แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีครอบครองปรปักษ์ หลักกฎหมาย และตัวอย่างคดี


               มีทนายความอาวุโสเคยพูดไว้ว่า มีทนายความไม่กี่คนที่เคยทำคดี ครอบครองปรปักษ์  และทนายความส่วนมากที่ทำคดีนี้มักยึดหลักว่าต้องทำเป็นคำร้องขอ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางคดี ต้องทำเป็นคำฟ้อง ทีมทนายความ Thai Law Consult เห็นว่าคดี ครอบครองปรปักษ์ ทนายความรุ่นใหม่ควรได้ศึกษา จึงนำมาลงไว้ครับ

หลัก  

ป.พ.พ. มาตรา 1382     

               บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบ และ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา ห้าปี ไซร้ ท่านว่า บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

ป.พ.พ. มาตรา 1375    

               ถ้าผู้ครอบครอง ถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายไซร้ ท่านว่า ผู้ครอบครองมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครอง เว้นแต่ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่า ซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครองได้
              การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น ท่านว่าต้องฟ้องภายใน ปีหนึ่ง นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง

 

ทบทวน

  • การที่ผู้ใดจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยครอบครองปรปักษ์นั้น ป.พ.พ. มาตรา 1382 จะต้องมีหลักเกณฑ์ครบถ้วนดังต่อไปนี้

1)   มีการครอบครอง คือ เข้าไปยึดถือที่ดินของผู้อื่นไว้เป็นของตนเอง ซึ่งอาจทำโดยเข้าไปครอบครองเอง หรือให้ผู้อื่นครอบครองไว้แทนก็ได้

2)   ที่ดินของผู้อื่น คือ ต้องเป็นที่ดินมีเจ้าของ ไม่ใช่ที่สาธารณะ หรือที่ดินของรัฐ และที่ดินนั้น เจ้าของจะต้องมีกรรมสิทธิ์ คือ เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินด้วย ถ้าเป็นที่ดินไม่มีโฉนด แต่มีแค่ใบไต่สวน, น.ส.3ก หรือ ส.ค.1 จะมีการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้

3)   โดยความสงบ คือ ครอบครองโดยไม่ถูกกำจัดให้ออกไป หรือไม่ถูกฟ้องคดี (ฎีกาที่ 772/2505, 1531/2525)

4)   โดยความเปิดเผย โดยให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของไม่ใช่แอบๆ ซ่อนๆ

5)   ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ครอบครองแทนผู้อื่น หรือครอบครองในฐานะผู้เช่า หรือผู้อาศัย

6)   เป็นเวลา 10 ปี ติดต่อกันเป็นอย่างน้อย ถ้าต่ำกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่ระยะเวลาครอบครองนี้ อาจโอนให้กันได้ และสามารถนำระยะเวลาของผู้โอนมารวมกับระยะเวลาครอบครองของผู้รับโอนได้

  • ผู้ใดครอบครองปรปักษ์ที่ดินจนครบ 10 ปีแล้ว ก็ต้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ และนำคำสั่งศาลนั้นมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ต่อไป ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นแนวทางตามฎีกาที่ 109/2506

              "ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มีสิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียว เพื่อให้ศาลไต่สวน แสดงว่ามีกรรมสิทธิได้ ตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1)"

  • ผู้ได้มา ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุด แสดงว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวนั้น
  • สำหรับที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ หรือเรียกกันว่า ที่ดินมือเปล่า (ส.ค.1, น.ส.3ก, น.ส.3 หรือไม่มีหลักฐานเลย) จะมีสิทธิครอบครองเท่านั้น จึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 ได้ แต่สามารถแย่งการครอบครองกันได้ ตามมาตรา 1375 เพียงแต่ไม่มีกฎหมายรับรองให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงสิทธิครอบครองได้ ดังเช่นการครอบครองปรปักษ์ (ฎีกาที่ 5389/2549, 7679/2540)
  • แต่ถ้าที่ดินที่ครอบครอง เป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ แม้จะเข้าใจว่าเป็นเพียงที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ครอบครองปรปักษ์ได้ (ฎีกาที่ 1557/2549)
  • ครอบครองที่ดินโดยเจ้าของอนุญาตให้อยู่อาศัย หรือเป็นการถือวิสาสะจากเจ้าของที่ดิน ไม่เป็นการครอบครองโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่เป็นปรปักษ์ (ฎีกาที่ 4204/2548) แม้จะเข้าใจว่าเจ้าของยินยอมก็ตาม (ฎีกาที่ 5352/2539)
  • กรณี กรรมสิทธิ์รวม การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งครอบครองทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม เป็นการครอบครองแทนเจ้าของรวมอื่นด้วย จะเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้ ต้องมีการบอกกล่าว เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของรวมคนอื่นๆ ว่าไม่มีเจตนายึดถือแทนเจ้าของรวมคนอื่นอีกต่อไป (ฎีกาที่ 250/2547)
  • ถ้าศาลพิพากษาให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกันก็ตาม การที่ผู้ชนะคดีเข้าครอบครองที่ดิน ก็ถือว่า เป็นการครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินแล้ว (ฎีกาที่ 448/2541)
  • ผู้ที่ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น แม้ศาลจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์แล้วก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ ผู้ที่ได้อสังหาริมทรัพย์โดยสุจริต มีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วไม่ได้ หากยังมีการครอบครองต่อมา ก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่ (ฎีกาที่ 2722/2547)
  • เมื่อมีการครอบครองปรปักษ์จนครบกำหนด 10 ปี ผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ เมื่อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ผู้ครอบครองส่งมอบที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้รับมอบย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ตั้งแต่ได้รับมอบที่ดิน (ฎีกาที่ 3473/2551)
  • เจ้าของที่ดินไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรม ต้องไปจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ครอบครองปรปักษ์ (ฎีกาที่ 549/2535)
  • กรณี รับโอนที่ดินถูกแปลง แต่สลับโฉนดกัน ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง (ฎีกาที่ 4779/2536, 6756/2544)

