แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีที่ 5      หลักการขอพิจารณาคดีใหม่

        

หลัก  

ป.วิ.พ. มาตรา 207 

               เมื่อศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดี ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 199 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และคู่ความฝ่ายนั้นอาจมีคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 199 ตรี มาตรา 199 จัตวา และ มาตรา 199 เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ป.วิ.พ. มาตรา 199 ทวิ 

               เมื่อศาล พิพากษาให้จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การแพ้คดี ศาลอาจกำหนดการอย่างใดตามที่เห็นสมควร เพื่อส่งคำบังคับตามคำพิพากษา หรือ คำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยวิธีส่งหมายธรรมดา หรือ โดยวิธีอื่นแทน หรือ ศาลจะให้เลื่อนการบังคับตามคำพิพากษา หรือคำสั่งเช่นว่านั้น ไปภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้
               การบังคับตามคำพิพากษา หรือ คำสั่ง แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การนั้น ให้บังคับตาม มาตรา 273 มาตรา 292 และ มาตรา 317

ป.วิ.พ. มาตรา 199 ตรี

               จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษา หรือ คำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดี โดยขาดนัดยื่นคำให้การ ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา หรือ คำสั่งนั้น จำเลยนั้น อาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ เว้นแต่
               (1) ศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ มาครั้งหนึ่งแล้ว
               (2) คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ต้องห้ามตามกฎหมาย

ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา 

               คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษา หรือคำสั่ง ให้แก่จำเลย ที่ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใดๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้ โดยวิธีส่งหมายธรรมดา หรือ โดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตาม ข้อกำหนดนั้นแล้ว ในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้น อาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนด 15 นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้ เมื่อ พ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์ หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษา หรือคำสั่งโดยวิธีอื่น
               คำขอตามวรรคหนึ่งให้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การ และ ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาล ได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้า ให้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย

ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ

               เมื่อศาลได้รับคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว หากเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาล แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ
               ในการพิจารณาคำขอให้พิจารณาใหม่ ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่า การขาดนัดยื่นคำให้การนั้น มิได้เป็นไปโดยจงใจ หรือ มีเหตุอันสมควร และ ศาลเห็นว่า เหตุผลที่อ้างมาในคำขอนั้น ผู้ขออาจมีทางชนะคดีได้ ทั้งในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้านั้น ผู้ขอได้ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ามีการอุทธรณ์ หรือ ฎีกาคำพิพากษา หรือ คำสั่งที่ให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดยื่นคำให้การแพ้คดี ให้ศาลแจ้งคำสั่งดังกล่าว ให้ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา แล้วแต่กรณีทราบด้วย
               เมื่อศาลได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตามวรรคสอง คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และ คำพิพากษา หรือ คำสั่ง อื่นๆ ของศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา ในคดีเดียวกันนั้น และ วิธีการบังคับคดี ที่ได้ดำเนินไปแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัว และ ให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ แต่ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังเช่น ก่อนบังคับคดีได้ หรือ เมื่อศาลเห็นว่าไม่จำเป็น ที่จะบังคับเช่นนั้น เพื่อประโยชน์แก่ คู่ความ หรือ บุคคลภายนอก ให้ศาลมีอำนาจสั่งอย่างใดๆ ตามที่เห็นสมควรแล้ว ให้ศาลพิจารณาคดีนั้นใหม่ ตั้งแต่เวลาที่ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยจำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร
               คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
               ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยจงใจ หรือ ไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมมากกว่าที่ควรจะต้องเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนั้น ให้ถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอันไม่จำเป็น ตามความหมายแห่งมาตรา 166

 

         อาชีพทนายความ กับการขอพิจารณาคดีใหม่ ภายหลังศาลมีคำพิพากษา (ป.วิ.พ. มาตรา 207) เป็นของคู่กัน

หลัก   เมื่อศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาคดีแพ้คดี คู่ความฝ่ายนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยนำบทบัญญัติ มาตรา 199ตรี 199จัตวา และ 199เบญจ ซึ่งเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากแพ้คดีเพราะขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ก่อนอื่น ขอทบทวนว่า การขอพิจารณาคดีใหม่ตามกฎหมาย มีด้วยกัน 3 กรณีคือ   (จากหนังสือวิแพ่งพิสดาร เล่ม 2 ปี 2552 ของอาจารย์ วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ผู้พิพากษา)

