แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีที่ 4      ยกเลิกการล้มละลาย

              

หลัก  

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483

มาตรา 135      

               เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้

               (1)     เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้ผล เพื่อประโยชน์ แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเพราะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ช่วยหรือยอมเสียค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายหรือวางเงินประกันตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกร้องและ ไม่มีเจ้าหนี้อื่นสามารถและเต็มใจกระทำการดั่งกล่าวแล้วภายในกำหนดเวลา หนึ่งเดือนนับแต่วันที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ขัดขืนหรือละเลยนั้น

               (2)     ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย

               (3)     หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว
ถ้าลูกหนี้ปฏิเสธหนี้สินรายใด แต่ลูกหนี้ยอมทำสัญญาและให้ประกันต่อศาล ว่าจะใช้เงินให้เต็มจำนวนกับค่าธรรมเนียมด้วยก็ดี หรือถ้าหาตัวเจ้าหนี้ไม่พบ แต่ลูกหนี้ได้นำเงินเต็มจำนวนมาวางต่อศาลก็ดี ให้ถือว่าหนี้สินรายนั้นได้ชำระ เต็มจำนวนแล้ว

               (4)     เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุด หรือไม่มีทรัพย์ สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนดเวลาสิบปี เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้ มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย

 

               กฎหมายล้มละลายบัญญัติวิธีการให้ลูกหนี้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือล้มละลาย พ้นจากการล้มละลายไว้หลายกรณี เช่น เพราะศาลสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ หรือศาลสั่งปลดจากล้มละลาย หรือพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายโดยอัตโนมัติ ตาม มาตรา 135 พ.ร.บ. ล้มละลาย, หรือพ้นจากล้มละลายเพราะศาลสั่งยกเลิกการล้มละลาย

               หลักเกณฑ์การยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (ข้อ2) คือ ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย เช่น ไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เลยจนพ้นกำหนดเวลา หรือยื่นแล้วขอถอนเสียทั้งหมด ลูกหนี้จึงไม่มีหนี้สินแต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะขอให้ศาลยกเลิกการล้มละลายเพราะลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย

 

ข้อเท็จจริง     

1.       วันที่.....มีนาคม 2554 นายกลาง นางจิ๋ว สองสามีภรรยามาพบพี่ทนายพร้อมเอกสารที่ไปดัดมาจากสำนวนของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่.....มกราคม 2554

2.       คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ นายกลาง นางจิ๋ว จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่ธนาคารโจทก์จำนวน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี  ของต้นเงิน 540,000 บาท ให้ชำระเป็นงวด ๆ ละ 5,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี พร้อมยินยอมให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่____อ.เมือง นนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นๆ ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

          2.1   แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ดังนั้นวันที่.....มิถุนายน 2553 ธนาคารเจ้าหนี้จึงฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลางด้วยมูลหนี้ 1,750,000 บาท
          2.2   จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ, ขาดนัดพิจารณา และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่.....มกราคม 2554

3.       พี่ทนายได้สอบถามข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน ค่าใช้จ่าย และข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็น และความต้องการที่จะให้พี่ทนายช่วยเหลือ และทางเลือกต่างๆ ในการวางแผนต่อสู้คดี

4.       วันที่.....สิงหาคม 2554 ลูกหนี้จำเลยทั้ง 2 พร้อมพี่ทนายได้เดินทางไปกองบังคับคดีล้มละลาย 2 พบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

5.       การวางแผนสู้คดีของพี่ทนาย จากข้อมูลที่มี ดังนี้

         5.1   หนี้ในคดีแพ่งเดิม 750,000 บาท หนี้วันฟ้องล้มละลาย 1,570,000 บาท และมีเจ้าหนี้แค่รายเดียวเท่านั้นที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้
         5.2   เจ้าหนี้ตีราคาหลักประกัน 403,000 บาท / หลักประกันมีราคาประเมิน 600,000บาท / ราคาตลาดจะขายได้อย่างสูง 700,000 บาท
         5.3   จำเลยทั้งสองมีเงินเดือนรวมกันเดือนละ 30,000 บาท(สามหมื่น)/ไม่มีเงินเก็บ/ไม่มีทรัพย์สินอื่น

