Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
เว็บ TLC เผยแพร่บทความเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน
และพร้อมที่จะให้ท่านแคปหน้าจอไปใช้ได้
แต่กรุณาให้เครดิตว่ามาจากเว็บ Thai Law Consult
มิฉะนั้น ท่านอาจจะมีความผิดฐานละเมิดงาน "วรรณกรรม" อันมีลิขสิทธิ์ได้
|
|
|
|
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
|
การที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างงวดสุดท้าย โดยแสดงรายการไว้ในใบส่งมอบงานจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้ดำเนินการก่อ สร้างทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงงานยังแล้วเสร็จไม่ครบถ้วน เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับและจ่ายเงินงวดสุดท้าย และเมื่อได้รับเงินจากทางราชการไปแล้วก็มิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ เป็นการปฏิบัติที่ผิดเงื่อนไขสัญญา |
||
|
เป็นการบกพร่องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 72 และในส่วนของผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการก่อสร้างฯ ให้เป็นไปตามแบบรูปและรายการที่กำหนดในสัญญา |
.
.
ต่อมามีหนังสือถึงผู้ บังคับบัญชาของท่านว่า "สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ควบคุมงานไม่ตรวจและควบคุมงานจ้างให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อ กำหนดในสัญญา เป็นการบกพร่องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ พัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 73 คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานจ้างให้ผู้รับจ้าง พร้อมทั้งมีการจ่ายเงินงวดสุดท้ายให้ผู้รับจ้างไปทั้งๆ ที่ผู้รับจ้างยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และหรือถูกต้องครบถ้วนตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา เป็นการบกพร่องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ พัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 72 และในส่วนของผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการก่อสร้างฯ ให้เป็นไปตามแบบรูปและรายการที่กำหนดในสัญญา การที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างงวดสุดท้าย โดยแสดงรายการไว้ในใบส่งมอบงานจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้ดำเนินการก่อ สร้างทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงงานยังแล้วเสร็จไม่ครบถ้วน เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับและจ่ายเงินงวดสุดท้าย และเมื่อได้รับเงินจากทางราชการไปแล้วก็มิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ เป็นการปฏิบัติที่ผิดเงื่อนไขสัญญา หากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้เข้าตรวจสังเกตการณ์พบความไม่ถูกต้องแล้ว การกระทำของผู้ควบคุมงาน คณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้รับจ้างย่อมทำให้ทางราชการเสียหายได้ จากการได้สิ่งก่อสร้างไว้ใช้ในราชการคุณภาพต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในแบบ รูปรายการก่อสร้างเกินกำหนดในสัญญา ถึงแม้ว่าจะมีการให้ผู้รับจ้างดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องแล้วเสร็จเป็นไปตาม แบบรูปรายการฯ แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำการแก้ไขหลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบ แล้ว เห็นควรเรียกค่าปรับนับตั้งแต่วันสิ้นสุดสัญญา (วันที่...............) จนถึงวันที่............... ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าตรวจสังเกตการณ์รวม 80 วัน ค่าปรับวันละ 2,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท หากเรียกเงินค่าปรับจากผู้รับจ้างไม่ได้ ควรหาตัวผู้รับผิดชอบเพื่อนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป และพิจารณาโทษแก่ผู้เกี่ยวข้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 10 ตามควรแก่กรณีต่อไป"
ท่านถามว่า
1. หน่วยงานของท่านจะเรียกค่าปรับจากผู้รับเหมาได้หรือไม่ อย่างไร
(ผู้บังคับบัญชาของท่าน มีความเห็นว่า เมื่อ สตง. ตรวจพบข้อบกพร่อง ผู้รับจ้างได้ดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยตามสัญญาภายใน 1 สัปดาห์ จึงมีความเห็นว่า ควรปรับผู้รับจ้าง เพียง 1 สัปดาห์ ไม่ใช่ 80 วัน และกำลังส่งหนังสือหารือกับอัยการว่าควรคิดค่าปรับผู้รับจ้างตั้งแต่วันใด จำนวนกี่วันและในส่วนของความรับผิดของคณะกรรมการตรวจการจ้างควรจะทำอย่างไร เพื่อทางหน่วยงานจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไป
2. ท่านจะถูกฟ้องอาญาหรือไม่ และจะวางคดีอย่างไรเพื่อให้การต่อ ปปช. หรือ อัยการ และ ชั้นศาล ไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยดูให้ด้วย
คำตอบข้อ 1.