         (ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือคำอธิบายประมวลกฎหมายที่ดินของท่านอาจารย์สมจิตร ทองประดับ นิติบรรณการ จัดพิมพ์ พ.ศ. 2551 และแพ่งพิสดาร หรือจูริส เล่ม 4 ของท่านอาจารย์ วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ผู้พิพากษา ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2552 หนังสือทั้ง 2 เล่มน ี้ทีมทนายความของ TLC ทุกคนมีไว้เป็นคู่มือเรียนเนฯ และประกอบอาชีพ)

 

หลัก  

ป.วิ.พ.มาตรา 55

               เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือ บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีขอตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 188      

               ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้
                          (1)   ให้เริ่มคดี โดยยื่นคำร้องขอต่อศาล
ป.วิ.พ. มาตรา 189      

               คดีมโนสาเร่ คือ
                          (1)   คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ป.วิ.พ. มาตรา 190 (จัตวา)    

               ในคดีมโนสาเร่ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาล ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายนี้ แต่ค่าขึ้นศาลรวมกันแล้วไม่เกิน หนึ่งพันบาท

               ตารางค่าขึ้นศาล (1)  คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้คิดค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังต่อไปนี้
(ก)  คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) และ (ค) ต่อไปนี้ ให้เรียกโดยอัตราสองบาทต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท

 

ข้อเท็จจริง

  • ปี 2530          แม่กัลยา คหบดีใหญ่แห่งเมืองขอนแก่น ยกที่ดินให้ หมวย กับ ตี๋ สองพี่น้องคนละแปลง ๆ ละ 200 ตารางวา   ที่ดิน ทั้ง 2 แปลงอยู่ติดกัน ด้านที่ติดกันยาวประมาณ 38 เมตร
  • ปี 2532         หมวย เป็นโสด ไม่มีบุตร จึงรับ ดช.ตั้ม จากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นบุตรบุญธรรม ขณะที่ ตี๋ สมรสกับ เพ็ญ แต่ไม่มีบุตร
  • ปี 2535         -  ขณะที่ ตี๋ กับ เพ็ญ เดินทางไปดูกิจการค้าที่จังหวัดภูเก็ตเป็นเวลา 5 เดือน ไม่ได้กลับบ้านที่ขอนแก่น, หมวย ได้ทำรั้วคอนกรีตล้อมรอบรั้วบ้านเต็มพื้นที่ รวมทั้งด้านที่ติดกับที่ดินของ ตี๋ ยาวประมาณ 38 เมตร แต่ หมวย หาแนวหลักหมุดที่ดินไม่พบ เพราะเทศบาลทำถนนคอนกรีตทับหลักหมุดที่ดิน จึงกำหนดแนวโดยประมาณในการทำรั้วคอนกรีตไม่ให้ล้ำไปในที่ดินของ ตี๋

                                   -  เมื่อตี๋กลับมาบ้าน หมวย บอก ตี๋ ว่า ให้ต่างคนต่างยึดถือเขตที่ดินตามแนวรั้ว

  • ปี 2553          หมวย และ ตี๋ สองพี่น้องเสียชีวิต, ขณะที่แม่กัลยา เสียชีวิตไปนานแล้ว ตั้มบุตรบุญธรรมของหมวย ได้รับโอนมรดกของหมวย, ส่วนเพ็ญ เป็นผู้รับมรดกของ ตี๋
  • มกราคม 2555  ตั้ม จะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงที่รับมรดกมาจากหมวย, จึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดิน จึงพบว่า ที่ดินของหมวยอยู่ในเขตแนวรั้วของตี๋ 6 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 53,000 บาท / ตั้ม ขอให้ เพ็ญ ซื้อที่ดิน 6 ตารางวานี้ ในราคา 200,000 บาท แต่เพ็ญขอตั้มให้โอนให้เพ็ญเฉยๆ เพราะ หมวย กับ ตี๋และเพ็ญ เคยตกลงให้ถือสิทธิในที่ดินกันตามแนวรั้ว  เมื่อตกลงกันไม่ได้ ตั้มจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า เพ็ญบุกรุก ต่อมา ทั้งเจ้าพนักงานที่ดินและตำรวจ เชิญทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยตกลงไกล่เกลี่ยกัน แต่ตกลงกันไม่ได้อีก
  • ปลายเดือนสิงหาคม 2555 เพ็ญ หรือ พี่เพ็ญในวัย 60 ปี มาพบ และปรึกษาทีมทนายความ Thai Law Consult ที่สำนักงานทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วันนั้น ทนายพี่ตุ๊กตา, ทนายอมรเทพ, ทนายตั้ม สุทธิพงษ์ ปราบปราม, ทนายปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64, ทนายบาว วีรพงษ์ ปานชู น.บ.ท.63 ได้นั่งฟังข้อเท็จจริงแล้ว สรุปตรงกันว่า

               (1)     เป็นการครอบครองปรปักษ์แน่นอน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะสาระสำคัญของการครอบครองปรปักษ์ ทรัพย์นั้น ต้องเป็นของผู้อื่น และเมื่อเป็นทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว ผู้ครอบครองหาจำต้องครอบครองโดยรู้อยู่ว่าเป็นที่ดินของผู้อื่นไม่ (ฎีกาที่ 2315/2517) หรือเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สินของตนเองก็ได้ (ฎีกาที่ 2641/2550)

               (2)     ทนายอุดมศักดิ์ โทรศัพท์จากกำแพงแสนนครปฐม มาแนะนำ เพ็ญ เพิ่มเติมว่า ควรนำคดีขึ้นศาลโดยทำเป็นคำฟ้อง เพราะเป็นคดีมีข้อโต้แย้งสิทธิ และรู้ตัวคู่ความแล้ว, เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์ อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัด ตอนฟ้องเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ / เสียค่าขึ้นศาลเรื่องละ 200 บาท ค่านำหมาย 350 บาท เนื่องจากจำเลยอยู่ในเขตอำนาจศาลเดียวกัน

                         ถ้าจำเลยให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จะเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลจะสั่งให้เสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 2 ของราคาประเมินทรัพย์ที่พิพาท (ตามตาราง 1) แต่ถ้าไม่เกิน 3 แสนบาท เป็นคดีมโนสาเร่ ศาลให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลรวมกันไม่เกิน 1 พันบาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 187(1), 190จัตวา วรรค1

