แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีที่ 2      ค้ำประกันเช่าซื้อรถตู้

              

หลัก  

ป.พ.พ. มาตรา 291         

               ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง
              

ป.พ.พ. มาตรา 680      

               อันว่าค้ำประกันนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
               อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
              

ป.พ.พ. มาตรา 693     

               ผู้ค้ำประกัน ซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ย และเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น
               อนึ่ง ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิ ของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย

 

ข้อเท็จจริง          

  • คุณผล เป็นหนุ่มขี้เกรงใจนิสัยดี มีอาชีพให้บริการรถตู้รับส่งพนักงานของโรงงานแถวบางพลี, คุณผลเป็นคนเช่าซื้อและขับรถตู้สภาพใหม่ด้วยตัวเอง ชีวิดของคุณผลน่าจะมีความเป็นอยู่ที่ลงตัวแล้ว แต่ความขี้เกรงใจของคุณผลนำเรื่องร้อนมาสู่ตัวเองจนได้ เพราะคุณผลเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถตู้ของห้างฯ ที่คนรู้จักเป็นผู้จัดการ          
  • วันที่.....พฤษภาคม 2554 คุณผลถูกสถาบันการเงิน ฟ้องเป็นคดีผบ.ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี   เรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน เรียกค่าเสียหายจำนวน 420,000 บาท จำเลยที่1 เป็น หจก. จำเลยที่2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไม่จำกัดความรับผิด คุณผลจำเลยที่3 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถตู้  หจก.ไม่ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยทั้ง3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา, ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง3ร่วมกันชำระเงิน 302,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี, กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาทแก่โจทก์
  • วันที่.....กุมภาพันธ์ 2555 คุณผลได้โทรปรึกษาพี่ทนายและต่อมาได้ไปคัดคำพิพากษาและพยานหลักฐานอื่นในสำนวนส่งไปรษณีย์มาให้พี่ทนายเพื่อให้ช่วยเจรจาชำระหนี้แค่ 1ใน3  หนี้ส่วนที่เหลือให้โจทก์สถาบันการเงินไปติดตามจากหุ้นส่วนของห้างอีก 2 คนเอง พี่ทนายโทรศัพท์คุยกับเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินตามที่ผลขอให้ทำ สถาบันการเงินรับพิจารณา พี่ทนายจึงได้โทรสอบถามข้อมูลของผล เกี่ยวทรัพย์สินและหนี้สินอื่นที่อยู่ในข่ายบังคับคดี คุณผลบอกว่าไม่มี รถตู้ที่ใช้รับส่งคนงาน คุณผลเช่าซื้อไฟแนนซ์ เพิ่งผ่อนได้แค่ 6 เดือนจากทั้งสิ้น60เดือน บ้านที่อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นของน้องชายที่อยู่ต่างประเทศซื้อให้แม่อยู่อาศัย ไม่ไช่ของคุณผล
  • 3 เดือนหลังจากพี่ทนายโทรคุยกับเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน คุณผลโทรมาบอกพี่ทนายว่า วันนี้ได้รับหมายอายัดบ้านพร้อมที่ดินที่อาศัยอยู่กับแม่ในตอนนี้ ส่งมาจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ให้ส่งมอบโฉนดที่ดิน คุณผลถามพี่ทนายว่าจะทำอย่างไรดี เพราะวันก่อนบอกพี่ทนายผิดไป ความจริงบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันเป็นของน้องชายซึ่งอยู่ต่างประเทศ แต่เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรมจึงมีชื่อคุณผลเป็นเจ้าของแทน คุณผลขอให้พี่ทนายช่วยคุยลดหนี้ให้หน่อย พี่ทนายโทรคุยกับเจ้าหน้าที่คนเดิมของสถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่บอกว่า คุณผลผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบในหนี้ร่วมโดยสิ้นเชิง และเล่าว่าเมื่อฝ่ายกฎหมายของสถาบันการเงินไปสืบทรัพย์ที่สำนักงานที่ดินสมุทรปราการ คอมพิวเตอร์ให้ข้อมูลทันทีว่าคุณผลเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้โดยปลอดจำนอง และสถาบันการเงินไม่สามารถติดตามตัวหุ้นส่วนทั้ง 2 คนของห้างได้ จึงต้องบังคับคดีให้คุณผลรับผิดชอบหนี้แต่ผู้เดียวจนสิ้นเชิง แล้วคุณผลค่อยไปใช้สิทธิไล่เบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693
  • ดังนั้น คุณผลจำต้องจ่ายเงินทั้งหมดตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ย และปลอบตัวเองว่าจะได้หมดเรื่องราวทุกข์ใจ ถ้ายังไม่ชำระหนี้เป็นทุกข์นอนไม่หลับ ขับรถมีความเครียดกังวลมาก ชำระหนี้แล้วค่อยทำมาหากิน หาเงินทดแทนเงินที่ต้องจ่ายไป, ต่อไปนี้จะไม่ยอมเป็นผู้ค้ำประกันให้ใครแล้ว ผมเข็ดแล้วจริงๆ                   
  • ทีมทนายความ Thai Law Consult ขอแนะนำทนายความรุ่นใหม่ว่า คดีนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีให้ทนายรุ่นพี่แนะนำรุ่นน้องว่า วิชาข้อเท็จจริงสำคัญที่สุด ทนายต้องกล้าซักถาม และพยายามรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และเอกสาร  ที่เกี่ยวข้องกับลูกความให้มากที่สุด ต้องหาเวลานัดให้ลูกความมาเจอหน้า ปรึกษากันแบบเห็นตัว  เพราะการปรึกษาทางโทรศัพท์อย่างเดียวอาจไม่รู้ข้อเท็จจริงครบถ้วน ทำให้การแนะนำคดีอาจผิดพลาดได้ง่าย     
  • ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องคดีต้องรีบปรึกษาทนาย ต้องไปศาล และจำไว้ อย่าเป็นผู้ค้ำประกันเพราะเกรงใจ นะครับ

