แนะนำทนายความรุ่นใหม

 

คดีที่ 17      โอนคดีไปยังศาลอื่น   คัดค้านผู้พิพากษา   ป.วิ.พ. 6, 11

               

                    ทนายความทุกคน ไม่มีใครอยากขัดแย้ง หรือไม่เคารพ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาอยู่บนบัลลังก์ ทีมทนาย Thai Law Consult ได้ยินทนายอาวุโสที่ฝีมือดีท่านหนึ่ง ซึ่งจบเนติตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ แต่ท่านบ่นให้ฟังว่า "เสียดายที่ผม ทนาย..........ไม่ได้ตั้งใจ เป็นผู้พิพากษาหรืออัยการตั้งแต่ตอนนั้น เมื่ออายุผมมากขึ้น จึงยังต้องเป็นทนายความอยู่ ขณะที่ต้องเจอ ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่อายุของผม ซึ่งยังต้องเป็นทนายความอยู่ มากขึ้นทุกวันๆ" (ผมแก่ขึ้น ขณะที่ คนรุ่นใหม่ อายุน้อย สมองดี จบเนติบัณฑิตจำนวนมากขึ้น เมื่อเขาเหล่านั้น เตรียมตัวดี จึงสอบติด เป็นผู้พิพากษา ขณะที่อายุยังน้อย)

 

                    เมื่อวันระพีที่ผ่านมา (7 สิงหาคม 2556) ทนายรุ่นพี่ท่านหนึ่งถามว่า เคยเจอคดีที่ลูกความบอกว่า ถ้าคดีของตนยังอยู่ในเขตอำนาจศาลเดิม ตนจะไม่ได้รับความยุติธรรม บ้างหรือไม่ และพอจะรู้เรื่อง ป.วิ.พ. มาตรา 6 , 11 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 บ้างหรือไม่

                    พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 บอกทนายรุ่นพี่ท่านนั้นว่า อาจารย์ท่านหนึ่ง ที่สอนเนติ ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มักย้ำกับลูกศิษย์ที่เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาเสมอๆ ว่า "เป็นผู้พิพากษา ต้องครองตนให้ดีกว่าคนธรรมดา โดยเฉพาะอย่าทำอะไรที่สังคมหรือประชาชนติฉินนินทา ต้องระวังการกระทำที่ขัดกันของผลประโยชน์ แม้เพียงนิดเดียว ก็ยากที่จะประกอบอาชีพตุลาการได้

                    จากวันนั้นถึงวันนี้ Thai Law Consult ได้รับอีเมล์ มากถึง 12 ฉบับ สอบถามการโอนคดี และการคัดค้านผู้พิพากษา ว่าจะทำอย่างไรและควรจะทำหรือไม่ พี่ตุ๊กตาจึงเรียบเรียงเรื่องนี้ มาลงไว้พลางๆ ก่อน (หากทนายความท่านใดมีข้อสงสัยและอยากปรับทุกข์ ทีมทนาย ThaiLawConsult ยินดีให้คำปรึกษานะคะ

หลักกฎหมาย ป.วิ.พ. การโอนคดี

มาตรา 6 ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่ โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ คำร้อง นั้นจำเลยต้องแสดงเหตุที่ยกขึ้นอ้างอิงว่าการพิจารณาคดีต่อไปในศาล นั้นจะไม่สะดวก หรือจำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรม เมื่อศาลเห็น สมควร ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นก็ได้
ห้ามมิให้ศาลออกคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ศาลที่จะรับ โอนคดีไปนั้นได้ยินยอมเสียก่อนถ้าศาลที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอม ก็ให้ ศาลที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาดคำสั่ง ของอธิบดดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด

 

หลักกฎหมาย ป.วิ.พ. การคัดค้านผู้พิพากษา

มาตรา 11 เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้น อาจถูกคัดค้านได้ ในเหตุใดเหตุหนึ่งดั่งต่อไปนี้ 
(1) ถ้าผู้พิพากษานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น
(2) ถ้าเป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือว่าเป็น บุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงาน นับได้เพียงสองชั้น
(3) ถ้าเป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยาน โดยที่ได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับคดีนั้น
(4) ถ้าได้เป็นหรือเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทน หรือได้ เป็นทนายความของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว
(5) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษา นั่งพิจารณาคดีเดียวกันนั้นในศาล อื่นมาแล้ว หรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว
(6) ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณา ซึ่งผู้พิพากษา นั้นเองหรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมา ของผู้พิพากษานั้นฝ่ายหนึ่ง พิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือ ภริยาหรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่ความ ฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง
(7) ถ้าผู้พิพากษานั้นเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้าง ของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