1.     การขอพิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ ตาม มาตรา 199ตรี, 199จัตวา และ 199เบญจ
2.     คู่ความที่ขาดนัดพิจารณา ขอพิจารณาคดีใหม่ ในระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ตาม มาตรา 206 วรรคสาม
3.     การขอพิจารณาคดีใหม่ เนื่องจาก ศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดี ตาม มาตรา 207 ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ ข้อ1 เพราะตาม มาตรา 207 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 199ตรี, 199จัตวา และ 199เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

         การขอพิจารณาคดีใหม่ ในกรณีขาดนัดยื่นคำให้การ (มาตรา 199ตรี, 199จัตวา และ 199เบญจ)

หลัก   1.   ต้องเป็นจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แก้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ
          2.   จำเลยต้องมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ข้อยกเว้น  - จำเลยไม่มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ในกรณีต่อไปนี้
          1.   ศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่มาแล้วครั้งหนึ่ง       (มาตรา 199ตรี (1))
          2.   คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย            (มาตรา 199ตรี (2))

          กำหนดเวลาขอพิจารณาคดีใหม่ (มาตรา 199จัตวา วรรคหนึ่ง)
คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ต้องยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ถ้าไม่สามารถยื่นคำขอในกำหนดได้ เพราะพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยก็ต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่ไม่ให้เกิน 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์หรือบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น

          การส่งสำเนาคำฟ้องและคำบังคับไม่ชอบ ไม่อยู่ภายใต้ มาตรา 199 จัตวา
ดู ฎีกาที่ 2433/2523 และ ฎีกาที่ 1630/2527

          พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้
ถ้ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ทำให้ไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นสิ้นสุดลง แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น

          กรณีที่ถือว่า เป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ เช่น จำเลยไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ทราบว่าถูกฟ้อง (ฎีกาที่ 42/2506) เจ้าพนักงานให้ตรวจคัดสำนวนที่ศาลล่าช้า (ฎีกาที่ 662/2537, 4684/2541) ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปที่บ้านของจำเลย ซึ่งจำเลยให้ผู้อื่นเช่า โดยจำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้อง เป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ (ฎีกาที่ 7331/2540)

          - แต่การที่จำเลยหลบหนีคดีอาญาไปเสียจากภูมิลำเนาของจำเลย เกิดจากการกระทำของจำเลยเอง ไม่ใช่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ (ฎีกาที่ 5050/2539)

          แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยจะอ้างพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นี้ ต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับให้จำเลย ดังนั้น ถ้าจำเลยยังสามารถยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ในระยะเวลาดังกล่าวได้ จำเลยจะอ้างพฤติการณ์นอกเหนือไม่ได้ เช่น แม้การขอคัดสำเนาเอกสารจะล่าช้า แต่เมื่อคัดเสร็จแล้ว ยังไม่พ้นเวลา 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ จำเลยก็ต้องยื่นคำขอภายในกำหนดเวลาที่เหลือนั้น จะอ้างพฤติการณ์นอกเหนือ เพื่อขยายเวลาออกไปอีก 15 วันไม่ได้ (ฎีกาที่ 6382/2539)

          - พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ต้องกล่าวมาในคำร้องด้วยว่าสิ้นสุดลงเมื่อใด (ฎีกาที่ 96/2540) ถ้าจำเลยได้กล่าวถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ในคำร้องแล้ว ศาลก็ต้องไต่สวนก่อนว่า มีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ตามคำร้องจริงหรือไม่ ศาลจะยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนก่อน ไม่ชอบ (ฎีกาที่ 3094/2537)

          - ถ้าการส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง และคำบังคับ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยก็มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ โดยไม่อยู่ภายใต้กำหนดเวลา ตาม มาตรา 199จัตวา แม้จะเกินกำหนดเวลา 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ จำเลยก็ขอพิจารณาคดีใหม่ได้

          - กรณีจำเลยหลายคน ระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ หมายเฉพาะจำเลยที่ถูกยึดทรัพย์ หรือมีการบังคับคดี หรือบังคับโดยวิธีอื่นเท่านั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์ด้วย (ฎีกาที่ 2152/2536)

          - กรณีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น / ไม่ใช่การยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาด แต่เป็นการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น กรณีเช่นนี้ จึงไม่อาจนับระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันยึดทรัพย์ได้ จึงต้องนับแต่วันที่มีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น กรณีที่ถือว่ามีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่น เช่น ในคดีหย่า การที่โจทก์นำคำพิพากษาไปให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนสมรส (ฎีกาที่ 1330/2538) หรือในคดีฟ้องขอให้โอนที่ดิน การที่โจทก์ได้นำคำพิพากษาไปเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิในโฉนดที่ดินจากจำเลยมาเป็นของโจทก์ (ฎีกาที่ 4165/2536) เหล่านี้ถือว่า ได้มีการบังคับตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นแล้ว

