Blog categories

Latest posts

ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง

 

เรื่องที่ 52      ตอกเสาเข็ม ก่อสร้างคอนโด บ้านข้างเคียงร้าว วัสดุก่อสร้างหล่นใส่ ใครต้องรับผิดชอบ พี่ตุ๊กตาย้ำอีกครั้ง

                    

8 พฤศจิกายน 2556 ม็อบต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย จุดติดแล้ว แกนนำจึงยกระดับเป็นขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะแถลงข่าว ถอยสุดทางแล้ว

Thai Law Consult ดูข่าวจาก TNN24 เห็นความเสียหายของพี่น้องชาวประมง จากอิทธิพลของพายุซุปเปอร์ไต้ฝุ่น ไห่เยี่ยน ที่ถล่มฟิลิปปินส์ แล้วเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง

สัปดาห์ที่แล้ว พี่ตุ๊กตา ได้รับอีเมล์ จากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และชาวบ้านข้างเคียงที่มีการก่อสร้างคอนโดว่า ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างคอนโด เขาตอกเสาเข็ม เราได้รับผลกระทบ จะเรียกร้องอย่างไรได้บ้าง

พี่ตุ๊กตาได้แนะนำไปว่า ช่วยเข้าไปดู หัวข้อ ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร เรื่องที่ 23 คดีผู้รับเหมาก่อสร้างคอนโดดัง

บทความนี้ พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร กับ ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท. 64 ขอนำเฉพาะ 2 ฎีกามาเน้นย้ำ ให้ได้ศึกษากันค่ะ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2544

ป.พ.พ. มาตรา 428
ป.วิ.พ. มาตรา 84

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 บัญญัติว่า"ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตน ให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ผิดตามมาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนสั่งให้ ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไรและในการเลือกผู้รับจ้างคือ บริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากก็ปรากฏว่าเป็นผู้มีความรู้ความ สามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลยว่าจ้างบริษัท ป. เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่าจำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งการในการทำงานแต่อย่าง ใด เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัททั้งสอง เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ก่อสร้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิด จำเลยไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์8,210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 171,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือจนกว่าจะซ่อมแซมอาคารที่ให้เช่าแล้ว เสร็จและเปิดดำเนินการได้ตามปกติ

          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำการอย่างไรอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเช่นที่โจทก์กล่าวอ้าง ฟ้องของโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็น หลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลย ชำระเงิน 2,200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กันยายน 2535) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2438 ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และเป็นเจ้าของอาคารแมคฟาร์แลนด์ อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหาร และอาคารอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว เมื่อปี 2532 จำเลยว่าจ้างบริษัทคริสเตียนีและฮอลส์แมนน์ (ไทย) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ทำการก่อสร้างฐานรากอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำลงบนที่ดินของจำเลยซึ่งมีแนวเขต ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยจ้างบริษัทโปรเจคซิสเต็มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบจากการขุดดินบริเวณที่ดินของจำเลย ด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ทำให้ดินในเขตที่ดินของโจทก์เลื่อนไหลไป เป็นเหตุให้อาคารแมคฟาร์แลนด์อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหารและพื้นที่บริเวณรั้วแตกร้าวและทรุดตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอ้างว่าเดิมโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3ว่า จำเลยก่อสร้างอาคารขนาดต่าง ๆ ลงบนที่ดินของจำเลยที่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายกับค่าขาดรายได้ ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอยกเลิกข้อความในคำฟ้องข้อ 3 และข้อ 3.1 ทั้งหมดโดยให้ใช้ข้อความตามคำร้องแทน ซึ่งในคำฟ้องดังกล่าวโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ให้ก่อสร้างอาคาร แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยมีส่วนผิดอย่างไรในการว่าจ้างผู้รับเหมานั้น เห็นว่า เมื่ออ่านคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วได้ความว่า เมื่อปี 2532จำเลยได้ก่อสร้างอาคารขนาดต่าง ๆ ลงบนที่ดินของจำเลยซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและ ทิศใต้ โดยว่าจ้างบริษัทคริสเตียนีและฮอลส์แมนน์ (ไทย) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ทำการขุดดินบริเวณที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ได้ให้ไว้ และเป็นผู้เลือกหาผู้รับจ้างเพราะบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด มิได้ใช้ความระมัดระวังในการทำงานทำให้ดินในเขตที่ดินของโจทก์เลื่อนไหลไป เป็นเหตุให้อาคารแมคฟาร์แลนด์ อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหาร และพื้นที่บริเวณรั้วแตกร้าวและทรุดตัว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 8,210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีกับขาดประโยชน์อีกเดือนละ 171,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอ บังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนจำเลยจะมีส่วนผิดอย่างไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

          ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อ โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ก่อสร้างฐานรากอาคารจอดรถกับสระว่ายน้ำนั้น จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิด ขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งตนให้ ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ผิดตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนการงาน ที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไร และในการเลือกหาผู้รับจ้างคือบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกผู้รับจ้างที่ไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ ในการก่อสร้างให้ทำการตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากของอาคารแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายสมชายหรือวุฒิภูมิ ตงเจริญ พยานจำเลยว่า บริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด มีชื่อเสียงเป็นบริษัทก่อสร้างติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลยว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด เป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานราก บริษัทโปรเจคซิสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่า ในการตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากของอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำ จำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งการในการทำงานแต่อย่างใด เพราะหน้าที่ในการก่อสร้างเป็นของบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด และหน้าที่ในการควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเป็นของบริษัทโปรเจคซิ สเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ก่อสร้าง คือ บริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดไม่ใช่จากจำเลย เพราะจำเลยไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป"

          พิพากษากลับ

( ยงยศ นิสภัครกุล - อภิศักดิ์ พรวิราภา - ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2539

ป.พ.พ. มาตรา 428, 438

          จำเลยที่1เป็นเจ้าของที่ดิน ที่มีการก่อสร้างและตอกเสาเข็มยินยอมให้จำเลยที่2ขออนุญาตก่อสร้างบนที่ดิน มีจำเลยที่3เป็นผู้จ้างให้จำเลยที่4ดำเนินการตอกเสาเข็มบนที่ดินเมื่อเกิด ความเสียหายแก่อาคารของโจทก์ที่1ซึ่งอยู่บนที่ดินข้างเคียงจำเลยที่1ถึงที่3 ก็เคยเข้าไปตรวจดูแลซ่อมแซมให้บางส่วนพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่1ถึงที่3มีผลประโยชน์ร่วมกันในการก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลย ที่1แม้จำเลยที่3จะเป็นผู้จ้างให้จำเลยที่4ตอกเสาเข็มแต่ก็เพื่อประโยชน์ของ จำเลยที่1ถึงที่3ด้วยถือได้ว่าจำเลยที่1ถึงที่3เป็นผู้ร่วมกันจ้างจำเลย ที่4ในการตอกเสาเข็มซึ่งโดยปกติผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสีย หายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่า จ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างการที่จำเลยที่4ตอกเสาเข็มตามแผนผังแบบ แปลนการก่อสร้างของจำเลยที่1ถึงที่3ห่างรั้วกำแพงของโจทก์เพียง2เมตรเท่ากับ จำเลยที่4ได้ดำเนินการตามคำสั่งของจำเลยที่1ถึงที่3จำเลยที่1ถึงที่3ผู้ว่า จ้างจึงเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำอันทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ที่1 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ที่1โดยพิเคราะห์ตามคำเบิกความของ ย. พยานโจทก์ที่1ประกอบภาพถ่ายและใบประเมินราคาแล้วเห็นว่ากำแพงรั้วพื้น ซีเมนต์ตัวอาคารและสระน้ำเสียหายเป็นจำนวนมากจึงเหมาะสมแล้ว