 

(เพื่อให้ท่านผู้อ่านมีข้อมูลเกี่ยวกับคดีค้ำประกันมากขึ้น ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาน่าสนใจมาลงไว้ ครับ)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10700/2546

ป.พ.พ. มาตรา 226, 572, 693

          โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆเพราะการค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย และสัญญาค้ำประกันระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิที่เจ้าของมีอยู่ไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันชอบที่จะใช้สิทธิบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามมาตรา 226 เท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ที่โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ไปครบถ้วนแล้วโดยผลของมาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ไปจากจำเลยที่ 1 ในราคา72,392 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าเช่าซื้อวันทำสัญญา 11,553 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ24 งวด งวดละ 2,535 บาท ทุกวันที่ 20 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 สิงหาคม2539 โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 2 ไปจนครบจำนวน จึงรับช่วงสิทธิในรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีสิทธิรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์จึงขอบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับขอริบเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่จำเลยที่ 2 ชำระไว้แล้ว และหักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 โจทก์รับช่วงสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยผลแห่งกฎหมายและตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 มอบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และยอมให้โจทก์ริบเงินค่าเช่าซื้องวดแรกของจำเลยที่ 2 จำนวน 11,553 บาท และยอมให้โจทก์หักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับจำเลยที่ 1
          ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาและโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1จนครบถ้วนแล้วโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้โจทก์รับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อต้องโอนรถจักรยานยนต์ให้โจทก์หรือให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ จึงให้ยกฟ้อง
          ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากข้อความเดิมที่ว่า"ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 1 ด้วย" เป็นข้อความใหม่ว่า "ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 2 ด้วย และโจทก์ยังต้องใช้สิทธิเรียกร้องต่างจำเลยที่ 2 ได้ด้วย"
          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว จึงให้ยกคำร้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 2 ไปแล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคสอง และโดยผลของสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องข้อ 3 ที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อเมื่อโจทก์ได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับช่วงกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า"ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย" ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันเท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่าผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วยและสัญญาค้ำประกัน ข้อ 3 ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อก็ตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 บัญญัติไว้เท่านั้นการที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 บรรดามีเหนือจำเลยที่ 2 หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2ไปแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ และฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้วส่วนที่โจทก์ฎีกาในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อให้คำฟ้องถูกต้องสมบูรณ์พอที่จำเลยทั้งสองจะเข้าใจข้อหาได้ดี และไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบ สมควรอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ และไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ แม้จะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง โจทก์ก็ไม่อาจชนะคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
          พิพากษายืน

( ชวลิต ตุลยสิงห์ - สายันต์ สุรสมภพ - สุรพล เจียมจูไร )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3895/2534

ป.พ.พ. มาตรา 164, 226, 693

          โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระเงินกู้ของจำเลยกับธนาคารไว้ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงหักบัญชีเงินฝากของโจทก์โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164.

