Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
เว็บ TLC เผยแพร่บทความเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน
และพร้อมที่จะให้ท่านแคปหน้าจอไปใช้ได้
แต่กรุณาให้เครดิตว่ามาจากเว็บ Thai Law Consult
มิฉะนั้น ท่านอาจจะมีความผิดฐานละเมิดงาน "วรรณกรรม" อันมีลิขสิทธิ์ได้
|
|
|
|
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
การร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 นั้น ฟ้องของโจทก์จะต้องเป็นฟ้องที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ดังนี้ ฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด จะขอแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดไม่ได้
เรื่องที่ 35 ฟ้องเช็คแล้ว ขอแก้ไขคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. 163 - 164 - ได้หรือไม่
คำถามจากนักศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย
หลักกฎหมาย ป.วิ.อาญา
มาตรา 163 เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล ขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถ้าศาลเห็น สมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้ เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้และ ศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้
เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนา แก่โจทก์
มาตรา 164 คำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลย เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ห้ามมิให้ศาลอนุญาต แต่การแก้ฐานความผิด หรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องก็ดี การเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ก็ดี ไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่าง พิจารณาในศาลชั้นต้นมิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น
Thai Law Consult โดยพี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 เปิดหนังสือ วิ.อาญา พิสดาร ฉบับปรับปรุงใหม่ ปี 2556 แล้ว ขออธิบายดังนี้
1. ต้องมีเหตุอันควร ในประการแรก โจทก์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องได้ ต้องมีเหตุอันควร ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่า มีเหตุอันควร เช่น อ้างว่า พิมพ์ฟ้องตกไป เพราะความบกพร่องของผู้พิมพ์หรือผู้ตรวจฟ้อง (ฎีกาที่ 755/2494 และ 1733/2513)
การขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. 164 ได้นั้น ฟ้องของโจทก์จะต้องเป็นฟ้องที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดจะขอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ครบองค์ประกอบความ ผิดไม่ได้ (ฎีกาที่ 2006/2541)
2. การแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต
3. ข้อเท็จจริงในคดีนี้ คุณพ่อได้รับเช็คจำนวน 15 ฉบับ เป็นค่าที่ดิน จากพ่อเลี้ยงคนหนึ่งของอำเภอแม่สรวย ฉบับละ 4 แสนบาท คุณพ่อโอนที่ดินให้พ่อเลี้ยงแล้ว และพ่อเลี้ยงนำไปขายต่อให้นักธุรกิจชื่อดังด้านอสังหาริมทรัพย์และเครื่อง ประดับทองคำจากกรุงเทพฯ แต่เช็คของพ่อเลี้ยง 8 ฉบับแรก ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน คุณพ่อกับพ่อเลี้ยงจึงทำหนังสือรับสารภาพหนี้ และออกเช็คใหม่อีก 10 ฉบับ ๆ ละ 6 แสนบาท ตอนนี้เช็คทั้ง 10 ฉบับเด้งอีก คุณพ่อจึงให้ทนายความท่านหนึ่งฟ้องพ่อเลี้ยงเป็นคดีอาญาเกี่ยวกับเช็ค โดยแยกฟ้องเป็น 3 คดี คดีแรก ฟ้องเช็ค 3 ใบ คดีที่สอง ฟ้องเช็ค 3 ใบ คดีที่สาม ฟ้องเช็คที่เหลือ 4 ใบ คุณพ่อตั้งใจแค่ติดตามเอาเงินคืน ไม่มีเจตนาให้พ่อเลี้ยงติดคุก แต่พ่อเลี้ยงเหนียวหนี้มาตลอด จนคุณพ่อโมโหและเชื่อว่า ถ้าไม่ฟ้องคดีเช็ค จะขาดอายุความ
|
3.1 หนูได้อ่านคำให้การของทนายความพ่อ เลี้ยง (จำเลย) ในคดีแรก ที่ทนายคุณพ่อฟ้องเช็ค 3 ใบ ให้การว่า "2.3 ตามพระราชบัญญัติว่าความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 การออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่า การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงเป็นองค์ประกอบการกระทำความผิด หาได้เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องในหน้า 2 บรรทัดที่ 3 แต่เพียงว่า เช็คพิพาทดังกล่าวมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและส่งมอบให้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และแนบสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้มาท้ายฟ้อง ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว เพราะการรับสภาพหนี้ มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่ เพียงแต่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5)"
|
3.2 หนูได้อ่านบทความของ ThaiLawConsult โทร. 081-759-8181 หัวข้อ ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร เรื่องที่ 1 เช็คเด้ง ฟ้องเช็ค พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค แล้ว หนูและคุณพ่อกังวลว่า การให้การของทนายจำเลย (พ่อเลี้ยง) จะทำให้คดีของคุณพ่อหนูถูกศาลยกฟ้อง
3.3 หนูและคุณพ่อ อยากถามพี่ตุ๊กตาและทีมทนาย ThaiLawConsult ว่า จะแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่อย่างไร และถ้าแก้ไขไม่ได้ ผลคดีจะเป็นอย่างไร
4. พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ได้ตอบคำถามนี้ทางโทรศัพท์กับหนูและคุณพ่อดีลเลอร์รถไปแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับอีเมล์
ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ และ ทนายศักดิ์ชาย ทุ่งโชคชัย (พี่ชายน้อย) น.บ.ท. 59 ขอตอบคำถามนี้เอง ตามหนังสือ วิ.อาญา พิสดาร ของอาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ว่า "การร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 นั้น ฟ้องของโจทก์จะต้องเป็นฟ้องที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ดังนี้ ฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด จะขอแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดไม่ได้" ตามฎีกาที่ 2006/2541 และ 307/2549