________________________________

          โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ ที่ 1 เป็น เจ้าของ กรรมสิทธิ์ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 986 พร้อม สิ่งปลูกสร้าง โจทก์ ที่ 2 เป็น ผู้เช่า ที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ดังกล่าว เพื่อ ประกอบการค้า เป็น ห้องพัก อาศัยให้ เช่า ใช้ ชื่อ ว่า โรงแรม มาเมโซงค์ จำเลย ที่ 1 เป็น เจ้าของ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 915 ซึ่ง มี เขต ติดต่อ กับ ที่ดิน ของ โจทก์ ที่ 1 จำเลย ที่ 2เป็น เจ้าของ โครงการ ก่อสร้าง อาคาร โรงแรม พัทยาเซ็นเตอร์ ซึ่ง จะ ทำการ ปลูกสร้าง ลง บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 โดย จำเลย ที่ 2เป็น ผู้ขออนุญาต ก่อสร้าง อาคาร ต่อ เทศบาล จำเลย ที่ 3 เป็น ผู้รับเหมางาน ก่อสร้าง อาคาร โรงแรม พัทยาเซ็นเตอร์ จาก จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2จำเลย ที่ 4 โดย จำเลย ที่ 5 หุ้นส่วน ผู้จัดการ เป็น ผู้รับจ้างตอก เสาเข็ม ตาม แผนผัง ใน แบบแปลน และ คำสั่ง ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ได้ว่า จ้าง และ มี คำสั่ง ให้ จำเลย ที่ 3 ผู้รับเหมาทำการ ก่อสร้าง อาคาร โรงแรม พัทยาเซ็นเตอร์ ตาม แบบแปลน ที่ ได้รับ อนุญาต จาก เทศบาล ลง บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 3 เป็น ผู้สั่งซื้อ เสาเข็ม คอนกรีต และ ได้ว่า จ้าง จำเลย ที่ 4 ให้ ทำการ ตอก เสาเข็มโดย จำเลย ที่ 3 เป็น ผู้ เลือก หา ผู้รับจ้าง เอง จำเลย ที่ 4 ได้ ดำเนินการตอก เสาเข็ม ด้วย ความประมาท เลินเล่อ เป็นเหตุ ให้ กำแพง คอนกรีตพื้น ปูน บริเวณ ด้านหลัง อาคาร ห้องพัก ผนัง อาคาร ห้องพัก ท่อ น้ำและ สระ น้ำ ของ โจทก์ ที่ 1 ได้รับ ความเสียหาย และ ทำให้ โจทก์ ที่ 2ต้อง ขาด รายได้ จาก การ ให้ เช่า ห้องพัก เป็น เวลา 3 เดือน ขอให้ บังคับจำเลย ทั้ง ห้า ร่วมกัน ชดใช้ เงิน จำนวน 289,697 บาท พร้อม ดอกเบี้ยแก่ โจทก์ ที่ 1 ให้ จำเลย ทั้ง ห้า ร่วมกัน ชำระ เงิน จำนวน 144,281 บาทพร้อม ดอกเบี้ย แก่ โจทก์ ที่ 2

          จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ให้การ ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ไม่ได้กระทำ ละเมิด หรือ ต้อง ร่วมรับผิด ใน เหตุ ละเมิด ต่อ โจทก์ ทั้ง สอง เพราะจำเลย ที่ 1 เป็น เพียง เจ้าของ ที่ดิน จำเลย ที่ 2 เป็น เจ้าของสิ่ง ก่อสร้าง และ เป็น ผู้ขออนุญาต ก่อสร้าง และ จำเลย ที่ 3 เป็นนิติบุคคล ตาม กฎหมาย มิใช่ ผู้รับเหมา งาน ก่อสร้าง ตอก เสาเข็ม จากจำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 มิใช่ นายจ้าง หรือ ตัวการ ของจำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 การกระทำ ของ จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ก็ มิใช่การกระทำ ใน ทางการที่จ้าง ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ค่าเสียหาย ตาม ฟ้องสูง เกิน ไป ขอให้ ยกฟ้อง

          จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ จำเลย ทั้ง ห้าขาดนัดพิจารณา

          ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ร่วมกันชำระ เงิน จำนวน 289,697 บาท พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปีจาก ต้นเงิน 271,062 บาท นับ ถัด จาก วันฟ้อง (ฟ้อง วันที่ 28ธันวาคม 2533) จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ ที่ 1 และ ให้ จำเลย ที่ 4และ ที่ 5 ร่วมกัน ชำระ เงิน จำนวน 144,281 บาท พร้อม ดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อ ปี จาก ต้นเงิน 135,000 บาท นับ ถัด จาก วันฟ้องจนกว่า ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ ที่ 2 ให้ยก ฟ้อง จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3

          โจทก์ ทั้ง สอง อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ จำเลย ที่ 1 ที่ 2และ ที่ 3 ร่วมรับผิด ใน ความเสียหาย ของ โจทก์ ทั้ง สอง กับ จำเลย ที่ 4และ ที่ 5 ด้วย นอกจาก ที่ แก้ ให้ เป็น ไป ตาม คำพิพากษา ศาลชั้นต้น

          จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ฎีกา

          ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "มี ปัญหา ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของจำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ต้อง รับผิด ต่อโจทก์ ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลย ที่ 1 เป็น เจ้าของ ที่ดิน ที่ มี การก่อสร้าง และ ตอก เสาเข็ม จำเลย ที่ 2 เป็น ผู้ขออนุญาต ก่อสร้างบน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 โดย ได้รับ ความ ยินยอม จาก จำเลย ที่ 1 และจำเลย ที่ 3 เป็น ผู้จ้าง ให้ จำเลย ที่ 4 ดำเนินการ ตอก เสาเข็ม เพื่อการ ก่อสร้าง บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 อีก ทั้ง จำเลย ที่ 1 ก็ เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ ของ จำเลย ที่ 3 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 มิได้ นำสืบให้ เห็นว่า ขณะ ก่อสร้าง นั้น ผู้ใด เป็น เจ้าของ และ รับผิดชอบ ใน การก่อสร้าง อาคาร โรงแรม บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 ทั้ง ได้ความ จากคำเบิกความ ของ จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ว่า เมื่อ ปรากฏว่า เกิด ความเสียหาย แก่ อาคาร ของ โจทก์ ที่ 1 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ก็ เคย เข้า ไปตรวจ ดูแล ซ่อมแซม ให้ บางส่วน พฤติการณ์ ดังกล่าว ย่อม เห็น ได้ว่าจำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 มีผล ประโยชน์ ร่วมกัน ใน การก่อสร้างอาคารโรงแรม บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 แม้ จำเลย ที่ 3 จะ เป็น ผู้จ้าง ให้จำเลย ที่ 4 ตอก เสาเข็ม แต่ ก็ เพื่อ ประโยชน์ แก่ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3ถือได้ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 เป็น ผู้ ร่วมกัน จ้าง จำเลย ที่ 4ใน การ ตอก เสาเข็ม นั่นเอง การจ้าง จำเลย ที่ 4 ดังกล่าว ก็ เพื่อความ สำเร็จ ใน การ ตอก เสาเข็ม ให้ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 เท่านั้นจึง เป็น การ รับจ้างทำของ ซึ่ง โดยปกติ ผู้ว่าจ้าง ทำของ ไม่ต้อง รับผิดเพื่อ ความเสียหาย อัน ผู้รับจ้าง ได้ ก่อ ให้ เกิดขึ้น แก่ บุคคลภายนอกใน ระหว่าง ทำการ งาน ที่ ว่าจ้าง เว้นแต่ ผู้ว่าจ้าง จะ เป็น ผู้ ผิดใน ส่วน การงาน ที่ สั่ง ให้ ทำ หรือ ใน คำสั่ง ที่ ตน ให้ ไว้ หรือ ใน การเลือก หา ผู้รับจ้าง ตาม ที่ บัญญัติ ไว้ ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 428 ซึ่ง การ ที่ จำเลย ที่ 4 ตอก เสาเข็ม ตาม แผนผัง แบบแปลนการ ก่อสร้าง ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ห่าง รั้ว กำแพง ของ โจทก์เพียง 2 เมตร เท่ากับ จำเลย ที่ 4 ดำเนินการ ตาม คำสั่ง ของ จำเลย ที่ 1ถึง ที่ 3 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ย่อม ตระหนัก ดี ว่าการ ตอก เสาเข็มขนาด ใหญ่ ใกล้ ที่ดิน ของ ผู้อื่น ย่อม ทำให้ ที่ดิน ข้างเคียง ถูกกระทบ กระเทือน อย่าง แรง อัน จะ เป็นเหตุ ให้ อาคาร และ ทรัพย์สิน ของโจทก์ ที่ 1 เสียหาย ได้ ไม่ปรากฏ ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ได้ กำชับสั่ง ให้ จำเลย ที่ 4 หา วิธีการ ป้องกัน ความเสียหาย ของ ที่ดินข้างเคียง ที่ อาจ ได้รับ ดังกล่าว ถือได้ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3ผู้ว่าจ้าง ให้ ตอก เสาเข็ม เป็น ผู้ ผิด ใน ส่วน การงาน ที่ สั่ง ให้ ทำจำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 จึง ต้อง รับผิด ใน ความเสียหาย ของ โจทก์ ที่ 1ส่วน ที่ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ฎีกา ว่า คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 1ไม่ชอบ เพราะ วินิจฉัย โดย ปราศจาก พยานหลักฐาน ใน สำนวน นั้น ศาลฎีกาตรวจ สำนวน แล้ว ไม่ปรากฏ ว่า ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 จะ วินิจฉัย โดย ปราศจากพยานหลักฐาน ใน สำนวน แต่อย่างใด ได้ ใช้ ดุลพินิจ ฟัง พยานหลักฐาน ในสำนวน โดยชอบ แล้ว ทั้ง ได้ พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 รับผิด ต่อโจทก์ ที่ 1 ตาม บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ดัง ที่ ศาลฎีกา ยกมา กล่าว แล้วเพียงแต่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มิได้ อ้าง บทบัญญัติ มาตรา แห่งกฎหมายเท่านั้น ศาลฎีกา เห็นพ้อง ด้วย กับ คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ฎีกาของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