         5.4   น้องชายจำเลยเป็นข้าราชการระดับ 7 อยากช่วยพี่ ยินดีให้ยืมเงินบางส่วน

7.       ทีมทนายของ Thai Law Consult หลายคนได้ปรึกษากันและเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารเจ้าหนี้หลายรอบ จนในที่สุดได้ข้อสรุปกันว่า ให้น้องชายจำเลย ซึ่งเป็นข้าราชการ เป็นบุคคลภายนอกขอชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองจำนวน 500,000 บาท เพื่อให้เจ้าหนี้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายและถอนการยึดหลักประกันที่จำนองไว้ คืนสู่ลูกหนี้ โดยบุคคลภายนอกเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการถอนการยึดทรัพย์ทั้งจำนวน

8.       วันที่.....กันยายน 2554 เซ็นต์สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่ธนาคารเจ้าหนี้

9.       วันที่.....ตุลาคม 2554 บุคคลภายนอกชำระหนี้ 500,000 บาท

10.     วันที่.....กุมภาพันธ์ 2555 เจ้าพนักงานบังคับคดี มีหนังสือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (2)

11.     วันที่.....กุมภาพันธ์ 2555 (แค่ 7 วันต่อมาเท่านั้น) ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ทั้งสอง

12.     วันที่.....พฤษภาคม 2555 โจทก์ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดทรัพย์ ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทรัพย์จำนองตั้งอยู่ในเขตอำนาจ โดยจำเลยเป็นฝ่ายชำระค่าใช้จ่ายถอนการยึด 3.5% เป็นเงิน 22,600 บาทเข้าหลวง (คำนวณราคาประเมินประมาณ 611,000 บาท)

13.     ในวันเดียวกันธนาคารโจทก์ได้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองเป็นประกันคืนจำเลยทั้ง 2

14.     จำเลยทั้ง 2 ได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้ราคา 700,000 บาท /และได้ชำระหนี้น้องชายข้าราชการซี 7 ซึ่งเข้ามาในคดี เป็นบุคคลภายนอกผู้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองแล้ว / มีเงินเหลือไว้ใช้อีก 2แสนบาท

15.     วันนี้ กลางและจิ๋ว อดีตจำเลยในคดีล้มละลาย มีความสุขมากขึ้น กล้าบอกใครต่อใครว่าเคยล้มละลายและต่อสู้คดีจนหลุดด้วยการชำระหนี้ ชีวิตมีความหวัง มีพลังในการทำงานไม่ต้องกังวลว่าทรัพย์สินที่หามาได้จะถูกยึดเป็นของคนอื่น

 

ข้อเท็จจริง

1.       คดีนี้มีความล่าช้าเนื่องจากปลายปี 2554 น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง

2.       ทีมทนาย Thai Law Consult  ขอแนะนำทนายความรุ่นใหม่ว่า คดีล้มละลายนี้ เน้นการวางแผนและดำเนินการตามแผน และทักษะการเจรจากับเจ้าหนี้ ต้องเข้าใจว่าเจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย อยากได้เงินคืนมากกว่าการเป็นความกัน ดังนั้นในการเจรจาหนี้ ทนายควรยึดราคาประเมินทรัพย์ที่จำนองเป็นประกันเป็นเกณท์ในการเจรจา และการต่อรองต้องอาศัยข้อมูล  ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับราคาที่ดินทั้งราคาประเมิน ราคาตลาด ราคาที่ขายได้ทันทีเมื่อตั้งราคาต่ำ ดังนั้นการทำการบ้านขอคำปรึกษาแนะนำจากบุคคลอื่น เพื่อหาข้อมูลราคาที่เหมาะสม และความจริงใจที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหากับเจ้าหนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่ทนายความทุกคนต้องมี เพื่อให้ลูกหนี้พ้นจากการล้มละลาย ครับ