5. พี่ตุ๊กตาและทีมทนาย Thai Law Consult เต็มใจและยินดีให้คำปรึกษาพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนเกี่ยวกับการฟ้องและ ถูกฟ้องเช็ค ถ้าท่านมีปัญหาเดือดร้อน อย่าทุกข์อยู่คนเดียว ติดต่อพี่ตุ๊กตามานะคะ โทร. 081-759-8181
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2006/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 158(5), 164
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะ หรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด นั้นการออกเช็คที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นการออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายและหนี้ตามเช็คที่มีอยู่ จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ ประกอบของความผิดด้วย เมื่อคำฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งโจทก์มิได้แนบสำเนาสัญญากู้ยืมมาท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราช บัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) โจทก์จะมาขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในภายหลังเพื่อให้ฟ้องโจทก์สมบูรณ์ขึ้นอัน เป็นการกระทำให้เสียเปรียบจึงไม่อาจกระทำได้ ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่ได้
________________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด ลงวันที่ 5 กันยายน 2536 จำนวนเงิน300,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายให้แก่ โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้เรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2536 โดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้จ่ายการกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการ ใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4จำคุก 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย หนี้ตามเช็คที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ปรากฏตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ เงินกู้โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งโจทก์มิได้แนบสำเนาสัญญากู้ยืมมาท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราช บัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)ดังนั้น การที่โจทก์มาขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในภายหลังจึงไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไข หรือเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 นั้น จะต้องเป็นเรื่องขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟ้องที่สมบูรณ์อยู่แล้ว หากมีข้อที่โจทก์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมอีกไม่ใช่เป็นเรื่องที่ฟ้องเดิมไม่ สมบูรณ์แต่โจทก์มาขอแก้เพื่อให้ฟ้องโจทก์สมบูรณ์ขึ้นอันเป็นการกระทำให้ จำเลยเสียเปรียบ ศาลจึงอนุญาตไม่ได้
พิพากษายืน
( ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ - สันติ ทักราล - เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2549
ป.พ.พ. มาตรา 193/14(1)
ป.วิ.อ. มาตรา 158(5), 195 วรรคสอง, 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4
ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 การออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่าการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตาม กฎหมาย จึงเป็นองค์ประกอบการกระทำความผิดหาได้เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบใน ชั้นพิจารณาไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพ หนี้และแนบสำเนาสัญญารับสภาพหนี้มาท้ายฟ้อง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว เพราะการรับสภาพหนี้มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่ เพียงแต่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
________________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัตนาธิเบศร์ ลงวันที่ 17 กันยายน 2542 สั่งจ่ายเงิน 1,500,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้ เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่าบัญชีปิดแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือออกเช็คในขณะที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2543 มาตรา 4 บัญญัติว่า “ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น (2) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ (3) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะ ที่ออกเช็คนั้น (4) ฯลฯ เมื่อมีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด” ตามบทบัญญัติดังกล่าว การออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่าการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตาม กฎหมาย จึงเป็นองค์ประกอบการกระทำความผิดหาได้เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบใน ชั้นพิจารณาไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพ หนี้และแนบสำเนาสัญญารับสภาพหนี้มาท้ายฟ้อง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว เพราะการรับสภาพหนี้มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่ เพียงแต่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน
( สมคักดิ์ เนตรมัย - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - สุรศักดิ์ สุวรรณประกร )
คำพิพากษาฎีกาเหล่านี้ ThaiLawConsult โทร. 081-759-8181 นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษา วันที่ 15-8-56