แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีที่ 9      ฟ้องหย่า เรียกค่าทดแทน เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู


               ทีมทนาย Thai Law Consult ตระหนักดีถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว อยากให้สังคมไทยมีแต่ครอบครัวที่อบอุ่นห่วงใยดูแลกัน ไม่ทะเลาะ ไม่ทอดทิ้งกัน แต่ทนายความของเราทุกคนต้องรับฟัง ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว และกฎหมายครอบครัวอยู่เสมอ เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำคดี เรามีหลักว่า ต้องหาทางไกล่เกลี่ยก่อนเผื่อเรื่องราวจะจบลงได้ด้วยดี แต่เรื่องราวส่วนหนึ่งก็ต้องมาเป็นคดีฟ้องร้องกัน จึงนำเรื่อง ฟ้องหย่า เรียกค่าทดแทน เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู มาลงไว้ให้ทนายความรุ่นใหม่ได้ศึกษา เป็นแนวทางทำคดีครอบครัวครับ

 

หลัก  

ป.พ.พ.มาตรา 1514     

               การหย่านั้น จะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาล
               การหย่าโดยความยินยอม ต้องทำเป็นหนังสือ และ มีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน
              

ป.พ.พ. มาตรา 1515    

เมื่อได้จดทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายนี้ การหย่าโดยความยินยอม จะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว
              

ป.พ.พ. มาตรา 1516   

               เหตุฟ้องหย่า มีดังต่อไปนี้
                     (1)   สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดู หรือ ยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้ หรือ มีชู้ หรือ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
                     (2)   สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
                              (ก)   ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
                              (ข)   ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
                              (ค)   ได้รับความเสียหาย หรือ เดือนร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะ และ ความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฟ้องหย่าได้
                    (3)      สามีหรือภริยาทำร้าย หรือ ทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือ หมิ่นประมาท หรือ เหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ บุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฟ้องหย่าได้
                    (4)      สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิน หนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฟ้องหย่าได้
                              (4/1)    สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และ ได้ถูกจำคุกเกิน หนึ่งปี ในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือ ยินยอม หรือ รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และ การเป็นสามีภริยากันต่อไป จะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย หรือ เดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฟ้องหย่าได้
                              (4/2)    สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน สามปี หรือ แยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาล เป็นเวลาเกิน สามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฟ้องหย่าได้
                    (5)      สามีหรือภริยา ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือ ไปจากภูมิลำเนา หรือ ถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกิน สามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่ง ฟ้องหย่าได้
                    (6)      สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง ตามสมควร หรือ ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็น สามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้น ถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฟ้องหย่าได้
                    (7)      สามีหรือภริยาวิกลจริต ตลอดมาเกิน สามปี และ ความวิกลจริตนั้น มีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่ง ฟ้องหย่าได้
                    (8)      สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่ง ฟ้องหย่าได้
                    (9)      สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และ โรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ฟ้องหย่าได้
                    (10)    สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาลอีกฝ่ายหนึ่ง ฟ้องหย่าได้
              

ป.พ.พ. มาตรา 1523    

               เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากัน เพราะเหตุตาม มาตรา 1516(1) ภริยาหรือสามี มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยา และ จากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือ ยกย่อง หรือ ผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น
               สามี จะเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวก็ได้ และ ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้
               ถ้าสามีหรือภริยายินยอม หรือ รู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตาม มาตรา 1516(1) หรือ ให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้
              

ป.พ.พ. มาตรา 1526    

              ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่า เป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และ การหย่านั้น จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอ จากทรัพย์สิน หรือ จากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพนี้ ศาลอาจให้เพียงใด หรือ ไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึง ความสามารถของผู้ให้ และ ฐานะของผู้รับ และ ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และ มาตรา 1598/41 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
               สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นอันสิ้นสุด ถ้ามิได้ฟ้อง หรือ ฟ้องแย้ง ในคดีหย่านั้น
              

ป.พ.พ. มาตรา 1529    

               สิทธิฟ้องร้อง โดยอาศัยเหตุใน มาตรา 1516(1) (2) (3) หรือ (6) หรือ มาตรา 1523 ย่อมระงับไป เมื่อพ้นกำหนด หนึ่งปี นับแต่วันผู้กล่าวอ้าง รู้หรือควรรู้ ความจริง ซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง
               เหตุอันจะยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้วนั้น อาจนำสืบสนับสนุน คดีฟ้องหย่า ซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่น
              

ป.พ.พ. มาตรา 1533    

               เมื่อหย่ากัน ให้แบ่งสินสมรสให้ชาย และ หญิง ได้ส่วนเท่ากัน

ป.พ.พ. มาตรา 1598/38   

               ค่าอุปการะเลี้ยงดู ระหว่าง สามีภริยา หรือ ระหว่าง บิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ ในเมื่อ ฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดู ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือ ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ ศาลอาจให้เพียงใด หรือ ไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และ พฤติการณ์แห่งกรณี

 

ข้อเท็จจริง      

1)     แหม่ม เจ้าของร้านเสริมสวย อายุ 32 ปี พบรักในสถานบันเทิงกับ ฉุน หนุ่มนิสัยดี อายุ 30 ปี ช่างฝีมือเหล็กดัด มุ้งลวด จึงตกลงอยู่กินด้วยกัน แหม่ม เซ้งกิจการร้านเสริมสวย ได้เงินมา 3 แสนบาท นำไปเปิด ร้านฉุนการช่าง มุ้งลวด เหล็กดัด และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ พฤศจิกายน 2547 ฉุนให้ค่าใช้จ่ายแก่แหม่มเดือนละ 20,000 บาท

2)     หลังจากจดทะเบียนสมรส ฉุนได้รู้จักกับ วันนักศึกษาสาวอายุเพิ่ง 20ปี และฉุนเริ่มมีปัญหาทะเลาะกับแหม่มบ่อยครั้ง, แหม่มรู้ว่าวันติดพันฉุน จึงโทรศัพท์ไปบอกวันว่า แหม่มเป็นภรรยาของฉุน แต่วันกับฉุนก็ยังติดต่อกันเรื่อยมา