พี่ตุ๊กตา มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมาก และได้ตอบท่านเบื้องต้นทางโทรศัพท์ไปแล้วตามข้อมูลที่ได้รับ พี่ตุ๊กตา คาดว่า หน่วยงานคงตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและได้ข้อเท็จจริงในระดับหนึ่งแล้ว และคาดว่าผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานพร้อมจะปฏิบัติตามความเห็นของอัยการ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา
เนื่องด้วย คดีนี้ อาจมี ปปช. และ อัยการ เข้ามาเกี่ยวข้องในการฟ้องคดี จึงมีความเห็นเบื้องต้นดังนี้
| กรณีเรียกค่าปรับ | ...โปรดดู ปรึกษาคดีกับทนาย เรื่อง "มัดจำ เบี้ยปรับ" (คลิกอ่าน) |
1.1 มีหลักกฎหมายเรื่อง เบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. ดังนี้
ป.พ.พ. มาตรา 380
ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะ ให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้น แทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับ ฉะนั้นแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป
ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ จะเรียกเอา เบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้น ในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ การพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้น ท่านก็อนุญาตให้พิสูจน์ได้
ป.พ.พ. มาตรา 381
ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ ว่า จะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่า ไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ เป็นต้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วย ก็ได้
ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 380 วรรค 2
ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อ ได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้
ป.พ.พ. มาตรา 383 ว.1
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูง เกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับ แล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
|
1.2 ถ้าเจ้า หนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อ ได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้น ในเวลารับชำระหนี้ จากข้อเท็จจริง คณะกรรมการตรวจการจ้าง ได้ตรวจรับงานแล้ว เพราะเห็นว่าผู้รับจ้างปฏิบัตตามสัญญาครบถ้วน แล้ว จึงไม่ได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับ และหน่วยงาน ได้ใช้อาคารสิ่งปลูกสร้างแล้วเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ก่อนที่ สตง. จะมีหนังสือให้สอบสวนข้อเท็จจริง ว่าการตรวจรับงานไม่ชอบ เพราะผู้รับจ้างไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างครบทุกข้อ ตามมาตรา 381 ว.2 ประกอบ มาตรา 380 ว.2 ดังนั้น หน่วยงานจึงไม่อาจเรียกเบี้ยปรับจากผู้รับจ้างได้
|
จำ ป.พ.พ. มาตรา 380 กรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เลย เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หรือเรียกเอาเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้อีก (ฎีกาที่ 2299/2533)
จำ ป.พ.พ. มาตรา 381 กรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับได้ด้วย ดังนั้น จึงต้องพิจารณาให้ดีว่า เป็นการเรียกเบี้ยปรับกรณีใด (ฎีกาที่ 2216/2515 ประชุมใหญ่)
|
ในกรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง สมควร ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับ ไว้ในขณะรับชำระหนี้ (ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคท้าย) ถ้าเจ้าหนี้รับชำระหนี้โดยไม่บอกสงวนสิทธิไว้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับในภายหลังได้อีก (ฎีกาที่ 2365/2536) |
1.3 ถ้าท่านเรียกเบี้ยปรับจากผู้รับจ้างไม่ได้ ใครต้องรับผิดชอบ Thai Law Consult จะนำเสนอในโอกาสต่อไป ซึ่งพี่ตุ๊กตา กำลังปรึกษากับ 7 ทนายอยู่ว่า จะนำเสนอคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามระเบียบพัสดุ ปัญหาและทางออก (ซึ่ง สตง. ตรวจพบแล้ว ให้หน่วยงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย หรือส่งให้ ปปช. และให้อัยการฟ้อง) มาลงใน Thai Law Consult เร็ว ๆ นี้
คำตอบข้อ 2.