มาตรา 12 เมื่อศาลใดมีผู้พิพากษาแต่เพียงคนเดียว ผู้พิพากษา นั้นอาจถูกคัดค้านด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ใน มาตราก่อนนั้นได้หรือด้วยเหตุประการอื่นอันมีสภาพร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้การ พิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป 


มาตรา 13 ถ้ามีเหตุที่จะคัดค้านได้อย่างใดอย่างหนึ่งดั่งที่กล่าว ไว้ในสอง มาตราก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาคนใดที่นั่งในศาล
(1) ผู้พิพากษานั้นเองจะยื่นคำบอกกล่าวต่อศาลแสดงเหตุที่ตน อาจถูกคัดค้าน แล้วขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีนั้นก็ได้
(2) คู่ความที่เกี่ยวข้องอาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างโดยทำเป็นคำร้อง ยื่นต่อศาล แต่ถ้าตนได้ทราบเหตุที่พึงคัดค้านได้ก่อนวันสืบพยาน ก็ให้ยื่นคำร้องคัดค้าน เสียก่อนวันสืบพยานนั้น หรือถ้าทราบเหตุ ที่พึงคัดค้านได้ในระหว่างพิจารณา ก็ให้ยื่นคำร้องคัดค้านไม่ช้ากว่า วันนัดสืบพยานครั้งต่อไปแต่ต้องก่อนเริ่มสืบพยานเช่นว่านั้น
เมื่อได้ยื่นคำร้องดั่งกล่าวแล้ว ให้ศาลงดกระบวนพิจารณาทั้งปวง ไว้ก่อนจนกว่าจะได้มีคำชี้ขาดในเรื่องที่คัดค้านนั้นแล้ว แต่ความข้อนี้ มิให้ใช้แก่กระบวนพิจารณาซึ่งจะต้องดำเนินโดยมิชักช้า อนึ่ง กระบวน พิจารณาทั้งหลายที่ได้ดำเนินไปก่อนได้ยื่นคำร้องคัดค้านก็ดี และ กระบวนพิจารณาทั้งหลายในคดีที่จะต้องดำเนินโดยมิชักช้า แม้ถึงว่า จะได้ดำเนินไปภายหลังที่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านก็ดี เหล่านี้ย่อม สมบูรณ์ไม่เสียไปเพราะเหตุที่ศาลมีคำสั่งยอมฟังคำคัดค้าน เว้นแต่ ศาลจะได้กำหนดไว้ในคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาคนเดียวและผู้พิพากษาคนนั้นถูกคัดค้าน หรือถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษานั้นทั้งหมด ถูกคัดค้าน ให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าศาลนั้นตามลำดับเป็นผู้ชี้ขาด คำคัดค้าน
ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาที่มิได้ถูก คัดค้านรวมทั้งข้าหลวงยุติธรรม ถ้าได้นั่งพิจารณาด้วยมีจำนวน ครบที่จะเป็นองค์คณะและมีเสียงข้างมากตามที่กฎหมายต้องการ ให้ศาลเช่นว่านั้นเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน แต่ในกรณีที่อยู่ในอำนาจ ของผู้พิพากษาคนเดียว จะชี้ขาดคำคัดค้านห้ามมิให้ผู้พิพากษา คนนั้นมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน โดยผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งหรือ ข้าหลวงยุติธรรมมิได้เห็นพ้องด้วย
ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคนและผู้พิพากษาที่มิได้ถูกคัดค้าน แม้จะนับรวมข้าหลวงยุติธรรมเข้าด้วย ยังมีจำนวนไม่ครบที่จะเป็น องค์คณะ และเสียงข้างมากตามที่กฎหมายต้องการ หรือถ้า ผู้พิพากษาคนเดียวไม่สามารถมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้านเสียด้วย ความเห็นพ้องของผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งหรือข้าหลวงยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน ให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าศาลนั้นตาม ลำดับเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน 