3)     สิงหาคม 2549 ฉุนหนีออกจากร้านฉุนการช่าง..., กิจการค่อยๆแย่ลง จนแหม่มต้องปิดกิจการ ร้านฉุนการช่าง ไปทำงานในร้านเสริมสวยอื่นเลี้ยงตัวเอง และออกติดตามหาฉุนตลอดมา อยากให้ฉุนกลับมาอยู่กินกันดังเดิม

4)     ธันวาคม 2553 แหม่มทราบว่า ฉุนอยู่กินกับวัน จนคลอดบุตรเป็นชายชื่อ จอน, จึงตามไปพบฉุน ฉุนยอมรับความจริง และเลือกที่จะอยู่กับวัน

5)     10 มกราคม 2554 แหม่ม มาพบทีมทนาย Thai Law Consult (ซึ่งรวมตัวกันอยู่ที่สำนักงานทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44) ว่าขอให้ช่วยฟ้องหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู, เรียกค่าทดแทน ได้หรีอไม่

        วันนั้น ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ, ทนายอุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงไชย, ทนายพี่ตุ๊กตา ได้นั่งฟังข้อเท็จจริง และช่วยให้คำแนะนำดังนี้  

  • กรณีเข้าเหตุฟ้องหย่าแล้ว ตามมาตรา 1516(1) เพราะ ฉุนสามี ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา หรือเป็นชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิน เมื่อฉุนยังอยู่กินกับวันหญิงอื่น แหม่มภริยาจึงมีเหตุฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำยังไม่สิ้นสุด แม้จะเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม คดียังไม่ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 (ฎีกาที่ 2232/2535)
  • แหม่มสามารถเรียกค่าทดแทนจากวัน(หญิงชู้) และฉุนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากัน เพราะเหตุตามมาตรา 1516(1) สามีหรือภริยามีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยา และจากผู้ซึ่งได้รับอุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น"
  • ทนายพี่ตุ๊กตา เปิดหนังสือแพ่งพิสดาร เล่ม 4 ฉบับพิมพ์ 2553 อธิบายเพิ่มเติมว่า

ข้อสังเกต 1 การเรียกค่าทดแทน ตามมาตรา 1523 มี 2 กรณี

กรณีแรก -   ตามมาตรา 1523 วรรคแรก เป็นการเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หรือจากชู้ ที่สืบเนื่องมาจากเหตุฟ้องหย่า ตามมาตรา 1516(1) คือ กรณีสามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องมีคำพิพากษาให้หย่ากันก่อน คือ ต้องฟ้องหย่านั่นเอง ดังนั้น หากได้ความว่า สามีภริยาจดทะเบียนหย่ากันแล้ว จะมาฟ้องหย่า และเรียกค่าทดแทน ตามมาตรา 1523 วรรคแรก อีกไม่ได้ (ฎีกาที่ 3120/2530)

กรณีที่ 2   -   ตามมาตรา 1523 วรรค2 เป็นการเรียกจากชู้เท่านั้น กล่าวคือ เป็นกรณีสามีเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาว หรือภริยาเรียกจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน (ฎีกาที่ 4818/2551, 320/2530)

น่าสังเกตว่า การฟ้องตามมาตรา 1523 วรรค2 นี้ ฟ้องได้เฉพาะชายผู้ที่ล่วงเกินภริยาหรือหญิงอื่นๆ เท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกจากคู่สมรสอีกฝ่ายดังวรรคแรกด้วย

ข้อสังเกต 2 ค่าเลี้ยงชีพ (มาตรา 1526)

               ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่า เป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้น จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิด จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพนี้ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ (วรรค2 ถ้าไม่ได้ฟ้องแย้งในคดีหย่า สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นอันสิ้นสุด)

               ตามบทบัญญัตินี้ การเรียกค่าเลี้ยงชีพ ต้องเป็นกรณีที่เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่ฝ่ายเดียว โดยมีสิทธิเรียกนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด (ฎีกาที่ 6288/2537)

ข้อสังเกต 3 ค่าอุปการะเลี้ยงดู (มาตรา 1598/38)

               ค่าอุปการะเลี้ยงดู ระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดู ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ ศาลอาจให้เพียงใดก็ได้ หรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสามารถฟ้องเรียกร้องกันได้ โดยไม่จำต้องฟ้องหย่า (ฎีกาที่ 4959/2552)

 

               ทีมงาน Thai Law Consult เห็นว่า คำฟ้อง หย่า เรียกค่าทดแทน เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู น่าสนใจ จึงดัดแปลงนำลงไว้ให้ทนายความใหม่ได้ศึกษาครับ (ฟ้อง 10 มีนาคม 2554)

 

ข้อหาหรือฐานความผิด  :  ฟ้องหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกค่าทดแทน

ข้อ 1.       โจทก์และจำเลยที่1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียน อำเภอ.....จังหวัด..... เมื่อวันที่.....พฤศจิกายน 2547 ปรากฏตามใบสำคัญการสมรส เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข1,  โจทก์และจำเลยที่1 ได้อยู่กินร่วมกัน ณ บ้านเลขที่..... ตำบล..... อำเภอ..... จังหวัด..... ขณะอยู่กินร่วมกันไม่มีบุตร

ข้อ 2.       ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่1 โจทก์ประกอบอาชีพทำร้านเสริมสวยเป็นของตนเอง ขณะที่จำเลยเป็นช่างฝีมือในการทำมุ้งลวดเหล็กดัด เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว จำเลยที่1 ให้โจทก์เซ้งร้านเสริมสวย ได้เงินมา 3 แสนบาท จำเลยที่1 และโจทก์ นำไปเช่าห้องแถว เลขที่..... ตำบล..... อำเภอ..... จังหวัด..... และซื้ออุปกรณ์ช่างในกิจการทำมุ้งลวดเหล็กดัด รับติดตั้งกระจก ให้จำเลยที่1 ดำเนินกิจการโดยใช้ชื่อร้านว่า "ฉุนการช่าง" ปรากฏตามหนังสือสัญญาซื้อขาย และหนังสือสัญญาเช่าอาคาร เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2, 3

               หลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้ว จำเลยที่1 ให้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ตลอดมาประมาณเดือนละ 20,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในบ้านและในชีวิตประจำวัน

ข้อ 3.       หลังจากจดทะเบียนสมรส จำเลยที่2 ได้เข้ามาติดพัน จำเลยที่1 เมื่อโจทก์ทราบเรื่อง จึงโทรศัพท์ไปพูดคุยกับจำเลยที่2 ขอร้องอย่ามายุ่งกับจำเลยที่1 เพราะจำเลยที่1 เป็นสามีของโจทก์ แต่จำเลยที่2 ไม่ยอมเลิกติดต่อกับจำเลยที่1 แต่อย่างใด โจทก์กับจำเลยที่1 จึงทะเลาะกันตลอดมา กระทั่งเดือนสิงหาคม 2548 จำเลยที่1 ได้หนีออกจากร้านฉุนการช่างไป ไม่ติดต่อโจทก์ และไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เลย เมื่อไม่มีค่าใช้จ่าย โจทก์ต้องเซ้งร้านฉุนการช่าง ไปอยู่ที่อื่นที่ค่าเช่าถูกลง และรับจ้างร้านเสริมสวย ทำผมเลี้ยงชีพ

               ระหว่างทำงานรับจ้างทำผมเลี้ยงชีพ โจทก์ได้พยายามสืบหาติดตามตัวจำเลยที่1 ตลอดมา เพื่อให้จำเลยที่1 กลับมาอยู่กินเหมือนเดิม จนกระทั่ง ธันวาคม 2553 โจทก์ทราบว่า จำเลยที่1 ได้ยกย่อง จำเลยที่2 หญิงอื่นเป็นภริยา อยู่กินด้วยกันจนกระทั่งจำเลยที่2 ให้กำเนิดบุตรชื่อ ด.ช.จอน อายุ 2 ขวบ ปรากฏตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4, 5 ตามลำดับ

               การกระทำของจำเลยที่1 เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรส คือ ทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี, อุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่อง จำเลยที่2 หญิงอื่น ฉันภริยา ถึงขนาดมีบุตรด้วยกัน, ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันคู่สมรสกับจำเลยที่1 อีกต่อไป

               ส่วนการกระทำของจำเลยที่2 ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วตั้งแต่ธันวาคม 2547 ว่า จำเลยที่1 มีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วคือ โจทก์ แต่ยังมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่1อีก ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย ถูกสามีทอดทิ้ง ไม่ได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู จากจำเลยที่1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร

ข้อ 4.       4.1     โจทก์ ประสงค์จะหย่าขาดจาก จำเลยที่1

               4.2     และให้จำเลยที่1 ชำระค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์ ย้อนหลังตั้งแต่วันที่จำเลยที่1 ทิ้งร้างโจทก์ไปคือ สิงหาคม 2549 เพราะหลังจากจำเลยที่1 ทิ้งร้างโจทก์ไป โจทก์ต้องดิ้นรนทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง จึงเดือดร้อนมาก ต้องขายแรงงานรับจ้างทำผมกับร้านเสริมสวยอื่น ด้วยไม่มีอุปกรณ์ทำร้านเสริมสวยและไม่มีทุนเปิดร้านทำผม เพราะเงินที่ได้จากการเซ้งกิจการร้านทำผม จำเลยที่1 นำไปใช้ในกิจการของจำเลยที่1 ดังนั้นโจทก์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่1 ย้อนหลัง ตั้งแต่กันยายน 2549 เป็นต้นไป จนถึงวันฟ้อง 10 มีนาคม 2554 เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท (คิด 54 เดือน) เป็นจำนวน 1,080,000 บาท และขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จากจำเลยที่1 อีกเดือนละ 20,000 บาท นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป จนกว่าโจทก์จะได้ทำการสมรสใหม่ ถึงแก่ความตาย หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย

               4.3     โจทก์ประสงค์จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่2 ซึ่งเป็นชู้กับสามีโจทก์ จำนวน 300,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

               รวมเป็นเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง ตามข้อ 4.2 และค่าทดแทนจากหญิงชู้ ข้อ 4.3 จำนวน 1,380,000 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเอาเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้

               อนึ่ง ปัจจุบันนี้ จำเลยที่1 ยังประกอบกิจการ มุ้งลวดเหล็กดัดและตัดกระจก ในนาม ฉุนการช่าง แต่ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่..... อำเภอเมือง จังหวัด..... มีลูกค้ามาก กิจการดำเนินไปด้วยดี มีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 120,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นบาท) ปรากฏตามภาพถ่าย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6

               จำเลยทั้ง2 มีฐานะการเงินที่ดี มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าทดแทนให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีทางใดที่จะเรียกร้องจากจำเลยทั้ง2ได้ จึงต้องฟ้องคดีนี้ เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

คำขอท้ายฟ้องแพ่ง
1.     ให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยที่1
2.     ให้จำเลยที่1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังแก่โจทก์ เป็นเงินจำนวน 1,080,000 บาท
          2.1   ให้จำเลยที่1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ เดือนละ 20,000 บาท นับจากวันพิพากษาเป็นต้นไป จนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่, ถึงแก่ความตาย, หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย
3.     ให้จำเลยที่2 จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
4.     ให้จำเลยทั้ง2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความอย่างสูงแทนโจทก์

 

                  เนื่องจากคดีนี้ แหม่มไม่มีเงินค่าขึ้นศาล, และไม่มีทรัพย์สินอื่น ทนายความจึงยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (ยื่นศาลในวันเดียวกับคำฟ้อง คือ 10 มีนาคม 2554)