          มี ปัญหา ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3ประการ สุดท้าย ว่า ศาลชั้นต้น กำหนด ให้ รับผิด ใน ค่าเสียหาย ของโจทก์ ที่ 1 สูง เกิน ไป นั้น เห็นว่า โจทก์ ที่ 1 มี นาย ยวน บุอ้น เบิกความ ยืนยัน ว่า ได้ ไป ประเมิน ราคา ค่าซ่อมแซม เกี่ยวกับ กำแพง รั้วและ อาคาร ของ โจทก์ ที่ 1 ที่ เสียหาย แล้ว เป็น เงิน 164,862 บาทตาม ใบ ประเมิน ราคา เอกสาร หมาย จ. 8 และ โจทก์ ที่ 2 เบิกความ ยืนยัน ว่าโจทก์ ที่ 1 ต้อง ซ่อมแซม สระ น้ำ ไป เป็น เงิน 106,200 บาท และ โจทก์ ที่ 1ได้ ถ่าย ภาพ ความเสียหาย ของ สิ่ง ก่อสร้าง ต่าง ๆ ไว้ ตาม เอกสาร หมาย จ. 7เมื่อ พิเคราะห์ ภาพถ่าย เอกสาร หมาย จ. 7 ประกอบ คำเบิกความ ของ พยานโจทก์ ที่ 1 และ ใบ ประเมิน ราคา เอกสาร หมาย จ. 8 แล้ว เห็นว่า กำแพง รั้วพื้น ซีเมนต์ ตัว อาคาร และ สระ น้ำ ของ โจทก์ ที่ 1 เสียหาย เป็น จำนวน มากค่าเสียหาย ที่ ศาลชั้นต้น กำหนด มา จึง เหมาะสม แล้ว ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1ถึง ที่ 3 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน "

          พิพากษายืน และ ให้ยก ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ใน ส่วน ที่เกี่ยวกับ โจทก์ ที่ 2 คืน ค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกา จำนวน 3607.50 บาทแก่ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นฎีกา ให้ เป็น พับ

( สละ เทศรำพรรณ - สุรินทร์ นาควิเชียร - ถวิล อินทรักษา )

 

ThaiLawConsult นำฎีกาเหล่านี้ มาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา วันที่ 8 พ.ย. 2556

 

เตือนพายุไห่เยี่ยนฉบับที่ 2

  • 09 พฤศจิกายน 2556 เวลา 07:04 น. |

ณุมาพร

 

กรมอุตุเตือน ฉบับที่ 2 พายุไห่เยี่ยนเข้าเวียดนาม10-11พย.ทำอีสานด้านตะวันออกมีฝนกทม.ตก30% 

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุ ไห่เยี่ยน"  ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 09 พฤศจิกายน 2556

เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (9 พ.ย.56) พายุไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” (HAIYAN) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางทางด้านตะวันตกของประเทศฟิลิปปินส์หรือที่ละติจูด 12.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 118.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวัน ที่ 10-11 พฤศจิกายน 2556 ส่งผลทำให้ด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีฝนตกได้ และจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีอากาศเย็นและแห้งจากประเทศจีน เคลื่อนเข้ามาปะทะ 

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ  อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ บริเวณตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 18-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอย อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภู อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-18 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง  มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)  มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. อันดามันตอนบน ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  มีเมฆมาก โดยมีโอกาสฝนตก ร้อยละ 30 และมีแนวโน้มฝนลดลง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.