 

          การบรรยายคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ (มาตรา 199จัตวา วรรคสอง)
คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ต้องกล่าวในข้อต่อไปนี้
1.  ต้องกล่าวโดยชัดแจ้ง ซึ่งเหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ (ฎีกาที่ 392/2537)
2.  ต้องกล่าวโดยชัดแจ้ง ถึงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากศาลให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ (ฎีกาที่ 8138/2544)
3.  ในกรณียื่นคำขอล่าช้า ให้แสดงเหตุแห่งการล่าช้านั้นด้วย (ฎีกาที่ 96/2540)

 

          การไต่สวนคำขอให้พิจารณาคดีใหม่

  • ในการพิจารณาคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถ้าโจทก์ไม่ค้านคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ศาลสั่งให้งดการไต่สวน และมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ (ฎีกาที่ 1330/2538)
  • การไต่สวนคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่จำต้องไต่สวนถึงเนื้อหาของคดีว่า รูปคดีนั้น จำเลยจะชนะคดีหรือไม่ (ฎีกาที่ 3290/2525)
  • การสืบพยานในชั้นไต่สวนคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่ใช่การสืบพยานในประเด็นแห่งคดีที่พิพาทกัน ดังนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ตามกำหนดใน ป.วิ.พ. มาตรา 88 (ฎีกาที่ 192/2517)
  • คำสั่งของศาลที่สั่งเกี่ยวกับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ มิใช่คำสั่งในการชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย โดยมีผู้พิพากษาคนเดียว จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แล้ว
  • หากตัวความประสงค์จะให้ทนายความมีอำนาจในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ต้องระบุในใบแต่งทนายความ ให้ชัดแจ้งว่าจะให้ทนายความ มีอำนาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ (ฎีกาที่ 3750/2533)

 

          การงดการบังคับคดีไว้ก่อน (มาตรา 199เบญจ วรรคหนึ่ง) เป็นดุลพินิจของศาล

 

          คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ (มาตรา 199เบญจ วรรคสอง)
ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ เมื่อปรากฏว่า
1.  มีเหตุควรเชื่อว่า การขาดนัดยื่นคำให้การนั้น มิใช่เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร และ
2.  ศาลเห็นว่า เหตุผลที่อ้างมาในคำขอนั้น ผู้ขออาจมีทางชนะคดีได้ และ
3.  ในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้านั้น ผู้ขอได้ยื่นภายในเวลาที่กำหนด

 

          ผลของคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ (มาตรา 199เบญจ วรรคสาม)
เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ มีผลทำให้คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และคำพิพากษา หรือคำสั่งอื่นๆ ของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ในคดีเดียวกันนั้น และวิธีการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัว แล้วให้ศาลพิจารณาคดีนั้นใหม่ ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยให้จำเลยยื่นคำให้การ ภายในกำหนดเวลาที่ศาลเห็นสมควร

  • ดังนั้น ในคดีที่ได้มีการบังคับคดีไปแล้ว การบังคับคดีนั้น ก็ต้องเพิกถอนไปในตัว ถ้าได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ไปแล้ว ศาลก็มีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินดังกล่าวได้ (ฎีกาที่ 3368/2537)
  • กระบวนพิจารณาที่เพิกถอนไปในตัวนี้ หมายถึง กระบวนพิจารณาของคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น (ฎีกาที่ 2736/2538)

          คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้เป็นที่สุด (มาตรา 199เบญจ วรรคสี่)
คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้เป็นที่สุด
คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ เป็นที่สุด ตาม มาตรา 199เบญจ วรรคสี่ นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในชั้นขอพิจารณาคดีใหม่ กล่าวคือ ต้องเป็นการวินิจฉัยว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ดังนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ดังนี้ ไม่เป็นที่สุดตามมาตรานี้

          คดีที่จำเลยบางคน ขาดนัดยื่นคำให้การ (มาตรา 198ตรี)
ในคดีที่จำเลยบางคนขาดนัดยื่นคำให้การ ให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งบังคับคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การนั้นไปก่อน และดำเนินการพิจารณาคดี ระหว่าง โจทก์และจำเลยที่ยื่นคำให้การต่อไป แต่ถ้ามูลความแห่งคดีนั้น เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ให้ศาลรอการพิพากษา หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การไว้ก่อน เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ยื่นคำให้การนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีไปตามรูปคดี สำหรับจำเลยทุกคน