                         ในนัดแรก ถ้าจำเลยต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ควรเตรียมค่าขึ้นศาลไปชำระเลย, ทางที่ดีก่อนฟ้อง ควรให้โจทก์ไปขอประเมินราคาที่ดินพิพาทก่อน ว่าตารางวาละเท่าใด คดีจะได้รวดเร็ว, และศาลจะออกหนังสืออีก 10 วัน ให้โจทก์มารับ นำไปให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัด และทำแผนที่พิพาทส่งศาล โดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่ายไปก่อน ถ้าชนะคดี โจทก์จะได้รับคืนจากจำเลย

               (3)     พี่เพ็ญ ตัดสินใจแน่นอนว่าจะฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดขอนแก่น จึงขอให้ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ช่วยเขียนคำฟ้องให้หน่อย

               (4)     ทีมงาน Thai Law Consult เห็นว่า คำฟ้องครอบครองปรปักษ์ เป็นคดีน่าสนใจ จึงดัดแปลงนำมาลงไว้เพื่อการศึกษาของทนายความใหม่ดังนี้ครับ

 

ข้อหา หรือ ฐานความผิด  :  ครอบครองปรปักษ์, ละเมิด

ข้อ 1.       โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ตำบล----อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยได้รับมรดกจากนายตี๋ ในฐานะคู่สมรส ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารแนบท้ายคำฟ้อง หมายเลข 1 และ 2

               จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2 ตำบล----อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยได้รับมรดกจากนางหมวย ในฐานะบุตรบุญธรรม ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และ 4

               นางหมวยและนายตี๋ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา ปรากฏตามสำเนาทะเบียนราษฎร เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5

ข้อ 2.       ระหว่างวันที่.....เมษายน 2535 ถึง.....มิถุนายน 2535 นางหมวย โดยลำพัง ได้สร้างแนวรั้วคอนกรีตมีสภาพแน่นหนาถาวร กั้นที่ดินทางทิศตะวันตกของนายตี๋ โฉนดเลขที่ 1 ตำบล--อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นแนวแบ่งเขตการครอบครองให้ชัดเจน แยกเป็นสัดส่วนกับที่ดินกรรมสิทธิ์ของนางหมวย โฉนดเลขที่ 2 ตำบล----อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยต่างตกลงกันเข้าครอบครองทำประโยชน์ และถือเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละฝ่ายตามแนวรั้วคอนกรีตที่นางหมวยได้สร้างไว้

ข้อ 3.       เมื่อวันที่.....มกราคม 2555 จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนมรดก โฉนดที่ดินเลขที่ 2 จากนางหมวย ได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดิน โฉนดแปลงดังกล่าว ปรากฏว่า แนวรั้วคอนกรีตที่นางหมวยสร้างไว้ เพื่อเป็นแนวแบ่งเขตที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยนั้น ได้สร้างเข้าไปในที่ดินกรรมสิทธิ์ของจำเลย รวมจำนวนที่ดินประมาณ 6 ตารางวา ปรากฏตามแผนที่พิพาทเบื้องต้น เอกสารท้ายคำฟ้อง หมายเลข 6

               ทั้งนี้ โจทก์เข้าใจโดยสุจริตตลอดมาว่า ที่ดินที่อยู่ภายในแนวรั้วคอนกรีตของโจทก์ เป็นที่ดินของโจทก์ แต่ได้ทราบในภายหลังว่า บางส่วนเป็นที่ดินของจำเลย เนื่องจากไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งหรือคัดค้านการครอบครองและการทำประโยชน์ใดๆ ของโจทก์ ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 6 ตารางวานี้ จนกระทั่งจำเลยได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดิน ที่ดินของจำเลยดังกล่าว จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว

               เมื่อวันที่.....มิถุนายน 2535 จำเลยได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ข้อหาบุกรุก ต่อมาวันที่.....กรกฎาคม 2535 ทั้งโจทก์และจำเลยได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น จำเลยแจ้งว่า โจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลย ทั้งแจ้งว่า จะรื้อรั้วคอนกรีตที่กั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยออกไป เพื่อสร้างใหม่ตามแนวโฉนด

               ในวันเดียวกันนั้น เจ้าพนักงานที่ดินสาขาขอนแก่น ได้ทำการไกล่เกลี่ย จำเลยเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าที่ดินแก่จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิและละเมิดต่อโจทก์ เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิใดๆ อันจะอ้างได้ในที่ดินที่โจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์

ข้อ 4.       ด้วยเหตุดังที่ได้ประทานกราบเรียน โจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2 จำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 6 ตารางวา ด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 1 ด้านทิศตะวันตก โดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีแล้ว

               ขอศาลได้โปรดมีคำพิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินดังกล่าวข้างต้น และห้ามจำเลยขัดขวางหรือสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวนี้

               โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะห้ามไม่ให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยว ขัดขวางการใช้สอยทรัพย์สิน และกระทำการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงได้นำคดีมาฟ้อง เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

                                                                   ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้องแพ่ง
1.     ขอศาลได้โปรดมีคำพิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2 ตำบล----อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ด้านติดกับที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 1 ตำบล----อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 6 ตารางวา
2.     ห้ามมิให้จำเลยขัดขวาง และยุ่งเกี่ยวกับการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้นในข้อ 1. ของโจทก์
3.     ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความในอัตราสูงสุดแทนโจทก์

รายงานความคืบหน้าคดี
               .....พฤศจิกายน 2555 ศาลนัดพร้อม จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย กรณีจึงกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต้องเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 2 ของจำนวนทุนทรัพย์ 318,000 บาท ซึ่งคำนวณจากเนื้อที่ดินพิพาทตามคำฟ้อง 6 ตารางวา ๆ ละ 53,000 บาท ศาลกำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลภายใน 7 วัน และให้โจทก์ไปรับหมายถึงเจ้าพนักงานที่ดิน ในอีก 10 วัน เพื่อให้รังวัดและทำแผนที่พิพาท โดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่ายไปก่อน 

 

               ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาหลากหลายเกี่ยวกับคดีครอบครองปรปักษ์มาลงไว้ เพื่อความสะดวกแก่ท่านผู้อ่านที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมครับ 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  772/2505

