Blog categories

Latest posts

.

พ.ร.บ. อาวุธปืน

               ประชาชนมักสอบถาม คดีเกี่ยวกับอาวุธปืนอยู่เสมอ ทีมงาน Thai Law Consult จึงนำมาลงไว้ให้ได้ศึกษากัน ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอแนะนำให้หาหนังสือกฎหมายและคดีอาวุธปืน ของท่านสรารักษ์ สุวรรณเสรี, ท่านอาคม ศรียาภัย จำนวน 406 หน้า ราคา 360 บาท ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมครบครันครับ, ที่นำมาลงไว้นี้เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือเล่มนี้

หลัก  

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

มาตรา 4  (1) "อาวุธปืน" หมายความรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุน ปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงานและส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสำคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง

              (2) "เครื่องกระสุนปืน" หมายความรวมตลอดถึงกระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิดและจรวด ทั้งชนิดที่มีหรือไม่มีกรดแก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ไอพิษ หมอกหรือควัน หรือกระสุน ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิดและจรวด ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน หรือเครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน

 

ทบทวน

  • จากมาตรา 4(1) แยกพิจารณาความหมายของอาวุธปืนได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.   อาวุธปืนทั่วไป หมายถึง อาวุธที่ประกอบด้วยลำกล้องที่ทำด้วยโลหะที่ทนทานต่อความร้อนและแรงระเบิดของ ดินปืน มีเครื่องจุดชนวนดินระเบิดหรือลั่นไก สำหรับให้ดินปืนในลำกล้องระเบิดขึ้น และมีกระสุนเหล็กหรือลูกตะกั่วถูกขับออกจากลำกล้องด้วยแรงระเบิดนั้น

2.   อาวุธปืนทุกชนิด ซึ่งใช้สำหรับส่งเครื่องกระสุนปืน โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

    • โดยวิธีการระเบิด หรือ กำลังดันของแก๊ส หรือโดยอัดลม หรือโดยเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน

3.   ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธตาม ข้อ 1, ข้อ 2 ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสำคัญและได้ประกาศกำหนดไว้ในกฎกระทรวง

    • ปืนอัดลมที่มีขนาดใหญ่ ยิงได้แรง อาจทำให้บาดเจ็บถึงสาหัสได้ ถือว่าเป็นอาวุธปืน (ฎีกาที่ 29/2485, 5793/2544)
    • ปืน BB Gun ไม่เป็นอาวุธปืน
    • การที่กฎหมายบัญญัติว่าอาวุธปืน รวมถึง ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้นด้วย มีผลให้การมีอาวุธปืน แม้ไม่สามารถยิงได้ เนื่องจากชำรุดหรือขาดอุปกรณ์บางชิ้น แต่ส่วนที่มีอยู่เป็นส่วนสำคัญตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ก็ยังถือว่าเป็นอาวุธปืน การมีไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นความผิด (ฎีกาที่ 1903/2520, 1729/2536)
  • จากมาตรา 4(2) เครื่องกระสุนปืน หมายความรวมถึง กระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอปิโด ทุ่นระเบิด จรวด ทั้งชนิดที่มีหรือไม่มี กรดแก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ... หมอกหรือควัน หรือกระสุน ลูกระเบิด ตอปิโด ทุ่นระเบิด และจรวดที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน หรือเครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน
    • กระสุนปืนที่ไม่อาจใช้ยิงให้ลั่นได้ เพราะไม่มีดินส่งกระสุน ถือเป็นเครื่องกระสุนปืน (ฎีกาที่ 5120/2533)
    • ลูกระเบิด ซึ่งใช้ทำการระเบิดไม่ได้ เพราะชนวนถูกทำลาย วัตถุระเบิดที่อยู่ภายในถูกสำรอกออกหมด จึงไม่เป็นวัตถุระเบิด และเมื่อไม่เป็นวัตถุระเบิด ก็ย่อมไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน (ฎีกาที่ 3553/2529)
    • ลูกระเบิดที่ไม่มีวัตถุระเบิดอยู่ภายใน แล้ว โจทก์ต้องนำสืบว่า จะมีการนำลูกระเบิดดังกล่าวมาบรรจุวัตถุระเบิดเข้าไปภายในใหม่ เพื่อให้เกิดระเบิดได้ จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืน (เป็นเครื่องมือ หรือสิ่งสำหรับอัด หรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน ตามคำนิยามตอนท้าย) ฎีกาที่ 3166/2532, 1400/2541
      • จากคำพิพากษา ลูกระเบิดเป็นเครื่องกระสุนปืนอย่างหนึ่ง แต่วัตถุอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าเป็นลูกระเบิดนั้น ศาลฎีกาตีความว่า ลูกระเบิดจะต้องมีคุณสมบัติและอยู่ในสภาพที่ใช้ระเบิดได้ และเมื่อระเบิดแล้ว มีอำนาจทำลายสังหารมนุษย์ สัตว์ ทรัพย์สิน เสียหาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องมีส่วนประกอบของวัตถุระเบิดด้วย หากไม่มีหรือไม่เป็นวัตถุระเบิดแล้ว ก็ถือว่าไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน
  • ปลอกกระสุนปืน โดยสภาพอาจจะเป็นเครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัด หรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืนได้ แต่ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่า ปลอกกระสุนปืนดังกล่าว มีไว้เพื่ออัด หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน (ฎีกาที่ 1023/2535)
  • หัวกระสุนปืน ไม่ใช่เครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัด ทำ หรือใช้ประกอบกระสุน จึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน

 

(A)   ความผิดฐานมีอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครอง

หลัก

               มาตรา 4(6)     "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแต่ไม่หมายความถึง การที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น ซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อ รักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย

               มาตรา 7       ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืน หรือ เครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่

               มาตรา 8       ห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้

               มาตรา 72     ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือเป็นกรณีมีเครื่องกระสุนปืนผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    

                                    ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็น เพียงการมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตาม กฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และ ปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

                                    ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นการ ทำเครื่องกระสุนปืนที่ทำด้วยดินปืนมีควัน สำหรับใช้เอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท

 

  • ”มี” หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์ หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายความถึง การมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย และตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลที่ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.นี้ เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งนี้มิให้สูญหาย
    • 1.  มีกรรมสิทธิ์ หมายถึง การเป็นเจ้าของอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนนั่นเอง และแม้ว่าการมีและใช้อาวุธปืน ต้องขอรับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ก็ตาม แต่การได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน กับการมีกรรมสิทธิ์ในอาวุธปืนหรือไม่นั้น เป็นคนละกรณีกัน เนื่องจากใบอนุญาตให้ใช้อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนนั้น เป็นเพียงเอกสารที่แสดงว่าผู้มีชื่อในใบอนุญาตเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีและ ใช้อาวุธปืนเท่านั้น ส่วนการจะมีกรรมสิทธิ์หรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. เป็นสำคัญ (ฎีกาที่ 1270/2503)
    • 2.  มีไว้ในครอบครอง ตาม ป.พ.พ. ต้องเป็นการยึดถือโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตน ที่ยึดถือเพื่อตนนั้น ก็คือเป็นการยึดถือไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หาใช่เป็นประโยชน์ของผู้อื่น (ฎีกาที่ 2264/2541 และ ป.พ.พ. มาตรา 1367)
  • ยึดถืออาวุธปืน แต่ไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน ไม่มีความผิด (ฎีกาที่ 1155/2515, 672/2522)
  • รับมอบอาวุธปืนไว้ในครอบครอง เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ถือว่ามีไว้ในครอบครองแล้ว (ฎีกาที่ 8703/2543)
  • รับฝากอาวุธปืนไว้ แม้จะยึดถือนาย 3 – 4 วัน ถือว่าเป็นการยึดถือไว้แทนเจ้าของ ไม่ผิด (ฎีกาที่ 2264/2521)
  • มอบอาวุธปืนให้ใช้ดูแลทรัพย์สินในบ้าน โดยเจ้าของบ้านอยู่ด้วย ถือว่าการครอบครองอยู่ที่เจ้าบ้าน (ฎีกาที่ 3294/2532)
  • หากครอบครองโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ครอบครองเป็นวัตถุต้องห้าม เป็นเรื่องขาดเจตนากระทำผิด (ฎีกาที่ 29/2485)
  • การหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้ป้องกันตัว ถือว่าไม่มีเจตนาครอบครอง (ฎีกาที่ 3779/2543)
  • ครอบครองอาวุธปืน...อนุญาตของผู้อื่นเพื่อไม่ให้สูญหาย ไม่เป็นความผิด (ฎีกาที่ 1232/2520)

โดยไม่ได้รับอนุญาต

  • การมีปืนหรือเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบ ครองที่เป็นความผิด หมายถึง การมีอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น หากมีการดำเนินการขออนุญาตมีและใช้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนและเงื่อนไขของ กฎหมายแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิด
  • ป.1 – ยื่นคำร้อง, ป.3 ใบอนุญาตให้ซื้อภายใน 6 เดือน นับแต่วันออก, เมื่อซื้ออาวุธปืนแล้ว ผู้ซื้อจะต้องไปดำเนินการขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน เพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาออกใบอนุญาตตามแบบ ป.4 ให้
    • เมื่อมีการออกใบอนุญาตให้ซื้อตามแบบ ป.3 แล้ว ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ตั้งแต่เวลานั้น (ฎีกาที่ 5139/2545)
    • แต่หากซื้ออาวุธปืนตามแบบ ป.3 แล้ว ไม่นำไปจดทะเบียนรับใบอนุญาตตามแบบ ป.4 ในกำหนด มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ฎีกาที่ 234/2515)