 

(ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกา ล้มละลายที่น่าสนใจ มาลงไว้แล้วครับ)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1897 - 1898/2531

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, 91, 135(2)

          โจทก์อยู่ในราชอาณาจักร ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงไม่มีสิทธิขอขยายกำหนดเวลาหรือขอรับชำระหนี้ได้อีก ข้ออ้างที่โจทก์ได้ติดต่อกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตลอดมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่แจ้งการโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ให้โจทก์ทราบ และเชื่อว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะแจ้งให้ทราบนั้น เป็นแต่เพียงการเข้าใจผิดของโจทก์เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีหน้าที่ที่จะกระทำเช่นนั้น ข้ออ้างที่ว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่ประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหนังสือราชกิจจานุเบกษาไม่มีขายในจังหวัดที่โจทก์อยู่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่สมควรหรือเป็นพฤติการณ์พิเศษที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาได้
          แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ซึ่งมีอยู่เพียงรายเดียวยังไม่ถึงที่สุด แต่เหตุที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์เป็นเพราะโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 วรรคแรก เท่ากับคดีนี้ไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ การดำเนินคดีล้มละลายนี้ต่อไปจึงไม่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ถือได้ว่าเป็นเหตุที่จำเลยไม่สมควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลชอบที่จะสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ตามมาตรา135(2)
          เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายแล้ว คำสั่งมีผลทันทีจำเลยย่อมหลุดพ้นจากการล้มละลาย หลุดพ้นจากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กลับคืนสู่ฐานะเดิมเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจอายัดเงินบำเหน็จและเงินบำนาญของจำเลยต่อไปอีก.

________________________________

          คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2527 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งนั้นในหนังสือพิมพ์รายวัน 1 ฉบับ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2527 และโฆษณาคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2527 แจ้งกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งวันที่ 29พฤศจิกายน 2527 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอเพราะยื่นเกินกำหนดเวลาสองเดือน โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับคำขอ ต่อมาจำเลยและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งยกเลิกการล้มละลาย เพราะไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด
           วันที่ 24 มกราคม 2528 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ยกคำขอรับชำระหนี้โจทก์ และมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย ต่อมาจำเลยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการอายัดเงินบำเหน็จและเงินบำนาญของจำเลยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้รอคดีถึงที่สุดก่อน จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ถอนอายัด ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ถอนการอายัดโดยไม่ต้องรอคดีถึงที่สุด
           โจทก์อุทธรณ์ทั้งสามข้อ
           ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
           โจทก์ฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าโจทก์ยื่นคำรับชำระหนี้ได้หรือไม่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคแรก บัญญัติว่าเจ้าหนี้ซึ่งขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตามต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักรเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์อยู่ในราชอาณาจักร ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาสองเดือนแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิขอขยายกำหนดเวลาหรือขอรับชำระหนี้ได้อีก ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าได้ติดต่อกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตลอดมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่แจ้งการโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ให้โจทก์ทราบและเชื่อว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะแจ้งให้โจทก์ทราบ นั้น เป็นแต่เพียงการเข้าใจผิดของโจทก์เท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีหน้าที่ที่จะกระทำเช่นนั้น ตามฎีกาโจทก์ก็ยอมรับว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีหน้าที่ เพียงแต่โจทก์หวังว่าจะได้รับความเอื้อเฟื้อเท่านั้น จึงไม่เป็นเหตุอ้างขอรับสิทธิพิเศษแต่อย่างใด ข้อที่อ้างว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่ประกาศและหนังสือราชกิจจานุเบกษาไม่มีขายที่จังหวัดศรีสะเกษก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่สมควรหรือเป็นพฤติการณ์พิเศษที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาได้
           ปัญหาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ไม่ถึงที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายได้หรือไม่ เห็นว่าแม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ซึ่งมีอยู่เพียงรายเดียวยังไม่ถึงที่สุด แต่เหตุที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์เป็นเพราะโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคแรก ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า ไม่มีเหตุที่โจทก์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาได้เท่ากับว่าคดีนี้ไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ การดำเนินคดีล้มละลายนี้ต่อไปจึงไม่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ถือได้ว่าเป็นเหตุที่จำเลยไม่สมควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายศาลชอบที่จะสั่งยกเลิกการล้มละลายได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (2)
           ส่วนปัญหาว่าคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายยังไม่ถึงที่สุดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจอายัดเงินบำเหน็จและเงินบำนาญของจำเลยต่อไปอีกได้หรือไม่เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายแล้ว คำสั่งนั้นมีผลทันที จำเลยย่อมหลุดพ้นการล้มละลาย หลุดพ้นคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กลับคืนสู่ฐานะเดิมเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับจากผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจอายัดเงินบำเหน็จและเงินบำนาญของจำเลยต่อไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำขอรับชำระหนี้ ให้ยกเลิกการล้มละลาย และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการอายัดเงินบำเหน็จและบำนาญชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
           พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

