แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีที่ 6      ขอพิจารณาคดีใหม่ หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

 

               ปัญหาของทนายความรุ่นใหม่ในการเขียนคำขอพิจารณาคดีใหม่คือเขียนอย่างไร และถ้าลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลาย ทนายความของลูกหนี้จะเขียนคำให้การ และเขียนบันทีกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นอย่างไร  ทีมทนายความthailawconsult จึงเรียบเรียงบทความนี้ขึ้นเพื่อตอบคำถามนี้ 

               เรื่องเดิม

25 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้น ได้พิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองชำระหนี้ให้ให้ธนาคารโจทก์ แต่ลูกหนี้ทั้งสองไม่ชำระหนี้ ธนาคารโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดแต่ไม่พอชำระหนี้ คิดเพียง.....สิงหาคม 2548 ลูกหนี้ทั้งสองยังเป็นหนี้จำนวน 1,050,000 บาท  

               เรื่องนี้

1.     ....กุมภาพันธ์ 2552 ธนาคารเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์  ฟ้องลูกหนี้ล้มละลาย โดยนำดอกเบี้ย 270,000 บาท ไปรวมกับยอดหนี้ที่เหลือจากขายทอดตลาด จำนวน 1,050,000 บาท รวมเป็นยอดหนี้ ณ วันฟ้องล้มละลาย ทั้งสิ้น จำนวน 1,320,000 บาท

               คำฟ้อง

คดีล้มละลาย คดีนี้ "ลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ และลูกหนี้ทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ลูกหนี้ทั้งสองมีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน หนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน โดยลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา มียอดหนี้ค้างชำระเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า ลูกหนี้ทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจชำระหนี้เสร็จแก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ขอความกรุณาศาลได้โปรดมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด และมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย และขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้ลูกหนี้ทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ด้วย

2.     ลูกหนี้ทั้งสอง ขาดนัดยื่นคำให้การ และถือว่า ขาดนัดพิจารณา

3.     .....กรกฎาคม 2552 ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด

"ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แล้ว ได้ความจริงว่า ลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ทั้งลูกหนี้ทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะมีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน และ ลูกหนี้ที่ 1 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ต้องด้วยเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อน ตาม มาตรา 8(5) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483

จึงมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้ลูกหนี้ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร"

4.     25 กันยายน 2552 ลูกหนี้ที่ 1 เป็นข้าราชการ กระทรวงเกษตรฯ ได้หมายเรียกของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ลูกหนี้ที่ 1 ไปพบ เพื่อให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยวิธีปิดหมาย จึงได้มาปรึกษาพี่ทนาย

5.     พี่ทนายและทีมทนาย Thai Law Consult อีก3คน สอบถามข้อมูล ข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า มีทางต่อสู้คดีได้ จึงเตรียมยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่

6.     10 ตุลาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 1 ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ต่อศาลล้มละลายกลาง

11 ตุลาคม 2552 ศาลสั่งรับคำร้อง "นัดไต่สวน วันที่ 2 ธันวาคม 2552 เวลา..... สำเนาให้เจ้าหนี้ โดยให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้ปิด หากผู้ร้องไม่นำส่งในกำหนด ถือว่าทิ้งคำร้อง"

7.     คำร้อง ขอพิจารณาคดีใหม่ ของลูกหนี้ที่ 1 มีข้อความดังนี้ (ทีมงาน ThaiLawConsult นำมาลงไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้ทนายความใหม่ๆ นำไปปรับข้อเท็จจริง ใช้บริการประชาชนผู้เดือดร้อนครับ)

        "ข้อ 1. คดีเมื่อวันที่.....กุมภาพันธ์ 2552 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ฟ้องให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย กำหนดนั่งพิจารณา วันที่.....มิถุนายน 2552
ในวันนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งว่า ลูกหนี้ทั้งสอง ทราบนัดแล้วไม่มาศาล ถือว่า ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียว
เมื่อ.....กรกฎาคม 2552 ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด รายละเอียดปรากฏในสำนวนศาลแล้วนั้น