อาวุธปืน ตาม พ.ร.บ.นี้ มี 2 ประเภท คือ

(1)     อาวุธปืนประเภทที่อาจออกใบอนุญาตให้ได้

(2)     อาวุธปืนประเภทที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ (ปืนใช้ในการสงคราม ตามมาตรา 78)

    • อาวุธปืน ที่มาตรา 7 ห้ามมิให้มีไว้ในครอบครอง แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามมาตรา 72 วรรค 1 และ 72 วรรค 3 คือ อาวุธปืนไม่มีทะเบียน กับ อาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น
    • หากมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน มีโทษตาม มาตรา 72 วรรค 1 (จำคุก 1 ปี, ปรับ 2 พันบาท)
    • แต่หากเป็นการมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนซึ่งบุคคลอื่นได้รับอนุญาต ให้มีและใช้ มีโทษตามมาตรา 72 วรรค 3 (จำคุก 6 เดือน, ปรับ 1 พันบาท) (ฎีกาที่ 4873/2547, 2132/2534)

 

กรณีมีเฉพาะเครื่องกระสุนปืน ตามมาตรา 72 วรรค 2 ลงโทษน้อยกว่า (ฎีกาที่ 122/2550)

มาตรา 8 ห้ามมิให้มีเครื่องกระสุนปืนที่มิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่คนได้รับอนุญาต ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ (หากเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้สำหรับอาวุธปืนที่คนได้รับใบอนุญาตให้มีและ ใช้แล้ว ก็ไม่เป็นการต้องห้าม (ฎีกาที่ 8350/2547, 2024-26/2531)

การมีเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 7 แต่ลงโทษน้อยกว่าตามมาตรา 72 วรรค 2

 

(B)   ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัว โดยไม่ได้รับอนุญาต

หลัก

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490   

มาตรา 8ทวิ   

                     ห้าม มิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทาง สาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุ จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

                     ไม่ ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัด ให้มีขึ้น เพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด

                     ความในมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับแก่

                          (1) เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทหารและ ตำรวจ ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

                          (2) ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) (ข) หรือ (ค) ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการป้องกันประเทศ หรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือรักษาทรัพย์สินอันสำคัญของรัฐ

                          (3) ประชาชนผู้ได้รับมอบให้มีและใช้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) (ง) ซึ่งอยู่ ในระหว่างการช่วยเหลือราชการและมีเหตุจำเป็นต้องมี และใช้อาวุธปืนในการนั้น

มาตรา 72ทวิ

                     ผู้ ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 มาตรา 12 มาตรา 16 วรรคหนึ่งหรือ วรรคสาม มาตรา 20 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 65 มาตรา 66 หรือมาตรา 70 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                     ผู้ ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคสองด้วย ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

                     ผู้ ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

          จากบทบัญญัติข้างต้น จะเห็นได้ว่า กฎหมายแยกความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัว ออกเป็น 2 กรณี ได้แก่

1.  ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 1

2.  ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 2

  • แม้พาอาวุธปืนที่ไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงที่พร้อมจะใช้ยิงได้ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้
  • แม้อาวุธปืนจะใช้ยิงไม่ได้ หรือมีอานุภาพไม่ร้ายแรง หากพาไป ก็เป็นความผิด
  • อาวุธปืนที่พาไป จะเป็นประเภทที่ออกใบอนุญาตให้ได้ หรือประเภทที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้
  • หยิบอาวุธปืนมาเหน็บเอวไม่ได้ไปไหน ไม่เป็นการพา (ฎีกาที่ 3729/2528)
  • เก็บอาวุธปืนไว้ในลิ้นชักในรถที่ขับไป เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืน (ฎีกาที่ 3027/2526)
  • เก็บอาวุธปืนไว้ในกระเป๋าเอกสารที่มีกุญแจล็อค ซึ่งเก็บไว้ภายในรถ ยากแก่การนำมาใช้ได้ทันที ไม่ถือเป็นการพาติดตัว (ฎีกาที่ 3945/2540)
  • การพาอาวุธปืนติดตัวไป ที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ ต้องได้ความว่า เป็นการพาไปในสถานที่ซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะด้วย หากเป็นสถานที่อื่นนอกจากนี้ ย่อมไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด
  • ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่ามีการพาไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ (ฎีกาที่ 7356/2546)

 

ข้อยกเว้นความรับผิด ฐานพาอาวุธปืนติดตัว

มี 2 กรณี คือ

1.   กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 1 ตอนท้าย

2.   กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 3

  • พาปืนไปส่งคนรักตอนดึก ไม่เป็นจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น (ฎีกาที่ 1053/2529)
  • พาปืนติดตัวไปกับผู้อื่น ซึ่งพกเงินไปจำนวน 3 แสนบาท เพื่อทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ต่างจังหวัดในเวลากลางคืน ไม่ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ (ฎีกาที่ 4753/2536)