีกาที่ 1904/2546)

  • การเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่น เพื่อไปกระทำความผิดอื่นนั้น เป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว เป็นความผิด ตามมาตรา 364 และเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (ฎีกาที่ 2824/2535)

                ถ้ามิได้มีเจตนากระทำความผิดอื่นแต่แรก แต่เมื่อบุกรุกเข้าไปแล้ว จึงได้กระทำความผิดอื่น เป็นความผิดหลายกรรม (ฎีกาที่ 3654/254...)

  • ถ้าตอนแรก เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายโดยมีเหตุอันสมควร แต่มีเรื่องโต้เถียงวิวาทกันในภายหลัง ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุก ตามมาตรา 364 (ฎีกาที่ 779/2537)
  • การเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 704/2538)
  • เข้าไปในบ้านผู้อื่น โดยบุตรสาวเจ้าของบ้านชวน หรือนัดให้เข้าไป ไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 362 และ 364 (ฎีกาที่ 1353/2508(ป))
  • ถ้าเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนเพื่อตามหาคน ถือว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร (ฎีกาที่ 924/2542)
  • กรณีเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร แม้จะมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ก็ไม่ทำให้การเข้าไป กลับไม่มีเหตุอันสมควร (ฎีกาที่ 3481/2537)
  • จำเลยเข้าไปในเคหสถาน โดยได้รับอนุญาต ไม่ผิดฐานบุกรุก แม้ขณะอยู่ในเคหสถาน จะทำผิดกฎหมาย (ฎีกาที่ 2853/2539)
  • ลูกจ้างยินยอมให้จำเลยเข้าไปในบ้านได้ แต่จำเลยเข้าไปหลบซ่อนตัวเพื่อก่อเหตุร้าย ถือว่า จำเลยเข้าไปซ่อนตัวในเคหสถาน โดยไม่มีเหตุอันสมควร (ฎีกาที่ 3534/2545)
  • เข้าไปโดยถือวิสาสะ ไม่เป็นความผิด แต่ถ้าเจ้าของบ้านไล่ให้ออกแล้วไม่ออก เป็นความผิดฐานบุกรุก (ฎีกาที่ 3797/2......)

 

ความผิดฐานบุกรุกในเหตุฉกรรจ์ ตาม ป.อ. มาตรา 365

การกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 362, 363, 364 ได้กระทำ

          (1)   โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
          (2)   โดยมีอาวุธ หรือ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือ
          (3)   ในเวลากลางคืน

ข้อสังเกต    ความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 362, 363, 364 เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 366

 

ข้อเท็จจริง

  1. เฮียจั๊ว นักธุรกิจที่ดิน ทำบ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียวขาย แต่เฮียจั๊ว มีปัญหาการเงิน ธนาคารเจ้าหนี้จึงฟ้องเฮียจั๊วล้มละลาย

  2. เฮียจั๊ว ต้องการขายทาวน์เฮ้าส์หลังสุดท้าย เลขที่ 29 แก่สาวคนงานฟาร์มไก่ ภรรยาของแดงหนุ่มรับเหมาปูกระเบื้อง แต่สาวขาดคุณสมบัติในการขอกู้เงินจากธนาคารเจ้าหนี้

  3. เฮียจั๊ว จึงขอร้องพี่เม้ง เพื่อนสนิท ช่วยซื้อทาวน์เฮ้าส์หลังนี้ โดยกู้ธนาคารทั้งจำนวน โดยพี่เม้งทำสัญญากู้และจำนองกับธนาคาร 400,000 บาท แล้วให้สาวคนงานฟาร์มไก่เป็นคนผ่อนชำระธนาคาร และเข้าอยู่อาศัย

  4. ขณะที่แดง สามีของสาว เป็นผู้ซื้อและผ่อนชำระทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 28 ซึ่งอยู่ติดกับทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 29

  5. สาว นำบ้านเลขที่ 29 ให้เสือ น้องชายเช่าอยู่อาศัย เดือนไหนที่เสือให้ค่าเช่า สาวจะนำไปผ่อนชำระธนาคาร ถ้าไม่ได้ค่าเช่า จะไม่ผ่อนธนาคาร

  6. เวลาผ่อนชำระผ่านไป 36 เดือน สาวผ่อนชำระเพียง 23 เดือน อีก 13 เดือน สาวไม่ได้ชำระ ธนาคารเจ้าหนี้จึงมีหนังสือทวงถามให้พี่เม้งผ่อนชำระก่อนฟ้อง, พี่เม้งกับเฮียจั๊ว จึงเจรจากับสาว สาวยอมรับว่าบ้านเป็นของพี่เม้ง และช่วยกันย้ายทรัพย์สินของเสือออกจากบ้านเลขที่ 29 ไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 28 ของแดงสามีของสาว และช่วยกันนำกุญแจคล้องประตูบ้านและประตูรั้ว

  7. เย็นวันเดียวกัน เสือกลับมาบ้าน ขณะที่เฮียจั๊ว, พี่เม้ง ออกไปแล้ว เสือทำลายกุญแจและเข้าไปอยู่อาศัยอีก

  8. กันยายน 2555 พี่เม้ง ชำระหนี้ธนาคาร ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 400,000 บาท และโอนบ้านหลังนี้มาเป็นของพี่เม้ง

  9. 1 ตุลาคม 2555 พี่เม้ง มาปรึกษาทีมงานทนาย Thai Law Consult ถามว่า ผมจะทำอย่างไรดี ไม่อยากขายให้เสือ ไม่อยากให้เสือเช่า ช่วยดำเนินการที

  10. วันนั้น ทีมทนาย Thai Law Consult เตรียมคดีล้มละลาย 1,500 ล้านบาท เพื่อซักค้านพยานโจทก์อยู่ที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 มีทนายธวัชชัย ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี ทนายน้อยปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ทนายสมบัติ น.บ.ท.63 เข้าร่วมรับฟังข้อเท็จจริง

 

        - ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 ให้ความเห็นว่า ตามโฉนดที่ดินบ้านทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 29 พี่เม้งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้จะจำนองธนาคาร พี่เม้งก็ยังเป็นเจ้าของที่แท้จริง และพี่เม้งได้ประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 แม้พี่เม้งได้มอบการครอบครองบ้านให้สาว และสาวโอนการครอบครองบ้านให้เสือน้องชายเข้าอยู่อาศัย สิทธิของสาวมีแค่สิทธิครอบครองบ้าน หาใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างพี่เม้งไม่, เมื่อเสือรับโอนสิทธิครอบครองมาจากสาว, สิทธิของเสือ ผู้รับโอนสิทธิครอบครอง หาได้มีสิทธิดีกว่าสาวผู้โอนไม่

        - เมื่อสาวทำหนังสือยอมรับว่าบ้านเป็นของพี่เม้ง และทำการขนย้ายเสื้อผ้าของเสือน้องชายออกจากบ้านเลขที่ 9แล้ว การครอบครองบ้านของสาว ตามที่พี่เม้งอนุญาตให้ครอบครองก็สิ้นสุดลง

        - ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า การที่เสือทำลายกุญแจที่คล้องประตู และเข้าไปอยู่อาศัยอีก จึงเป็นความผิดฐานบุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ และละเมิด ตามป.พ.พ. มาตรา 420 รายละเอียด ดังนี้

 

          ผิดฐานบุกรุก ป.อ. มาตรา 362
          เพราะเสือรู้จากสาวว่า พี่เม้งและ เฮียจั๊ว ได้ตกลงเป็นหนังสือกับสาว แล้วว่า บ้านเลขที่ 29 เป็นของพี่เม้ง และสาวยอมขนเสื้อผ้าของเสือออก, ส่งมอบการครอบครองบ้านให้แก่พี่เม้งเจ้าของกรรมสิทธิ์แล้ว การที่เสือได้เข้าไปอยู่อาศัยอีก จึงเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองโดยเจตนาทุจริต

          ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ป.อ. มาตรา 358 "ผู้ใด ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือ ทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"

          การที่เสือรู้อยู่แล้วว่า พี่เม้งเจ้าของบ้านนำกุญแจมาคล้องประตูบ้านของพี่เม้งเอง แต่เสือทำลายกุญแจเพื่อเข้าไปอยู่อาศัยโดยเจตนาทุจริต จึงผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

 

  •           ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า เสือละเมิดพี่เม้ง ตามป.พ.พ. มาตรา 420 น่าจะฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายด้วย (ฎีกาที่ 4490/2542)

                           ป.พ.พ. มาตรา 420    "ผู้ใด จงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้น ทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น"

  •          ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี ถามพี่เม้งว่า ถ้าดำเนินคดีอาญาเสือแล้ว จะจัดการอย่างไรกับบ้านเลขที่ 29 ถ้าขายหรือจะให้เช่า จะมีคนอื่นสนใจหรือไม่, ทนายธวัชชัย ช่วยตอบคำถามนี้ แทนพี่เม้งว่า ผมไปดูสถานที่จริงแล้วเห็นว่า นอกจากสาวและเสือแล้ว น่าจะหาคนเช่า คนซื้อยากมาก เพราะอยู่ไกลจากถนนใหญ่
  •           ทีมทนาย Thai Law Consult กับพี่เม้ง ได้สรุปกันว่าจะคุยกับสาวและเสือก่อน ว่าเสือจะกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้านนี้จากพี่เม้งได้หรือไม่  ถ้ากู้ไม่ได้ หรือไม่ซื้อ ก็ต้องเช่า ถ้าไม่เช่าจะออกหนังสือทวงถาม และดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุก ตอนนี้ควรให้เวลาเสือซัก 1 เดือน นับจากวันนี้    

