Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
เว็บ TLC เผยแพร่บทความเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน
และพร้อมที่จะให้ท่านแคปหน้าจอไปใช้ได้
แต่กรุณาให้เครดิตว่ามาจากเว็บ Thai Law Consult
มิฉะนั้น ท่านอาจจะมีความผิดฐานละเมิดงาน "วรรณกรรม" อันมีลิขสิทธิ์ได้
|
|
|
|
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
จำเลยยึดหน่วงทรัพย์สินที่ครอบครองไว้ เพื่อเจรจาต่อรองค่าเสียหายต่อกัน ถือว่าไม่มีเจตนาเบียดบัง ไม่ผิดฐานยักยอก (ฎีกาที่ 872/2547)
ประชาชนท่านใดมีปัญหาทำนองนี้ อย่าเป็นทุกข์อยู่คนเดียว ติดต่อพี่ตุ๊กตามานะคะ โทร. 081-759-8181 numaphon@gmail.com
เรื่องที่ 59 ยักยอก กับ สิทธิยึดหน่วง ผิดสัญญาทางแพ่ง มีทางออกอย่างไร
วันนี้ 3 ธันวาคม 2556 ประชาชนคนไทย ตัวจริง เสียงจริง ที่ไม่ใช่มวลชน ของ ฝ่ายระบอบทักษิณ หรือ ระบอบสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่าง งง ไปตามๆ กัน เมื่อคืนนี้ กำนันสุเทพ แถลงข่าวจากศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะว่า จะนำมวลมหาประชาชน ไปยึด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งมี พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง "มีวันนี้ เพราะพี่ให้" เป็นผู้บัญชาการ ดูแลพื้นที่ ไม่ให้ม็อบยึดสถานที่ราชการ โดยเฉพาะ ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ ทีวี เสนอข่าวว่า เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ โปรยใบปลิว หมายจับ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหากบฏ และบุกรุกสถานที่ราชการ แต่ต้องแปลกใจ เมื่อ คำรณวิทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า จะยอมให้ม็อบเข้ามา จะทำอะไรก็ทำ
วันนี้ บ่ายสอง ม็อบเข้าไปถ่ายรูป ที่ทำเนียบรัฐบาล และจับมือกับตำรวจ ต.ช.ด. ชุดคุมฝูงชน ขณะที่ เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พี่ตาล สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แถลงว่า จะจัดงานเฉลิมพระชนม์พรรษา วันที่ 5 นี้ อย่างยิ่งใหญ่ พรุ่งนี้จะจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ตั้งแต่ 8 โมงเช้า
สรุปว่า นักการเมืองทะเลาะกัน ดึงประชาชน มวลชนฝ่ายตัวเอง มาเคลื่อนไหว เพื่อล้มฝ่ายตรงข้าม แล้วเลิกกัน แบบดื้อๆ ประชาชนคนไทยตัวจริง เดือดร้อนไปตามๆ กัน
Thai Law Consult ได้รับอีเมล์สอบถามเรื่อง ยักยอก กับ สิทธิยึดหน่วง มีทางออกอย่างไร พี่ตุ๊กตา ทนาย ณุมาพร พัฒนพงศธร จึงร่วมกับ ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ , ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ เรียบเรียงบทความนี้ เป็นความรู้กฎหมายสู่ประชาชน
หลักกฎหมาย ยักยอกทรัพย์ ป.อ. 352
มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคล ที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พี่ตุ๊กตา ขออธิบายดังนี้
องค์ประกอบภายนอก
องค์ประกอบภายใน
ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ ตั้งข้อสังเกตดังนี้
ทนายเอก ขัตติยะ นวลอนงค์ ตั้งข้อสังเกตดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2547
ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยซึ่งเปิดร้านรับจ้างทำทองคำรูปพรรณ โดยนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำมาให้ทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลัง ตลับพระทองคำ แต่จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น จึงตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ ซึ่งผู้เสียหายได้ให้พระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก 2 องค์ จำเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นค่าเสียหายไปแล้ว 1 องค์ ภายหลังจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายสูงไป ต้องการตกลงค่าเสียหายกันใหม่ด้วยการยึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้ เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ดังนี้ แสดงว่าจำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้ เพื่อเจรจาต่อรองกันใหม่ เกี่ยวกับค่าเสียหายที่เศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น หาได้มีเจตนาเบียดบังไว้เป็นของตนเองไป
พี่ตุ๊กตา ตั้งข้อสังเกตดังนี้
ทนายเตี้ย สุภิต บุดสีดี ตั้งข้อสังเกตดังนี้
คำถาม
พี่ตุ๊กตา ขอตอบดังนี้
มาตรา 96 ภายใต้บังคับ มาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความ ได้ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความ ผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ มาตรา 97 ในการฟ้องขอให้กักกัน ถ้าจะฟ้องภายหลังการฟ้อง คดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน ต้องฟ้องภายในกำหนด หกเดือนนับแต่วันที่ฟ้องคดีนั้น มิฉะนั้น เป็นอันขาดอายุความ
พี่ตุ๊กตา ขอนำฎีกาเต็มมาลงไว้นะคะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2547
ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง, 352 วรรคแรก
ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยซึ่งเปิดร้าน รับจ้างทำทองคำรูปพรรณ โดยนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำมาให้ทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลัง ตลับพระทองคำ แต่จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น จึงตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ ซึ่งผู้เสียหายได้นำพระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก 2 องค์ จำเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นค่าเสียหายไปแล้ว 1 องค์ ภายหลังจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายสูงไปต้องการตกลงค่าเสียหายกันใหม่ด้วยการยึด หน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ดังนี้แสดงว่าจำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อเจรจาต่อ รองกันใหม่เกี่ยวกับค่าเสียหายที่เศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น หาได้มีเจตนาจะเบียดบังไว้เป็นของตนไม่
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตลับพระทองคำจำนวน 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตลับพระทองคำจำนวน 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์ แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยซึ่งเปิดร้านรับจ้างทำทองคำรูปพรรณให้เลี่ยมพระ แก้วสีเหลืองด้วยทองคำ 1 องค์ ในราคา 15,000 บาท ผู้เสียหายได้รับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำไปแล้ว ต่อมาผู้เสียหายนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำดังกล่าวกลับมาให้จำเลย ทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำปรากฏว่าจำเลยทำเศียรพระแก้วสี เหลืองบิ่นและตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ 2 องค์ ต่อมาจำเลยไม่คืนพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำดังกล่าวแก่ผู้เสียหายและ เพิ่งคืนเฉพาะพระแก้วสีเหลืองแก่ผู้เสียหาย หลังแจ้งความดำเนินคดีนี้ประมาณ 1 เดือน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ผู้เสียหายชำระราคาตลับพระทองคำแก่จำเลยแล้วหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความว่า ผู้เสียหายเคยนำพระมาให้จำเลยเลี่ยมหลายครั้ง โดยวางมัดจำค่าจ้างครั้งละประมาณ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเมื่อมารับพระพร้อมตลับพระทองคำซึ่งทางร้านจำเลยไม่ได้ออก ใบเสร็จรับเงินให้เกี่ยวกับการว่าจ้างทำตลับพระทองคำพิพาท ผู้เสียหายได้รับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำและชำระราคาจำนวน 15,000 บาท แก่จำเลยแล้ว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและนายไพบูลย์ พิมพ์ชาย สามีจำเลยมาเบิกความว่า ผู้เสียหายมาขอพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำเพื่อนำไปให้เพื่อนดูและ ปรึกษาว่าควรปิดกระจกด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำหรือไม่ การว่าจ้างรายนี้ผู้เสียหายวางมัดจำไว้ 1,000 บาท จำเลยมอบพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำให้ผู้เสียหายไปโดยมิได้เรียกให้ ผู้เสียหายชำระราคาก่อนเพราะเชื่อใจผู้เสียหาย เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกค้าธรรมดาคนหนึ่งที่เคยว่าจ้างร้านจำเลยเลี่ยมพระ ไม่ปรากฏว่าสนิทสนมคุ้นเคยเป็นพิเศษแต่อย่างใด เป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบกิจการค้าเช่นจำเลยซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ที่จะยอมมอบสินค้าทองคำรูปพรรณให้ลูกค้าไปโดยไม่มีหลักประกันหรือหลักฐานใดๆ อันอาจเกิดปัญหาพิพาทและตนต้องตกเป็นฝ่ายเสียหายโดยใช่เหตุ เช่น ลูกค้ารับไปแล้วไม่ติดต่อกลับมาอีกหรืออาจอ้างว่าชำระราคาแล้วเป็นต้น ถึงแม้ทองคำรูปพรรณยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสั่งแต่ก็ยังคงมีค่าเป็นทองคำ สามารถแลกเป็นเงินได้ในราคาท้องตลาด ประกอบกับหากมีเหตุว่าผู้เสียหายยังมิได้ชำระค่าจ้างและค่าทองคำจริง จำเลยก็คงให้การถึงเหตุนั้นไว้แล้วทันทีในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยมิได้ให้รายละเอียดเหตุแห่งการปฏิเสธ แต่อย่างใดเลย ข้ออ้างของจำเลยในชั้นพิจารณาที่ว่าผู้เสียหายยังไม่ได้ชำระราคาจึงไม่มี น้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งจำเลยและสามีจำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า ถ้าผู้เสียหายรับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำไปให้เพื่อนดู แล้วผู้เสียหายพอใจแค่นั้นไม่ต้องการทำอย่างไรต่อไป จำเลยก็ไม่ต้องทำอะไรกับตลับพระทองคำนั้นอีก แสดงว่าตลับพระทองคำขณะที่ผู้เสียหายรับไปนั้นเสร็จสมบูรณ์ตามสั่งแล้ว ไม่มีเหตุที่จะนำกลับมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายชำระราคาตลับพระทองคำพิพาทแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานยักยอกตลับพระทองคำพิพาทหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากผู้เสียหายรับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำที่ว่าจ้างจากจำเลย