Blog categories

Latest posts

ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง

.

ซื้อขายที่ดินมือเปล่า แม้ตกเป็นโมฆะ แต่สมบูรณ์ด้วยการส่งมอบ

.

                    10 ตุลาคม 2557 เป็นวันแรกที่กรุงเทพฯ เริ่มมีลมหนาว มีหมอกปกคลุมไปทั่ว และคนกรุงเทพทุกคนยอมรับกันว่าปีนี้ "ฝนตกบ่อยในช่วงเย็น"

                    Thai Law Consult ได้รับ e-mail สอบถามเยอะขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงช่วยกันเรียบเรียงบทความนี้เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน

 

ถาม

1.  ปี 2532 ผึ้งขายที่ดิน มี น.ส.3ก 13 ไร่ จาก 40 ไร่ ให้มด ทำสัญญาซื้อขาย แต่ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดิน ด้วยเอกสารที่ดินถูกเถ้าแก่ที่กรุงเทพฯ ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน   มดเข้าครอบครองทำนาเรื่อยมา    20 ปีต่อมา มดเสียชีวิต เสือ ลูกของมดครอบครองที่ดินนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

2.  ปี 2536 ก่อนผึ้งเสียชีวิต ได้ น.ส.3ก คืนจากเถ้าแก่ แล้วจึงไปโอนที่ดินทั้งแปลง 40 ไร่ ให้ หวาน ลูกสาว

3.  ปี 2547 หวานขายที่ดินทั้งหมดให้ เฮียเชาว์ มีชื่อใน น.ส.3ก ทั้ง 40 ไร่

4.  ปี 2548 เฮียเชาว์ นำไปจำนองธนาคาร ประกันการกู้ยืมเงิน และผิดนัดชำระหนี้ ที่ดินถูกยึด จนถูกขายทอดตลาด

5.  เสือ ลูกของ มด ทราบข่าวแล้ว ถามว่าจะทำอย่างไร

ตอบ

ป.พ.พ. 1377, 1378

 

ทนายอู๋ อุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า

ที่ดินไม่มีโฉนด เป็นที่ดินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ มีเพียงสิทธิครอบครอง ที่ดินนี้มักเรียกกันว่า ที่ดินมือเปล่า ได้แก่ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิอะไรเลย เช่น ภ.บ.ท.5, ที่ดินมีใบจอง, ที่ดินที่มีหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่โฉนดที่ดิน รวมทั้งที่ดิน น.ส.3, น.ส.3ก

 

ทนายท่นหนึ่ง ให้ความเห็นทางโทรศัพท์จากโรงเรียนวัดนาแล-สโมสรสันนิบาต ตำบลเสาเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงเทศกาลงานบุญเดือนสิบ ว่า "การซื้อขายที่ดินมือเปล่า แม้จะตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ผู้ขายได้ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองแล้ว ผู้ซื้อก็ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินนั้น ตาม ป.พ.พ. 1377, 1378 (ฎีกาที่ 1070/2537, 6436/2550, 6597/2542

 

พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ฟันธงว่า "ส่วนผู้ขาย หมดสิทธิครอบครองที่ดินที่ซื้อขายนั้นแล้ว ไม่มีสิทธินำไปขายให้ผู้อื่นอีก การที่ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนขายให้ผู้อื่นอีก ก็ไม่ทำให้ผู้ซื้อในภายหลัง เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินนั้น (ฎีกาที่ 4001 - 4002/2548)

 

พี่ดำ ทนายสมปราถน์ ฮั่นเจริญ ให้ความเห็นว่า "สัญญาซื้อขายที่ดินมือเปล่าที่ตกเป็นโมฆะ และสมบูรณ์โดยการส่งมอบตามมาตรา 1377, 1378 นี้ ผู้ซื้อจะฟ้องบังคับให้ผู้ขายโอนทางทะเบียนของ น.ส.3 หรือ น.ส.3ก ไม่ได้ เพราะผู้ขายไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่ต้องกระทำเช่นนั้น" (ฎีกาที่ 3892/2533)

 

ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า

1.  เจ้าของที่ดินมือเปล่า (ส.ค.1 - น.ส.3 - น.ส.3ก - ที่ดินไม่มีหนังสือสิทธิสำหรับที่ดินเลย) จะมีก็แต่สิทธิครอบครองเท่านั้น ไม่มีกรรมสิทธิ

