แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

    

คดีที่ 7      สู้คดีล้มละลาย

ตอน ต้องเลือกระหว่าง เจรจาชำระหนี้ หรือ จะขอพิจารณาคดีใหม่ หลังจากถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
           

 

               Thai Law Consult มีความเห็นว่า ในบางครั้ง การวางแผนต่อสู้คดีล้มละลาย ทนายความต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อให้เจ้าหนี้ถอนคำขอรับชำระหนี้ กับ การต่อสู้คดีโดยการขอพิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและถือว่าขาดนัดพิจารณา ดังเช่นเรื่องจริงของคดีนี้

 

1)      .....มีนาคม 2553 ศาลล้มละลายกลาง ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ นายขาว เด็ดขาด

2)      1 กรกฎาคม 2553 รถรับซื้อของเก่า พบหมายเรียก ของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จังหวัด--- ปิดไว้ที่บ้านร้างของนายเอก มีข้อความเรียกนายขาว ไปให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน ตาม มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย และแจ้งให้ทราบว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ณ กองบังคับคดีล้มละลาย  2 กรมบังคับคดี ในวันที่.....กันยายน 2553 เวลา 10.00 น.

3)      คดีสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่.....ธันวาคม 2543 นายเอกพี่ชายซึ่งเป็นผู้กู้ และ นายขาวน้องชาย ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน  ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น..........ให้ชำระหนี้แก่ ธนาคารผู้ให้กู้ จำนวน 14.8 ล้านบาท มีมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชี โดยมีที่ดิน1แปลง ราคาประเมิน 15 ล้านบาท จำนองเป็นประกัน ที่ดินแปลงนี้ นายเอก และ นายขาว เป็นเจ้าของร่วมกัน

4)      แต่ทั้ง 2 คน ไม่ได้ชำระหนี้ให้ธนาคารฯ แต่อย่างใด

         นายเอกพี่ชายผู้กู้ ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ล้มละลาย เมื่อวันที่.....ตุลาคม 2545 และปลดจากล้มละลายเมื่อ .....ตุลาคม 2548 แล้ว

5)      นายขาว น้องชายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ถูกธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย เมื่อ.....ธันวาคม 2552 แต่นายขาว ไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จึงขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ไปศาลในวันนัดพิจารณา จนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายขาวเด็ดขาด เมื่อ.....มีนาคม 2553 เจ้าพนักงานศาลได้ไปปิดหมายที่บ้านร้าง ซึ่งเป็นบ้านเก่าของ เอก พี่ชาย โดยเข้าใจผิดว่าเป็นบ้านของขาวน้องชาย จนกระทั่งรถรับซื้อเศษเหล็กของเก่าได้ พบหมายเรียก จึงนำไปให้นายขาว เมี่อได้หมายเรียกของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นายขาวจึงทราบว่าตนถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยไม่ได้ต่อสู้คดีเลยเพราะก่อนหน้านี้หมายเรียกให้ยื่นคำให้การและต่อสู้คดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลาง เจ้าพนักงานศาลปิดหมายผิดบ้านโดยสำคัญผิด ไม่ได้ปิดหมายยังบ้านเลขที่ภูมิลำเนาของนายขาว ตามฟ้อง นายขาวจึงไม่ทราบว่าถูกฟ้องล้มละลาย

6)      นายขาว และนายเอก สองพี่น้องได้มาพบพี่ทนาย โดยนำสำเนาเอกสาร พยานหลักฐานในสำนวนของศาลล้มละลายกลางมามอบให้พี่ทนายด้วย จากการสอบถามข้อเท็จจริงและตรวจดูพยานเอกสาร พี่ทนายได้กำหนด 2 แนวทางเพื่อต่อสู้คดี คือ

         (ก)  ขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งมีเวลาดำเนินการภายใน 1 เดือน นับแต่วันปิดหมายเรียก หรือ
         (ข)  เจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ แล้วให้เจ้าหนี้ถอนคำขอรับชำระหนี้ ในคดีล้มละลาย

7)      มีข้อมูลของคดีโดยสังเขป เพื่อการตัดสินใจเลือกแนวทางต่อสู้คดีล้มละลายของพี่ทนาย ดังนี้