 

(หลักกฎหมาย ขอพิจารณาคดีใหม่นี้ ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ วิ.แพ่งพิสดาร เล่ม 2 หรือจูริส ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ถ้าผู้อ่านสนใจเนื้อหาเพิ่มเติม หาอ่านได้จากหนังสือเล่มนี้ Thai Law Consult ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ และขอบอกท่านผู้อ่านเพิ่มอีกนิดว่าในระดับชั้นเนติบัณฑิต หนังสือชุดพิสดารหรือจูริส เป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องมีและเลือกซื้อเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเนื้อหาครบถ้วน ราคาไม่แพง เล่าว่ากันว่าผู้ตั้งใจสอบศาล อัยการ ต้องอ่านจูริสอย่างเข้าใจถึง10รอบก่อนเข้าห้องสอบ)


ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาน่าสนใจมาลงไว้ เพื่อให้ท่านผู้อ่าน ได้ศึกษาแนวทางการขอพิจารณาใหม่ ครับ

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7331/2540

ป.วิ.พ. มาตรา 208

          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 กำหนดระยะเวลาในการขอให้พิจารณาใหม่ไว้เป็นลำดับ กล่าวคือในลำดับแรกจะต้องยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามคำกำหนดนั้นแล้ว ลำดับที่สอง ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาดังกล่าวได้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงลำดับที่สาม กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น
           การที่โจทก์ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับให้จำเลยที่บ้านซึ่งจำเลยและครอบครัวไม่ได้พักอาศัยอยู่ โดยจำเลยให้บุคคลอื่นเช่า จำเลยไม่ทราบถึงการถูกดำเนินคดี นับเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดที่ดินและบ้านของจำเลย จำเลยก็อยู่ด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แสดงหมายบังคับคดีให้จำเลยดูและบอกให้จำเลยไปดำเนินทางการศาลต่อไป กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ทราบแล้วว่าตนถูกฟ้องและทราบถึงการส่งคำบังคับแล้ว จึงถือได้ว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงแล้วในวันนั้น การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์ดังกล่าวนั้นได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่

________________________________

          คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์
          จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่
          โจทก์คัดค้าน
          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 กำหนดระยะเวลาในการขอให้พิจารณาใหม่ไว้เป็นลำดับ กล่าวคือ ในลำดับแรกจะต้องยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนจะต้องได้มีการปฏิบัติตามคำกำหนดนั้นแล้ว ลำดับที่สอง ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาดังกล่าวได้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง ลำดับที่สาม กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบ พยานโจทก์และคำบังคับแก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 19/256 หมู่ที่ 10 แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยและครอบครัวไม่ได้พักอาศัยอยู่โดยให้บุคคลอื่นเช่า จำเลยไม่ทราบ จึงเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2539 เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดที่ดินและบ้านของจำเลย จำเลยก็อยู่ด้วยเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยดูและบอกให้จำเลยไปดำเนินการทางศาลต่อไปดังปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2539 กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ทราบแล้วว่าตนถูกฟ้องและทราบถึงการส่งคำบังคับแล้ว จึงถือได้ว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงแล้วในวันที่ 12 มกราคม 2539การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 จึงพ้นกำหนด15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว
          พิพากษายืน

( ชวลิต ศรีสง่า - ไพโรจน์ คำอ่อน - วิเทพ ศิริพากย์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5050/2539

ป.วิ.พ. มาตรา 207, 208

          เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับให้จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับตามคำสั่งศาลที่ภูมิลำเนาของจำเลยเมื่อวันที่27พฤศจิกายน2537ถือได้ว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบแล้วเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ก็จะต้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนด15วันนับแต่วันที่12ธันวาคม2537ซึ่งเป็นวันที่การส่งคำบังคับให้แก่จำเลยมีผลตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา208วรรคหนึ่งคือจำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่27ธันวาคม2537แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่10กุมภาพันธ์2538ซึ่งเกินกำหนด15วันล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้จึงขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้และการที่จำเลยได้หลบหนี้คดีอาญาไปเสียจากภูมิลำเนาของจำเลยเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยเองจึงจะนำมาอ้างว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ไม่แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องและมีการส่งคำบังคับให้จำเลยเมื่อถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยแล้วซึ่งนับแต่เมื่อทราบดังกล่าวถึงวันยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ยังไม่ครบกำหนด15วันก็ตามแต่กรณีดังกล่าวไม่เป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้เสียแล้วจำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่โดยเหตุนี้