 

    11.  วันนี้ 22 พฤศจิกายน 2555 พี่เม้ง มาเยี่ยมทีมทนาย Thai Law Consult แล้วเล่าว่า เสือกับเมีย ติดต่อกู้เงินธนาคาร ธนาคารอนุมัติสินเชื่อซื้อบ้านเลขที่ 29 จากพี่เม้งแล้ว นัดไปโอนที่ สนง.ที่ดิน วันจันทร์หน้า                                                                   

    12. คดีบุกรุกนี้จึงจบลง ความเครียดของหลายๆ คนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งของพี่เม้งจึงลดลงด้วย อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ อาญาพิสดาร ของท่านอาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ผู้พิพากษา  และได้นำฏีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีบุกรุกมาลงไว้ข้างล่างนี้แล้ว เพื่อให้ท่านที่สนใจได้ศึกษาเพิ่มเติมครับ)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3523/2541

ป.อ. มาตรา 358, 362
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 121

          องค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 นั้น ผู้กระทำผิดต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์การที่จำเลยทั้งสองใช้ขวดขว้างและใช้มีดฟันประตูห้องพักผู้เสียหายทั้งสอง กับได้เรียกผู้เสียหายทั้งสองออกมาพูดคุยและขู่จะฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง โดยที่จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในห้องพักของผู้เสียหายทั้งสองจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานบุกรุก องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 นั้น ต้องกระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย คำว่า"ทรัพย์ของผู้อื่น" ย่อมหมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น พ.กับธ. เป็นลูกจ้างของบริษัท บ.โดยบริษัทดังกล่าวจัดให้บุคคลทั้งสองพักอยู่ที่หอพักคนงานซึ่งทำให้ พ.และธ. มีเพียงใดใช้สิทธิอาศัยอยู่ในห้องพักเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าบริษัท บ. ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักได้มอบหมายโดยตรงให้ พ.และธ. เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์นั้น พ.และธ. จึงมิใช่ผู้เสียหาย เมื่อบริษัท บ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวนไว้พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนใน ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และ พนักงานอัยการไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องในข้อหาฐานทำให้ เสียทรัพย์ได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 358, 365
          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365(2)(3), 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกเคหสถานซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี
          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางไพเราะ รักน้อย และนางสาวธิดารัตน์ รักน้อยผู้เสียหายทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักเดียวกันในหอพักคนงานของโรงงานบริษัทบุญยภัทรเท็กซ์ไทล์การทอ จำกัด จำเลยที่ 1มีห้องพักอยู่ตรงกันข้ามกับห้องพักของผู้เสียหายทั้งสองส่วนจำเลยที่ 2 มีห้องพักอยู่ที่หอพักอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กันปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าความผิดฐานบุกรุกผู้กระทำผิดไม่จำต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ทั้งตัวแต่หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ โดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นการรบกวนสิทธิในการครอบครองของเขาโดยปกติสุข การที่จำเลยทั้งสองใช้มีดดาบฟันและใช้ขวดขว้างประตูห้องพักของผู้เสียหายทั้งสองก็ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนารบกวนสิทธิโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรของผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดฐานบุกรุกแล้วนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้บัญญัติถึงความผิดข้อหาฐานบุกรุกว่า "ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วนหรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข" จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกผู้กระทำผิดต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อถือการครอบครองหรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองใช้ขวดข้วางและใช้มีดฟันประตูห้องพักผู้เสียหายทั้งสอง กับได้เรียกผู้เสียหายทั้งสองออกมาพูดคุยและขู่จะฆ่าผู้เสียหายทั้งสองโดยที่จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในห้องพักของผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสองก็ไม่ได้เปิดประตูห้องมาพูดคุยกับจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในห้องพักเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง
          โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เพราะผู้ครอบครองดูแลทรัพย์ใดก็ถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ คดีนี้ผู้เสียหายทั้งสองเป็นคนงานทอผ้าของบริษัทบุญยภัทรเท็กซ์ไทล์การทอ จำกัด และได้รับอนุญาตจากบริษัทดังกล่าวให้เข้าพักอาศัยในห้องพักของคนงานได้ถือว่าบริษัทได้มอบการครอบครองดูแลให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วเมื่อผู้เสียหายทั้งสองได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองแล้ว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358ได้บัญญัติถึงความผิดข้อหาฐานทำให้เสียทรัพย์ว่า"ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์" จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น ต้องกระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยคำว่า "ทรัพย์ของผู้อื่น"นั้น ย่อมหมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์นั้น ดังเช่นผู้เช่าทรัพย์คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับกันฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นลูกจ้างของบริษัทบุญยภัทรเท็กซ์ไทล์การทอ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวจัดให้ผู้เสียหายทั้งสองพักอยู่ที่หอพักคนงานของโรงงานของบริษัทดังกล่าวแม้ผู้เสียหายทั้งสองจะได้พักอาศัยอยู่ในห้องพักเกิดเหตุก็เพียงใช้สิทธิอาศัยอยู่ในห้องพักเท่านั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าบริษัทบุญยภัทรเท็กซ์ไทล์การทอ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของหอพักได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายทั้งสองเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ดังกล่าวได้โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์นั้นนางไพเราะ รักน้อยและนางสาวธิดารัตน์ รักน้อยจึงมิใช่ผู้เสียหาย เมื่อปรากฏว่าบริษัทบุญภัทรเท็กซ์ไทล์กการทอ จำกัดซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และพนักงานอัยการไม่มีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องในข้อหาฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการสอบสวนในข้อหาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหาความผิดฐานนี้ตามมาตรา 120 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
          พิพากษายืน

( กมล เพียรพิทักษ์ - วุฒิ คราวุฒิ - สุพล พันธุมโน )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2768/2540

ป.อ. มาตรา 362, 365(1)
ป.วิ.อ. มาตรา 174, 226

          การที่จะพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นครอบครองอยู่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365 หรือไม่นั้น จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เข้าไปหรือใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ ซึ่งศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเป็นสำคัญ ภาพถ่ายที่โจทก์นำสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่าขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยลากตัวไปยังบ้านของจำเลย ปรากฏชัดแจ้งว่าผู้เสียหายยืนอยู่ ณ จุดใดภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายศาลก็ชอบที่จะใช้ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกได้ ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยกระชากลากตัวผู้เสียหายออกมาจากบริเวณบ้านของผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายยืนอยู่บริเวณใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหายดังที่ปรากฏในภาพถ่ายเท่ากับจำเลยยอมรับว่าจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระชากลากตัวไปอยู่ภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายตามที่ปรากฏในภาพถ่ายจากจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ดังนี้ การที่จำเลยจะกระชากลากตัวผู้เสียหายให้ออกไปจากบริเวณบ้านของผู้เสียหายได้ แม้จำเลยจะยืนอยู่นอกบริเวณบ้านของผู้เสียหายแต่จำเลยก็จะต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายเพื่อจับและฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไป การเอื้อมมือเข้าไปฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไปในลักษณะนี้ ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใด ๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายเข้าองค์ประกอบแห่งความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362และมาตรา 365(1) แล้ว