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระเงินกู้ของจำเลยกับธนาคารไว้ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ธนาคารหักเงินฝากบัญชีของโจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคาร โจทก์จึงใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยเมื่อโจทก์ทวงถาม ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 188,390.91 บาท พร้อมดอกเบี้ย
          จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นนับแต่วันถัดจากวันที่ธนาคารได้หักเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2529 โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจำเลยภายในกำหนดเวลา 1 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวคดีโจทก์จึงขาดอายุความ
          ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกัน และขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 157,138.17 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 31,252.74 บาท
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันในวันนัดชี้สองสถาน คดีรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระเงินกู้ของจำเลยกับธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด สาขาประตูเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลย ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสืบเนื่องมาจากโจทก์ทำละเมิดตามมาตรา 448 นั้นแตกต่างจากที่โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลร่วมกันว่าโจทก์ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่มีต่อธนาคาร จึงเป็นการฎีกานอกประเด็นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
          พิพากษายืน.

( เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - อุระ หวังอ้อมกลาง - เพ็ง เพ็งนิติ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4574/2536

ป.พ.พ. มาตรา 229(3), 349

          โจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกันของ น. จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสองเมื่อโจทก์ชำระหนี้แทน น. ลูกหนี้ไปแล้วโจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229(3) และมาตรา 296 และมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ น. เพื่อชำระหนี้ทั้งหมดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคแรก เมื่อต่อมาโจทก์กับ น. ตกลงทำสัญญากู้เงินไว้ว่า น. เดิมหนี้เงินกู้โจทก์ถือว่ามีหนี้ใหม่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่มีผลทำให้หนี้ตามสิทธิไล่เบี้ยนั้นระงับไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับตามมูลหนี้ใหม่ในสัญญากู้เงินความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้เดิมของ น. และในฐานะหนี้ร่วมกับโจทก์ย่อมระงับไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้อีก

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า นายเนตร กลิ่นสิงห์ ทำสัญญากู้เงินสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด จำนวน 20,000 บาท โดยโจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินคืนนายเนตรผิดนัดชำระสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด จึงทวงถามโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้เป็นต้นเงินจำนวน 20,000 บาท ดอกเบี้ย 20,700 บาท รวมเป็นเงิน40,700 บาท แทนนายเนตร จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวกึ่งหนึ่งคิดเป็นเงินจำนวน 20,350 บาทโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน 21,620 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินจำนวน20,350 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเงินเสร็จ
          จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่นายเนตรกู้เงินสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด แต่ต่างคนต่างค้ำประกันมิได้มีข้อตกลงเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรวมกันแต่อย่างใด หากผู้ค้ำประกันคนใดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้วก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้เท่านั้น หามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันคนอื่นไม่ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2531 โจทก์ได้ทวงถามหนี้สินรายนี้จากนายเนตร นายเนตรตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โดยทำเป็นสัญญากู้เงินให้จำนวน 40,700 บาท จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้นโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,350 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 23มีนาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาค้ำประกันในการที่นายเนตร กลิ่นสิงห์ ทำสัญญากู้เงินจากสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด โจทก์ได้ชำระหนี้แก่สหกรณ์เมืองนครปฐมจำกัด แทนนายเนตร ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 40,700 บาทหลังจากโจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วโจทก์ได้ให้นายเนตรทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกามีเพียงว่า เอกสารหมาย ล.1 ที่โจทก์กับนายเนตรทำไว้ต่อกันเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ให้สหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด แทนนายเนตรไปจำนวน 40,700 บาทตามจำนวนเงินที่นายเนตรเป็นหนี้อยู่ โจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน จึงเป็นลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนนายเนตรไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 229(3) และ มาตรา 296 นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่นายเนตรลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคแรก อีกด้วยข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตกลงกับนายเนตรทำหนังสือสัญญากู้เงินไว้ต่อกันตามเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความสรุปว่านายเนตร กลิ่นสิงห์เป็นหนี้เงินกู้โจทก์เป็นเงิน 40,700 บาท กรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีหนี้ใหม่เกิดขึ้นตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลทำให้หนี้ตามสิทธิไล่เบี้ยนั้นระงับไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับตามมูลหนี้ใหม่ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.1 กรณีดังกล่าวความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้เดิมของนายเนตรและในฐานะลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ย่อมระงับไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้อีก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
          พิพากษายืน

( จรัญ หัตถกรรม - นาม ยิ้มแย้ม - สุรินทร์ นาควิเชียร )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)