        ข้อ 2.  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ได้มีหมายเรียกให้ลูกหนี้ที่ 1 ไปพบ เพื่อให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่.....กันยายน 2552 และต่อมา ลูกหนี้ที่ 1 จึงทราบว่า ถูกเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ฟ้องคดี และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
การที่ ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้ไปศาลนั้น ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด และฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ไม่มีมูลความจริง หากศาลได้ทราบข้อเท็จจริงอันเป็นความจริงแล้ว ลูกหนี้ที่ 1 จะชนะคดี และศาลจะไม่รับคำฟ้อง เฉพาะลูกหนี้ที่ 1 อย่างแน่นอน จึงขออนุญาตยื่นคำร้องขออนุญาตให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ ด้วยเหตุผลที่ขอประทานกราบเรียนดังนี้

                 2.1   ลูกหนี้ที่ 1 เป็นข้าราชการ กระทรวงเกษตรฯ ตำแหน่งผู้อำนวยการ-วิจัย..... ปัจจุบันมีอัตราเงินเดือน 42,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง..... และเงินตอบแทนรายเดือนอีก 5,800 บาท รวมมีรายได้ทั้งหมด 52,000 บาท/เดือน ปรากฏตามภาพถ่ายบัตรราชการ และหนังสือรับรอง เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1 และ 2

                 2.2   เนื่องจาก เจ้าพนักงานเดินหมาย ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ให้แก่ลูกหนี้ที่ 1 ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง เลขที่ 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 แต่เนื่องจาก ลูกหนี้ที่ 1 ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 888 ม.9 ต...อื่น... อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านเลขที่ตามฟ้อง และประกอบกับในวัน/เวลาดังกล่าว ลูกหนี้ที่ 1 ไปราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ได้รับสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้ไปศาล ซึ่งศาลกำหนดนั่งพิจารณาในวันที่.....มิถุนายน 2552 จึงไม่ทราบ และเป็นเหตุให้ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดนั่งพิจารณาได้ ซึ่งจะขอเสนอพยานเอกสารต่อศาลในชั้นพิจารณา

                 2.3   ลูกหนี้ที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จริง แต่ลูกหนี้ที่ 1 ยังมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน สามารถที่จะชำระหนี้ให้เสร็จแก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ และโดยอัตราเงินเดือน ตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ลูกหนี้ที่ 1 ก็ไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า ลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้จึงไม่อาจฟ้องลูกหนี้ที่ 1 เป็นคดีล้มละลายนี้ได้ ลูกหนี้ที่ 1 จะเสนอพยานหลักฐานต่อศาลในชั้นพิจารณา

               ด้วยเหตุดังแสดงข้างต้น ลูกหนี้ที่ 1 เป็นข้าราชการ ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา และมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน มีความสามารถจะชำระหนี้ให้โจทก์จนเสร็จได้ ไม่เข้าข้อสันนิษฐาน เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยลูกหนี้ที่ 1 ไม่มีโอกาสต่อสู้คดี และแถลงความจริงให้ศาลทราบ ทำให้เดือดร้อนเสียหาย มีผลต่ออาชีพราชการมาก

               จึงขอให้ศาลได้โปรดกำหนดนัดไต่สวนคำร้อง แล้วมีคำสั่งว่า ลูกหนี้ที่ 1 ไม่จงใจขาดนัดพิจารณา และขอให้กำหนดนัดพิจารณาคดีใหม่ด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต"

8.     ทนาย ลูกหนี้ที่ 1 ได้ยื่นบัญชีพยานเอกสาร หลายรายการ และพยานบุคคล 2 คน คือ ลูกหนี้ที่ 1, นายแว่น ผู้เช่าบ้าน เลขที่ 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี

9.     ศาลล้มละลายกลาง กำหนดนัดไต่สวนคำร้อง 18 กุมภาพันธ์ 2553

10.   ลูกหนี้ที่ 1 ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็น ดังต่อไปนี้ (ทีมงาน Thai Law Consult นำมาลงไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิชาว่าความของทนายความรุ่นใหม่)

               "ลูกหนี้ที่ 1 เป็นข้าราชการ กระทรวงเกษตรฯ ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ มีเงินเดือนรวมเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนเดือนละ 52,000 บาท ปรากฏตามเอกสาร ล1 และ ล2

