Blog categories

Latest posts

ตัวอย่างคำร้องขอถอนฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรค 1 และ 2

               

                    เมื่อวานนี้ น้องทนาย โทรศัพท์แจ้งให้พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ว่า คดีล้มละลายที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทจำกัด ฟ้องลูกหนี้ล้มละลายด้วยมูลหนี้ 890 ล้านบาท ซึ่งได้วางคดีว่า ทั้งสู้และเจรจา เพื่อให้เวลาลูกหนี้หาเงินมาชำระหนี้โดยการขายทรัพย์จำนอง และทรัพย์นอกจำนอง จำนวน 300 ล้านบาท ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทนายโจทก์ โทรแจ้งให้ ทนายน้อยทราบว่า จะไปยื่นคำแถลงขอถอนฟ้องในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากลูกหนี้หรือจำเลยได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ครบทั้งจำนวน 300 ล้านบาทแล้ว อยากให้ทนายจำเลยไปยื่นคำแถลงต่อศาลพร้อมกันว่าไม่ขัดข้องในการที่โจทก์ถอน ฟ้อง

                    พี่ตุ๊กตา เห็นว่า คำร้องขอถอนฟ้อง คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง คำแถลงขอถอนฟ้อง น่าสนใจสำหรับทนายความรุ่นใหม่ จึงเรียบเรียงบทความนี้ นำเสนอเป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชนค่ะ

หลักกฎหมาย ป.วิ.พ.

มาตรา 175 ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้ โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
          ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
          (1) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน
          (2) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลยให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น

น่าสังเกตว่า ตามมาตรา 175 วรรค 1 ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ถอนฟ้องได้ โดยทำเป็นคำบอกกล่าว และ
ตามวรรค 2 ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ถอนฟ้องได้โดยทำเป็นคำร้อง

จำไว้ว่า

  • การขอถอนฟ้อง ต้องขอก่อนศาลมีคำพิพากษา
  • การขอถอนฟ้อง จะต้องทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จะมายื่นคำร้องขอถอนฟ้องในชั้นฎีกาไม่ได้ (ฎีกาที่ 405/2519)
  • ศาลอาจจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาล
  • ถ้าโจทก์ขอถอนฟ้องที่บกพร่อง เพื่อจะทำคำฟ้องมาใหม่ เพื่อเป็นการเอาเปรียบจำเลยในเชิงคดี ศาลอาจไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องก็ได้ (ฎีกาที่ 6403/2539)
  • ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องเดิม ไม่ทำให้ฟ้องแย้งตกไป (ฎีกาที่ 6908/2543)
  • หากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว คู่ความจะขอถอนฟ้องไม่ได้ ทางแก้คือ หากไม่มีอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ต้องยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จากนั้นยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาตามยอมให้ หากยื่นเพียงขอถอนฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฎีกาเพียงเท่านั้น ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องเฉพาะฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฎีกา แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี จะยังมีผลผูกพันคู่ความอยู่

หมายเหตุ : Thai Law Consult อยากให้ทนายรุ่นใหม่ดู ทนายจำเลยต่อสู่คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร เรื่องที่ 3 ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ยอมความ ซึ่งมีตัวอย่างคดีถอนฟ้อง คดีอาญาเกี่ยวกับเช็ค ประกอบการศึกษาเรื่องนี้

 

(1)     ตัวอย่างคำร้อง ขอถอนฟ้อง (หลังจากจำเลยยื่นคำให้การ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรค 2)

ความแพ่ง

                    ข้อ 1.     คดีนี้ศาลนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์ในวันที่ ... มิถุนายน 2556

                    โจทก์ฟ้องและจำเลยให้ การต่อสู้คดีแล้ว แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยสามารถตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงขอถอนฟ้องคดีนี้เสีย ขอศาลได้โปรดคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เป็นกรณีพิเศษด้วย อนึ่ง จำเลยทราบการขอถอนฟ้องคดีของโจทก์แล้ว ไม่คัดค้าน ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

(2)     ตัวอย่างคำบอกกล่าว ขอถอนฟ้อง (ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรค 1)

ความแพ่ง

                    ข้อ 1.     คดีนี้ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 22 มิถุนายน 2556 เวลา 9.00 นาฬิกา และอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ซึ่งจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ

                    เนื่องจากโจทก์และจำเลยสามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนคำฟ้องนี้เสีย ขอศาลได้โปรดสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

(3)     พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 จะปรับปรุงและนำ คำร้องขอถอนฟ้อง และ คำแถลงของทนายจำเลย ไม่คัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์ในคดีล้มละลายข้างต้น มานำเสนอต่อทนายความรุ่นใหม่เร็ว ๆ นี้

(4)     พี่ตุ๊กตา เห็นว่า ฎีกาที่ 4843/2543 น่าสนใจศึกษา เรื่องการถอนฟ้อง จึงนำมาลงไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชนค่ะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4843/2543