( ส่อง สุขะปุณณพันธ์ - สวัสดิ์ รอดเจริญ - เดชา สุวรรณโณ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1915/2536

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91, 94, 135(2), 136

          ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 บัญญัติว่าคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1) หรือ (2) นั้น ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด แสดงว่ากฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่มีอยู่ก่อนฟ้อง แม้ในคดีนี้จะได้ความว่าเจ้าหนี้เคยฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้เดียวกันนี้เป็นคดีล้มละลายต่อศาลชั้นต้นและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เพราะยื่นพ้นกำหนด 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 91 แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483แล้ว หนี้ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้เจ้าหนี้มีสิทธินำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ และนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดแล้วต่อมาได้พิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงินจำนวน 2,483,388 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้
          เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้
          ลูกหนี้หลบหนี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสอบสวนลูกหนี้
          เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1)
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องกับลูกหนี้อีกต่อไปจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ดังกล่าวให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้
          เจ้าหนี้อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          เจ้าหนี้ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 136 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1)หรือ (2) นั้น ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด" แสดงว่ากฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย จึงแปลได้ว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น สำหรับหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ในคดีนี้ แม้จะได้ความว่า เจ้าหนี้เคยฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้เดียวกันนี้เป็นคดีล้มละลายที่ศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.1/2527 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เคยมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เพราะยื่นพ้นกำหนด 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา 135(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 แล้วหนี้ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้เจ้าหนี้มีสิทธินำมาฟ้องบังคับคดีได้ รวมถึงการนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ด้วย หาใช่ไม่มีมูลหนี้ที่จะนำมาขอรับชำระหนี้ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่
          พิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 2,483,388 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 107(2)

( วิทูรย์ สุทธิประภา - บุญส่ง วรรณกลาง - อัมพร เดชศิริ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2902/2552

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135, 136

          การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) มีผลตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 136 แต่ก็หาทำให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดไม่ ทั้งไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่จำเลยค้างชำระมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย
          จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
          ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
          จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีหมายเลขแดงที่ 1008/2539 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2543 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) ซึ่งมีผลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 แต่ก็หาทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดไม่ โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้
          ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า กรณีมีหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ซึ่งหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน หลังจากนั้นจำเลยก็มิได้ชำระหนี้ส่วนที่ค้างหรือติดต่อขอชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาจากศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งจนถึงโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายคดีนี้เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2443 โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว และต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) นั้น เห็นว่า เพียงแต่เหตุดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.