        ข้อ1. คดีนี้โจทก์ยื่นคำฟ้องในวันนี้ เรื่อง หย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่1 และค่าทดแทนจากจำเลยที่2 รวมเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ 1,380,000 บาท เนื่องจากจำเลยที่1 ทิ้งร้างโจทก์ไป ทำให้โจทก์ต้องกลายเป็นคนยากจน ต้องรับจ้างทำผมในร้านเสริมสวย รับค่าจ้างไปวันๆ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะนำมาขาย ไม่สามารถหยิบยืมใครได้ โจทก์จึงไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ และการฟ้องคดีนี้ ทนายความให้การช่วยเหลือโจทก์โดยไม่คิดค่าทนายความ

                    เหตุที่โจทก์ฟ้องร้องจำเลยทั้ง2 เนื่องจากจำเลยทั้ง2 จงใจประพฤติผิดต่อโจทก์ ผิดต่อกฎหมายครอบครัว ทำให้ครอบครัวแตกแยก เดือดร้อนลำบากยากจน ไร้ที่พึ่งพิง และคดีของโจทก์มีมูล มีหลักฐานสนับสนุนชัดแจ้งว่าจำเลยทั้ง2 ประพฤติชั่ว มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวฉันสามีภริยาจริง เพราะได้กำเนิดบุตร 1 คนชื่อ เด็กชายจอน อายุประมาณ 2 ปี และจำเลยทั้ง2 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาจำเลยที่1 ซึ่งจำเลยที่2 ก็ทราบดี

                    โจทก์จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองได้ และโจทก์มีทางชนะคดีได้

                    ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียน จึงขอความเมตตาจากศาลได้โปรดไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หรือขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในการฟ้องคดี ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

รายงานความคืบหน้าของคดี

1.     โจทก์ฟ้องเมื่อ 10 มีนาคม 2554
2.     จำเลยทั้ง2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว
3.     ศาลมีคำพิพากษา พฤศจิกายน 2554 สรุปความได้ว่า

        "ถือได้ว่า จำเลยที่1 ในฐานะสามี ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในฐานะภริยาตามสมควร ทั้งได้อุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ย่อมมีเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่1 ได้

        ส่วนจำเลยที่2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่1 ในทำนองชู้สาว และอยู่กินฉันสามีภริยากันจนกำเนิดบุตร 1 คน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรค2

        สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ขอให้จำเลยที่1 ชำระนั้น เห็นว่าสูงเกินส่วน สมควรกำหนดให้เพียงเดือนละ 15,000 บาท ส่วนค่าทดแทนที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่2 นั้น ก็เห็นว่าสูงเกินส่วนเช่นกัน เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้เพียง 200,000 บาท

        พิพากษาให้โจทก์ จำเลยที่1 หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยที่1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 810,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู อีกเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่.....พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ หรือมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ กับให้จำเลยที่2 จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันฟ้อง 10 มีนาคม 2554) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้ง2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก"

 

                ทีมงาน Thai Law Consult เห็นว่าคดีครอบครัว ฟ้องหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกค่าทดแทน มีฎีกาที่น่าสนใจ น่าศึกษา จึงนำมาลงไว้ให้ผู้สนใจได้ศึกษาเพิ่มเติมครับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2232/2535

ป.พ.พ. มาตรา 163, 169 เดิม, 1516(1), 1516(3), 1516(4), 1529

          เมื่อกรณีมีเหตุที่ทำให้จำเลยระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะ เลี้ยงดูหญิงอื่น ถ้อยคำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกล่าวต่อพลทหารรับใช้ ขณะที่โจทก์ไปราชการชายแดนสาปแช่ง โจทก์ว่า ถ้าพิการก็เลี้ยงดูเอาเอง หากตายจะกลับมาเอาเงิน ทั้งบุพการีของโจทก์เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า ทำตัวไม่น่านับถือ หากถ้อยคำดังกล่าวเป็นความจริงก็ไม่เป็นการ หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรง เป็นเพียงถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่ทราบว่าโจทก์ อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเท่านั้น โจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา เมื่อจำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์และแยกไปอยู่ที่อื่น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่า แต่กรณีดังกล่าวจำเลยมีสิทธิ ฟ้องหย่าได้ การที่โจทก์ยังอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและทำการเป็นปฏิปักษ์ ต่อการเป็นสามีภริยาตลอดมา การกระทำของโจทก์ยังมีเหตุที่จะให้จำเลยฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำยังไม่สิ้นสุด ฟ้องแย้งของจำเลย จึงไม่ขาดอายุความ.

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีจำเลย จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี และหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรงขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน
          จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ก่อเหตุหย่าแต่ผู้เดียวจำเลยไม่ได้จงใจละทิ้งร้างโจทก์ ไม่เคยด่าว่าโจทก์และบิดามารดาโจทก์ โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องนางสมคิดเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน โจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยอย่างสามีภริยาทั่วไป และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันหากโจทก์ไม่ยอมหย่าให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนให้โจทก์ใช้ค่าทดแทน 200,000 บาท กับค่าเลี้ยงชีพ 50,000 บาทแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย
          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ระหว่างโจทก์จำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันโจทก์ไม่เคยยกย่องนางสมคิดเป็นภริยาและไม่มีบุตรด้วยกันโจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยตามกำลังของโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมและขาดอายุความจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย
          โจทก์จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันตามฟ้องแย้งของจำเลย ให้โจทก์ชำระเงินค่าทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่าเหตุหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์หรือจำเลย โจทก์เบิกความว่าได้รับคำบอกเล่าจากพลทหารรับใช้ที่บ้าน 2 คน เมื่อโจทก์กลับจากราชการชายแดนว่าจำเลยได้สาปแช่งโจทก์ว่าถ้าพิการก็เลี้ยงดูเอาเองหากตายก็จะกลับมาเอาเงิน ทั้งผู้บุพการีของโจทก์เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่าทำตัวไม่น่านับถือเข้าข้างโจทก์ ถ้อยคำดังกล่าวถ้าหากจำเลยได้กล่าวต่อพลทหารรับใช้ทั้งสองคนจริง จะเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีโจทก์อันเป็นการร้ายแรงหรือไม่ จะเห็นได้ว่าเมื่อจำเลยย้ายมาพักอยู่กับโจทก์แล้ว มีเหตุที่ทำให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจและมีการทะเลาะกับโจทก์เสมอ แม้เวลาโจทก์ไม่อยู่บ้านจำเลยจะกล่าวถ้อยคำอย่างที่โจทก์เบิกความจริง ก็มิใช่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและมิใช่เป็นคำกล่าวที่ร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ส่วนที่จำเลยละทิ้งโจทก์ไปนั้น ปรากฏว่าจำเลยได้ออกจากบ้านที่พักอยู่กับโจทก์ไปจริง เนื่องจากทะเลาะกันเป็นประจำ จำเลยทนอยู่กับโจทก์ไม่ได้ ได้แยกไปอยู่ที่อื่นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2528 ต่อมาก็ได้อยู่กินกับนางสมคิดจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน เกิดเมื่อวันที่ 6พฤษภาคม 2529 แม้จะเป็นเวลาประมาณ 12 เดือน นับแต่จำเลยออกจากบ้านโจทก์ไป แต่เหตุที่โจทก์กับจำเลยทะเลาะและแตกแยกกันก็มีสาเหตุมาจากนางสมคิดและภายหลังโจทก์ก็ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสมคิดจริง เป็นพฤติการณ์ที่โจทก์มีความสัมพันธ์กับนางสมคิดมาก่อนที่จำเลยลาออกจากบ้านที่พักกับโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา เมื่อจำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์และแยกไปอยู่ที่อื่น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้ายโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ แต่กรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ส่วนจะขาดอายุความหรือไม่นั้นเห็นว่า ขณะนี้โจทก์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสมคิด เป็นการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตลอดมา การกระทำของโจทก์ยังมีเหตุที่จะฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำไม่สิ้นสุด ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ
          พิพากษายืน.
( ก้าน อันนานนท์ - อุดม เฟื่องฟุ้ง - อัมพร ทองประยูร )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3120/2530