  • --ธันวาคม 2552 ธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องนายขาวเป็นคดี ล้มละลายด้วยมูลหนี้ 43.1 ล้านบาท
  • นายขาว เป็นหนี้ ธนาคารเจ้าหนี้เพียงรายเดียว โดยมีที่ดินจำนอง 1 แปลง ราคาประเมิน 13.8 ล้านบาทเป็นประกัน ที่ดินนี้มีนายเอกและนายขาว เป็นเจ้าของร่วมกัน
  • คดีนี้มีเหตุที่จะขอพิจารณาคดีใหม่ได้ ด้วยเจ้าพนักงานศาลปิดหมายผิดบ้าน
  • ธนาคารเจ้าหนี้ ยินดีเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้บุคคลภายนอกชำระหนี้แทนนายขาว  แล้วธนาคารเจ้าหนี้จะถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย

8)      ทางเลือกแรก --- การขอพิจารณาคดีใหม่ ถ้าศาลสั่งให้พิจารณาคดีล้มละลายใหม่ จะต่อสู้อย่างไรว่าลูกหนี้ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ในเมื่อมูลหนี้ตามฟ้องสูงถึง 43.1 ล้านบาทและทรัพย์อื่นของนายขาวไมมีเลย

         ทางเลือกที่สอง --- ขอชำระหนี้ให้เจ้าหนี้พอใจตามที่จะได้ตกลงกันปรับโครงสร้างหนี้.....ถ้าจะยกที่ดินจำนองตีใช้หนี้ เจ้าหนี้แจ้งว่าขอเงินสดเพิ่มอีก 2.5 ล้านบาท ซึ่งนายขาวและญาติไม่มีเงินมากพอตามที่เจ้าหนี้ต้องการ

9)      .....กันยายน 2553 เวลา 10.00 น. นายขาว และพี่ทนาย เดินทางไป กองบังคับคดีล้มละลาย 2 กรมบังคับคดี เพื่อตรวจคำขอรับชำระหนี้ และให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย

10)     .....ธันวาคม 2553 พี่ทนายติดต่อธนาคารเจ้าหนี้ เพื่อเจรจายกที่ดินจำนองตีใช้หนี้ โดย บุคคลภายนอกขอชำระหนี้เป็นเงินสดแทน เพิ่มเติมอีก 5 แสนบาท แต่เจ้าหนี้ไม่รับข้อเสนอนี้

11)     .....มิถุนายน 2554 เจ้าหน้าที่ของธนาคารเจ้าหนี้ โทรแนะนำพี่ทนายว่า ถ้าตั้งใจเจรจาชำระหนี้จริงๆ ลองหาบุคคลภายนอกมาซื้อที่ดินจำนองทั้งแปลงในราคา 8 ล้านบาท แต่ต้องชำระเงินให้เจ้าหนี้ทั้ง 8 ล้านบาทก่อน จึงจะถอนคำขอรับชำระหนี้ให้ เมื่อถอนคำขอรับชำระหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานศาลขอให้ยกเลิกการล้มละลาย ตามมาตรา 135(2), เมื่อศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายของนายขาวแล้ว เจ้าหนี้จะถอนการยึดและโอนทรัพย์จำนองให้นายขาว และนายขาวค่อยขายที่แปลงนี้ชำระหนี้บุคคลภายนอก / หรือโอนที่ดินให้บุคคลภายนอกเป็นการตอบแทน

12)     นายขาวและญาติไม่มีเงินชำระตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ธนาคาร...พี่ทนายจึงต้องหาทางออกเอง โดยร่วมกับทีมทนายความ Thai Law Consult อีก 2 คนต้องเดินทางไปดูที่ดินหลักประกันแปลงนี้ จึงเห็นกับตาว่าที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก เพราะอยู่ใกล้วิทยาลัยเทคนิค, หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ ซึ่งขายบ้านเดี่ยว ขนาด 60 ตารางวา หลังละ 2.6 ล้านบาท, ด้านหน้าที่ดินติดถนน 4 เลน ด้านหลังกำลังก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ 9 ชั้น ที่ดินแปลงนี้เนื้อที่เกือบ 5 ไร่ ด้านหน้ากว้าง 120 เมตร ราคาซื้อขายของที่ดินใกล้เคียง ไร่ละ 3 ล้านบาท  อีกไม่นานที่ดินแถวนี้จะบูมมาก แต่ที่ดินนี้ในวันั้นมีหญ้าปกคลุม รกรุงรังมากไม่มีคนดูแล