( อัปษร หิรัญบูรณะ - รัตน กองแก้ว - กีรติ กาญจนรินทร์ )

ศาลล้มละลายกลาง - นางสาวอัจฉรา ประจันนวล

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  588/2535

ป.วิ.พ. มาตรา 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14, 91, 135(2)

          โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย จนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2)และเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวถอนคำขอรับชำระหนี้ไป ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย โจทก์จึงนำมูลหนี้รายเดียวกันมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายอีก ดังนี้ หากยอมให้โจทก์เอาหนี้ที่หมดสิทธิเรียกร้องในคดีล้มละลายแล้วกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายใหม่ก็เท่ากับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาขอรับชำระหนี้อันผิดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 และการที่ศาลจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายนั้น ย่อมทำให้ลูกหนี้ถูกจำกัดสิทธิ และไม่สามารถจัดกิจการทรัพย์สินได้ด้วยตนเองจึงต้องเป็นไปโดยมีเหตุผลสมควรจริง ๆ ไม่ใช่ให้ใช้กฎหมายล้มละลายเป็นเครื่องมือบีบคั้นลูกหนี้ กรณีนี้ฟังได้ว่าเป็นเหตุที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14ศาลต้องยกฟ้อง

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน139,565 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยก็ไม่ชำระ โจทก์ไม่สามารถติดตามทรัพย์สินของจำเลยมาบังคับคดีได้ เพราะจำเลยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เลย จึงถือว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย
          จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์จริง โจทก์จึงได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย และศาลชั้นต้นได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม2530 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2531 เพื่อให้เจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แต่โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ ส่วนเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีเพียงรายเดียวคือธนาคารกรุงไทย จำกัด ก็ได้รับชำระหนี้และถอนคำขอรับชำระหนี้ไปแล้ว ศาลจึงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2531 ให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีล้มละลายคดีก่อน ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
          ในวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และตามคำให้การของจำเลย และจำเลยรับเพิ่มเติมอีกว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินใดนอกจากเงินเดือน เพราะทรัพย์สินอื่นได้ขายชำระหนี้ไปหมดแล้วศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการพิจารณาเพราะเห็นว่าคดีเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ และพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลายศาลจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งบัญญัติว่าในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้ศาลยกฟ้อง หนี้ของโจทก์คดีนี้เป็นหนี้ที่โจทก์อาจขอรับชำระได้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.12/2530 ของศาลชั้นต้น แต่โจทก์ได้ขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงเป็นอันหมดสิทธิที่จะเรียกร้องจากจำเลยในคดีล้มละลายได้ และโดยเฉพาะคดีนี้ได้ความว่าโจทก์เองเป็นผู้ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายจนศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อเกินกำหนดเวลา และมีเจ้าหนี้รายเดียวยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาแต่ก็ถอนคำขอรับชำระหนี้ไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายไปแล้ว ถ้าหากยอมให้โจทก์เอาหนี้ที่หมดสิทธิเรียกร้องในคดีล้มละลายแล้ว กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายใหม่ก็เท่ากับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาขอรับชำระหนี้อันผิดบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91และการที่ศาลจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายนั้นย่อมทำให้ลูกหนี้ถูกจำกัดสิทธิ และไม่สามารถจัดกิจการทรัพย์สินได้ด้วยตนเอง จึงต้องเป็นไปโดยมีเหตุผลสมควรจริง ๆ ไม่ใช่ให้ใช้กฎหมายล้มละลายเป็นเครื่องมือบีบคั้นลูกหนี้ ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ถือได้ว่า เป็นเหตุที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลจึงต้องยกฟ้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ตอนท้ายตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2506 ระหว่าง บริษัทธนาคารกรุงเทพจำกัด โดยนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการ โจทก์ นายทรง คุณานุสรณ์หรือจี้นซ้ง แซ่โค้ว จำเลย
          พิพากษายืน

( ปรีชา เฉลิมวณิชย์ - อัมพร เดชศิริ - ราเชนทร์ จัมปาสุต )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)