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควรได้บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นอสังหาริมทรัพย์และเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางกินรี เกื้อมธุรส ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายกระชากและบิดมือผู้เสียหายจนล้ม แล้วลากผู้เสียหายไปตามพื้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับเป็นอันตรายแก่กายอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 295
          จำเลยให้การรับสารภาพฐานทำร้ายร่างกาย แต่ปฏิเสธฐานบุกรุก
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 คำขออื่นให้ยก
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 365(1) ประกอบด้วย มาตรา 362การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(1) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาทจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือพิจารณานอกเหนือจากคำฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ว่าการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกนั้นเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายล่วงล้ำเข้าไปก็เป็นความผิดฐานบุกรุกแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทั้งตัวก็ได้ กรณีของนางกินรี เกื้อมธุรส ผู้เสียหาย ยืนตากผ้าอยู่ริมแนวเขตบ้านการที่จำเลยใช้กำลังกายกระชากผู้เสียหายออกไปเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยต้องเข้าไปถูกตัวของผู้เสียหายในที่ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์อันถือได้ว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอันเป็นความผิดฐานบุกรุกแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ตามที่โจทก์อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.3 ภาพที่ 2 และที่ 3 แล้ววินิจฉัยว่าผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้าน แม้จะอยู่นอกประตูเหล็กม้วนก็ถือได้ว่าอยู่ในบริเวณบ้าน เมื่อจำเลยเข้าไปกระชากตัวออกมาจึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานบุกรุก ย่อมเป็นการวินิจฉัยและพิจารณาเกินคำฟ้องอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นครอบครองอยู่หรือไม่ จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เข้าไปหรือใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเป็นสำคัญภาพถ่ายหมาย จ.3 เป็นภาพถ่ายที่โจทก์นำสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่าขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยลากตัวไปยังบ้านของจำเลย ผู้เสียหายยืนอยู่ณ จุดใดภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย เมื่อภาพถ่ายหมาย จ.3ภาพที่ 2 และที่ 3 ปรากฏชัดแจ้งว่า ขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระชากและลากตัวไปผู้เสียหายยืนอยู่ในบริเวณบ้านของผู้เสียหายศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ชอบที่จะใช้ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกได้เพราะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย จำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หาได้วินิจฉัยหรือพิจารณานอกเหนือจากคำฟ้องอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกาไม่
          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จะเป็นความผิดฐานบุกรุกบ้านหรือเคหสถานของผู้เสียหายได้นั้น จำเลยจะต้องเข้าไปในบริเวณบ้านหรือเคหสถานของผู้เสียหายทั้งตัว มิใช่เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยเข้าไป ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยกระชากลากผู้เสียหายออกมาจากบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหายดังที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.3โดยที่จำเลยมิได้เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายทั้งตัวจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก นั้นเห็นว่า ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยกระชากลากตัวผู้เสียหายออกมาจากบริเวณบ้านของผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายยืนอยู่บริเวณใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหายดังที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.3 ก็เท่ากับจำเลยยอมรับว่าจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระชากลากตัวไปอยู่ภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.3ภาพที่ 3 จากจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่การที่จำเลยจะกระชากลากตัวผู้เสียหายให้ออกไปจากบริเวณบ้านของผู้เสียหายได้ แม้จำเลยจะยืนอยู่นอกบริเวณบ้านของผู้เสียหายแต่จำเลยก็จะต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายเพื่อจับและฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไป การเอื้อมมือเข้าไปฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไปในลักษณะนี้ ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายเข้าองค์ประกอบแห่งความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 365(1) แล้ว
          พิพากษายืน

( สุรินทร์ นาควิเชียร - ถวิล อินทรักษา - อมร วีรวงศ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1/2512

ป.อ. มาตรา 362

          แม้ห้องพิพาทจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นและยังโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่าอยู่ถ้าจำเลยเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้
          การที่จำเลยใช้ไม้กระดานตีขวางทับประตูห้องที่โจทก์ครอบครองในขณะที่โจทก์ไม่อยู่และปิดห้องไว้ ทำให้โจทก์เข้าอยู่ในห้องไม่ได้เป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองของโจทก์ถือได้ว่าเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 แล้ว (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 29/2511)

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของห้องพิพาท โจทก์เป็นผู้เช่าห้องพิพาท จำเลยกับสมัครพรรคพวกได้ปิดประตูห้องพิพาทและขู่บังคับมิให้โจทก์เข้าไปในห้อง โดยเจตนารบกวนการครอบครองไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องอยู่อาศัยโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 83, 84
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล
          จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้ว่า ห้องพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ไม่ได้เช่าห้องพิพาทจากจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยและไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยปิดประตูห้องพิพาทโดยสุจริต เพราะผู้เช่าคืนห้องให้แก่จำเลย
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ให้ปรับ 600 บาท
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่งเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่โจทก์ทำไว้กับเจ้าของเดิม หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิอยู่ในห้องพิพาทต่อไป ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะปิดห้องที่โจทก์ครอบครอง และยังโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่ากันอยู่นั้นได้แม้ห้องพิพาทจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ ถ้าจำเลยเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้ และเห็นว่า การที่จำเลยใช้ไม้กระดานตีขวางทับประตูห้องที่โจทก์ครอบครองในขณะที่โจทก์ไม่อยู่และปิดห้องไว้ ทำให้โจทก์เข้าอยู่ในห้องไม่ได้ เป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองของโจทก์ ถือได้ว่าเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุขตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด
          พิพากษายืน

( โชค จารุจินดา - ชิต บุณยประภัศร - แถม สิริสาลี )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5396/2549

ป.อ. มาตรา 364, 59

          โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านอาหารเพื่อมิให้โจทก์เช่าต่อไป โดยจำเลยที่ 1 คิดว่าตนเองมีอำนาจกระทำการได้ตามสัญญาเช่าที่ระบุว่าถ้าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ให้เช่าย่อมทรงสิทธิในการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญานี้โดยพลัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขาดเจตนาที่จะกระทำผิดฐานบุกรุก ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานบุกรุก

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสวนอาหารและห้องอาหารชื่อร้านไม้ไทย เลขที่ 663/16 ซอยรามคำแหง 127 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร อันเป็นเคหสถานที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 จ้างวานให้จำเลยที่ 2 นำกุญแจไปปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้องอาหารและสถานที่เก็บอาหารโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนใจให้นายจีระศักดิ์ กระฉอดนอก ผู้ดูแลสถานที่ของโจทก์สละการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และให้ออกจากสถานที่ดังกล่าว มิฉะนั้นจะปิดขังไว้ในเคหสถานดังกล่าว นายจีระศักดิ์จึงจำยอมมอบทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ และจำเลยทั้งสองได้ลักเอาทรัพย์สินดังกล่าวไป โดยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยเจตนาทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำการค้าไม่น้อยกว่าวันละ 10,000 บาท และต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นมูลค่า 821,020 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 337, 334 และ 83
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
          ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 ประกอบด้วยมาตรา 83 ไว้พิจารณา
          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 ไปปิดกุญแจร้านอาหารที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ในราคาเดือนละ 45,000 บาท กำหนดชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เริ่มทำสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไป มีกำหนด 3 ปี โจทก์ได้ชำระค่าเช่าเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม 2541 ภายหลังวันที่ 5 ของเดือนดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็รับเงินค่าเช่าไว้พร้อมกับได้ต่อว่าโจทก์ที่ชำระค่าเช่าไม่ตรงตามสัญญา ส่วนในเดือนมกราคม 2542 โจทก์ก็ไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 1 จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ไปปิดกุญแจร้านที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองกับนายจีระศักดิ์ กระฉอดนอก เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ได้เช่าร้านของจำเลยที่ 1 ทำเป็นร้านอาหารเป็นเวลา 3 ปี เริ่มสัญญาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 คิดค่าเช่าเดือนละ 45,000 บาท โดยชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ยอมรับว่า ในเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2541 โจทก์ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลังวันที่ 5 ของทุกเดือนและในเดือนมกราคม 2542 โจทก์ยังไม่ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะยอมรับค่าเช่าจากโจทก์ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2541 ไว้ก็ตามแต่ได้มีการต่อว่าโจทก์เกี่ยวกับเรื่องการชำระราคาค่าเช่าที่ไม่ตรงตามสัญญา ดังนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับเป็นปริยายว่าไม่ถือกำหนดเวลาเรื่องการชำระค่าเช่าให้ตรงเวลาเป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ เมื่อถึงเดือนมกราคม 2542 โจทก์ก็ยังไม่ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยภายในวันที่ 5 มกราคม 2542 อีก วันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จึงถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าและให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านอาหารเพื่อมิให้โจทก์เช่าต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 คิดว่าตนเองมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาเช่าข้อ 11 ที่ระบุว่าถ้าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ให้เช่าย่อมทรงสิทธิในการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญานี้โดยพลัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขาดเจตนาที่จะกระทำผิดฐานบุกรุก ที่โจทก์อ้างว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"
          พิพากษายืน.

( มงคล ทับเที่ยง - พินิจ บุญชัด - รัตน กองแก้ว )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3025/2541

ป.อ. มาตรา 1(1), 358, 362

          โจทก์เป็นผู้เช่าตึกแถวที่เกิดเหตุจากเจ้าของเดิมเมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ออกไปจากตึกแถวและไม่ชำระค่าเช่า แก่เจ้าของเดิม บุตรสาวโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมชำระ ค่าเช่าที่ค้างชำระนั้น และจะชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนต่อ ๆ ไป ถ้าผิดข้อตกลงยอมให้เจ้าของเดิมเข้าครอบครองตึกแถว ที่เกิดเหตุได้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านโต้แย้งข้อตกลงนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่ามี หนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุตรสาวโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงนั้น หรือไม่ และข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้ ต่อมาบุตรสาวโจทก์และโจทก์ ผิดข้อตกลง จำเลยทั้งสองยังให้โอกาสแก่ฝ่ายโจทก์ ขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินโดยไม่ติดใจเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ค้างชำระแต่อย่างใด แต่โจทก์และครอบครัวก็มิได้ขนย้ายออกไป การที่ จำเลยทั้งสองเปิดกุญแจตึกแถวที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจึงใช้ กุญแจของจำเลยปิดตึกแถวที่เกิดเหตุไว้ย่อมเป็นอำนาจของ จำเลยทั้งสองที่จะกระทำได้และถือว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิ เข้ายึดถือครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุแล้วโดยชอบตามที่ได้ ตกลงกันไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงหาเป็นความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์หรือฐานบุกรุกไม่

