ปรึกษาคดีกับทนาย

 

เรื่องที่ 33      การจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด และ 4 คำถามสำคัญ

               

                    เช้านี้ (26 เมษายน 2556) Thai Law Consult โดยทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 ได้รับ e-mail 4 คำถามจากประชาชน ที่มีปัญหา หรือขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 เห็นว่าสำคัญ จึงเปิดหนังสือ "คู่มือการศึกษา กฎหมายหุ้นส่วนและบริษัท" ของอาจารย์เอื้อน ขุนแก้ว ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วันที่ 1 สิงหาคม 2555 จำนวน 211 หน้า ราคา 160 บาท แล้วเรียบเรียงบทความนี้ นำเสนอเป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนครับ

คำถาม

ข้อ 1.   หุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น จะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นหรือไม่

ข้อ 2.   ถ้าใช้ชื่อหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดเป็นชื่อของห้างฯแล้ว หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดคนนั้น ต้องรับผิดอย่างไร

ข้อ 3.   ถ้าบุคคลภายนอกคนใดแสดงตนเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุคคลภายนอกคนนั้นต้องรับผิดชอบอย่างไร

ข้อ 4.   ถ้าหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดคนใดสอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุคคลนั้นต้องรับผิดอย่างไร

ข้อ 5.   ความรับผิดระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง เป็นอย่างไร

 

คำตอบ

ข้อ 1.   หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1087 หุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น จะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ส่่วนหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดนั้น จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2337/2519 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดิน เพราะการฟ้องคดีเป็นการจัดการกิจการของห้างอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดไม่มีอำนาจที่จะฟ้อง

 

ข้อ 2.   หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1082 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใด ยินยอมโดยแสดงออกชัด หรือโดยปริยาย ให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อของห้าง ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้น จะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกเสมือนว่า เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ฉะนั้น แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกันเองนั้น ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วน เช่นนี้ ท่านคงให้บังคับตามสัญญาหุ้นส่วน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2626/2548 จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 (นางประไพ) เป็นสามีภริยากันและเป็นหุ้นส่วนเพียงสองคน ในห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 (หจก. ไพ และประหยัด ปิโตรเลียม) ได้ร่วมกันกู้เงินจากธนาคารมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นทุนดำเนินกิจการของห้าง จำเลยที่ 1 มาแต่ต้น พฤติการณ์บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไประคนเป็นชื่อห้าง จำเลยที่ 1 แต่แรกเริ่มจัดตั้งห้าง จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ตามมาตรา 1082

 

ข้อ 3.   หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1054  บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดีด้วย ลายลักษณ์อักษรก็ดี ด้วยกิริยาก็ดี ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็น ชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เข้าแสดงว่าตนเป็น หุ้นส่วนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดา หนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน
          ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดตายไปแล้ว และห้างหุ้นส่วนนั้นยังคง ค้าต่อไปในชื่อเดิมของห้าง ท่านว่าเหตุเพียงที่คงใช้ชื่อเดิมนั้นก็ดี หรือ ใช้ชื่อของหุ้นส่วนผู้ตายควบอยู่ด้วยก็ดี หาทำให้ความรับผิดมีแก่กอง ทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อหนี้ใด ๆ อันห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้น ภายหลังมรณะนั้นไม่

ข้อควรจำ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีการจดทะเบียนไว้ว่า บุคคลใดเป็นหุ้นส่วนบ้าง บุคคลภายนอกสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น เช่นนี้ หากบุคคลภายนอกแสดงตนเป็นหุ้นส่วนก็ดี หรือยินยอมให้หุ้นส่วนจำกัดใช้ชื่อตนก็ดี บุคคลที่แสดงตนหรือยินยอมนั้น ก็ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 1054 หรือ มาตรา 1082 ตามฎีกาที่ 2626/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2626/2548

ป.พ.พ. มาตรา 1025, 1054, 1077, 1080, 1082
ป.วิ.พ. มาตรา 93(2)

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างจากโจทก์ตามสำเนาใบสั่งของชั่วคราว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสี่มิได้ร่วมกันสั่งซื้อสินค้าและ รับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างจากโจทก์ตามสำเนาใบสั่งของชั่วคราวและสำเนา ใบสั่งของชั่วคราวดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เท่ากับว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่รับว่าต้นฉบับสำเนาใบสั่งของชั่วคราว ดังกล่าวอยู่ที่จำเลยทั้งสี่ จึงเป็นกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาโดยประการอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ศาลย่อมมีอำนาจที่จะรับฟังสำเนาเอกสารใบส่งของชั่วคราวแทนต้นฉบับเอกสารดังกล่าวได้ โดยโจทก์ไม่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกต้นฉบับเอกสารก่อน

          จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยา และเป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คนในห้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไประคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่แรกเริ่มจัดตั้งห้างจำเลยที่ 1 และได้ร่วมกันกู้เงินธนาคารมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและเป็นทุนดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์เสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1082

          ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1025 ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ดังนั้นบุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1054 จึงบัญญัติให้รับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญเสมือนเป็นหุ้นส่วน คือต้องรับผิดโดยไม่มีจำกัดจำนวนหนี้ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองประเภทคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความผิดไม่เท่ากัน จึงไม่อาจนำมาตรา 1054 มาใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนประเภทใด จึงได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบังคับใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไว้โดยเฉพาะในมาตรา 1082 โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่ยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็น ชื่อห้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

          จำเลยที่ 4 ไม่ใช่หุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 แม้จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

 

ข้อ 4.   หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1088  ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดได้ เข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิด รวมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน
         แต่การออกความเห็นและแนะนำก็ดี ออกเสียงเป็นคะแนนนับใน การตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามกรณีที่มีบังคับไว้ในสัญญาหุ้นส่วน นั้นก็ดี ท่านหานับว่าเป็นสอดเข้าเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน นั้นไม่

ข้อควรจำ 1. - มาตรา 1088 นี้ เป็นความรับผิดของหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดที่มีต่อบุคคลภายนอก โดยมีหนี้ที่เกิดจากการที่หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอด (interfere) เข้าไปจัดการ แล้วกระทำการนั้นผูกพัน ทำให้ห้างหุ้นส่วนต้องรับผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 1650/2500 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เข้าจัดการห้าง ต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เช่นเดียวกับผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญ

ข้อควรจำ 2. - ความรับผิดของหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ที่สอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้ จำกัดอยู่เฉพาะหนี้ที่หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ 1510/2526 บทบัญญัติมาตรา 1088 เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ทำผิดหน้าที่ ซึ่งต้องรับผิดในหนี้อันเกี่ยวกับกิจการที่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องต่อบุคคลภายนอก มิใช่ต้องรับผิดในหนี้อันเกิดจากความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง

 

ข้อ 5.    ความรับผิดในระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ในห้างหุ้นส่วนจำกัด เกี่ยวกับหนี้ที่หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปจัดการนั้น จะต้องเป็นไปตามสัญญาระหว่างหุ้นส่วน (มาตรา 1082 วรรค 2) คือ หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดก็ต้องรับผิดจำกัดในจำนวนที่ตนลงหุ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 2066/2545 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต้องรับผิดชอบร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและรับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ต่อโจทก์ โดยไม่จำกัดจำนวน ตามมาตรา 1088 วรรค 1

ข้อควรจำ - การสอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด มีเฉพาะช่วงที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นยังดำรงอยู่ หากว่าห้างนั้นมีการเลิกไปแล้ว ก็ย่อมไม่มีการสอดเข้าไปจัดการอีก (ฎีกาที่ 3452/2529)

 

Thai Law Consult ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3699/2528 และ 2066/2545 มาลงไว้ ณ ที่นี้แล้วครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3699/2528

ป.พ.พ. มาตรา 900, 1077, 1088 

          จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้า ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจึงต้องรับผิดร่วมกัน ในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 1088 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1สั่งจ่ายเงินตามเช็ค 3 ฉบับ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีข้อตกลงกับธนาคารตกลงให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 เป็นเบิกจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ได้ โดยจำเลยที่ 1 ยอมผูกพันตนรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินตามเช็ค 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้นำเข้าบัญชีของโจทก์ ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ใช้เงินตามเช็ค 10 ฉบับและจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามเช็ค 7 ฉบับ

           จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามเช็ค 3 ฉบับเพราะจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 และฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามเช็ค 7 ฉบับ เพราะจำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจ จำเลยที่ 1 รับว่าได้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าสินค้า แต่สินค้าโจทก์ไม่ได้มาตรฐาน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาซื้อขาย ให้โจทก์รับสินค้าคืน แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็ค และไม่นำเงินเข้าบัญชี ขอให้ยกฟ้อง

           ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงินตามเช็คทั้ง 10 ฉบับและจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็ค 7 ฉบับ

           จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

           ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

           โจทก์ฎีกา

           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความตามที่จำเลยที่ 3 รับว่าจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ครวม 7 ฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 3 เป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจึงต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1ตามบทบัญญัติมาตรา 1088 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

           พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 3 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

( ยรรยง อิทธิพงษ์ - ศักดิ์ สนองชาติ - อุทิศ บุญชู )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2066/2545