ป.วิ.พ. มาตรา 1516(1), 1523

          ค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก จะมีได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือภริยามีชู้ ตามมาตรา 1516(1)เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาได้.

________________________________

          โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์และอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และขอให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท
           จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
           ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 20,000 บาท
           จำเลยอุทธรณ์
           ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
           จำเลยฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'จำเลยฎีกาข้อหนึ่งว่า โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2527 โจทก์ฟ้องวันที่ 22 มกราคม2528 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยไม่ยอมหย่าทั้งที่ข้อเท็จจริงหย่ากันแล้วศาลควรพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2527 โจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2528 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากหย่ากันแล้วโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอหย่าและไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนแต่อย่างใดเพราะว่าค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก จะมีขึ้นได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (1) เท่านั้น หากจำเลยผิดสัญญาไม่จ่ายเงินให้โจทก์ก็ชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญา จะนำคดีมาฟ้องเรียกค่าทดแทนหาได้ไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นต่อไป'
           พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.

( เสนอ ศรนิยม - ยรรยง อิทธิพงษ์ - ส่อง สุขะปุณณพันธ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4818/2551

          โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับ พ. ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของ พ. เป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ มิใช่คดีละเมิดธรรมดา ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6
          โจทก์อ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกเป็นพยานไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)
          จำเลยไปรับประทานอาหารกับ พ. ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของ พ. โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนที่รู้จักในการทำงานทั่วไปและการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลยและพนักงานงานโรงแรมก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้
          โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะน้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ย่อมไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายไพฑูรณ์ จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์สืบทราบว่าจำเลยกับนายไพฑูรณ์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โดยนัดหมายไปด้วยกันสองต่อสองและแสดงออกแก่บุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์รวมทั้งจำเลยกับนายไพฑูรณ์เข้าพักค้างแรมที่โรงแรมซิตตี้ปาร์ค (ที่ถูก โรงแรมซิตี้ปาร์ค) จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 โจทก์ได้รวบรวมหลักฐานและสอบถามนายไพฑูรณ์ นายไพฑูรณ์ยอมรับการกระทำดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วไป เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
          จำเลยให้การว่า จำเลยรู้จักกับนายไพฑูรณ์สามีโจทก์เนื่องจากได้ร่วมงานในหน้าที่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จำเลยไม่ได้ไปจังหวัดน่านกับสามีโจทก์ โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องหย่ากับสามีโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับนายไพฑูรณ์ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยก็ทราบดี โจทก์เป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1882-4046 โดยให้นายไพฑูรณ์เป็นผู้ใช้ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1884-5320 และเมื่อเดือนมกราคม 2547 นายไพฑูรณ์กับจำเลยรวมทั้งเพื่อนของนายไพฑูรณ์และเพื่อนจำเลยได้ร่วมรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารที่ในอำเภอเมืองลำปางโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อนัดหมายกันจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงต่อ ภาพถ่ายหมาย จ.6 เป็นภาพเดียวกันกับภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 มีรูปของจำเลยใส่เสื้อสีขาวทางด้านล่างซ้ายมือ และมีรูปนายไพฑูรณ์อยู่ทางขวา
          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดมากไปนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ถือว่าจำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้จำเลยเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยหาว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ทำนองชู้สาวทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว อันเป็นสิทธิในครอบครัวจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยประเด็นนี้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับนายไพฑูรณ์ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะกรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช้คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชันและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นมากเกินไป เห็นว่า โจทก์มีนายไพฑูรณ์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2547 พยานได้สนใจจำเลยในทางชู้สาวและได้เคยไปรับประทานอาหารด้วยกันในอำเภอเมืองลำปางโดยมีเพื่อนของจำเลยและเพื่อนพยานไปด้วย และพยานกับจำเลยได้เคยเข้าพักโดยนอนด้วยกันที่โรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง นอกจากนี้ในวันที่ 24 มกราคม 2547 พยาน กับจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จังหวัดน่านและได้มีเพศสัมพันธ์กัน และในวันที่ 31 มกราคม 2547 พยานและจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมเวียงลคอรและมีเพศสัมพันธ์กันอีก ซึ่งข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ นั้นโจทก์มีนายสมศักดิ์ กาจารี ซึ่งทำธุรกิจร่วมกับนายไพฑูรณ์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนข้อเท็จจริงว่าพยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และจำเลยที่ในอำเภอเมืองลำปางด้วยกันและสาเหตุที่จำจำเลยได้เพราะระหว่างที่รับประทานอาหารจำเลยได้ตักอาหารและข้าวให้นายไพฑูรณ์ นายเจริญลาภ พยานเคยไปสถานบันเทิงกับนายไพฑูรณ์ ระหว่างนั่งดื่มสุรากันอยู่จำเลยได้เข้ามาหานายไพฑูรณ์และพูดคุยกัน จากนั้นนายไพฑูรณ์ก็กลับออกไปพร้อมกับจำเลย นายพิพัฒน์พลเบิกความว่า พยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์โดยระหว่างรับประทานอาหารจำเลยและเพื่อนจำเลยได้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วย โดยพยานสังเกตเห็นนายไพฑูรณ์ดูแลพูดคุยกับจำเลยเป็นพิเศษ และหลังจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงด้วยกันโดยจำเลยจะนั่งติดกับนายไพฑูรณ์ตลอดเวลาแม้ว่าพยานดังกล่าวจะเป็นเพื่อนกับนายไพฑูรณ์ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยยังได้นำสืบรับว่าเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และเพื่อนของนายไพฑูรณ์ที่อำเภอเมืองลำปาง และไปเที่ยวสถานบันเทิงจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสันติ พนักงานต้อนรับของโรงแรมซิตี้ปาร์คเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 พยานเห็นนายไพฑูรย์และจำเลยเข้าพักที่โรงแรม และที่จำได้เพราะเป็นลูกค้ารายแรกที่พยานมาทำงานในช่วงเข้าเวร และขณะนั้นไม่มีลูกค้าอื่น ทั้งพยานยังได้พูดคุยกับนายไพฑูรณ์ ทั้งหลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ได้มีผู้หญิงโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดของนายไพฑูรณ์เกี่ยวกับการขอเปิดเช่าห้องพักของโรงแรมซึ่งสอดคล้องต้องกันกับบัตรจดนามผู้พักเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับเอกสารหมาย ป.จ.2 ซึ่งเป็นหลักฐานการที่นายไพฑูรณ์ขอเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวในวันที่ 24 มกราคม 2547 เวลา 22.30 นาฬิกา โดยมีรายละเอียดระบุว่ามีจำนวนผู้เข้าพัก 2 คน และโจทก์ยังมีพยานปากนายบุญส่ง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ลานจอดรถของโรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เบิกความว่า เห็นจำเลยและนายไพฑูรย์มาพักโรงแรม 2 ครั้ง เหตุที่จำได้เนื่องจากนายไพฑูรณ์ให้ทิปมากกว่าแขกคนอื่นๆ ซึ่งตามหนังสือแจ้งรายการของผู้พักประจำวันที่ 31 มกราคม 2547 เอกสารหมาย จ.5 รายการที่ 7 ก็ปรากฏชื่อนายไพฑูรณ์เป้นผู้เข้าพัก เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งเป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนได้เสียใดๆ กับโจทก์และจำเลย จึงเชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง และยังเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความและตามบันทึกข้อเท็จจริงซึ่งนายไพฑูรณ์ได้ทำขึ้นโดยมีรายละเอียดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายไพฑูรณ์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 จึงน่าเชื่อว่านายไพฑูรณ์เบิกความเป็นจริงเช่นกัน ทั้งตามรายการใช้โทรศัพท์ของหมายเลข 0-1882-4056 ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่นายไพฑูรย์ใช้นั้นได้มีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข 0-1884-5320 ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของจำเลยจำนวนหลายครั้ง อันเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยตลอดในการนัดเจอกัน แม้ว่ารายการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวจะเป็นเพียงสำเนาเอกสารและโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกคือบริษัทแอ็ดวานซ์อินโฟรเซอร์วิช จำกัด โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) จึงรับฟังเป็นพยานได้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างว่า วันที่ 23 และ 24 มกราคม 2547 จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายพักแรมลูกเสือและเนตรนารีที่น้ำตกแม่ปาน ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดปานและหลังเสร็จกิจกรรมก็เดินทางกลับบ้านพักโรงเรียนในเวลา 13 นาฬิกา และออกเดินทางกลับบ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ในเวลา 18 นาฬิกา แต่กลับปรากฏว่าจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นถึงพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กลับไปที่บ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงานจริงหรือไม่ ทั้งช่วงเวลาที่ปรากฏตามบัตรจดนามผู้พักของโรงแรมซิตี้ปาร์ค เอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุเวลาเข้าพักว่าเป็นเวลา 22.30 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห่างจากเวลาที่จำเลยออกจากบ้านพักโรงเรียนมากพอสมควร ทั้งในช่วงเวลา 22.30 นาฬิกา นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่าจำเลยมิได้อยู่ที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อให้เห็นว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ และการที่จำเลยไปรับประทานอาหารกับนายไพฑูรณ์ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของนายไพฑูรณ์โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนรู้จักในการทำงานทั่วไปจนขนาดเพื่อนของนายไพฑูรณ์สังเกตเห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษนี้ได้และการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งดังกล่าวกับนายไพฑูรณ์โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของนายไพฑูรณ์ เพื่อนของจำเลยและพนักงานโรงแรมก็ตามก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ และค่าทดแทนนั้นเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหายซึ่งรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับราชการครูเป็นผู้มีชื่อเสียงในเขตอำเภอเมืองปาน และอำเภอเมืองปาน เป็นอำเภอเล็กๆ ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยและนายไพฑูรณ์ย่อมแพร่ไปได้ง่าย ประกอบกับโจทก์มีบุตรกับนายไพฑูรณ์ด้วยกัน 1 คน โดยจำเลยมิได้นำหักล้างในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท นั้นจึงเหมาะสมแล้ว
          มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่านายไพฑูรณ์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องได้นั้น ชอบแล้ว”
          พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์

( สิริรัตน์ จันทรา - สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ - พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  320/2530

ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง, 1523 วรรคสาม, 1525
ป.วิ.พ. มาตรา 84

          การล่วงเกินในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1523 วรรคสองมีความหมายรวมถึงการทำชู้ด้วย สิทธิเรียกค่าทดแทนนี้มิได้มีเงื่อนไขว่าสามีจะต้องฟ้องหย่าภริยาเสียก่อนจึงจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวได้และค่าทดแทนในกรณีนี้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งที่ชายชู้ต้องรับผิด ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหาย ซึ่งรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ด้วย
          โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นชู้กับ น.ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ข้อหนึ่งว่าหากน. เป็นภริยาโจทก์โจทก์ก็รู้เห็นเป็นใจให้ภริยามีชู้ ดังนี้ประเด็นที่ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยเป็นชู้กับผู้ตายนั้น ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย.