ป.พ.พ. มาตรา 1382

          การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น หมายความว่า ครอบครองอยู่ได้โดยไม่ได้ถูกกำจัดให้ออกไป หรือไม่ได้ฟ้องร้องเพียงแต่โต้เถียงสิทธิกัน ยังไม่หมายความถึง ไม่สงบ

________________________________

( อนุสสรนิติสาร - ชวน สิงหลกะ - สำราญ ศิริพันธ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1531/2525

ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1368, 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 145

          โจทก์ครอบครองที่พิพาทในระหว่างที่บิดามารดาโจทก์กำลังเป็นความกับจำเลยอยู่ในศาล และอยู่ในระหว่างบังคับคดีตามคำพิพากษาแม้จะเกิน 10 ปี โจทก์ก็อ้างว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ยันจำเลยผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ใช่บุคคลภายนอกแต่เป็นบุตรและบริวารของบิดามารดาเมื่อบิดามารดาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตกลงยอมยกที่พิพาทให้เป็นของจำเลยและศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอมแล้วคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมผูกพันโจทก์ด้วย

________________________________

          ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจกท์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ต้องกันว่า โจทก์เป็นบุตรนายโอ นางตุ๊กตา บุนนาค ที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 123 ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อ พ.ศ. 2507 จำเลยได้ฟ้องนายโอและนางตุ๊กตา บุนนาค เจ้าของที่ดินโฉนดที่ 120 ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดที่ 123 ของจำเลยทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยจำเลยอ้างว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตโฉนดของจำเลย แต่นายโอและนางตุ๊กตากลับอ้างว่าเป็นที่นอกโฉนดของนายโอ นางตุ๊กตา นายโอ นางตุ๊กตาครอบครองได้กรรมสิทธ์ทางครอบครองปรปักษ์ ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งดำที่ 245/2507 คดีแดงที่ 214/2509 ผลที่สุดโจทก์จำเลยในคดีดังกล่าวได้ประนีประนอมยอมความกัน โดยนายโอนางตุ๊กตายอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยและไม่เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้พิพากษาไปตามยอม ปรากฏตามสัญญาประนีประนิมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.4 ล.5 คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นต่อมา โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ได้ขอให้ศาลบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้พนักงานที่ดินรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 123 ผลที่สุดเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ (จำเลยคดีนี้) แต่เพิ่งเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. 2522 โดยนายโอนางตุ๊กตายอมยกที่ดินในโฉนดที่ 120 ให้โจทก์ (จำเลยคดีนี้) อีก 1 ไร่ครึ่งด้วย ที่ดินที่จำเลยและนายโอนางตุ๊กตาพิพาทกันคือที่ดินที่โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีนี้
          คดีมีปัญหาตามข้อฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้เข้าครอบครองที่พิพาทเกินสิบปี ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยทางอายุความตามที่อ้างหรือไม่ ได้พิเคราะห์แล้ว โจทก์ได้อ้างตัวเองเบิกความว่า โจทก์ได้เข้าทำนาในที่พิพาทในเดือน 8 ปี พ.ศ. 2509 นั้นเอง ในฐานะเป็นเจ้าของได้ทำนาอยู่ 6 ปี จึงเปลี่ยนเป็นขุดบ่อเลี้ยงปลาโดยได้ขุดดินที่พิพาททางด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันตก และตั้งแต่เกิดโจทก์อาศัยอยู่กับบิดามารดาตลอดมาจนอายุ 24 ปี จึงแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหาก ศาลฎีกาเห็นว่าในขณะที่โจทก์เข้าทำนาพิพาทในปี พ.ศ. 2509 นั้น ที่นาพิพาทจำเลยกับบิดามารดาโจทก์กำลังเป็นความกันอยู่ในศาลเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ต่อมาเมื่อบิดาโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าเกี่ยวข้องหรือคัดค้านอย่างไร การที่โจทก์เข้าทำนาในที่พิพาทจึงเชื่อว่า โจทก์ช่วยบิดามารดาทำมากกว่าทำเป็นของตัวเอง เพราะปรากฏต่อมาว่าหลังจากที่บิดามารดาโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยแล้ว บิดามารดาโจทก์ได้พยายามขัดขวางไม่ยอมแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนจำเลยต้องร้องต่อศาลอีกหลายครั้งหลายหน ผลที่สุดศาลจังหวัดสมุทรปราการได้สั่งให้ศาลร่วมไปกับพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทให้โจทก์เสร็จเรียบร้อยในวันที่ 11 มิถุนายน 2522 เห็นว่าการที่โจทก์ครอบครองที่ดินในระหว่างที่บิดามารดาโจทก์กำลังเป็นความกับจำเลยอยู่ในศาลและอยู่ในระหว่างที่โจทก์ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแม้จะเกินสิบปี โจทก์จะอ้างว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ยันต่อจำเลยผู้เป็นเจ้าของหาได้ไม่ เพราะโจทก์ไม่ใช่บุคคลภายนอก แต่เป็นบุตรและบริวารของนายโอ นางตุ๊กตา เมื่อนายโอ นางตุ๊กตาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตกลงยอมยกที่พิพาทให้เป็นของจำเลยและศาลได้พิพากษาคดีไปตามยอมแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมผูกพันโจทก์ด้วย"
          พิพากษายืน

( สำเนียง ด้วงมหาสอน - สนิท อังศุสิงห์ - ประมุข สวัสดิ์มงคล )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5352/2539

ป.พ.พ. มาตรา 448, 1382

                จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพราะเข้าใจว่าเป็นที่ดินของบุตรสาวที่ยินยอมให้จำเลยอยู่อาศัยแสดงว่าจำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้เจตนาเป็นเจ้าของแม้ครอบครองติดต่อกันนานเกินกว่า10ปีก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในที่ดินนั้นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้รื้อถอนบ้านออกไปจึงไม่ขาดอายุความ