2.  ที่ดินนั้น เป็นอสังหาริมทรัพย์ การซื้อขายจึงตกอยู่ในบังคับมาตรา 456 ที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้น สัญญาซื้อขายก็ตกเป็นโมฆะ

 

พี่ชายน้อย ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย น.บ.ท.59 กำลังอ่านหนังสือจะสอบอัยการผู้ช่วย พูดว่า "หากสัญญาการซื้อขายที่ตกเป็นโมฆะนั้น ได้มีการส่งมอบที่ดินมือเปล่านั้นกันแล้ว ก็ถือว่าสมบูรณ์โดยการส่งมอบได้ ตาม ป.พ.พ. 1377 - 1378 ผู้ซื้อก็ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไป (ฎีกาที่ 4519/2533)

 

ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ น.บ.ท.62 ให้ความเห็นว่า "ข้อควรระวังคือ - ในกรณีที่เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมือเปล่า โดยทั่วไปถือว่า การที่ผู้จะขายได้ส่งมอบที่ดินให้ผู้จะซื้อแล้ว ผู้จะซื้อครอบครองแทนผู้จะขาย จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอนกัน หาได้มีการครอบครองโดยสิทธิขาดไม่" (ฎีกาที่ 384/2522)

 

ThaiLawConsult ได้นำฎีกาเต็ม 1070/2537, 4519/2533, 4001-40028/2548 มาลงไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชน

 

พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร ขอฟันธงดังนี้

1.  มดได้สิทธิครอบครองที่ดิน 19 ไร่แล้ว

2.  ผึ้ง สละการครอบครองให้ มด 19 ไร่แล้ว - ผึ้ง ไม่มีสิทธินำที่ดิน 19 ไร่ โอนให้ หวาน ลูกสาว

3.  หวาน ลูกสาวของ ผึ้ง แม้มีชื่อใน น.ส.3ก 19 ไร่ ก็ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน 19 ไร่ ทำให้เฮียเชาว์ แม้จะมีชื่อใน น.ส.3ก 19 ไร่ ก็ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน 19 ไร่นี้เช่นกัน

4.  เสือ ครอบครองที่ดินต่อจาก มด - จึงมีสิทธิในที่ดินตามความเป็นจริง - เสือ มีอำนาจฟ้องเพิกถอนชื่อ เฮียเชาว์ ออกจาก น.ส.3ก (ฎีกาที่ 5479/2543)

5.  ธนาคาร ผู้รับจำนองไม่มีสิทธิในที่ดิน (ฎีกาที่ 7149/2538) ไม่ว่าธนาคารจะสุจริตหรือไม่

6.  เสือ ลูกของ มด ต้องร้องขัดทรัพย์ อย่าให้ที่ดินถูกขายทอดตลาดนะครับ

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1070/2537

ป.พ.พ. มาตรา 456, 1377, 1378

           สัญญาซื้อขายมีข้อความชัดเจนว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยมีความประสงค์ขายขาดในราคา 60,000 บาท และได้จ่ายเงินถูกต้องตามที่ตกลงในวันทำสัญญาแล้ว แม้การซื้อขายจะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก ก็ตาม แต่ที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นเพียงที่ดินมี น.ส.3ก. ซึ่งยังไม่เคยมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้วโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377,2378 ซึ่งหาจำต้องทำตามแบบของนิติกรรมไม่ โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาด้วยการครอบครองตามกฎหมายมิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงหามีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปโอนชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ได้ไม่

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 329 เนื้อที่ 5 ไร่1 งาน 47 ตารางวา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2526 จำเลยตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 60,000 บาท เนื่องจากจำเลยเขียนหนังสือไม่เป็น จึงมอบให้นายศรีนวล จันทาพรม บุตรชายของจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาและรับเงินแทน จากนั้นจำเลยได้ส่งมอบสิทธิการครอบครองในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่การทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวมิได้มีการโอนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ เพราะขณะทำสัญญาซื้อขายกันนั้น จำเลยอ้างว่าได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดนครพนมจึงไม่อาจโอนชื่อทางทะเบียนได้ จำเลยตกลงจะดำเนินการโอนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ในภายหลัง ต่อมาเมื่อต้นปี 2532 โจทก์ได้ติดต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยดำเนินการโอนชื่อทางทะเบียน แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้จำเลยโอนชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 329 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

          จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ทะเบียนเลขที่ 329เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา จำเลยไม่เคยขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ และไม่เคยมอบอำนาจให้นายศรีนวล จันทาพรมทำสัญญาซื้อขายหรือรับเงินจากโจทก์ สัญญาซื้อขายดังกล่าวโจทก์เป็นผู้ทำปลอมขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยโอนชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ทะเบียนเลขที่ 329 เป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะลักษณะการซื้อขายซึ่งกำหนดให้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด แม้จะเข้าแบบนิติกรรมอย่างอื่นก็ไม่มีผลสมบูรณ์นั้นศาลฎีกาเห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่ปี 2526 จนปัจจุบัน จำเลยและบริวารไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งคัดค้านการครอบครองซึ่งโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย โดยจำเลยให้บุตรชายลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายแทน การที่จำเลยรู้เห็นยินยอมให้บุตรชายลงลายมือชื่อแทนจะอ้างว่าตนมิได้มอบอำนาจให้ทำแทนหาได้ไม่ เมื่อพิเคราะห์ข้อความในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.2 แล้วจะเห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวมีข้อความชัดเจนว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยมีความประสงค์ขายขาดในราคา 60,000 บาท และได้จ่ายเงินถูกต้องตามที่ตกลงในวันทำสัญญาแล้ว แม้การซื้อขายจะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก ก็ตามแต่ที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นเพียงที่ดินที่มี น.ส.3ก. ซึ่งยังไม่เคยมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้วโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 ซึ่งหาจำต้องทำตามแบบของนิติกรรมไม่ และการโอนโดยข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกา แต่ที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยโอนชื่อทางทะเบียนใน น.ส.3 ให้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขายโจทก์จึงหามีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยไปโอนชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยโอนชื่อทางทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้นไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยไปโอนชื่อทางทะเบียนที่ดินเป็นชื่อโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

( จรัญ หัตถกรรม - นาม ยิ้มแย้ม - สุวรรณ ตระการพันธุ์ )

.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001-40028/2548

ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1373

ป.วิ.พ. มาตรา 167

 

          จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยยอมให้โจทก์ที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทนับเป็นการสละเจตนาครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป การที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองต่อมาและชำระภาษีบำรุงท้องที่มาตลอดจึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดเพื่อตน โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2 ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้รับโอน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

          เมื่อคดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนหลัง

________________________________

          คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

          โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากที่ดินพิพาท

          จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

          โจทก์สำนวนหลังฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสองเข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ในที่ดินดังกล่าว ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

          จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

          จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นให้เรียกชื่อคู่ความทั้งสองสำนวนดังนี้ นายธงหรือธงชัย ร่มเย็น เป็นโจทก์ที่ 1 นายปรีชา สายคำ เป็นโจทก์ที่ 2 นายสมพร ปาสาเนาว์ เป็นโจทก์ที่ 3 นางบัวลอย บุญสะอาด เป็นจำเลยที่ 1 นางวรรณพร ปัดใจ เป็นจำเลยที่ 2 ตามลำดับ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในส่วนสำนวนที่จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ทั้งสามให้ยกฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

          จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

          จำเลยที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีอุทธรณ์เฉพาะโจทก์ที่ 3

          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ ห้ามมิให้เกี่ยวข้อง และให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายปีละ 10,000 บาท นับแต่ปี 2542 เป็นต้นไป ให้แก่จำเลยที่ 2 จนกว่าจะออกจากที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องสำนวนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เดิมจำเลยที่ 1 ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และมอบที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 87 ตำบลเปือย อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ) เนื้อที่ 21 ไร่ 36 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 1 ทำประโยชน์แทนดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ที่ 1 ทำนาในที่ดินพิพาทและชำระภาษีบำรุงท้องที่ติดต่อกันมา ครั้นวันที่ 30 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีว่า โจทก์ที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 1 แม้ไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่กัน แต่จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท นับเป็นการสละเจตนาครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป การที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาและชำระภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด จึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดเพื่อตน โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิเช่นนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนหลัง ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง”

          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสามในสำนวนแรก และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 ในสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

( คมวุฒ บุรีธนวัต - วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ - มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด )

คำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านี้ ThaiLawConsult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาฎีกา วันที่ 8 มีนาคม 2559