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นชู้กับนางนิภาภริยาโจทก์เป็นเหตุให้ภริยาโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะการร่วมประเวณีกับจำเลย จนมีข่าวลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์แพร่หลาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิด 170,000 บาทและค่าทดแทนที่จำเลยเป็นชู้เป็นเงิน 130,000 บาท
           จำเลยให้การว่า ภริยาโจทก์มิได้ตายเพราะการร่วมประเวณีแต่ตายเพราะโรคหัวใจ จำเลยไม่รู้ว่านางนิภาเป็นภริยาโจทก์หากเป็นโจทก์ก็รู้เห็นเป็นใจให้ภริยามีชู้เพราะโจทก์ไม่หึงหหงหรือแสดงว่าเป็นสามีของนางนิภาโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนเพราะยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้โจทก์และนางนิภาหย่ากันก่อน ขอให้ยกฟ้อง
           ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่จำเลยเป็นชู้กับภริยาโจทก์เป็นเงิน 40,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย
           จำเลยอุทธรณ์
           ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตายบุตรโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทน
           ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
           จำเลยฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ในเรื่องอำนาจฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นว่าความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า 'สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้.....' การล่วงเกินในทำนองชู้สาวย่อมมีความหมายรวมถึงการทำชู้ด้วยและสิทธิเรียกค่าทดแทนตามความในวรรคสองของบทกฎหมายดังกล่าวมิได้มีเงื่อนไขว่าสามีจะต้องฟ้องหย่าภริยาเสียก่อนจึงจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยเป็นชู้กับภริยาโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยเป็นชู้กับผู้ตายนั้น ประเด็นข้อนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย ซึ่งได้ความว่า จำเลยและผู้ตายทำงานอยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเหมือนกันและจำเลยเบิกความว่ามีสายงานเกี่ยวข้องกับผู้ตายด้วย ที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์เคยเห็นจำเลยกับผู้ตายไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสอง หากมีก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ย่อมเข้าใจว่าไปในฐานะเพื่อนร่วมงานดังที่จำเลยเบิกความซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่บุคคลในภาวะเช่นนี้ย่อมมีกันได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้ผู้ตายเป็นชู้กับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าค่าทดแทนสูงไป และศาลล่างมิได้วางหลักเกณฑ์ในการคำนวณนั้นเห็นว่า ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1523 เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดให้ชายชู้ต้องรับผิด ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหาย ซึ่งในเรื่องนี้รวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ด้วย ..... ที่ศาลล่างกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยต้องรับผิดมานั้นเป็นผลดีแก่จำเลยมากแล้ว
           พิพากษายืน.

( ชวลิต นราลัย - อภินย์ ปุษปาคม - ประวิทย์ ขัมภรัตน์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6288/2537

ป.พ.พ. มาตรา 1516(1), 1526, 1528, 1531

           จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาและมีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)เมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้โจทก์ยากจนลง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด เพราะการหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1531 วรรคสอง

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 และอยู่กินเป็นสามีภริยากันจนมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายกฤตินและเด็กหญิงกฤตินีซึ่งขณะนี้อยู่ในความปกครองอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ประมาณต้นเดือนธันวาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาและร่วมกิจการค้า ทั้งจำเลยที่ 2ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1โจทก์ได้พูดห้ามปรามจำเลยที่ 1 ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 2ฉันชู้สาว แต่จำเลยที่ 1 ไม่เชื่อฟังกลับหาเหตุทะเลาะวิวาทกับโจทก์และด่าว่าหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์ เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่จะอยู่กินกันฉันสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรงเป็นการประพฤติชั่ว โจทก์ประสงค์จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1เป็นเงิน 200,000 บาท จากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาทการหย่านี้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว และทำให้โจทก์ยากจนลง จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เดือนละ5,000 บาท ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยามีสินสมรส คือ ที่ดินบ้าน เงินฝากธนาคาร รถยนต์ และทรัพย์สินภายในบ้านซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นเงินทั้งสิ้น 1,049,800 บาทขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1แบ่งและส่งมอบสินสมรสทั้งหมดแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย กับให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
          จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง จำเลยที่ 1ไม่เคยยกย่องหรืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่เคยด่าว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดิน จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีเงินฝากในธนาคารส่วนทรัพย์สินอื่น คือ รถยนต์ 3 คัน รวมราคาไม่เกิน 60,000 บาทและทรัพย์สินภายในบ้าน ไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นจำนวนเงินได้ขอให้ยกฟ้อง
          จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาว จำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงตนว่าเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และไม่ได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเสียหายอย่างไร ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสเงินสดในธนาคารซึ่งมีอยู่รวมเป็นเงิน 1,988,236.75 บาท และที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 799 ที่ดินที่จังหวัดอุบลราชธานี รถยนต์และทรัพย์สินในบ้านเลขที่ 799 ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่งเท่า ๆ กันให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทนให้โจทก์คนละ 50,000 บาทกับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาและมีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาวโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(1) และเมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1แต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้โจทก์ยากจนลง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด เพราะการหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1531 วรรคสอง
          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เว้นแต่ค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยที่ 1 จ่ายนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

( สมคิด ไตรโสรัส - พรชัย สมรรถเวช - สถิตย์ ไพเราะ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4959/2552