มาตรา 14 เมื่อได้มีการร้องคัดค้านขึ้น และผู้พิพากษาที่ถูก คัดค้านไม่ยอมถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดี ให้ศาลฟังคำแถลง ของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องและของผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านกับทำการ สืบพยานหลักฐานที่บุคคลเหล่านั้นได้นำมา และพยานหลักฐานอื่น ตามที่เห็นสมควรแล้วออกคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านนั้น คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด
เมื่อศาลที่ผู้พิพากษาแห่งศาลนั้นเองถูกคัดค้าน จะต้องวินิจฉัย ชี้ขาดคำคัดค้าน ห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านนั้นนั่งหรือออกเสียง กับผู้พิพากษาอื่น ๆ ในการพิจารณาและชี้ขาดคำคัดค้านนั้น
ถ้าผู้พิพากษาคนใดได้ขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีก็ดี หรือศาลได้ยอมรับคำคัดค้านผู้พิพากษาคนใดก็ดีให้ผู้พิพากษาคนอื่น ทำการแทนตามบทบัญญัติในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

 

การขอโอนคดี (มาตรา 6) ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1.   เป็นคดีที่มีเขตอำนาจตั้งแต่สองศาลขึ้นไป

2.   จำเลยเป็นผู้มีสิทธิขอโอนคดี

3.   จำเลยต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนยื่นคำให้การ

4.   ศาลที่รับโอนต้องเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

5.   ต้องแสดงเหตุในคำร้องว่า การดำเนินคดีที่ศาลนั้นจะไม่สะดวก หรือจำเลยอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

6.   ศาลที่รับโอนต้องยินยอมด้วย ถ้าศาลที่รับโอนไม่ยินยอม ก็ให้ศาลที่โอนคดีนั้น ส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด แสดงว่า ก่อนสั่งอนุญาต ต้องสอบถามศาลที่จะรับโอนเสียก่อน

 

ตัวอย่าง คำร้องขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 6 วรรค 1

บริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อ ฟ. มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ รับเหมาก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง 32 ชั้นที่พัทยา คนงานของบริษัท ฟ. ทำปั้นจั่นหลุด หล่นใส่โรงแรมเอกรีสอร์ท ทนายของโรงแรมเอกรีสอร์ท ฟ้องบริษัท ฟ. ต่อศาลแพ่ง (กรุงเทพมหานคร)

ทนายความของบริษัท ฟ. จำเลย ยื่นคำร้องขอให้โอนคดีจากศาลแพ่ง (ภูมิลำเนาจำเลย) ไปยังศาลจังหวัดพัทยา (มูลคดีเกิด) ดังนี้

     ข้อ 1. คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำการก่อสร้างอาคารสูง 32 ชั้น ใกล้โรงแรมของโจทก์ ในระหว่างทำการก่อสร้าง ลูกจ้างจำเลยซึ่งกระทำในทางการที่จ้างได้กระทำการโดยประมาทโดยทำปั้นจั่นหลุด หล่นจากอาคารที่ก่อสร้างมาถูกโรงแรมของโจทก์จนได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำโดยละเมิดและขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายจ้างรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และยังอยู่ในระหว่างที่จำเลยยังคงยื่นคำให้การได้

     เนื่องจากโรงแรมของโจทก์และอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้น ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มูลคดีนี้จึงเกิดที่ อำเภอบางละมุง พยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุที่จะนำเข้าสืบในคดีนี้จึงอยู่ในอำเภอบางละมุง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพัทยา หากมีการพิจารณาคดีนี้ ณ ศาลแพ่งจะไม่สะดวกต่อศาลและคู่ความ

     อาศัยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้ศาลแพ่งโอนคดีนี้ไปยังศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งมีเขตอำนาจได้ทำการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

หมายเหตุ :    พี่ตุ๊กตา โทร. 081-759-8181 และทีมทนาย Thai Law Consult นำตัวอย่างคำร้องนี้ มาจากบางส่วนของสำนวนเก่า คดีละเมิด เรียกค่าเสียหาย

 

การคัดค้านผู้พิพากษา (จากบทความของ ท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ - โฆษกศาลยุติธรรม http://stellaaward.blogspot.com/2012/09/blog-post.html)

             เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือองค์กร หรือในเกมส์กีฬาที่มีการประชันขันแข่งระหว่างนักกีฬาที่ต้องอาศัยดุลพินิจวิญญูชนคนธรรมดามาเป็นผู้ชี้ถูกผิดตัดสินแพ้ชนะแล้ว คู่กรณีที่มีข้อขัดแย้งหรือนักกีฬาที่แข่งขัน ย่อมปรารถนาคนที่มีความเป็นธรรมเป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาเป็นผู้ระงับความขัดแย้ง ตัดสินผิดถูก แพ้ชนะตามกฎหมาย กฎกติกาด้วยความ “ยุติธรรม” ไม่ลำเอียงเข้าด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้สุดท้ายตนเองจะแพ้พ่ายปราชัย ก็สามารถทำใจยอมรับในผลลัพธ์นั้นได้ ในทางตรงข้าม หากกรรมการคนกลางผู้ชี้ขาดมีส่วนได้เสียหรือมีคุณสมบัติต้องห้าม ถูกตั้งข้อระแวงสงสัยในความเป็นกลางตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ต่อให้บุคคลผู้นั้น ตัดสินแพ้ชนะด้วยความเป็นธรรมเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่มีความลำเอียงหรืออคติ คู่กรณีฝ่ายที่พ่ายแพ้ ก็ยากที่จะยอมรับได้อย่างสนิทใจไร้ข้อกังขา ดังนั้นความยุติธรรมจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญและเป็นหลัก ในการผดุงรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและประเทศชาติ

         สำหรับประชาชนที่พลัดหลง จงใจหรือจำเป็นต้องมาพึ่งพาใช้บริการหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าตำรวจ อัยการ หรือศาล เป็นต้น ย่อมมีความหวังในความเป็นยุติธรรมสูงยิ่งกว่า ข้อแพ้ชนะในเกมส์กีฬา เพราะผลร้ายจากความปราชัยในผลแห่งคดี อาจเป็นมัจจุราช พญามารที่หยิบยื่นความหายนะ มาให้กลายเป็นคนยากจนล้มละลาย หมดสิ้นอนาคตหรือต้องสูญสิ้นอิสรภาพ ต้องคำพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลายาวนานด้วยโทษทัณฑ์อันตนเชื่อว่ามิได้กระทำผิดและอาจเชื่อต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรม มีอคติ มีส่วนได้เสีย ผลคดีจึงไม่มีความยุติธรรม ดังนั้นในศาลยุติธรรม กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาหรือคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะได้ รวมทั้งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนั้นเองก็อาจพิจารณาขอถอนตัวจากการพิจารณาพิพากษาคดีที่ตนเองมีส่วนได้เสียหรือตามข้อห้ามที่กฎหมายบัญญัติเช่นกัน

           การใช้สิทธิของคู่ความข้างต้นได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหมวด 2 ว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตั้งแต่ มาตรา 11 ถึงมาตรา 14 ซึ่งวางหลักเกณฑ์และเปิดโอกาสให้คู่ความโจทก์จำเลยสามารถคัดค้านผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดที่เป็นผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีได้ด้วยเหตุดังนี้ (1) มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น

เช่น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเป็น เจ้าของรวมในที่ดินกับโจทก์ที่มาฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่บุกรุกที่ดิน

 

(2) “เป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง..”

เช่น ผู้พิพากษาคนหนึ่งสมรสกับบุตรสาวเจ้าของธุรกิจในจังหวัดที่ตนเองเพิ่งไปรับราชการ ต่อมาบิดาภริยาฟ้องบุคคลภายนอกเป็นจำเลยต่อศาลไม่ว่าในทางแพ่งหรืออาญา หากผู้พิพากษาคนนั้นเป็นเจ้าของสำนวน หรือองค์คณะย่อมถูกคัดค้านได้และพึงต้องถอนตัวจากคดีดังกล่าว ซึ่งธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติของศาลยุติธรรม จึงมีหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งว่า ภูมิลำเนาเกิดของตนเองและคู่สมรส จะไม่อนุญาตให้ผู้พิพากษาผู้นั้นไปรับราชการในจังหวัดดังกล่าวเพราะเกรงว่าท่านจะหนักใจในการทำงานและคู่ความจะไม่มั่นใจในความยุติธรรม ยกเว้นในกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑลเป็นต้น

(3) ถูกอ้างเป็นพยาน หรือได้เห็นเหตุการณ์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับคดีนั้น

เช่น ผู้พิพากษาเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในคดีผู้ที่ตนเองเป็นเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะ หรือเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ ในพินัยกรรมว่าปลอมหรือไม่ และต่อมาท่านมาเป็นผู้พิพากษาตัดสินคดีนั้น

(4) “เป็นผู้แทน โดยชอบธรรมหรือได้เป็นทนายความของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว”

เช่น ก่อนเป็นผู้พิพากษา เคยเป็นผู้รับมอบอำนาจของตัวความไปชี้แจงภาษีที่กรมสรรพกร หรือเคยเป็นทนายความว่าความในคดีนั้นมาก่อน ต่อมาคดีดังกล่าวมีการฟ้องร้องต่อศาลแล้วผู้พิพากษาผู้นั้นเป็นเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะ

(5) “เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่นมาแล้วหรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว”

เช่น ในคดีเรื่องเดียวกัน ผู้พิพากษาผู้นั้นเคยเป็นเจ้าของสำนวนชี้ขาดตัดสินในศาลชั้นต้นมาแล้ว ต่อมาผู้พิพากษาผู้ตัดสินย้ายขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค แล้วสำนวนคดีเดิมกลับมาสู่การชี้ขาดตัดสินของท่านนั้นอีกครั้งหนึ่ง

(6) “ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาซึ่งผู้พิพากษานั้นเอง หรือภริยา หรือญาติสืบสายโลหิตตรงขึ้นไป หรือตรงลงมาของผู้พิพากษานั้นฝ่ายหนึ่ง พิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไป หรือตรงลงมา ของคู่ความฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง”

เช่น ภริยาของผู้พิพากษาฟ้องจำเลยคดีหนึ่งในข้อหาหมิ่นประมาทและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลที่ผู้พิพากษาผู้นั้นรับราชการอยู่ แต่ผู้พิพากษาผู้นั้นไม่ได้เป็นเจ้าของสำนวน ต่อมาจำเลยคนเดียวกัน ถูกบุคคลอื่นฟ้องเป็นจำเลย ในศาลเดียวกันข้อหาหมิ่นประมาทอีก ถ้าผู้พิพากษาผู้นั้นรับเป็นเจ้าของสำนวนคดีหลังก็สามารถ ถูกคัดค้านได้

(7) “ผู้พิพากษานั้นเป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
ฉะนั้นเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตาม (1) ถึง (7) ข้างต้นผู้พิพากษาผู้นั้นสามารถขอถอนตัวด้วยตนเอง หรือคู่ความที่เกี่ยวข้องอาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล หากผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านไม่ยอมถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดี ให้ศาล (ผู้พิพากษาคนอื่น) ฟังคำแถลงของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านกับทำการสืบพยานหลักฐานที่บุคคลเหล่านั้นได้นำมา แล้วออกคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านนั้น คำสั่งชี้ขาดนี้ให้เป็นที่สุด

          มีคดีตัวอย่างที่ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะถูกคัดค้าน เช่น ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นหรือ ศาลสูงเคยสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกามาก่อน การสั่งคำร้องในเรื่องดังกล่าวเหล่านั้น มิใช่การพิจารณาพิพากษาคดีและมิใช่การนั่งพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (9),11 (5) ...” โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิคัดค้าน ผู้พิพากษา (คำสั่งคำร้อง ที่ 519/2531 )

           ผู้เขียนมั่นใจว่า ในระบบกฎหมายไทยที่เปิดโอกาสให้คู่ความสามารถคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะได้นั้น ถือเป็นหลักการสำคัญที่ต้องการให้คู่ความทุกฝ่าย เชื่อมั่น ในความ “เป็นกลาง” “เป็นธรรม” ของผู้ตัดสินคดี ความจริงข้อหนึ่งซึ่งคู่ความและสังคมไม่ค่อยจะได้รับรู้ก็คือ ในทางปฏิบัติมีผู้พิพากษาจำนวนไม่น้อย ได้ขอถอนตัวจากคดีที่รับผิดชอบและ คืนสำนวนคดีแก่ผู้บริหารศาลด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดหรือหลายเหตุ ตามที่กฎหมายบัญญัติข้างต้น โดยไม่ต้องรอให้คู่ความคัดค้าน และมีคดีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่คู่ความคัดค้านผู้พิพากษา เพราะกริ่งเกรงตั้งข้อรังเกียจและเข้าใจว่า คดีที่ตนเองเป็นความ จะไม่ได้รับความยุติธรรมจากผู้พิพากษา องค์คณะจึงหาเหตุคัดค้านอันไม่เข้าเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด การใช้ดุลพินิจในทางคดีของผู้พิพากษาและการใช้สิทธิของคู่ความต่อศาลต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น มิใช่ใช้วิธีการฉ้อฉลกลอุบายโดยมิชอบ มิฉะนั้นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายระบบการศาลและกระบวนการยุติธรรมก็จะเบี่ยงเบน ถูกกัดกร่อนศรัทธาและถูกทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไม่เป็นธรรมเช่นกัน


สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
โฆษกศาลยุติธรรม

 

ทีมทนาย Thai Law Consult เห็นว่าบทความของท่านสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ชัดเจนพอแล้วที่จะตอบคำถามของทนายความและประชาชน