Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
เว็บ TLC เผยแพร่บทความเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน
และพร้อมที่จะให้ท่านแคปหน้าจอไปใช้ได้
แต่กรุณาให้เครดิตว่ามาจากเว็บ Thai Law Consult
มิฉะนั้น ท่านอาจจะมีความผิดฐานละเมิดงาน "วรรณกรรม" อันมีลิขสิทธิ์ได้
|
|
|
|
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
หลัก
ป.พ.พ. มาตรา 291
ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคน จำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระ เสร็จสิ้นเชิง
ป.พ.พ. มาตรา 680
อันว่าค้ำประกันนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลง ลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ป.พ.พ. มาตรา 693
ผู้ค้ำประกัน ซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิที่จะไล่ เบี้ยเอาจากลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ย และเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือ เสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น
อนึ่ง ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิ ของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย
ข้อเท็จจริง
(เพื่อให้ท่านผู้อ่านมีข้อมูลเกี่ยวกับคดีค้ำประกันมากขึ้น ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาน่าสนใจมาลงไว้ ครับ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10700/2546
ป.พ.พ. มาตรา 226, 572, 693
โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระ หนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสีย หายไปอย่างใด ๆเพราะการค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย และสัญญาค้ำประกันระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิที่เจ้าของมี อยู่ไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันชอบที่จะใช้สิทธิบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่ โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามมาตรา 226 เท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ที่โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ไปครบถ้วนแล้วโดยผลของมาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ไปจากจำเลยที่ 1 ในราคา72,392 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าเช่าซื้อวันทำสัญญา 11,553 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ24 งวด งวดละ 2,535 บาท ทุกวันที่ 20 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 สิงหาคม2539 โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 2 ไปจนครบจำนวน จึงรับช่วงสิทธิในรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีสิทธิรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์จึงขอบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 เพื่อเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับขอริบเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่จำเลยที่ 2 ชำระไว้แล้ว และหักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 โจทก์รับช่วงสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยผลแห่งกฎหมายและตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 มอบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 2 ม - 7283 ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และยอมให้โจทก์ริบเงินค่าเช่าซื้องวดแรกของจำเลยที่ 2 จำนวน 11,553 บาท และยอมให้โจทก์หักกลบลบหนี้ราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับจำเลยที่ 1
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาและโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1จนครบถ้วนแล้วโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าว คืนจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้โจทก์รับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อต้องโอนรถจักรยานยนต์ให้โจทก์หรือให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ จึงให้ยกฟ้อง
ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องจากข้อความเดิมที่ว่า"ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่ เดิมของจำเลยที่ 1 ด้วย" เป็นข้อความใหม่ว่า "ผู้เป็นเจ้าหนี้อยู่แต่เดิมของจำเลยที่ 2 ด้วย และโจทก์ยังต้องใช้สิทธิเรียกร้องต่างจำเลยที่ 2 ได้ด้วย"
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว จึงให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 แทนจำเลยที่ 2 ไปแล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคสอง และโดยผลของสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องข้อ 3 ที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ใน ปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อเมื่อโจทก์ได้ รับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับช่วงกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า"ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามี เหนือลูกหนี้ด้วย" ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว โจทก์มีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสีย หายไปอย่างใด ๆ เพราะการค้ำประกันเท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่าผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามี เหนือลูกหนี้ด้วยและสัญญาค้ำประกัน ข้อ 3 ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิทั้งหลายที่เจ้าของมีอยู่ใน ปัจจุบันไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อก็ตาม ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบ ที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 บัญญัติไว้เท่านั้นการที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1 บรรดามีเหนือจำเลยที่ 2 หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2ไปแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์ และฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระแทนไปตามสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้วส่วนที่โจทก์ฎีกาในส่วนที่ โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อให้คำฟ้องถูกต้องสมบูรณ์พอที่จำเลยทั้งสองจะเข้าใจ ข้อหาได้ดี และไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบ สมควรอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ และไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ แม้จะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง โจทก์ก็ไม่อาจชนะคดีได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องจึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟัง ไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
( ชวลิต ตุลยสิงห์ - สายันต์ สุรสมภพ - สุรพล เจียมจูไร )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3895/2534
ป.พ.พ. มาตรา 164, 226, 693
โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระ เงินกู้ของจำเลยกับธนาคารไว้ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงหักบัญชีเงินฝากของโจทก์โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้แทนจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ไปแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164.