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกับพวกหลายคนได้ร่วมกันงัดทำลายลูกกุญแจ จำนวน 3 ลูก ราคา 600 บาท ซึ่งใช้ปิดบ้านของโจทก์ได้รับความเสียหายจนใช้การไม่ได้ และได้ร่วมกันลักทรัพย์สินในบ้านของโจทก์หลายรายการ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกเข้ารบกวนการครอบครองบ้านของโจทก์โดยเอากุญแจของจำเลยใส่ปิดบ้านดังกล่าว ไม่ให้โจทก์เข้าไปใช้ประโยชน์และเข้าอยู่อาศัยมาจนกระทั่งบัดนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358, 334, 335, 362, 365, 83, 90, 91
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง
          จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดโต้แย้งว่า โจทก์เช่าตึกแถวที่เกิดเหตุเลขที่ 89 ถนนสุชาดา ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จากเจ้าของเดิมเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวและค้าขาย เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์ไม่ออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุและไม่ได้ชำระค่าเช่าเป็นเวลาหลายเดือน วันที่ 31 มีนาคม 2535 นางสาวนันทกา เมธะคานนท์ บุตรสาวของโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงยอมชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่เจ้าของเดิมและตกลงเช่าตึกแถวที่เกิดเหตุต่อไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ถ้าผิดสัญญายอมให้เจ้าของเดิมเข้าครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเป็นอันระงับสิ้นสุดลง ฝ่ายผู้เช่าไม่มีสิทธิครอบครองอยู่อาศัยและหรือใช้สอยประโยชน์ในตึกแถวที่เกิดเหตุอีกต่อไปตามเอกสารหมาย ล.1 แต่นางสาวนันทกาและโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าและเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าของเดิม วันที่ 4 มิถุนายน 2535 จำเลยทั้งสองกับพวกได้ซื้อที่ดินพร้อมด้วยตึกแถวหลายห้องรวมทั้งตึกแถวที่เกิดเหตุจากเจ้าของเดิม ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.14 วันที่ 19 มิถุนายน 2535 จำเลยทั้งสองกับพวกมีหนังสือบอกกล่าวให้นางสาวนันทกาและโจทก์นำเงินค่าเช่าและเงินที่ค้างชำระมาชำระและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุโดยส่งหนังสือไปให้โจทก์และนางสาวนันทกาที่ตึกแถวที่เกิดเหตุ นางสาวนันทกาเป็นผู้รับหนังสือดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 วันที่ 11 กรกฎาคม 2535 นางสาวนันทกาและนางอ่ายเกียง แซ่ตั้งภริยาของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมที่จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2535 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวไม่ติดใจเรียกเอาเงินที่ค้างชำระตามบันทึกข้อตกลงท้ายหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย ล.4 เมื่อครบกำหนด โจทก์ นางสาวนันทกา และนางอ่ายเกียงมิได้ขนย้ายออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุวันที่ 9 กรกฎาคม 2536 จำเลยทั้งสองให้ช่างเปิดกุญแจตึกแถวที่เกิดเหตุออกและเข้าไปในตึกแถวพร้อมกับถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย ล.6 (18 ภาพ) หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองใช้กุญแจของจำเลยปิดประตูตึกแถวที่เกิดเหตุไว้แทน วันที่ 11 และวันที่ 23 กรกฎาคม 2536 จำเลยทั้งสองกับพวกเข้าไปขนทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เช่าตึกแถวที่เกิดเหตุจากเจ้าของเดิม เมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ออกไปจากตึกแถวและไม่ชำระค่าเช่าแก่เจ้าของเดิม โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า สัญญาเช่าเดิมครบกำหนดประมาณปี 2532 โจทก์ไม่ได้ต่อสัญญาและโจทก์ได้ไปสร้างโรงงานถ่านคาร์บอนและปลูกต้นยูคาลิปตัสอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชรทำโรงงานตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน ส่วนภริยาของโจทก์และบุตรได้ย้ายไปเปิดร้านค้าขายของอยู่ใกล้ ๆ ตึกแถวที่เกิดเหตุไม่ได้ค้าขายที่เดิมอีกดังนี้ เมื่อพิจารณาประกอบสภาพทรัพย์สินสิ่งของที่วางกระจัดกระจายอยู่ในตึกแถวที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย ล.6 ภาพที่ 4 ถึงภาพที่ 7 และภาพที่ 9 ถึงภาพที่ 18 แล้วจะเห็นมีฝุ่นละอองจับเกรอะกรัง เต็มไปหมด ไม่ได้ว่างเป็นระเบียบอยู่ในสภาพพร้อมจะใช้งานบางอย่างได้แกะเก็บบรรจุกล่องกระดาษหรือลังไม้อยู่ในลักษณะคล้ายกับเตรียมจะโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ทุกเวลาแม้สภาพห้องนอนตามภาพถ่ายหมาย ล.15 ก็มีฝุ่นละอองปกคลุมเห็นได้ชัดเจน ที่นอนขาดสกปรก ไม่มีสภาพเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใดเลย คงมีลักษณะเสมือนเป็นที่เก็บสิ่งของเท่านั้น โจทก์ ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ก็เป็นคนในครัวเรือนเดียวกันต้องทราบถึงสภาวะการณ์ดังกล่าวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เหตุนี้เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าแก่เจ้าของเดิม บุตรสาวโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมชำระค่าเช่าที่ค้างชำระนั้นและจะชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนต่อ ๆ ไป ถ้าผิดข้อตกลงยอมให้เจ้าของเดิมเข้าครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุได้ ฝ่ายโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองอยู่อาศัยหรือใช้สอยประโยชน์ในตึกแถวที่เกิดเหตุอีกต่อไปไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านโต้แย้งข้อตกลงนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์โดยไม่พักต้องคำนึงว่ามีหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุตรสาวโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงนั้นหรือไม่ และข้อตกลงดังกล่าวนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อต่อมาบุตรสาวโจทก์และโจทก์ผิดข้อตกลงไม่ชำระค่าเช่าให้แก่เจ้าของเดิมหรือจำเลยทั้งสองผู้รับโอนตึกแถวที่เกิดเหตุ เจ้าของเดิมและจำเลยทั้งสองจึงยกเลิกข้อตกลงพร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์และบุตรสาวโจทก์ทราบแล้วโดยบุตรสาวโจทก์เป็นผู้รับหนังสือไว้ นับแต่บัดนั้นโจทก์และครอบครัวย่อมไม่มีสิทธิที่จะครอบครองหรืออยู่อาศัยหรือใช้สอยประโยชน์ในตึกแถวที่เกิดเหตุอีกต่อไป และจำเลยทั้งสองชอบที่จะเข้าครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุได้ตามข้อตกลงแต่กระนั้นจำเลยทั้งสองยังให้โอกาสแก่ฝ่ายโจทก์โดยบุตรสาวและภริยาของโจทก์ได้ทำบันทึกขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2535 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวที่เกิดเหตุไม่ติดใจเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ค้างชำระแต่อย่างใด แต่ในที่สุดโจทก์และครอบครัวก็มิได้ขนย้ายออกไปจากตึกแถวที่เกิดเหตุ เช่นนี้ การที่จำเลยทั้งสองให้ช่างเปิดกุญแจตึกแถวที่เกิดเหตุออก ต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจรู้เห็นเป็นพยานและภริยาของโจทก์ก็อยู่รู้เห็นด้วยตามภาพถ่ายหมาย ล.6 แล้วจำเลยทั้งสองเข้าไปในตึกแถว ถ่ายรูปบรรดาทรัพย์สินสิ่งของของโจทก์ไว้ หลังจากนั้นจึงใช้กุญแจของจำเลยปิดตึกแถวที่เกิดเหตุไว้ ก่อนที่จะมีการขนย้ายทรัพย์ดังกล่าวออกไปในวันต่อมา และไม่ว่าการเปิดนั้นจะใช้กุญแจไขเปิดหรืองัดกุญแจของโจทก์ออกก็ตาม ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยทั้งสองที่จะกระทำได้และต้องถือว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิเข้ายึดถือครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุแล้วโดยชอบตามที่ได้ตกลงกันไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงหาเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ หรือฐานบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องไม่"
          พิพากษายืน

( สุพล พันธุมโน - วุฒิ คราวุฒิ - กมล เพียรพิทักษ์ )