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,004,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 1,876,000 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2537 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งที่ 2 เป็นเงิน 180,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2536 อันเป็นวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ย คิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 12,375 บาท) และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ5,000 บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้แล้ว
          จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยฆ่านายอำนวย สุขอาษา สามีโจทก์ที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นความผิด โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่จำเลยเพิ่งคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เนื่องจากจำเลยหลบหนีคดีอาญาไปจากภูมิลำเนา และจำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้จากทางบ้านเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2537 ขณะจำเลยติดต่อทางบ้านเพื่อจะมอบตัวสู้คดี กรณีดังกล่าวเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้
          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 ยกคำร้อง
          จำเลย อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน
          จำเลย ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้หรือไม่ คดีนี้เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับให้จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับตามคำสั่งศาลที่ภูมิลำเนาของจำเลยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2537 ถือได้ว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ก็จะต้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่การส่งคำบังคับ ในแก่จำเลยมีผลตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208วรรคหนึ่ง คือจำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2537 แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 จึงเกินกำหนด 15 วัน ล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาในความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์2538 ได้ เพราะก่อนนั้นจำเลยได้หลบหนีคดีอาญาอันเป็นเหตุละเมิดคดีนี้ไปจากภูมิลำเนาของจำเลย จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องและไม่ทราบว่ามีการส่งคำบังคับให้จำเลย จำเลยเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยแล้ว ถือได้ว่าก่อนที่จำเลยจะทราบเรื่องดังกล่าวเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันดังกล่าวได้ เพราะยังไม่พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เห็นว่า การที่จำเลยได้หลบหนีคดีอาญาไปเสียจากภูมิลำเนาของจำเลยเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยเองจึงจะนำมาอ้างว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้หาได้ไม่ แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องและมีการส่งคำบังคับให้จำเลยเมื่อถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยแล้ว ซึ่งนับแต่เมื่อทราบดังกล่าวถึงวันยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ยังไม่ครบกำหนด 15 วันก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวไม่เป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้เสียแล้วจำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่โดยเหตุนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้จึงไม่อาจใช้เทียบเคียงได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว
          พิพากษายืน

( ไพศาล รางชางกูร - อร่าม หุตางกูร - สมพล สัตยาอภิธาน )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6382/2539