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระเงินกู้ของจำเลยกับธนาคารไว้ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ธนาคารหักเงินฝากบัญชีของโจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคาร โจทก์จึงใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยเมื่อโจทก์ทวงถาม ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 188,390.91 บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นนับแต่วันถัดจากวันที่ธนาคารได้หักเงินฝาก ของโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2529 โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจำเลยภายในกำหนดเวลา 1 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวคดีโจทก์จึงขาดอายุความ
ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกัน และขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 157,138.17 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 31,252.74 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันในวันนัดชี้สองสถาน คดีรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระเงินกู้ของจำเลยกับธนาคาร ไทยพาณิชย์จำกัด สาขาประตูเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลย ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ไป แล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย เพื่อต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันสืบเนื่องมาจากโจทก์ทำละเมิด ตามมาตรา 448 นั้นแตกต่างจากที่โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงต่อศาลร่วมกันว่าโจทก์ค้ำ ประกันเงินกู้ของจำเลยที่มีต่อธนาคาร จึงเป็นการฎีกานอกประเด็นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วใน ศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
พิพากษายืน.
( เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - อุระ หวังอ้อมกลาง - เพ็ง เพ็งนิติ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2536
ป.พ.พ. มาตรา 229(3), 349
โจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน หนี้รายเดียวกันของ น. จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสองเมื่อโจทก์ชำระหนี้แทน น. ลูกหนี้ไปแล้วโจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้กึ่ง หนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229(3) และมาตรา 296 และมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ น. เพื่อชำระหนี้ทั้งหมดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคแรก เมื่อต่อมาโจทก์กับ น. ตกลงทำสัญญากู้เงินไว้ว่า น. เดิมหนี้เงินกู้โจทก์ถือว่ามีหนี้ใหม่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่มีผลทำให้หนี้ตามสิทธิไล่เบี้ยนั้นระงับไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับตามมูลหนี้ใหม่ในสัญญากู้เงินความรับผิดของจำเลยใน ฐานะผู้ค้ำประกันหนี้เดิมของ น. และในฐานะหนี้ร่วมกับโจทก์ย่อมระงับไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้อีก
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า นายเนตร กลิ่นสิงห์ ทำสัญญากู้เงินสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด จำนวน 20,000 บาท โดยโจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินคืนนายเนตรผิดนัดชำระสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด จึงทวงถามโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้เป็นต้นเงินจำนวน 20,000 บาท ดอกเบี้ย 20,700 บาท รวมเป็นเงิน40,700 บาท แทนนายเนตร จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวกึ่งหนึ่งคิดเป็น เงินจำนวน 20,350 บาทโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน 21,620 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินจำนวน20,350 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเงินเสร็จ
จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่นายเนตรกู้เงินสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด แต่ต่างคนต่างค้ำประกันมิได้มีข้อตกลงเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรวมกันแต่อย่างใด หากผู้ค้ำประกันคนใดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้วก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ ลูกหนี้เท่านั้น หามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ค้ำประกันคนอื่นไม่ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2531 โจทก์ได้ทวงถามหนี้สินรายนี้จากนายเนตร นายเนตรตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โดยทำเป็นสัญญากู้เงินให้จำนวน 40,700 บาท จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้นโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,350 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 23มีนาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาค้ำประกันในการที่นายเนตร กลิ่นสิงห์ ทำสัญญากู้เงินจากสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด โจทก์ได้ชำระหนี้แก่สหกรณ์เมืองนครปฐมจำกัด แทนนายเนตร ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 40,700 บาทหลังจากโจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วโจทก์ได้ให้นายเนตรทำสัญญากู้เงิน ให้โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกามีเพียงว่า เอกสารหมาย ล.1 ที่โจทก์กับนายเนตรทำไว้ต่อกันเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ให้สหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด แทนนายเนตรไปจำนวน 40,700 บาทตามจำนวนเงินที่นายเนตรเป็นหนี้อยู่ โจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน จึงเป็นลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนนายเนตรไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 229(3) และ มาตรา 296 นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่นายเนตรลูกหนี้เพื่อให้ชำระ หนี้ดังกล่าวทั้งหมดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคแรก อีกด้วยข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตกลงกับนายเนตรทำหนังสือสัญญากู้เงินไว้ต่อกันตามเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความสรุปว่านายเนตร กลิ่นสิงห์เป็นหนี้เงินกู้โจทก์เป็นเงิน 40,700 บาท กรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีหนี้ใหม่เกิดขึ้นตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลทำให้หนี้ตามสิทธิไล่เบี้ยนั้นระงับไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับตามมูลหนี้ใหม่ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล.1 กรณีดังกล่าวความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้เดิมของนายเนตรและใน ฐานะลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ย่อมระงับไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้อีก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
( จรัญ หัตถกรรม - นาม ยิ้มแย้ม - สุรินทร์ นาควิเชียร )