หมายเหตุ 
          ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 บัญญัติว่า "บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย"
           บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่มีหลักในทางสากลเหมือนกันทั่วโลก ซึ่งมาจากสุภาษิตกฎหมายที่ว่า NULLUMCRIMENNULLA POENASINELEGE
           แต่การที่บุคคลกระทำการอันผิดกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้นั้น มิใช่ว่าจะเป็นความผิดทุกกรณี หากมีจารีตประเพณีหรือหลักทั่วไปของสากลโลกไม่ถือเป็นความผิดก็ไม่เป็นความผิด เช่น การแข่งขันชกมวย หากคู่ชกได้ดำเนินการต่อสู้ภายใต้กฎเกณฑ์และกติกาที่วางไว้ก็ไม่ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาหรือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ถ้าหากนอกเหนือจากกฎเกณฑ์หรือกติกาก็อาจมีความผิดได้ เช่น กัดหูก็มีความผิดทำร้ายร่างกายนอกจากนี้หากเกิดข้อตกลงกันระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำว่าไม่ถือเป็นความผิด เช่นนี้จะกระทำให้ผู้กระทำพ้นจากการกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานที่ดีดังนี้
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2508 การยอมความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง และมาตรา 39(2) นั้น เป็นการกระทำภายหลังที่ความผิดได้เกิดขึ้นแล้วมิใช่การที่จะกระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนกระทำความผิด ข้อตกลงล่วงหน้าก่อนมีการกระทำความผิดถือเป็นการยอมความตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วไม่ได้ และบุคคลจะตกลงกันได้ก่อนว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญา ถ้าหากจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้านั้น ข้อตกลงนั้นก็หามีผลก่อให้เกิดหนี้จะผูกพันคู่กรณีให้จำต้องงดเว้นไม่ฟ้องคดีอาญาเช่นว่านั้นแต่ประการใดไม่ เพราะอำนาจฟ้องคดีอาญานั้นจะมีอยู่หรือไม่นั้น มิได้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายลักษณะหนี้ในทางแพ่ง หากอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาอีกส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญานั้นอาจถือเป็นความยินยอมให้กระทำการที่ตามปกติต้องโดยบทบัญญัติว่าเป็นความผิดได้ มีหลักกฎหมายทั่วไปเป็นเหตุยกเว้นความผิดอาญาอยู่ว่าความยินยอมอันบริสุทธิ์ของผู้เสียหายให้ผู้ใดกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดนั้นถ้าความยินยอมนั้นไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรมอันดี และมีอยู่จนถึงขณะกระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดนั้นแล้วความยินยอมนั้นย่อมเป็นข้อยกเว้นมิให้การกระทำนั้นเป็นความผิดขึ้นได้ การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยออกเช็คโดยจะไม่ฟ้องเป็นความผิดอาญา เป็นความยินยอมที่มีอยู่จนถึงขณะที่จำเลยออกเช็คโดยรู้ว่าไม่มีเงินในธนาคารอันเป็นการกระทำโดยเจตนาที่เป็นองค์ความผิดประการหนึ่งซึ่งจำเลยได้กระทำลงตามความยินยอมของโจทก์ ความผิดในกรณีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ถือได้ว่าความยินยอมของผู้เสียหายในการกระทำนี้ไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรมอันดีแต่ประการใด การกระทำที่โจทก์ฟ้องนั้นจึงไม่เป็นความผิดในทางอาญา
           ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงเห็นได้ว่ากรณีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งสามารถยอมความกันได้ หากคู่สัญญาตกลงว่าการกระทำที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นความผิด ถ้าความยินยอมดังกล่าวไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรมอันดีจึงมีผลใช้บังคับ ดังนั้นถ้าหากเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว หรือแม้จะเป็นความผิดต่อส่วนตัวแต่ว่ามีลักษณะรุนแรงถึงขั้นขัดต่อความสำนึกในศีลธรรมอันดีหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน หาทำให้ผู้กระทำพ้นผิดไม่
           สำหรับข้อเท็จจริงในคดีที่หมายเหตุนี้ โจทก์เช่าตึกแถวจากเจ้าของเดิมเมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ออกไปจากตึกแถวและไม่ชำระค่าเช่าให้แก่เจ้าของเดิมบุตรสาวของโจทก์ได้ตกลงยอมชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนต่อ ๆ ไปถ้าผิดข้อตกลงให้เจ้าของเดิมเข้าครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุได้โดยโจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาโจทก์และบุตรสาวผิดข้อตกลงขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินออก แต่เมื่อถึงกำหนดก็มิได้ขนย้ายออกจำเลยจึงเปิดกุญแจตึกแถวขนของของโจทก์ออกไปและใส่กุญแจไว้ทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถเข้าไปในตึกแถวได้อีก ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกซึ่งเป็นการตัดสินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่เคยวินิจฉัยไว้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2519 และ 4854/2537 นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ว่าไม่เป็นความผิด แต่ให้เหตุผลไว้แตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุและที่กล่าวถึงข้างต้น คือพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2522 ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าตึกแถวที่พิพาทจากจำเลยซึ่งมีเงื่อนไขข้อตกลงระบุไว้ในสัญญาเช่าความว่าหากผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่ายึดทรัพย์สินของผู้เช่าได้ และให้มีอำนาจใส่กุญแจอาคารวัตถุแห่งสัญญาเช่าได้ทันที เมื่อโจทก์เริ่มผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่า และต่อมาได้นำเอาโซ่ล่ามใส่กุญแจปิดทางเข้าออกตึกแถวพิพาทที่ให้เช่า ดังนี้ การกระทำของจำเลยสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมกระทำผิดสัญญาเช่าดังกล่าว ซึ่งให้อำนาจแก่จำเลยซึ่งจะกระทำการตามข้อสัญญาและโดยความยินยอมของโจทก์ร่วมได้ จำเลยกระทำไปเพราะเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะกระทำได้ตามสัญญาการกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาอันเป็นความผิดอาญา ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
           เมื่อมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แตกต่างกัน มีข้อคิดว่าผลในการวินิจฉัยแนวใดจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีกว่ากัน โดยความเคารพต่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ รวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2519 และ 4854/2537 ผู้หมายเหตุเห็นว่าข้อตกลงที่ยินยอมให้ผู้ให้เช่ายึดทรัพย์สินของผู้เช่าได้เมื่อผู้เช่าผิดสัญญา และเมื่อมีอำนาจขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกจากทรัพย์ที่เช่า และให้มีอำนาจกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าได้นั้น เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้เช่าสามารถบังคับคดีได้โดยไม่ต้องฟ้องคดี เพราะตามหลักแล้ว เมื่อผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว ผู้เช่าไม่ยอมออกจากห้องเช่าเช่นนี้ ผู้ให้เช่าชอบที่จะฟ้องศาลในคดีแพ่งเพื่อให้ผู้เช่าขนย้ายทรัพย์สินออกจากทรัพย์ให้เช่า การที่ผู้ให้เช่ากำหนดข้อสัญญาให้ผู้เช่าตกลงว่าหากผู้เช่าผิดสัญญาหรือสัญญาเลิกกันแล้ว ผู้ให้เช่าสามารถเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องบังคับคดีทางแพ่งนั้น น่าจะเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งขัดต่อกฎหมายทั้งนี้เพราะการจะบังคับคดีได้นั้นจะต้องมีการฟ้องและศาลพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่านั้น นอกจากนี้ข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4(2) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 นี้ เพราะมีข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 4 เรื่องเช่าทรัพย์ ผู้หมายเหตุเห็นว่ากรณีที่มีข้อตกลงให้เข้าขนย้ายและครอบครองทรัพย์ที่เช่าได้นี้น่าจะเป็นเรื่องความยินยอมให้กระทำความผิดในคดีอาญาเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2508 ข้างต้นดังนั้นหากผู้เช่าได้บอกเลิกสัญญาข้อที่ให้สิทธิผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าได้โดยไม่ต้องฟ้องบังคับคดีแพ่งนี้ ก็ถือได้ว่าความยินยอมในการให้ผู้ให้เช่ากระทำโดยไม่มีความผิดฐานบุกรุกนั้นสิ้นไป หากต่อมาผู้ให้เช่าเข้าครอบครองทรัพย์ที่ให้เช่าโดยมิได้ฟ้องบังคับคดีทางแพ่งย่อมมีความผิดฐานบุกรุกได้
           หากข้อสัญญาทำนองยกเว้นการบังคับคดีเกิดขึ้นแล้วศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็อาจจะทำให้สัญญาประเภทอื่นนำมาเป็นแบบอย่างให้บังคับคดีกันได้โดยไม่ต้องฟ้องบังคับคดีต่อศาล เช่นในการกู้เงินจากธนาคารหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนาคารหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จะกำหนดข้อสัญญาไว้ว่า หากผู้กู้ผิดสัญญายอมให้ธนาคารหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สามารถยึดทรัพย์ขายทอดตลาดเองได้โดยไม่ต้องผ่านการบังคับคดีของศาลหากบังคับจำนองได้ไม่พอสมควรยึดทรัพย์สินอื่นของผู้กู้นำมาขายทอดตลาดได้ด้วยคงจะทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น
           การที่มีข้อสัญญาว่าหากผิดสัญญาเช่าผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่ากลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกได้นั้น เมื่อมีการผิดสัญญาและผู้ให้เช่าได้ดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว ผู้หมายเหตุเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2522ว่า ผู้ให้เช่าขาดเจตนาอันเป็นความผิดทางอาญา จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก มิใช่ว่าเป็นสิทธิตามสัญญาที่จะกระทำได้
           ศิริชัย วัฒนโยธิน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6894/2540