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 64548มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลย ตามโฉนดเลขที่ 55378 เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2525 จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 3/334 ลงในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 3/334 ออกจากที่ดินของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ19,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์
          จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านของจำเลยบนที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2524โดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้วจำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกินเดือนละ 900 บาท โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำละเมิดหรือรู้เหตุแห่งการละเมิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยปราศจากภาระติดพันใด ๆ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท
          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทนับถึงวันฟ้องไม่ถึง 10 ปี จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ และจำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทโดยใช้สิทธิอาศัย มิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามกฎหมาย จำเลยยังมิได้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาทอายุความจึงยังไม่เริ่มนับคดียังไม่ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 64548 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครของโจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป และให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยปราศจากภาระใด ๆ หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนการแสดงเจตนา
          โจทก์ ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 3/334 หมู่ที่ 2 ถนนสุขุมวิท 93แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 64548ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทนี้อยู่ติดกับที่ดินของนางคมขำบุตรของจำเลย ต่อมา พ.ศ. 2531 นางคมขำได้ขายที่ดินของตนให้จำเลย ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเพราะจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของบุตรสาวของจำเลยที่ยินยอมให้จำเลยอยู่อาศัยแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการชั่วคราว เป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินที่จำเลยเข้าใจว่าเป็นของบุตรสาวของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันนานเกินกว่า10 ปี แล้วก็ตาม จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
          ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้เหตุของการละเมิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ปัญหาดังกล่าวจำเลยตั้งประเด็นมาในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ เห็นว่า จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นตกลงยินยอมด้วย เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตลอดเวลาที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินของโจทก์ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
          พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 3/338 หมู่ที่ 2ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 64548 ของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ยกฟ้องแย้งจำเลย

( ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ - จองทรัพย์ เที่ยงธรรม - ธวัชชัย พิทักษ์พล )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  250/2547

ป.พ.พ. มาตรา 1358, 1381, 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 142, 167, 248, 249

          จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ม. แบ่งที่ดินมรดกแก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของ ม. โดยให้เป็นของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ไร่ 3 งาน5 ตารางวา และของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา คิดเป็นเงินรวม313,833.32 บาท แม้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แยกกันเพราะเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งห้าตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมีราคา 313,833.32 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟ้องแย้งจึงมีราคาไม่เกิน 20,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละส่วนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
           จำเลยทั้งห้าได้ให้การในตอนต้นว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ม. เจ้ามรดกแต่ผู้เดียว แต่จำเลยทั้งห้าก็ให้การอีกตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในส่วนของ ก. ด้วยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่ว่าม. ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคนเดียวมิใช่ ก. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย จึงขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งห้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
           ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งมีจำเลยที่ 1 พ. และ ก. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกันและเจ้าของรวมคนอื่น ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ตามมาตรา 1360 ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัด การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้น ๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งเท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ทายาทผู้สืบสิทธิจาก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้บอกกล่าวไปยัง ก. ว่าจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทน ก. อีกต่อไปตามมาตรา 1381 จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทนผู้มีสิทธิครอบครองได้ และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง
           ท้ายอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วย เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดีไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 และมาตรา 167 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

________________________________

          โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 489 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวามีชื่อนางเม้า ดาวเรือง และนายแก่น ดาวเรือง เป็นเจ้าของรวม ต่อมานางเม้าถึงแก่กรรมที่ดินส่วนของนางเม้าเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่นายแก่น นางพุก ทิพวัลย์ และจำเลยที่ 1 เนื้อที่คนละ 2 ไร่ 96 ตารางวา (ที่ถูก 96 2/3ตารางวา) รวมแล้วเป็นส่วนของนายแก่นเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา (ที่ถูก 86 2/3ตารางวา) ครั้นนายแก่นและนางพุกถึงแก่กรรมที่ดินส่วนของนายแก่นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่โจทก์ทั้งสองและสวนของนางพุกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โจทก์ทั้งสองแจ้งแก่จำเลยทั้งห้าขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกับโจทก์ทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา ให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง
          จำเลยทั้งห้าให้การกับฟ้องแย้งว่า นางเม้า ดาวเรือง มีที่ดินอยู่ 2 แปลง เมื่อปี 2478 นางเม้ายกที่ดินแปลงหนึ่งให้นายแก่น ดาวเรือง ส่วนอีกแปลงหนึ่งได้แก่ที่ดินตามฟ้องนางเม้าแบ่งให้จำเลยที่ 1 เนื้อที่ 6 ไร่ และนางพุก ทิพวัลย์ เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน จำเลยที่ 1 และนางพุกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลากว่าสิบปีหลังจากนางพุกถึงแก่กรรมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองที่ดินส่วนของนางพุกต่อมา โดยนายแก่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ขอรับมรดกที่ดินตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินส่วนของนายแก่นเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เนื้อที่ 3 ไร่ 33 งาน 85 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามส่วนที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 489 หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน
          โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางเม้า ดาวเรือง ไม่มีสิทธิยกที่ดินส่วนของนายแก่น ดาวเรือง ให้แก่ผู้อื่น จำเลยทั้งห้าครอบครองที่ดินตามฟ้องแทนทายาทอื่นโดยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ตำบลดงน้อยใต้ อำเภอพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนของนายแก่น ดาวเรือง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และจำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 2ถึงที่ 5) เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามส่วนที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
          โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
          ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมนายเสริม ชัยทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่489 ตำบลดงน้อยใต้ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้โจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 8ไร่ 3 งาน 86 2/3 วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 1364 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
          จำเลยทั้งห้าฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า นางเม้า ดาวเรือง มีบุตร 3 คน คือนายแก่น ดาวเรือง จำเลยที่ 1 และนางพุก ทิพวัลย์นางเม้าถึงแก่กรรมก่อนนายแก่น โจทก์ทั้งสองเป็นหลานและมีสิทธิรับมรดกของนายแก่นแทนที่บิดามารดาที่ถึงแก่กรรม ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นทายาทของนางพุก หลังจากนางเม้าถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 และนางพุกรับมรดกที่ดินโฉนดพิพาทเอกสารหมาย จ.7 เฉพาะส่วนของนางเม้าและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงตลอดมา คดีนี้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งห้าโดยเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา คิดเป็นเงิน 313,833.32 บาท เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แยกกันเพราะเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งห้าตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา313,833.32 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟ้องแย้งขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละส่วนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในส่วนฟ้องแย้งขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย
          ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาประการแรกว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7ระบุเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินว่า อำแดงเม้ามารดานายแก่นบุตร น่าหมายถึงนางเม้ามารดาของจำเลยที่ 1 คนเดียวไม่น่ามีนายแก่น ดาวเรือง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมด้วย ดังนั้นการที่นางเม้ามารดาของจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และนางพุกมารดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และย่อมกระทำได้ไม่มีกฎหมายห้ามนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าได้ให้การในความตอนต้นว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นกรรมสิทธิของนางเม้าแต่ผู้เดียว แต่จำเลยทั้งห้าก็ให้การอีกตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในส่วนของนายแก่นด้วยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในส่วนนี้ จึงขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งห้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
          ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้าถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนายแก่นจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 นางพุกและนายแก่นถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน และเจ้าของรวมคนอื่น ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของร่วมคนอื่น ๆ ตามมาตรา 1360 ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัด การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้น ๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งเท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ เพราะว่าก่อนที่จะมีการแบ่งแยกก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินส่วนนั้นจะเป็นเจ้าของรวมคนใดแน่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้สืบสิทธิจากนางพุกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังนายแก่นเจ้าของรวมว่า ไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์แทนนายแก่นอีกต่อไปคดีนี้ไม่มีข้อเท็จจริงให้ถือว่า จำเลยทั้งห้าได้บอกกล่าวไปยังนายแก่นว่าจำเลยทั้งห้าเจตนาจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทนนายแก่นอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1381 จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทนนายแก่นผู้มีสิทธิครอบครองได้และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา
          ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ฟ้องภายในอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 คดีเป็นอันขาดอายุความนั้น เห็นว่าประเด็นเรื่องอายุความมรดกนั้นจำเลยทั้งห้ามิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
          ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีนี้ท้ายอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วยเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161และมาตรา 167 จึงหาได้เกินคำขอไม่ ฎีกาจำเลยทั้งห้าทุกข้อฟังไม่ขึ้น
          พิพากษายืน ให้ยกฎีกาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนนี้ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาทั้งหมดให้เป็นพับ"