ป.พ.พ. มาตรา 1598/38

          ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสองและมาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาโดยให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพมิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า
          หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2515 จำเลยและโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกันและต่อมามีบุตรด้วยกัน 2 คน ปัจจุบันบรรลุนิติภาวะแล้ว ก่อนโจทก์จะสมรสกับจำเลย โจทก์ไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้ หลังจากสมรสแล้วจำเลยให้โจทก์เป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านและเลี้ยงดูบุตรตลอดมา ส่วนจำเลยมีอาชีพรับราชการเป็นทหารเรือได้ไปปฏิบัติราชการอยู่ตามหน่วยราชการของกองทัพเรือตามต่างจังหวัด รายได้ที่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัวมาจากรายได้ของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เดิมรายได้ที่จำเลยหามาได้ทั้งหมดจะส่งให้โจทก์เป็นผู้เก็บไว้ใช้จ่ายภายในครอบครัว จำเลยจะใช้เงินเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและจะกลับมาดูแลครอบครัวเป็นประจำทุกสัปดาห์ ต่อมาเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา จำเลยเป็นผู้เก็บเงินไว้เองทั้งหมดคงส่งเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 10,000 บาทตลอดมาจนถึงเดือนตุลาคม 2547 จำเลยได้เกษียณอายุราชการเป็นข้าราชการบำนาญ จำเลยได้ทิ้งร้างโจทก์ไป มิได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากันอีก รวมทั้งไม่ให้ความช่วยเหลือหรือส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ทำให้โจทก์ต้องได้รับความลำบากและเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตเพราะโจทก์ไม่มีรายได้จากทางใด และไม่มีโอกาสที่จะหางานทำได้เพราะอายุมากประกอบกับไม่มีวิชาความรู้ใดๆ และไม่มีเงินทุนที่จะนำไปประกอบอาชีพส่วนตัว ส่วนจำเลยยังคงได้รับเงินบำนาญไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาททุกเดือนไม่มีภาระในหน้าที่การงานและหนี้สิน จึงมีความสามารถที่จะให้การอุปการเลี้ยงดูโจทก์ได้โดยไม่เดือดร้อน โจทก์ขอให้จำเลยส่งเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 10,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป
          จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยยังมิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ประกอบกับบุตรทั้งสองคน ที่เกิดกับจำเลยและโจทก์ก็ได้บรรลุนิติภาวะและมีครอบครัว มีรายได้ที่แน่นอนและสามารถที่จะประกอบอาชีพมีรายได้เพียงพอแก่การดูแลและให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในฐานะมารดาได้เป็นอย่างดีเนื่องจากโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจที่จะแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จะต้องให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยส่งเงินอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท แม้จำเลยจะได้รับเงินบำนาญไม่ต่ำกว่าเดือนละ20,000 บาท แต่จำเลยมีภาระหนี้เป็นค่าผ่อนส่งรถยนต์หนี้สินที่จะต้องผ่อนชำระที่จำเลยได้ไปกู้มาเพื่อนำไปซื้อบ้านที่อยู่อาศัยภายหลังจากแยกกันอยู่แล้ว จำเลยจึงไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากนี้เมื่อบุตรทั้งสองของโจทก์และจำเลยมีงานทำแล้วได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร โจทก์จึงไม่มีความเดือดร้อนเมื่อคำนึงถึงฐานะของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดี โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 อันเป็นวันฟ้อง เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
          โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          จำเลยฎีกา
          ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องที่ ท.1197/2551 พิเคราะห์แล้ว โจทก์ต้องขอถอนคำฟ้องที่เริ่มต้นคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจะขอถอนคำฟ้องขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยเคยส่งเงินผ่านบัญชีของบุตรดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท ต่อมาลดลงเหลือเดือนละ 8,000 บาท กับเดือนละ6,000 บาท ตามลำดับ ครั้นปี 2539 โจทก์กับจำเลยได้แยกกันอยู่ และตั้งแต่ปี 2547 จำเลยเกษียณอายุราชการและไม่ส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์อีกต่อไป จำเลยได้รับบำนาญหลังจากหักภาษีและค่าฌาปนกิจแล้วเป็นเงิน 23,000 บาทเศษ ส่วนโจทก์ไม่มีรายได้
          ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยหรือไม่ เบื้องแรกเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งการสมรสก็เพื่อที่จะให้ชายหญิงคู่สมรสได้อยู่กินฉันสามีภริยา ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และตามมาตรา 1598/38 ที่บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้ได้เพียงใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็นบทบัญญัติเพื่อให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับ ไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพ หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่าดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้ง ส่วนที่จำเลยอ้างเป็นข้อเถียงในฎีกาว่า จำเลยและโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2539 และนับจากเวลาดังกล่าวโจทก์เองไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องให้ความอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์ไม่มีอาชีพหรือรายได้จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยว่าจำเลยจะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เพียงใด เห็นว่า จำเลยมีรายได้จากบำนาญในอัตราเดือนละ 23,000 บาทเศษ และมีหนี้อีกหลายจำนวนที่จะต้องผ่อนชำระซึ่งบางจำนวนนำมาซื้อบ้านเพื่อใช้พักอาศัยกับหญิงที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูฉันภริยา ทั้งต้องใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลหญิงดังกล่าวเนื่องจากจำเลยไม่สามารถเบิกจากทางราชการได้ อย่างไรก็ดี แม้จำเลยจะแยกไปอยู่กับหญิงดังกล่าวจำเลยก็ยังมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยและพฤติการณ์ที่จำเลยมีภาระหนี้เนื่องเพราะไปอุปการะหญิงอื่นตลอดจนฐานะของโจทก์ผู้รับซึ่งไม่มีรายได้และอาชีพ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปโดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดด้วยเหตุผลว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์จนกว่าโจทก์หรือจำเลยถึงแก่ความตายหรือความเป็นสามีภริยาได้สิ้นสุดนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน”
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

( พินิจ สายสอาด - นพวรรณ อินทรัมพรรย์ - กีรติ กาญจนรินทร์ )

 

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)