ป.อ. มาตรา 358, 362

          โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน และจำเลยยินยอมส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำสัญญา ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทต่อไป ก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน จำเลยจึงไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะตัดโซ่คล้องกุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้กุญแจของจำเลยคล้องแทนทำให้โจทก์เข้าบ้านไม่ได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ทั้งกุญแจพร้อมโซ่ที่จำเลยใช้ให้ช่างทำกุญแจตัดออกเป็นกุญแจของโจทก์ การที่จำเลยใช้ให้ช่างทำกุญแจพร้อมโซ่ของโจทก์จนเสียหายไร้ประโยชน์ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 70/427 และที่ดินโฉนดเลขที่ 94991ได้ตกลงขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ได้วางมัดจำแก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา จำเลยส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เข้าครอบครอง โจทก์ได้ขนย้ายทรัพย์สินเข้าไปในบ้านดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ต่อมาจำเลยได้ตัดกุญแจยี่ห้อโซโลของโจทก์ซึ่งคล้องและติดไว้ที่ประตูบ้านเลขที่ดังกล่าวและนำโซ่เหล็กกับกุญแจยี่ห้อแจ๊คคล้องใส่และปิดไว้ที่สายยูติดตรึงกับประตูหน้าบ้านเลขที่ 70/427 ซึ่งโจทก์ครอบครองอาศัยอยู่ โดยเจตนาเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าไปในบ้านดังกล่าวหรือใช้สิทธิครอบครองต่อไป อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์และการที่จำเลยตัดทำลายกุญแจของโจทก์ซึ่งคล้องอยู่ที่หน้าบ้าน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องไร้ประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 และ 91
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมาย
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 94991 พร้อมบ้านเลขที่ 70/427 ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 1,600,000 บาท โจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา250,000 บาท จำเลยยินยอมให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพร้อมบ้านในวันทำสัญญาต่อมาจำเลยได้ตัดโซ่คล้องกุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้กุญแจของจำเลยคล้องแทน ทำให้โจทก์เข้าครอบครองบ้านพิพาทไม่ได้
          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากุญแจพร้อมโซ่ที่จำเลยใช้ให้ช่างทำกุญแจตัดออกเป็นกุญแจของโจทก์ การที่จำเลยใช้ให้ช่างทำกุญแจตัดกุญแจพร้อมโซ่ของโจทก์จนเสียหายไร้ประโยชน์ ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ส่วนความผิดฐานบุกรุก โจทก์จำเลยต่างนำสืบโต้แย้งกันเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาท โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญา ส่วนจำเลยก็อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน และจำเลยยินยอมส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำสัญญาดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทต่อไป ก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะตัดโซ่คล้องกุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้กุญแจของจำเลยคล้องแทนทำให้โจทก์เข้าบ้านไม่ได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362
          พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358และ 362 ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานบุกรุกจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 70/427 และที่ดินโฉนดเลขที่ 94991ได้ตกลงขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ได้วางมัดจำแก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา จำเลยส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เข้าครอบครอง โจทก์ได้ขนย้ายทรัพย์สินเข้าไปในบ้านดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ต่อมาจำเลยได้ตัดกุญแจยี่ห้อโซโลของโจทก์ซึ่งคล้องและติดไว้ที่ประตูบ้านเลขที่ดังกล่าวและนำโซ่เหล็กกับกุญแจยี่ห้อแจ๊คคล้องใส่และปิดไว้ที่สายยูติดตรึงกับประตูหน้าบ้านเลขที่ 70/427 ซึ่งโจทก์ครอบครองอาศัยอยู่ โดยเจตนาเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าไปในบ้านดังกล่าวหรือใช้สิทธิครอบครองต่อไป อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์และการที่จำเลยตัดทำลายกุญแจของโจทก์ซึ่งคล้องอยู่ที่หน้าบ้าน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องไร้ประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 และ 91
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมาย
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 94991 พร้อมบ้านเลขที่ 70/427 ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 1,600,000 บาท โจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา250,000 บาท จำเลยยินยอมให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพร้อมบ้านในวันทำสัญญาต่อมาจำเลยได้ตัดโซ่คล้องกุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้กุญแจของจำเลยคล้องแทน ทำให้โจทก์เข้าครอบครองบ้านพิพาทไม่ได้
          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากุญแจพร้อมโซ่ที่จำเลยใช้ให้ช่างทำกุญแจตัดออกเป็นกุญแจของโจทก์ การที่จำเลยใช้ให้ช่างทำกุญแจตัดกุญแจพร้อมโซ่ของโจทก์จนเสียหายไร้ประโยชน์ ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ส่วนความผิดฐานบุกรุก โจทก์จำเลยต่างนำสืบโต้แย้งกันเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาท โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญา ส่วนจำเลยก็อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน และจำเลยยินยอมส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันทำสัญญาดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทต่อไป ก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะตัดโซ่คล้องกุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้กุญแจของจำเลยคล้องแทนทำให้โจทก์เข้าบ้านไม่ได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362
          พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358และ 362 ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานบุกรุกจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

( พิศาล พิริยะสถิต - สุชาติ ถาวรวงษ์ - ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  489/2551

ป.อ. มาตรา 362, 365, 83, 84

          โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาบันราชภัฎ น. โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศใช้เป็นสถานที่จำหน่ายอาหารให้แก่นักศึกษา อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหารที่โจทก์ทำกับสถาบันคงมีเพียงข้อสัญญาว่าสถาบันตกลงให้โจทก์เช่าโรงอาหารมีระยะเวลาที่กำหนด และกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องปฏิบัติในการเข้าประกอบการไว้ ส่วนลักษณะสภาพการใช้โรงอาหารในการจำหน่ายอาหารของโจทก์นั้นไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทีเดียว หรือเป็นแต่เพียงให้โจทก์มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารเพื่อจำหน่ายอาหารเท่านั้น จากประกาศสถาบันราชภัฎ น. ซึ่งเป็นที่มาของการเข้าทำสัญญาเช่าของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกประกาศให้ผู้สนใจเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันยื่นแบบแจ้งความประสงค์ต่อสถาบัน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการประกอบการไว้ในประกาศข้อ 4 และ 5 ว่า การเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันอยู่ในความควบคุมของงานกิจการนักศึกษา โดยเป็นไปเพื่อสวัสดิการนักศึกษา และผู้เข้าประกอบการต้องยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการโรงอาหารของสถาบัน โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงความประสงค์เข้าประกอบการจำหน่ายอาหารต่อสถาบันตามประกาศดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับทราบข้อความและยินยอมตกลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศนั้นด้วย การใช้โรงอาหารเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารของโจทก์ตามสัญญาเช่าจึงตกอยู่ในความควบคุมดูแลของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โรงอาหารที่โจทก์เช่าใช้พื้นที่ห้องชั้นล่างของอาคารในบริเวณสถาบันเป็นที่จำหน่ายอาหารจึงมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอันเป็นสถานศึกษาของทางราชการที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันอาจต้องเข้าไปตรวจตราในบางโอกาสเพื่อดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และหลังจากทำสัญญาเจ้าหน้าที่มอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ 1 ชุด และทางสถาบันเก็บไว้ 1 ชุด แสดงว่าโจทก์ทราบและยอมรับในการที่ทางสถาบันยังรักษาสิทธิที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในโรงอาหารในเวลาหนึ่งเวลาใดได้อยู่เสมอ เห็นได้ว่าโจทก์และสถาบันมีเจตนาทำสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจำหน่ายอาหารในพื้นที่ที่จัดไว้ในเวลาเปิดบริการตามระเบียบของสถาบันเท่านั้น หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพื่อให้ความสะดวกในการเข้าไปใช้พื้นที่โรงอาหารในการประกอบการของโจทก์เท่านั้น โดยสถาบันอนุญาตโจทก์รวมทั้งผู้เช่าช่วงพื้นที่จำหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารที่เช่าเพื่อประกอบการจำหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจที่มอบให้ไว้แก่โจทก์ เมื่อโรงอาหารที่เกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของสถาบันราชภัฎ น. การสั่งการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุก

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83, 84
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
          จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 84 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7
          จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าโรงอาหารที่เกิดเหตุประกอบการจำหน่ายอาหารภายในสถาบันราชภัฎนครราชสีมา โดยโจทก์ยื่นแบบแจ้งความประสงค์ขอเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารตามประกาศสถาบันราชภัฎนครราชสีมาและได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาร้านค้าจำหน่ายอาหารของสถาบันให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการ โดยทำสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหาร โจทก์ใช้พื้นที่ในโรงอาหารส่วนหนึ่งเป็นที่ขายเครื่องดื่มและไอศกรีมกับจัดให้บุคคลอื่นเช่าช่วงพื้นที่เป็นส่วน ๆ เพื่อขายอาหารประเภทต่าง ๆ ในระหว่างที่ยังอยู่ในกำหนดเวลาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิการบดีสถาบันราชภัฎนครราชสีมาได้บอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์เนื่องจากโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า และออกประกาศห้ามการจำหน่ายอาหารปิดไว้ที่ประตูทางเข้าโรงอาหารดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงอาหารโดยอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บรักษาไว้ที่อาคารอื่น จำเลยที่ 2 สั่งการต่อให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในโรงอาหารที่เกิดเหตุและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บไว้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3
          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 1 ประกอบกับภาพถ่ายได้ความว่า โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของสถาบันราชภัฎนครราชสีมา โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศใช้เป็นสถานที่จำหน่ายอาหารให้แก่นักศึกษา อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหารที่โจทก์ทำกับสถาบันคงมีเพียงข้อสัญญาว่าสถาบันตกลงให้โจทก์เช่าโรงอาหารมีระยะเวลาตามที่กำหนด และกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องปฏิบัติในการเข้าประกอบการไว้ ส่วนลักษณะสภาพการใช้โรงอาหารในการจำหน่ายอาหารของโจทก์นั้นไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทีเดียว หรือเป็นแต่เพียงให้โจทก์มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารเพื่อจำหน่ายอาหารเท่านั้น จากประกาศสถาบันราชภัฎนครราชสีมาซึ่งเป็นที่มาของการเข้าทำสัญญาเช่าของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกประกาศให้ผู้สนใจเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันยื่นแบบแจ้งความประสงค์ต่อสถาบัน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการเข้าประกอบการไว้ในประกาศข้อ 4 และข้อ 5 ว่า การเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันอยู่ในความควบคุมของงานกิจการนักศึกษา โดยเป็นไปเพื่อสวัสดิการนักศึกษา และผู้เข้าประกอบการต้องยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการโรงอาหารของสถาบัน โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงความประสงค์เข้าประกอบการจำหน่ายอาหารต่อสถาบันตามประกาศดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับทราบข้อความและยินยอมตกลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศนั้นด้วย การใช้โรงอาหารเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารของโจทก์ตามสัญญาเช่าจึงตกอยู่ในความควบคุมดูแลของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โรงอาหารที่โจทก์เช่าใช้พื้นที่ห้องชั้นล่างของอาคารในบริเวณสถาบันเป็นที่จำหน่ายอาหารจึงมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอันเป็นสถานศึกษาของทางราชการที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันอาจต้องเข้าไปตรวจตราในบางโอกาสเพื่อดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งเจ็ดว่า หลังจากทำสัญญา เจ้าหน้าที่มอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ 1 ชุด โดยทางสถาบันเก็บไว้ 1 ชุด แสดงว่าโจทก์ทราบและยอมรับในการที่ทางสถาบันยังรักษาสิทธิที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในโรงอาหารในเวลาหนึ่งเวลาใดได้อยู่เสมอ เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ได้ความดังกล่าวประกอบกันเห็นได้ว่าโจทก์และสถาบันมีเจตนาทำสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจำหน่ายอาหารในพื้นที่ที่จัดไว้ในเวลาเปิดบริการตามระเบียบของสถาบันเท่านั้น หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพื่อให้ความสะดวกในการเข้าไปใช้พื้นที่โรงอาหารในการประกอบการของโจทก์เท่านั้น โดยสถาบันอนุญาตโจทก์รวมทั้งผู้เช่าช่วงพื้นที่จำหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารที่เช่าเพื่อประกอบการจำหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจที่มอบให้ไว้แก่โจทก์ เมื่อโรงอาหารที่เกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของสถาบันราชภัฎนครราชสีมา การสั่งการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
          พิพากษายืน.

( ธนัท วิรบุตร์ - ไพโรจน์ วายุภาพ - พิชัย อภิชาตอำมฤต )

ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวินิจ เนตรแจ่มศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเฉลียว พลวิเศษ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2768/2551