ป.วิ.พ. มาตรา 175

          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ให้โจทก์ใช้สิทธิถอนฟ้องได้เมื่อไม่ต้องการดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป แต่เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้วศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลย ก่อนไม่ได้และไม่ว่าจำเลยจะคัดค้านการขอถอนฟ้องหรือไม่ ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องก็ได้ โดยคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดี ตลอดจนความเป็นธรรมและความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยประกอบด้วย

           โจทก์บรรยายฟ้องถึงตัวบุคคลผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาผิดซึ่งจำเลยทั้งสอง ต่อสู้ว่าไม่ถูกต้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเรื่องดังกล่าวแล้ว ข้อบกพร่องในคำฟ้องของโจทก์ย่อมหมดไปไม่ว่าโจทก์จะดำเนินคดีต่อไปหรือยื่นคำ ร้องขอถอนฟ้องคดีเพื่อแก้ไขปรับปรุงคำฟ้องให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วยื่นฟ้อง เข้ามาเป็นคดีใหม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในเชิงคดี เพราะจำเลยทั้งสองยังคงมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้อย่าง เต็มที่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้อง เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองคาดหมายเอาเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้ รับความเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ โจทก์ถอนฟ้อง จึงชอบแล้ว

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 611ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 5247ตำบลทุ่งมหาเมฆ (สาธร) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานครที่ดินทั้ง 2 แปลง มีพื้นที่ติดต่อกันมีเนื้อที่รวม 11 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวาพร้อมสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นบนที่ดินถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้าง หรือจัดให้มีการขนส่งโดยรถไฟฟ้าและที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ขององค์การรถไฟฟ้ามหานคร โครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรก คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ให้โจทก์ไม่ถูกต้องและเป็นธรรมโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อ นายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน477,304,208.46 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน466,192,229.39 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

          จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี มิได้อุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การกำหนดเงินค่าทดแทนถูกต้องและเป็นธรรมแล้วที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจาก การเวนคืนมีราคาสูงขึ้น จำเลยทั้งสองได้กำหนดค่ารื้อถอนและขนย้ายรวมอยู่ในค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ ฟ้องโจทก์ในส่วนของเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างและที่ดินส่วนที่เหลือจากการ เวนคืนอันราคาลดลงเป็นฟ้องซ้อนขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นเห็นว่า รูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้ต่อไป

          จำเลยทั้งสองคัดค้านว่า หากศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเกรงว่าโจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ

          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานและนัดฟังคำ พิพากษา แสดงว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์อย่างแน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ทำให้โจทก์สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ โดยหาทางแก้ไขข้อบกพร่องของคำฟ้องหรือแก้ไขกระบวนการเกี่ยวกับการยื่น อุทธรณ์เงินค่าทดแทน เพื่อให้อุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฏหมายแล้วจึงนำคดีมาฟ้องใหม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความ แทนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ถูกต้องเพราะเท่า กับเป็นการเปิดโอกาสให้โจทก์ถอนคดีของโจทก์ที่มีข้อบกพร่องไปจากศาลแล้วยื่น ฟ้องเป็นคดีใหม่เข้ามาโดยปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นให้หมดไปซึ่งไม่ เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสอง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 บัญญัติว่า "ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล

          ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่

          (1) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อน

          (2) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้องเนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น"

          เห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ให้โจทก์ใช้สิทธิถอนคำฟ้องจากศาลได้ในเมื่อโจทก์ ไม่ต้องการดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป แต่ในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้วศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟัง จำเลยก่อนไม่ได้ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจำเลยจะคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์หรือไม่ก็ตาม ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องก็ได้ โดยคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีตลอดจนความเป็นธรรมและความเสีย หายที่จะเกิดแก่จำเลยประกอบด้วย สำหรับคดีนี้โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องถึงตัวบุคคลผู้รักษาการตามพระราช กฤษฎีกาผิดเพี้ยนไปเท่านั้น กล่าวคือ โจทก์กล่าวในฟ้องว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่ จะเวนคืน พ.ศ. 2539ซึ่งจำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าไม่ถูกต้องเพราะในมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระ ราชกฤษฎีกานี้แต่แม้กระนั้นก็ตามในเวลาต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม2542 ต่อศาลชั้นต้นขอแก้ไขคำฟ้องเป็นว่า โจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนต่อนายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราช กฤษฎีกาฉบับนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้วข้อ บกพร่องในคำฟ้องของโจทก์อันเกิดแต่ความผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวข้างต้นย่อม หมดสิ้นไป ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะดำเนินคดีต่อไปหรือยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีเสียเพื่อแก้ไขปรับ ปรุงคำฟ้องให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วยื่นฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ดังที่จำเลย ทั้งสองฎีกา ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในเชิงคดีแต่ประการใด เพราะจำเลยทั้งสองยังคงมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้อย่าง เต็มที่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองคาดหมายเอาเองเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ดำเนินคดี โดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำคัดค้าน ของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบ ด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน

( กำพล ภู่สุดแสวง - กนก พรรณรักษา - สุเทพ เจตนาการณ์กุล )

 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้ ไทยลอว์คอนซัลต์ นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 16-05-2556