แล้ว ต่อมาผู้เสียหายนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำดังกล่าวกลับมาให้จำเลย ทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำ ปรากฏว่าคราวนี้จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองหัก ผู้เสียหายและจำเลยตกลงค่าเสียหายกัน โดยจำเลยจะเลี่ยมพระองค์อื่นชดใช้ให้เป็นเงิน 17,500 บาท ซึ่งผู้เสียหายนำพระองค์อื่นมาให้จำเลยเลี่ยมอีก 2 องค์ โดยองค์ที่ 2 จำเลยตีราคาตลับพระทองคำเป็นเงิน 13,500 บาท ซึ่งผู้เสียหายชำระราคาเพียง 7,000 บาท ส่วนอีก 6,500 บาท หักเป็นค่าเสียหายองค์พระแก้วสีเหลือง ต่อมาจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายที่ตกลงกันนั้นสูงเกินไป จำเลยจึงยึดตลับพระทองคำสำหรับใส่พระแก้วสีเหลืองไว้เพื่อหักกับค่าเลี่ยม พระองค์ที่ 2 ที่ผู้เสียหายหักจากจำเลย ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและสามีจำเลยเบิกความว่า ค่าเสียหายทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่นนอกจากซ่อมเศียรพระแก้วสีเหลืองแล้ว ผู้เสียหายผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายอีก 15,000 บาท เท่ากับราคาตลับพระทองคำสำหรับใส่พระแก้วสีเหลืองจำเลยไม่ยินยอมชดใช้ให้ ที่จำเลยไม่คืนตลับพระทองคำพิพาทแก่ผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายไม่ชำระ ราคาตลับพระทองคำดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยไม่รับเลี่ยมพระองค์อื่นให้ผู้เสียหายอีก เห็นว่า พยานจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยไม่คืนตลับพระทองคำพิพาทแก่ผู้เสียหายเพราะ ผู้เสียหายยังมิได้ชำระราคาตลับพระทองคำดังกล่าว โดยจำเลยมิได้กล่าวถึงการชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยทำเศียรพระแก้วสี เหลืองบิ่น แล้วตกลงเลี่ยมพระองค์อื่นให้ผู้เสียหายเลย ส่วนผู้เสียหายมีบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ที่ทำระหว่างผู้เสียหายกับสามีจำเลยมาแสดงว่าหลังจากจากผู้เสียหายแจ้งความ ดำเนินคดีนี้แก่จำเลย นอกจากสามีจำเลยจะส่งมอบพระแก้วสีเหลืองคืนผู้เสียหายแล้ว ในวันเดียวกันนั้นยังส่งมอบพระหลวงปู่ดุลย์คืนผู้เสียหายด้วย จากพยานหลักฐานดังกล่าวเชื่อว่า มีการตกลงค่าเสียหายเป็นการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ ซึ่งผู้เสียหายได้นำพระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก 2 องค์ การที่ฝ่ายจำเลยคืนพระหลวงปู่ดุลย์เพิ่มกลับมา 1 องค์ แสดงว่าจำเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นค่าเสียหายไปแล้ว 1 องค์ คงขาดค่าเสียหายที่ผู้เสียหายจะหักจากการเลี่ยมพระหลวงปู่ดุลย์อีก 6,500 บาท ภายหลังผู้เสียหาย (ที่ถูก จำเลย) เห็นว่าค่าเสียหายสูงไปต้องการตกลงค่าเสียหายกันใหม่ด้วยการยึดหน่วงตลับพระ ทองคำพิพาทไว้ เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ซึ่งมีราคาค่าเลี่ยม 13,500 บาท พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำ พิพาทไว้เพื่อเจรจาต่อรองกันใหม่เกี่ยวกับค่าเสียหายที่เศียรพระแก้วสี เหลืองบิ่น หาได้มีเจตนาจะเบียดบังไว้เป็นของตนไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่พอฟังลงโทษจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าตลับพระทองคำพิพาทเป็นของผู้เสียหาย จึงให้คืนแก่ผู้เสียหาย”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตลับพระทองคำจำนวน 1 อัน ราคา 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
( ชุติมา จงสงวน - ปัญญา ถนอมรอด - วรนาถ ภูมิถาวร )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3595/2532
ป.อ. มาตรา 83, 86, 352, 354
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียว ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองในการยักยอกทรัพย์ได้ หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ ข้อที่ว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์นั้น มิใช่คุณสมบัติเฉพาะตัวผู้กระทำ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำอันหนึ่งเท่านั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่ผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้ วางใจของประชาชนได้ร่วมกับผู้จัดการและสมุห์บัญชีของธนาคารยักยอกทรัพย์ของ ธนาคาร จำเลยย่อมมีความผิดฐานเป็นตัวการยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบด้วยมาตรา 83แม้จำเลยจะร่วมกระทำผิดกับผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของ ประชาชนก็เป็นเหตุเฉพาะตัวผู้กระทำผิดแต่ละคน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบด้วยมาตรา 86. (วรรคสองวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2532)
________________________________
( นำชัย สุนทรพินิจกิจ - บุญส่ง คล้ายแก้ว - ไมตรี กลั่นนุรักษ์ )
คำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านี้ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาฎีกา วันที่ 3-12-2556)