คดีนี้ เจ้าพนักงานเดินหมาย ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ .....มิถุนายน 2552 ให้แก่ลูกหนี้ที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี ด้วยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 แต่เนื่องจาก ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้พักอาศัยในบ้านหลังนี้ แต่ไปพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 888 ต...อื่น... อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งลูกหนี้ที่ 1 ได้ซื้อไว้เมื่อ 11 มกราคม 2547 ปรากฏตามสัญญาซื้อขาย เอกสารหมายเลข 3 เนื่องจากการจราจรติดขัดมาก เป็นอุปสรรคในการเดินทางไปทำงานที่ ศูนย์พัฒนาการเกษตร... จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผู้บังคับบัญชา มีนโยบายพัฒนาเป็นศูนย์วิจัย...ระดับโลก และการทำงานของลูกหนี้ที่ 1 สัมฤทธิผลจนได้รับรางวัลนักบริหารดีเด่นระดับชาติ จากนายกรัฐมนตรี ปรากฏตามภาพถ่ายประกาศเกียรติคุณ เอกสารหมายเลข 4

โดยบ้านเลขที่ 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี ในช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ปิดหมายนั้น ลูกหนี้ที่ 1 ให้นายแว่นเช่า ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท ตามเอกสารการเช่าหมายเลข 5 ลักษณะของบ้าน 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น มีรั้วคอนกรีต และประตูเหล็กปิดกั้นมิดชิด ติดถนนในหมู่บ้าน มีรถยนต์ จักรยานยนต์ และชาวบ้านผ่านไปมาตลอดเวลา ชาวบ้านที่ผ่านไปมานั้น สามารถเปิดประตูรั้วบ้านได้โดยง่าย

และนายแว่นผู้เช่า ไม่เคยนำสำเนาคำฟ้องและหมายเรียก มาให้ลูกหนี้ที่ 1 หรือบอกกล่าวให้ทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้แต่อย่างใด

และในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ลูกหนี้เดินทางไปราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จึงไม่ทราบว่าถูกฟ้อง และศาลกำหนดนั่งพิจารณา ในวันที่ .....มิถุนายน 2552 จึงไม่ได้ยื่นคำให้การและเดินทางไปศาลในวันพิจารณา

ต่อมาเมื่อวันที่ .....กันยายน 2552 เจ้าพนักงานบังคับคดี ได้ส่งหมายเรียกโดยวิธีปิดหมาย ที่บ้านเลขที่ 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี ลูกหนี้ที่ 1 จึงทราบว่าถูกฟ้อง และศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ตามหมายเรียกเอกสาร หมาย ล.7     ลูกหนี้ที่ 1 จึงได้มายื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ด้วยเหตุผล ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและพิจารณา

ลูกหนี้ที่ 1 มีโอกาสชนะคดี เพราะมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความสามารถที่จะชำระหนี้จนเสร็จให้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ ดังนี้

                   1)   ลูกหนี้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน และเงินอื่นๆ เดือนละ 52,000 บาท ตามเอกสาร หมายเลข 2
                   2)   ลูกหนี้มีทรัพย์สินเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินรวม 4,200,200 บาท เอกสารหมายเลข 8 และ 9
                   3)   เงินฝากในธนาคาร......สาขา..... ยอดเงิน 1,200,000 บาท เอกสารหมายเลข 10
                   4)   พันธบัตรออมสิน มูลค่า 400,000 บาท เอกสารหมายเลข 11
                   5)   รถยนต์นั่ง ยี่ห้อ Toyota Fortuner ราคา 500,000 บาท เอกสารหมายเลข 12

               รวมทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตีเป็นราคากว่า 6,300,000 บาท แต่หนี้สินของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ณ วันฟ้องล้มละลาย มีเพียง 1,320,000 บาท ลูกหนี้ที่ 1 จึงมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินถึง 5,000,000 บาท มีเงินเดือนและรายได้อื่นอีกเดือนละ 52,000 บาท จึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอศาลได้โปรดพิจารณาคำร้องของลูกหนี้ที่ 1 แล้วกรุณามีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ให้ลูกหนี้ที่ 1 ยื่นคำให้การ และโปรดกำหนดวันนัดพิจารณาด้วย

11.   นายแว่น ผู้เช่าบ้าน เลขที่ 20 ม.2 ต...... อ.เมือง จ.นนทบุรี ของลูกหนี้ที่ 1 ได้เบิกความเป็นพยาน / ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นดังต่อไปนี้