13)     วันถัดมา พี่ทนายได้เดินทางไปดูที่ดินแปลงนี้อีกครั้ง และลองแวะคุยกับเจ้าของธุรกิจใกล้เคียง จนได้พบกับบุคคลภายนอกที่ขอซื้อที่ดินแปลงนี้ในราคา 11 ล้านบาท (ถ้าจะขาย 14 ล้านบาท ต้องใช้เวลาอีกนาน แต่คดีรอไม่ได้ ประกอบกับบุคคลภายนอกต้องมีเงินสด ใจถึง อดทน และอยากได้ที่ดินนี้จริงๆ)

14)     แต่การหาบุคคลภายนอกมาชำระหนี้ เพื่อให้ธนาคารเจ้าหนี้โอนทรัพย์จำนองคืนนายขาวทั้งแปลง หาทำได้ดั่งใจคิด เพราะนายเอกพี่ชายนายขาวได้ล้มละลายก่อนหน้านี้หลายปีแล้วโดยมีเจ้าหนี้หลายรายของนายเอกยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของนายเอก ดังนั้น ที่ดินครึ่งหนึ่งของกรรมสิทธิ์ร่วม ส่วนของนายเอก ได้ตกเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายของนายเอก เกินอำนาจธนาคารเจ้าหนี้จะโอนคืนให้ได้  พี่ทนายจึงสรุปข้อตกลงชำระหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ ขอชำระเงินแค่ 4 ล้านบาท เพื่อให้เจ้าหนี้ถอนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของนายขาว ครึ่งของกรรมสิทธิ์รวม  เมื่อนายขาวรอดพ้นจากการถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ค่อยไปขอเฉลี่ยหรือรวมรวมซื้อทรัพย์จำนองแปลงนี้ จากการขายทอดตลาด

15)     ด้วยความเชื่อถือวางใจทีมทนายความ Thai Law Consult ซึ่งจะจบเนติฯ สมัย 64 และเป็นการช่วยเหลือนายขาวให้รอดจากคดีล้มละลาย บุคคลภายนอกได้ชำระหนี้ให้ธนาคารเจ้าหนี้ 4 ล้านบาท, เจ้าหนี้ถอนคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์, เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาล, ศาลมีคำสั่งยกเลิกล้มละลาย นายขาว เมื่อ .....พฤศจิกายน 2554

16)     .....มกราคม 2555     นายขาว ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ครึ่งของกรรมสิทธิ์รวม

          .....มิถุนายน 2555     นายขาว ประมูลที่ดินแปลงนี้ได้จากการขายทอดตลาด ในราคาทั้งแปลง 8 ล้านบาท, โดยชำระเงินแค่ครึ่งเดียว ได้กรรมสิทธิทั้งแปลง

          .....สิงหาคม 2555    นายขาว โอนที่ดินแปลงนี้ให้บุคคลภายนอก, บุคคลภายนอกชำระเงินให้นายขาวอีก 3 ล้านบาท เป็นการตอบแทนตามที่เคยตกลงกันไว้ บุคคลภายนอกได้กรรมสิทธิที่ดินนี้ในราคา11.4ล้านบาทโดยประมาณ ถูกกว่าราคาทั่วไปซึ่งมีราคาประมาณ14-15ล้าน

17)     .....กันยายน 2555   พี่ทนาย ขับรถผ่านที่ดินแปลงนี้ๆไม่ได้รกรุงรักแล้ว เห็นว่ากำลังมีการก่อสร้างโชว์รูม รถยนต์ค่ายญี่ปุ่น ที่โฆษณาว่ากินน้ำมัน จิ๊บ จิ๊บ

18)     เมื่อเสร็จคดีแล้วนี้ ทีมทนายสรุปกันว่า บางครั้งการขอเจรจาชำระหนี้ อาจดีกว่าขอพิจารณาคดีใหม่ ดังนั้นเมื่อรับคดีแล้ว ทนายความต้องหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีให้มากที่สุด และพยายามสร้างสายสัมพันธ์ สร้างความเป็นมิตร เพราะการมีมิตร มีเพื่อนมากจะมีคนช่วยเหลือแนะนำทางออกของคดีมาก  และท้ายสุดนายขาว บอกพี่ทนายว่า บางครั้งการถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ก็เป็นโอกาสให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งอาจจะดีกว่าเก่า ถ้าเราไม่ดำเนินชีวิตอย่างประมาทอีก  พี่ทนายเห็นว่าคำพูดของนายขาวน่าสนใจจึงนำมาฝากแฟนๆ Thai Law Consult ให้ช่วยกันนำไปพูดกันต่อ นะครับ