ป.พ.พ. มาตรา 1088 

          จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจ พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1ด้วย โดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2537 ถึงกลางเดือนมกราคม 2538จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นตัวแทนขนส่งเครื่องสำอางไปยังประเทศสหพันธรัฐรัสเซียโดยสายการบินโซเวียตรวม 2 ครั้ง ครั้งหนึ่ง น้ำหนัก 1,271กิโลกรัม อัตรากิโลกรัมละ 61 บาท เป็นค่าระวางกับค่าบำเหน็จ 77,531 บาท และค่าธรรมเนียมคลังสินค้าอีก 100 บาท รวมเป็นเงิน 77,631 บาท โจทก์ดำเนินการตามข้อตกลงจนเสร็จและส่งใบแจ้งหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว ครั้งที่สองน้ำหนัก3,203.50 กิโลกรัม อัตรากิโลกรัมละ 61 บาท เป็นค่าระวางกับค่าบำเหน็จ 195,414บาท และค่าธรรมเนียมคลังสินค้าอีก 100 บาท รวมเป็นเงิน 195,514 บาท โจทก์ดำเนินการตามข้อตกลงจนเสร็จและส่งใบแจ้งหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 273,145 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2538 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบแจ้งหนี้ฉบับสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 101,924.24 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 375,069.24 บาท

          จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน273,145 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

          จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยทั้งสามฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเป็นตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 เคยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นตัวแทนขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อโจทก์ส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปยังต่างประเทศ โจทก์จะต้องทดรองจ่ายเงินค่าระวาง ค่าบำเหน็จ และค่าธรรมเนียมคลังสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน แล้วส่งใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1ในภายหลัง ต่อมาเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2537 ถึงกลางเดือนมกราคม 2538จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นตัวแทนขนส่งเครื่องสำอางไปยังประเทศสหพันธรัฐรัสเซียรวม 2 ครั้ง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายชัยณรงค์ สนธิปรีชากุล เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า ก่อนส่งสินค้าพิพาทในคดีนี้ พยานซึ่งมีหน้าที่รับสินค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อส่งไปยังต่างประเทศได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1ไว้เรียบร้อยก็ตาม แต่นายชัยณรงค์ก็เบิกความตอบคำซักถามของทนายโจทก์ว่า ก่อนคดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจดังกล่าวมา 3 ถึง 4 ปี แล้ว และเบิกความตอบคำถามติงว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินโจทก์จะนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปหักกลบลบหนี้กับจำนวนหนี้ที่เกิดขึ้นก่อน โดยโจทก์มีนางสาวดวงเดือน จรัสรุ่งนิภากุล พนักงานบัญชีของโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ในทางปฏิบัติของโจทก์หลังจากได้รับชำระหนี้แล้วโจทก์จะเอาจำนวนหนี้ที่นำมาชำระไปหักทอนกับหนี้ที่ค้างชำระก่อน เมื่อพยานตรวจสอบทางบัญชีแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้จำนวน 273,145 บาท คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวจึงสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นลูกหนี้พร้อมนำตราสำคัญของจำเลยที่ 1มาประทับด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะถูกหลอกลวงดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาทั้งจำเลยที่ 3 ก็มิได้มาเบิกความโต้แย้งให้เห็นเป็นเช่นนั้น เมื่อบันทึกดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดว่า จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ค้างชำระมาก่อนจริง และมีข้อตกลงไว้ด้วยว่า ให้แยกหนี้ตามใบแจ้งหนี้ที่ 412 อี 01244 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2537เงินจำนวน 77,671 บาท และหนี้ตามใบแจ้งหนี้ที่ 501 อี 00510 ลงวันที่ 9มกราคม 2538 เงินจำนวน 195,514 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 273,145 บาทออกจากหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดก่อนเพื่อตรวจสอบเอกสารและหลักฐานทางบัญชีเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ทั้งสองฉบับนี้ให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกันภายหลัง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 273,145 บาทเพียงแต่ขอให้โจทก์ตรวจสอบอีกครั้งว่าตามที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไปแล้วนั้น โจทก์นำไปหักกลบลบหนี้ตามใบแจ้งหนี้ทั้งสองฉบับดังกล่าวด้วยหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2ก็เบิกความยอมรับว่าหากมีหนี้ค้างชำระจริงก็เป็นเงินประมาณ 300,000 บาทคำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงเจือสมข้อนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 273,145 บาท จึงต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่เป็นผู้ติดต่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้สั่งจ่ายเช็คได้อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่กระทำในฐานะลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจเอกสารหมาย จ.10 พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ด้วยโดยทำในนามของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ ตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน  

( เรวัตร อิศราภรณ์ - ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ - ยงยศ นิสภัครกุล )