               " ข้าฯทำงานอยู่ที่ ธนาคาร..... สาขา อ.เมือง นนทบุรี ในตำแหน่ง ผู้ช่วยสมุห์บัญชี ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสาร ล.13 ข้าฯ เป็นผู้เช่าบ้าน เลขที่ 20 ม.2 ต..... อ.เมือง จ.นนทบุรี ของลูกหนี้ที่ 1 ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,500 บาท เริ่มเช่าตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ปรากฏตามสัญญาเช่า เอกสารหมาย ล.5 ปัจจุบันข้าฯยังได้เช่าบ้านนี้อยู่

ในการปฏิบัติงาน ข้าฯต้องออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่ 06.30 น. เพื่อไปยังธนาคาร และจะกลับถึงบ้านนี้ หลังเวลา 20.00 น. ทุกวัน ในระหว่างที่เช่า ข้าฯ ไม่เคยเห็นสำเนาคำฟ้องหรือเอกสารใดๆ ของศาลที่มีมาถึง ลูกหนี้ที่ 1 เนื่องจากข้าฯออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดและกลับบ้านในตอนค่ำ บ้านเช่านี้มีลักษณะเป็นทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ติดถนนในหมู่บ้าน มีรั้วคอนกรีต ประตูเป็นเหล็ก ชาวบ้านและรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ผ่านหน้าบ้านตลอดเวลา ชาวบ้านสามารถหยิบเอกสารและเปิดประตูรั้วได้ "

12.   ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งพิจารณาคดีล้มละลายใหม่ และกำหนดนัดพิจารณา วันที่.....มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ได้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นต่อไปนี้

               " ลูกหนี้ที่ 1 ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะมีหนี้สินและรายได้ หลายรายการ และมีมูลค่าประเมินรวมกันแล้ว มากกว่าหนี้สินของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ซึ่งทรัพย์สินและรายได้ของลูกหนี้ที่ 1 มีดังนี้

                   1)   ลูกหนี้ที่ 1 เป็นข้าราชการ มีรายได้เป็นเงินเดือนและเงินอื่นๆ เดือนละ 52,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 และ 2
                   2)   ที่ดิน..... พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้าน 2 ชั้น.....ราคาประเมิน..... ตามเอกสารหมาย ล.3 และ 4
                   3)   ที่ดิน..... พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้าน 2 ชั้น.....ราคาประเมิน..... ตามเอกสารหมาย ล.5 และ 6
                   4)   เงินฝากธนาคาร..... สาขา..... จำนวนเงิน 1,200,000 บาท เอกสารหมาย ล.7
                   5)   พันธบัตรออมสิน มูลค่า 400,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.8
                   6)   เงินออมในสหกรณ์ออมทรัพย์ กรมวิชาการเกษตร จำกัด..... มูลค่าสะสม 560,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.9
                   7)   รถยนต์นั่ง ยี่ห้อ Toyota Fortuner ราคา 560,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.10

               มูลค่าราคาทรัพย์สิน เงินฝากธนาคาร เงินออม ของลูกหนี้ที่ 1 คิดเป็นราคาประเมิน 7,000,000 บาท และมีรายได้จากเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทน รวมเดือนละ 52,000 บาท

ดังนั้น มูลค่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีราคารวมกัน เกินกว่าหนี้จำนวน 1,320,000 บาท ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ถึง 5,680,000 บาท ลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย และตามที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์กล่าวอ้างแต่ประการใด

ก่อนฟ้องคดีนี้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์สินต่างๆ ของลูกหนี้ที่ 1 ตามรายการที่ 2 ถึง รายการที่ 7 มาขายทอดตลาด เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้จนครบถ้วน แต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หาได้กระทำไม่ กลับนำคดีมาฟ้องล้มละลายลูกหนี้ที่ 1 จึงถือว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์กระทำไม่สุจริต เป็นเหตุให้ลูกหนี้ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก มีผลต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วย

ลูกหนี้ที่ 1 ขอความกรุณาศาลได้โปรดยกฟ้อง และให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนด้วย

 

(ทีมงาน Thai Law Consult นำเรื่องจริงมาดัดแปลง เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายภาคปฎิบัติของประขาชนทั่วไป และทนายความรุ่นใหม่จะได้นำแนวทางการเขียนไปปรับใช้บริการประชาชน ปัจจุบัน จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้หมดแล้ว และจำเลยที่ 1 เพิ่งจบนิติศาสตร์ จาก มสธ จะลงทะเบียนเรียนเนติบัณฑิตภาค 2/2555 แม้ว่าจะมีอายุ 53 ปีแล้ว เพราะกฎหมายเรียนทันกันได้ ครับ)