ป.อ. มาตรา 362

          ที่ดินที่ถูกกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าบุกรุกนำสินค้ามาวางขายเป็นของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมไม่ได้อนุญาตให้จำเลยนำไปให้ผู้ใดเช่า การที่จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปให้บุคคลดังกล่าวเช่าโดยไม่มีอำนาจ จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2541 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับนายเที่ยวหรือไข่หรือไข่เที่ยวหรือไข่เที่ยงจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2715/2541 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 572, 8052, 8053 ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ของบริษัทระนองธานี จำกัด ผู้เสียหายและแบ่งพื้นที่บางส่วนของที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยเพื่อให้ผู้อื่นเช่าวางแผงลอยเพื่อขายสินค้าชั่วคราวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย อันเป็นการถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวบางส่วนและเป็นการรบกวนครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 364, 365
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ระหว่างพิจารณา บริษัทระนองธานี จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์ร่วมอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอนอกจากนี้ให้ยก
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 572, 8052, 8053 ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทระนองธานี จำกัด โจทก์ร่วมตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 นายวสันต์เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.11 ระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีพ่อค้าแม่ค้าหลายสิบรายเข้าไปตั้งแผงลอยขายสินค้าราคาถูกบนที่ดินส่วนหนึ่งของโจทก์ร่วมตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและรูปถ่ายที่เกิดเหตุพร้อมคำอธิบายเอกสารหมาย จ.1 จ.3 และจ.4 ระหว่างเกิดเหตุนางพนิดาผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินของโจทก์ร่วมพบว่ามีผู้บุกรุกนำเต๊นท์มากางและมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าดังกล่าวนำสินค้ามาวางขายในบริเวณที่ดินของโจทก์ร่วมโดยเฉพาะส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตทางเข้าโรงแรมรอแยลปริ๊ลเซส นางพนิดาแจ้งกลุ่มพ่อค้าเหล่านั้นให้รื้อถอนเต๊นท์และขนสินค้าออกไป แต่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตาม จึงรายงานให้นายวสันต์ทราบ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2541 นายวสันต์มอบอำนาจให้นางพนิดาไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทเทเวศร์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองระนอง ให้ดำเนินคดีแก่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นรวมทั้งจำเลยและนายเที่ยวหรือไข่หรือไข่เที่ยวหรือไข่เที่ยงซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2715/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าเป็นผู้อนุญาตให้เข้าไปตั้งเต๊นท์ขายสินค้า พันตำรวจโทเทเวศร์จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจไปกับนางพนิดาเพื่อเชิญกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามาเจรจากันที่สถานีตำรวจ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่มาร่วมเจรจาคือนายไพจิตร นายราชศักดิ์ และนายบุญพารวมทั้งนายสมชายซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าด้วย นายสมชายตกลงว่าจะติดตามจำเลยมาเจรจาในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อถึงวันนัดมีนางพนิดามาที่สถานีตำรวจเพียงคนเดียว นางพนิดาจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายไพจิตร นายราชศักดิ์และนายบุญพาในข้อหาบุกรุก ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมตัวนายไพจิตร นายราชศักดิ์ และนางสมจิตต์มามอบให้พันตำรวจโทเทเวศร์สอบสวน พันตำรวจโทเทเวศร์แจ้งข้อหาแก่บุคคลทั้งสามว่าร่วมกันบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน บุคคลทั้งสามให้การรับสารภาพ พันตำรวจโทเทเวศร์บันทึกคำให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.25 จ.24 และ จ.21 แล้วสอบสวนต่อมาจนทราบว่าจำเลยและนายเที่ยวเกี่ยวข้องด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจับนายเที่ยวได้ ส่วนจำเลยเข้ามอบตัว พันตำรวจโทเทเวศร์แจ้งข้อหาแก่จำเลยและนายเที่ยวว่าร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกรับมอบตัวผู้ต้องหาและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสาร จ.26 และ จ.27 ส่วนนายเที่ยวให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 แต่ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายเที่ยว คดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งพันตำรวจโทเทเวศร์ยังสอบคำให้การของนางพนิดา นายเกษม สายเอียด นางสุวดีและนายสมชายไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.16 จ.17 จ.22 และ จ.28 ตามลำดับ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นฎีกาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่
          พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอ้างในฎีกาสรุปทำนองว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนคอนกรีตที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ของตนจำเลยไม่มีเจตนาบุกรุก โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย และโจทก์ร่วมเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนนั้น เมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานคือนายบุญช่วย นายเที่ยวมาเบิกความถึงข้อเท็จจริงส่วนที่ยังไม่ยุติ โดยนายบุญช่วยเบิกความว่า พยานมอบให้นายสมชายไปติดต่อขอเช่าสถานที่ขายสินค้าราคาถูกที่ตลาดระนองธานี นายสมชายไปสอบถามคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและได้รับคำแนะนำให้ไปพบกับนายเที่ยว ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผู้ดูแลสถานที่ นายสมชายจึงไปพบนายเที่ยวแล้วนายเที่ยวพานายสมชายไปพูดคุยกับจำเลย จำเลยอนุญาตให้เช่าสถานที่ตามแนวถนนและข้างถนนบริเวณปากทางเข้าตลาดระนองธานีจากคิวรถจักรยานยนต์ถึงร้านขายข้าวเลือดหมูซึ่งตั้งร้านขายของได้ประมาณ 30 ร้าน จำเลยคิดค่าเช่าระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2541 ในราคาเหมาเป็นเงิน 20,000 บาท ก่อนเริ่มเช่าประมาณ 1 สัปดาห์ พยานกับนายสมชายไปพบจำเลยที่บ้านพักของจำเลยโดยนำเงินจำนวน 10,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลย พยานไม่ได้ถามถึงสิทธิหรือเอกสารสิทธิของจำเลยเนื่องจากตามปกติจะไม่ขอดูกัน หลังจากตกลงและวางเงินค่าเช่าครึ่งหนึ่งแล้วพยานก็ทำแผนผังร้านค้ารวม 30 ร้าน และติดต่อพ่อค้าแม่ค้ามาขาย ในวันที่ตกลงกันจำเลยรับปากว่าก่อนวันงานจะไปจัดพื้นที่ให้ แต่ไม่มีการทำสัญญากัน พยานสอบถามจำเลยถึงสถานที่เช่าแล้วจำเลยบอกว่าเป็นของโจทก์ร่วม จำเลยเป็นผู้ดูแล พยานจึงตกลงเช่าและนายเที่ยวเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายบุญช่วยมาติดต่อจำเลยที่สำนักงานทนายความของจำเลยว่าจะจัดงานขายสินค้าราคาถูกที่บริเวณถนนทางเข้าโรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส จำเลยกับพยานได้พานายบุญช่วยไปพบนายเทพสิทธิ์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงแรม นายเทพสิทธิ์อนุญาตให้จัดในส่วนของทางเข้าโรงแรม โดยอนุญาตด้วยวาจา หลังจากตกลงนายบุญช่วยได้ชำระเงินมัดจำแก่จำเลยจำนวน 10,000 บาท จำเลยมอบเงินบางส่วนให้พยานไปปรับพื้นที่และตั้งเต๊นท์ นายบุญช่วยเป็นผู้จัดหาเต๊นท์และจัดหาพ่อค้าแม่ค้า เมื่อผู้ใดประสงค์จะมาขายสินค้า นายบุญช่วยจะมาแจ้งพยานแล้วพยานจะไปปรึกษาจำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความได้อย่างสอดคล้องต้องกันยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่เข้ามาเกี่ยวข้องจัดการหาผลประโยชน์จากการเอาสถานที่เกิดเหตุของโจทก์ร่วมออกให้เช่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นและแสดงออกทั้งโดยตรงและโดยปริยายว่าตนมีอำนาจเอาพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุออกให้เช่าได้จริงแล้ว ก็เชื่อว่านายบุญช่วยคงไม่ยอมตกลงเช่าและยอมจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่จำเลยเป็นแน่ ซึ่งเหตุผลที่นายบุญช่วยเชื่อว่าจำเลยมีอำนาจให้เช่าได้นั้นปรากฏจากคำเบิกความของนายบุญช่วยตอบทนายจำเลยถามค้านสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเที่ยวว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2541 พยานกับนายเที่ยวไปหาจำเลยที่สำนักงาน จำเลยบอกพยานว่าสนิทสนมกับนายเทพสิทธ์ ผู้จัดการโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส จำเลยรับปากว่าจะไปติดต่อให้ หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน พยานก็มาพบจำเลยอีก จำเลยบอกติดต่อกับนายเทพสิทธิ์แล้ว ตกลงให้เช่าบริเวณทางเข้าโรงแรม พยานจึงตกลงวางเงินค่าเช่า คำเบิกความดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าการติดต่อกับนายเที่ยวเพียงลำพังย่อมไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นายบุญช่วยได้ หากไม่มีจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องแม้นายเที่ยวจะอยู่ในฐานะผู้กระทำผิดและถูกดำเนินคดีร่วมกับจำเลยแต่คำเบิกความของนายเที่ยวก็เป็นคำเบิกความอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง ไม่ได้มีเนื้อหาเป็นการซัดทอดจำเลย จึงรับฟังประกอบคำเบิกความของนายบุญช่วยได้ เห็นว่า นายบุญช่วยไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ส่วนนายเที่ยวก็รู้จักสนิมสนมกับจำเลยมาก่อน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของนายบุญช่วยและนายเที่ยวจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ที่จำเลยนำสืบสรุปทำนองว่า เมื่อปี 2538 โจทก์ร่วมโดยนายวสันต์ว่าจ้างจำเลยให้แก้ปัญหาเรื่องภาษีอากรซึ่งโจทก์ร่วมค้างชำระแก่กรมสรรพากรประมาณ 38,000,0000 บาท โดยจำเลยจะได้ค่าจ้างอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมไม่ต้องเสียภาษีอากร จำเลยตกลงซื้อตึกแถวของโจทก์ร่วมโดยใช้เงินค่าจ้างที่จะได้รับ ต่อมาจำเลยสามารถทำให้โจทก์ร่วมเสียภาษีอากรเพียง 5,000,000 บาท โจทก์ร่วมขอผ่อนชำระภาษีอากรเป็นงวด แต่เจ้าพนักงานผู้เก็บภาษีอากรแจ้งให้นายวสันต์ไปให้ปากคำด้วยตนเอง จนกระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม 2540 กรมสรรพากรได้ยึดกิจการของโจทก์ร่วมรวมทั้งตึกแถวของจำเลยซึ่งใช้เป็นสำนักงานทนายความด้วย หลังจากถูกยึดผู้ที่ซื้อตึกแถวจากโจทก์ร่วมและอยู่ระหว่างการผ่อนชำระได้รวมตัวกันมาปรึกษาและให้จำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม ทำให้นายวสันต์โกรธเคืองจำเลยนั้น เห็นว่า เลื่อยลอยและปราศจากเหตุผลเพราะหากข้ออ้างของจำเลยมีมูลความจริง จำเลยน่าจะเป็นฝ่ายโกรธเคืองนายวสันต์เสียมากกว่าข้ออ้างเรื่องสาเหตุโกรธเคืองจึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง นอกจากข้ออ้างที่กล่าวแล้วจำเลยยังนำสืบดังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยต่อมาเจือสมกับพยานโจทก์ร่วมอีกว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2541 นายเที่ยวพานายบุญช่วยมาพบเพื่อให้จำเลยช่วยหาที่จัดขายสินค้าราคาถูกเป็นการชั่วคราวประมาณ 10 วัน จำเลยจึงไปเจรจากับนายเทพสิทธิ์ นายเทพสิทธิ์อนุญาต แต่เมื่อสำรวจที่ดินบริเวณที่ได้รับอนุญาตปรากฏว่ามีกองดินและเสาไฟฟ้าวางอยู่ จึงตกลงให้นายบุญช่วยออกเงินค่าขนย้าย นายบุญช่วยจึงจ่ายเงินค่าขนย้ายให้แก่นายเที่ยว เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยนอกจากจะไปเจือสมกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมแล้วยังสนับสนุนให้เห็นอีกด้วยว่าจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเช่าที่ดินที่ถูกบุกรุกมาตั้งแต่แรก เมื่อที่ดินบริเวณที่ถูกบุกรุกเป็นของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมไม่ได้อนุญาตให้จำเลยนำไปให้ผู้ใดเช่า การที่จำเลยนำที่ดินของโจทก์ร่วมไปให้ผู้อื่นเช่าโดยไม่มีอำนาจ จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว”
          พิพากษายืน

( วีระพล ตั้งสุวรรณ - ไพโรจน์ วายุภาพ - ดิเรก อิงคนินันท์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3548/2539

ป.อ. มาตรา 83, 358, 362, 365
ป.วิ.อ. มาตรา 40, 46
ป.วิ.พ. มาตรา 248

           เมื่อคดีอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหายในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา46แม้คดีส่วนแพ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา40ก็ตามแต่เมื่อการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งเป็นข้อกฎหมายจึงต้องฟังว่าจำเลยที่1มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

________________________________

                  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา83,358,362,365และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน70,000บาทแก่โจทก์
          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง
          จำเลยทั้งสามให้การว่าจำเลยที่1ไม่เคยบุกรุกไถคันที่ดินและทำลายทรัพย์ของโจทก์จำเลยที่2และจำเลยที่3มิได้กระทำผิดขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องยกคำขอส่วนแบ่ง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค3พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา362และมาตรา358การกระทำของจำเลยที่1เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา258ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา90ให้จำคุกจำเลยที่1มีกำหนด9เดือนและปรับ6,000บาทลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา78คงจำคุก6เดือนและปรับ4,000บาทจำเลยที่1อายุ81ปีและพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลยที่1ไม่ร้ายแรงนักโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2ปีและให้จำเลยที่1ใช้ราคาทรัพย์สินแก่โจทก์เป็นเงิน30,000บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          จำเลยที่1ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยที่1ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าเมื่อในคดีอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่1ทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหายในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา46แม้คดีส่วนแพ่งคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา40ก็ตามแต่เมื่อการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวซึ่งเป็นข้อกฎหมายจึงต้องฟังว่าจำเลยที่1มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
          พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่1

( สละ เทศรำพรรณ - สุรินทร์ นาควิเชียร - ถวิล อินทรักษา )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 19-11-55)