( เกรียงชัย จึงจตุรพิธ - วิชัย วิวิตเสวี - สำรวจ อุดมทวี )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2722/2547

ป.พ.พ. มาตรา 1299, 1382

          จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ตามคำสั่งศาล แล้วนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนการได้มาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 แต่ปรากฏว่าเป็นที่ดินที่ออกทับซ้อนกับที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 5087 ที่ได้ออกโฉนดมาตั้งแต่ปี 2496 และมีการโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสายจนถึงโจทก์ โดยโจทก์ซื้อมาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2532 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต การได้มาของจำเลยเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และในขณะที่จำเลยได้มาโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว แต่จำเลยยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสองได้ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 ต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่นับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เมื่อยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

________________________________

          โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว (เมือง) จังหวัดสมุทรสาคร และห้ามมิให้จำเลยอาศัยคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔๗/๒๕๓๔ เรื่องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์ออกไปจากที่ดินของโจทก์
          จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว (เมือง) จังหวัดสมุทรสาคร เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว (เมือง) จังหวัดสมุทรสาคร ในปี ๒๕๑๙ บิดาจำเลยได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ ให้จำเลย จำเลยเข้าครอบครองโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ โดยการครอบครองปรปักษ์เมื่อปี ๒๕๓๔ หลังจากซื้อที่ดินแล้วโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ ในปี ๒๕๓๗ โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลย จำเลยคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจึงยกเลิกการรังวัดสอบเขต จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๘) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ โดยซื้อมาจาก ป. เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๒ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ จำเลยได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ตามคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔๗/๒๕๓๔ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ และจำเลยนำคำสั่งศาลดังกล่าวไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๕ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ หรือไม่ เห็นว่า? พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนัก ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ ได้ออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ จึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ หาใช่เป็นที่ดินคนละแปลงตามที่จำเลยอ้างไม่ เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ ได้มีการออกโฉนดที่ดินตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ และได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสายจนถึง ป. และ ป. ได้จดทะเบียนขายให้โจทก์เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๒ โจทก์จึงมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖ ว่ากระทำการโดยสุจริต และเมื่อเป็นการซื้อขายจึงย่อมมีค่าตอบแทน แม้จำเลยจะได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ โดยคำสั่งศาลเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ แต่ก็เป็นการได้มาภายหลังที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ โดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อการได้ที่ดินของจำเลยดังกล่าวเป็นการได้มาทางอื่นนอกจากนิติกรรมและในขณะที่ได้มาโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว แต่จำเลยยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ได้ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ ต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่นับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เมื่อยังไม่ครบ ๑๐ ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๘๗ เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๓๘ อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

( สุพัฒน์ บุญยุบล - สายันต์ สุรสมภพ - บรรหาร มูลทวี )

ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายสมบัติ มานะสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายกษิดิ์เดช จีนสลุต