ป.วิ.พ. มาตรา 208

          โจทก์ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่1โดยปิดหมายเมื่อวันที่7มิถุนายน2537ซึ่งจำเลยที่1มีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในวันที่7กรกฎาคม2537แม้ทนายจำเลยที่1จะยื่นคำร้องต่อศาลขอคัดเอกสารเกี่ยวกับคดีและเพิ่งได้รับเอกสารที่ขอคัดนั้นในวันที่1กรกฎาคม2537ก็ตามก็ยังมีเวลาอีก6วันที่จำเลยที่1สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายใน15วันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่1ได้กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่1ไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวอันจะทำให้มีสิทธิยื่นคำขอภายใน15วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงเพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา208วรรคหนึ่งกรณีจะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายใน15วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงได้นอกจากต้องมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้แล้วยังต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถยื่นคำขอภายใน15วันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่1ได้ด้วยกรณีของจำเลยที่1จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวเมื่อเป็นดังนี้จำเลยที่1ต้องยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่7กรกฎาคม2537การที่จำเลยที่1ยื่นคำขอในวันที่15กรกฎาคม2537จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ค้ำประกันและจำนอง จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,041,609.17 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับเอาจากทรัพย์สินจำนองและทรัพย์สินอื่นจนครบกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
          จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า ไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เพราะขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านเลขที่ 22/16 ถนนชุมสาย ตำบลกุดป่องอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 4/4-5ถนนสุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 3 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง จึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง หากทราบจำเลยที่ 1 จะต้องให้การต่อสู้คดีและมีทางชนะคดีได้ ต่อมาวันที่7 มิถุนายน 2537 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไปเก็บค่าเช่าที่บ้านเลขที่ 4/4-5 ดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 1 ที่แบ่งให้ผู้อื่นเช่า ปรากฏว่ามีคำบังคับของศาลปิดอยู่ จึงส่งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ทนายจำเลยที่ 1 ได้ยื่นเรื่องขอคัดคำฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2537 และได้รับเอกสารที่ขอนั้นจากศาลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ทำให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ล่าช้าอันเป็นเหตุสุดวิสัย และปรากฏว่าหนี้ที่โจทก์ฟ้องนั้นมีจำนวนไม่ถูกต้องโดยมิได้หักเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีชำระหนี้ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่
          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1โดยปิดหมายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 ทั้งเหตุที่จำเลยที่ 1 ยื่นล่าช้ามิใช่พฤติการณ์นอกเหนือตามกฎหมายที่จะอ้างได้เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นพ้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคแรก จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1
          จำเลย ที่ 1 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
          จำเลย ที่ 1 ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทราบการปิดคำบังคับของศาลจากลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 จึงติดต่อทนายความและยื่นคำร้องขอคัดเอกสารเกี่ยวกับคดีในวันที่ 20มิถุนายน 2537 แต่ติดขัดด้วยระเบียบและวิธีการของศาล ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับเอกสารที่ขอคัดล่าช้าโดยเพิ่งได้รับเมื่อวันที่1 กรกฎาคม 2537 อันถือเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2537ซึ่งเป็นเวลาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง จึงไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1 โดยปิดหมายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 ซึ่งจำเลยที่ 1มีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2537ดังนี้ แม้ทนายจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องต่อศาลขอคัดเอกสารเกี่ยวกับคดีและเพิ่งได้รับเอกสารที่ขอคัดนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2537ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างก็ตาม ก็ยังมีเวลาอีก 6 วันที่จำเลยที่ 1 สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวอันจะทำให้มีสิทธิยื่นคำขอภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลง เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง กรณีจะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ได้สิ้นสุดลงได้ นอกจากต้องมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้แล้ว ยังต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถยื่นคำขอภายใน15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1ได้ด้วย กรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวเมื่อเป็นดังนี้จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่ 7กรกฎาคม 2537 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอในวันที่ 15 กรกฎาคม 2537จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว
          พิพากษายืน

( สมิทธิ์ วราอุบล - สมาน เวทวินิจ - บรรเทิง มุลพรม )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3094/2537

ป.วิ.พ. มาตรา 21, 208, 209
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

           ตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยไม่เคยได้รับสำเนาคำฟ้อง และไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้ สำนักงานของจำเลยมิได้ทำการมานานแล้ว และไม่มีผู้ใดอยู่ เมื่อจำเลยไปที่สำนักงานในวันยื่นคำร้องนี้จึงพบคำบังคับ ดังนี้ จำเลยได้อ้างถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้แล้ว จึงชอบที่ศาลแรงงานจะรับคำร้องไว้ทำการไต่สวนว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอ้างและเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้หรือไม่ การที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้และด่วนยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ทำการไต่สวนเสียก่อนเป็นการไม่ชอบ

________________________________

          คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่จำนวน 243,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีคดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษา
          จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่เคยได้รับสำเนาคำฟ้องและไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้ สำนักงานของจำเลยไม่ได้ทำการมานานแล้วและไม่มีผู้ใดอยู่ เมื่อจำเลยไปที่สำนักงานในวันยื่นคำร้องนี้จึงพบคำบังคับ โจทก์ไม่เคยทำงานกับจำเลย ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันจำเลยน่าจะมีโอกาสต่อสู้คดี จำเลยไม่มีเจตนาขาดนัด ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่
          ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องเกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้ส่งคำบังคับ ทั้งตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือ ไม่อาจบังคับได้ให้ยกคำร้อง
          จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยไม่เคยได้รับสำเนาคำฟ้อง และไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้ สำนักงานของจำเลยมิได้ทำการมานานแล้วและไม่มีผู้ใดอยู่ เมื่อจำเลยไปที่สำนักงานในวันยื่นคำร้องนี้จึงพบคำบังคับ ดังนี้ จำเลยได้อ้างถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้แล้ว จึงชอบที่ศาลแรงงานกลางจะรับคำร้องไว้ทำการไต่สวนว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอ้างและเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้หรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้และด่วนยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ทำการไต่สวนเสียก่อนเป็นการไม่ชอบ
          พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางรับคำร้องของจำเลยไว้ทำการไต่สวน แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป

( สมิทธิ์ วราอุบล - ชลิต ประไพศาล - ชลอ ทองแย้ม )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)