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3473/2551

ป.พ.พ. มาตรา 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 288

          ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นหนี้ร่วม โจทก์ก็ไม่อาจยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลอดชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วยการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทของผู้ร้อง โดยไม่วินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ
          การที่ จ. ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากผู้ที่เป็นบิดามารดาและต่อมา จ. ก็ยกที่ดินพิพาทให้บุตรคือผู้ร้อง น่าเชื่อว่าหลังจาก จ. ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทแล้ว จ. ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดาในฐานะเจ้าของจนกระทั่งยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อ จ. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี จ. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้จะยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจากบิดามารดามาเป็นชื่อ จ. ก็ตาม และเมื่อ จ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องในปี 2510 ผู้ร้องก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับการยกให้จาก จ. ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพราะผู้ร้องได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2519 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในปี 2530 จึงไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องกลายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่สินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็น 2 งวด หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20849 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์
          ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ มูลหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วม และผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย หนี้ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันสินส่วนตัวของผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด
          โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง
          ผู้ร้องอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
          ผู้ร้องฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นหนี้ร่วม โจทก์ก็ไม่อาจยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทของผู้ร้อง โดยไม่วินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ ได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องประกอบเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อนายจันและนางเจียนซึ่งเป็นปู่และย่าของผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้วบุคคลทั้งสองได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายจวงบิดาผู้ร้อง การยกให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาปี 2510 นายจวงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเข้าทำนาในที่ดินพิพาทจนกระทั่งปี 2530 จึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เห็นว่า การที่นายจวงได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายจันและนางเจียนผู้เป็นบิดามารดาและต่อมานายจวงก็ยกที่ดินพิพาทให้บุตรคือผู้ร้อง น่าเชื่อว่าหลังจากนายจวงได้รับยกให้ที่ดินพิพาทแล้วนายจวงได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อจากนายจันและนางเจียนในฐานะเจ้าของจนกระทั่งยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อนายจวงครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี นายจวงย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จะยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจากชื่อนายจันและนางเจียนมาเป็นชื่อนายจวงก็ตาม และเมื่อนายจวงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องในปี 2510 ผู้ร้องก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับการยกให้จากนายจวง ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพราะผู้ร้องได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2519 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในปี 2530 จึงไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่สินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น”
          พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20849 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ของผู้ร้อง

( วีระชาติ เอี่ยมประไพ - ประทีป เฉลิมภัทรกุล - มนูพงศ์ รุจิกัณหะ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  549/2535

ป.พ.พ. มาตรา 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 55

          การฟ้องบังคับจำเลยให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทแก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามป.พ.พ. มาตรา 1383 นั้น เป็นกรณีที่จำเลยไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ดังนี้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้พิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ที่พิพาทด้วยจึงควรวินิจฉัยข้อนี้ต่อไป.

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และสามีเข้าครอบครองทำนาด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนบัดนี้เป็นเวลานานเกินกว่า10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองที่พิพาทขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 153 ตำบลดอนทราย (ทับคาง)อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เฉพาะส่วนตามแผนที่พิพาทเนื้อที่1 ไร่ 1 งานเศษ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ด้วยการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์และยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย
          จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวแต่โจทก์อาศัยที่พิพาทของจำเลยนี้เลี้ยงวัวและปลูกพืชบ้างเป็นบางปีโจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาท และโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้โจทก์ อ้างว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่ว่าโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการครอบครองดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม จำเลยไม่มีหน้าที่อย่างใดในทางนิติกรรมที่จะต้องไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาท และโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ทำเช่นนั้นอย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ที่พิพาท จึงเห็นควรวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีหรือไม่... ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยนำสืบมา มีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งกว่าพยานโจทก์ รับฟังได้ว่าจำเลยยังคงครอบครองที่พิพาทในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตลอดมา ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทในฐานะเป็นเจ้าของ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทเพราะมิได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย..."
          พิพากษายืน.

( ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ - ตัน เวทไว - ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4779/2536

ป.พ.พ. มาตรา 1336, 1382

          โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามต่างรับโอนที่ดินที่มีโฉนดไขว้สับกัน และต่างฝ่ายต่างครอบครองที่ดินที่ตนรับโอนมาเกินกว่า10 ปี ดังนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงต่างได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ได้รับโอนและครอบครองมาแม้จำเลยทั้งสามจะมีชื่อในโฉนดที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ก็จะอ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนารับโอนไม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดโดยแลกเปลี่ยนกันและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้

________________________________

          โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามต่างครอบครองที่ดินไขว้สับโฉนดที่ดินกันกล่าวคือ โจทก์ทั้งสองมีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 5795 แต่ครอบครองอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5732 ส่วนจำเลยทั้งสามมีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 5732 แต่ครอบครองอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5795 โจทก์ทั้งสองติดต่อขอให้จำเลยทั้งสามดำเนินการแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้ถูกต้องตามความเป็นจริงแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5732ตำบลดอนแฝก อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ดังกล่าวที่แก้ไขแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5759 ตำบลดอนแฝก อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐมพร้อมรับต้นฉบับโฉนดเลขที่ดังกล่าวที่แก้ไขแล้วไป ให้ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนทั้งหมดฝ่ายละครึ่ง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน
          จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามต่างมีเจตนาครอบครองที่ดินที่มีชื่อตนเองเป็นเจ้าของเป็นหลัก และไม่มีเจตนาครอบครองที่ดินของอีกฝ่ายหนึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามต่างยังไม่มีกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จึงขอแก้ไขโฉนดไม่ได้ และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิอายัดที่ดินของจำเลยทั้งสามไว้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองถอนการอายัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ตามคำขอลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 อันเกี่ยวกับโฉนดที่ดินเลขที่ 5732ห้ามโจทก์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง
          โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามต่างครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตนรับโอนได้มาไม่ใช่ครอบครองที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ตนได้ยึดถือไว้ เพราะโฉนดที่ดินออกไขว้สับกัน การครอบครองของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยทั้งสามเป็นการที่ต่างฝ่ายต่างครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของตนเองตลอดมา โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งสองฝ่าย และสืบเนื่องกันมาตลอดสาย มิได้เป็นการสำคัญผิดในการครอบครองดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง หากแต่เป็นการลงทะเบียนในโฉนดที่ดินผิดพลาดมาแต่ต้นเท่านั้น การที่โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5732 โดยสืบต่อกันมาตั้งแต่ปี 2484 เช่นนี้โจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์และได้สิทธิการครอบครอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจทำการอายัดหรือทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องแย้งในเหตุที่โจทก์ขออายัดที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5732 ตำบลดอนแฝก อำเภอเมือง (นครชัยศรี) นครปฐม จังหวัดนครปฐม แก่โจทก์ทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองคืนโฉนดเลขที่ 7595ตำบลดอนแฝก อำเภอเมือง (นครชัยศรี) นครปฐม จังหวัดนครปฐมแก่จำเลยทั้งสามและให้ไปจัดการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม
          จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          จำเลยทั้งสามฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามต่างครอบครองอย่างเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลงโดยได้รับโอนการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของติดต่อกันมาไม่ขาดสายนับแต่ปี 2484 และ 2481 ตามลำดับ เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของเจ้าของคนเดียวกัน ต่อมามีการโอนกรรมสิทธิ์กันมาหลายทอด ต่างฝ่ายต่างไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของอีกฝ่ายแต่ปรากฏว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองครอบครองมีชื่อจำเลยทั้งสามในโฉนดส่วนที่ดินแปลงที่จำเลยทั้งสามครอบครองมีชื่อโจทก์ทั้งสองในโฉนด เพราะมีการออกโฉนดผิดพลาดไขว้สับกัน ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่คนละระวางแผนที่และอยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตรต่อมาทั้งสองฝ่ายทราบว่ามีการออกโฉนดผิดพลาดสำหรับที่ดินที่ตนครอบครอง ต่างขออายัดที่ดินแปลงที่แต่ละฝ่ายมีชื่อในโฉนดเจ้าพนักงานที่ดินทำการไกล่เกลี่ยขอให้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามแลกเปลี่ยนโฉนดกันให้ถูกต้อง โดยถือที่ดินที่แต่ละฝ่ายครอบครองเป็นหลัก ไม่ให้ถือตามโฉนดที่แต่ละฝ่ายยึดถือไว้เป็นหลักแต่ฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่ยินยอมโจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเป็นคดีนี้ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฝ่ายจำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5975 ตำบลดอนแฝก อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จากนายอ่ำ เอกคูณหารตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นการซื้อที่ดินเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 16ตารางวา ซึ่งโจทก์ทั้งสองครอบครองอยู่ไม่ใช่เป็นการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5732 ตำบลดอนแฝก อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐมเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสามครอบครองฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างครอบครองในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ปรากฏชื่อของฝ่ายตนอยู่ในโฉนด การที่ต่างฝ่ายต่างครอบครองที่ดินผู้อื่นโดยไม่รู้และเป็นการครอบครองโดยสำคัญผิดซึ่งเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่ต่างฝ่ายต่างครอบครองอย่างมีเจตนาเพื่อแย่งกรรมสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382นั้น เห็นว่า การที่โฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามไขว้สับกัน เป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่เจ้าของที่ดินเดิมทั้งสองแปลงขายให้แก่ผู้ซื้อฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย และน่าเชื่อว่าผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวมีเจตนาซื้อที่ดินแปลงตามที่ตนได้เข้าครอบครองดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามต่างรับโอนที่ดินมีโฉนดไขว้สับกันมา และต่างฝ่ายต่างครอบครองที่ดินที่ตนรับโอนมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ทั้งสองฝ่ายจึงต่างได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ได้รับโอนและครอบครองมา แม้จำเลยทั้งสามจะมีชื่อในโฉนดที่ดินที่โจทก์ครอบครอง จำเลยทั้งสามจะอ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนารับโอนหาได้ไม่ ฉะนั้น โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดโดยแลกเปลี่ยนกันและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงให้ถูกต้องตรงความเป็นจริงได้ หาใช่เป็นการครอบครองที่ดินโดยสำคัญผิดดังที่จำเลยทั้งสามอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"
          พิพากษายืน

( ประยูร มูลศาสตร์ - ก้าน อันนานนท์ - ไพศาล รางชางกูร )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6756/2544

ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1382

          แม้จำเลยจะเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2749ที่จำเลยซื้อมาตั้งแต่ปี 2472 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ที่ดินแปลงดังกล่าว จึงไม่ใช่การครอบครองที่ดินของตนเองอันจะอ้างครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินซึ่งเป็นของโจทก์อันเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น ลักษณะครอบครองของจำเลยแสดงออกโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลานานกว่า10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และการนับระยะเวลาครอบครองนั้นนับตั้งแต่เวลาที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินตลอดมา หาใช่นับแต่วันที่ทำการรังวัดแล้วทราบว่าครอบครองที่ดินสลับแปลงกันไม่

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองกับบริวารรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2750 ของโจทก์ห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินดังกล่าว
          จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2750 ทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 49 ไร่ 75 ตารางวาของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนจากโจทก์มาเป็นจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ครอบครองดังกล่าว หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และห้ามมิให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใด ๆ หรือก่อภาระผูกพันใด ๆ ในที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1 ครอบครองดังกล่าว
          โจทก์ให้การแก่ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอุดม โซ๊ะมณีนางสาวสมัย โซ๊ะมณี นางเจริญ บัวเจริญ นายสอาด โซ๊ะมณี นายกมลโซ๊ะมณี นางฮับเซาะ อาบัส และนางอาซ๊ะ มิตรมานะ บุตรจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2750 ตำบลบ้านดอนเกาะกา(คลองซอยที่ 21 ฝั่งเหนือ) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา บางส่วนตามแผนที่วิวาทภายในกรอบเส้นสีแดงเนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา(เว้นแต่ส่วนที่หักเป็นถนนสาธารณะ) เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขอตามฟ้องแย้ง นอกจากนี้ให้ และให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าที่ดินพิพาทบริเวณภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมายล.3 จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านอยู่อาศัยและมีบ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 2750 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาตั้งแต่ปี 2472 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ที่ดินแปลงดังกล่าว จึงไม่ใช่การครอบครองที่ดินของตนเองอันจะอ้างครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ตามที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นของโจทก์อันเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นลักษณะครอบครองของจำเลยที่ 1 กับพวกแสดงออกโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และการนับระยะเวลาครอบครองนั้น นับตั้งแต่เวลาที่จำเลยที่ 1 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินตลอดมาหาใช่นับแต่วันที่ทำการรังวัดแล้วทราบว่าครอบครองที่ดินสลับแปลงกันไม่อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นการแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดโดยชัดแจ้งไม่เป็นการครอบครองแทนบุคคลอื่น และแม้บุคคลอื่นจะยอมคืนที่ดินให้ถูกต้องตามโฉนดที่ดินก็หากระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อการครอบครองของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นการครอบครองโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
          พิพากษายืน

( สุมิตร สุภาดุลย์ - สุทิน ปัทมราชวิเชียร - สมชัย เกษชุมพล )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)