พี่ตุ๊กตา เห็นว่า ท่านและคณะกรรมการตรวจการจ้าง หาได้มีเจตนาทุจริตไม่ ดังนั้น อัยการไม่น่าจะฟ้องท่าน แต่การลงโทษทางวินัย อาจจะทำให้มีปัญหาได้ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของท่านอาจจะชงักไปอย่างต่ำเป็นเวลา 2 ปี (พี่ตุ๊กตาจะช่วยดูเรื่องของท่านอีกครั้งเมื่อได้รับเอกสารครบถ้วนค่ะ)
.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2536
ป.พ.พ. มาตรา 381, 599
โจทก์ทวงถามจำเลยให้ส่งมอบงานพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดในสัญญาและได้เข้าอยู่ในบ้านพิพาทขณะที่จำเลยขนย้ายออกจากบ้านพิพาทถือได้ว่าโจทก์รับมอบงานจากจำเลยแล้ว โจทก์มิได้กล่าวสงวนสิทธิเรียกเอาค่าปรับฐานผิดสัญญาไว้ จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลย เมื่องานก่อสร้างของจำเลยล่าช้าเกินกำหนดเวลาตามสัญญาและมีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้จนกว่าจำเลยจะซ่อมแซมเสร็จแต่เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและเข้าอยู่ในบ้านพิพาทก็ชอบที่จะหักเป็นค่าซ่อมแซมความเสียหายตามควรค่าแห่งการนั้นได้หากมีค่าสินจ้างเหลือต้องคืนให้จำเลยไม่ชอบที่โจทก์จะไม่ชำระค่าสินจ้างเสียเลย
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาให้จำเลยก่อสร้างบ้านตึกแฝดสองชั้นพร้อมโรงรถ ปรากฏว่าจำเลยก่อสร้างผิดจากรูปแบบและรายการก่อสร้างแนบท้ายสัญญา ใช้วัสดุสัมภาระที่มีคุณภาพต่ำเกิดความชำรุดบกพร่องต้องซ่อมแซมมากและก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยได้ตามสัญญาวันละ1,000 บาท นับจากวันที่สัญญาครบกำหนด โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และจ้างช่างอื่นมาทำงานต่อ ขอให้จำเลยชำระเงิน777,000 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยและค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับวันละ 1,000 บาท
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ก่อสร้างตามแบบแปลนแผนผังและรายการที่กำหนดไว้ในสัญญาครบถ้วนแล้ว ไม่มีการชำรุดบกพร่องโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา รายการตามฟ้องเป็นการก่อสร้างในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 7 ซึ่งโจทก์ได้ตรวจรับมอบงานและจ่ายสินจ้างให้จำเลยแล้วโดยมิได้โต้แย้งและได้รับมอบบ้านจากจำเลยแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย โจทก์ส่งมอบวัสดุสัมภาระให้จำเลยหลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามกำหนดได้เหตุดังกล่าวเป็นความผิดของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลย โจทก์รับมอบบ้านและเข้าอยู่อาศัยตลอดมา โดยที่ยังมิได้ชำระค่าสินจ้างในงานงวดที่ 8 และระหว่างการก่อสร้างโจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอีกหลายรายการซึ่งโจทก์ยังมิได้ชำระสินจ้างให้ ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 701,935.16 บาท พร้อมกับดอกเบี้ย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิรับเงินค่าจ้างในงวดที่ 8 เพราะจำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาและละทิ้งงานไปโจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างเพิ่มเติมเฉพาะรายการตามเอกสารแนบท้ายคำให้การแก้ฟ้องแย้งเท่านั้น เป็นเงิน 103,500 บาท ซึ่งจำเลยได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 119,460 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2526 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้จำเลยแล้วเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 152,500 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในยอดเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2526 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินให้จำเลยแล้วเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญาก่อสร้างบ้านพิพาทโดยไม่ส่งมอบงานให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาจำเลยต้องชำระค่าปรับตามสัญญาให้โจทก์นับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 311,000 บาทแก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ทวงถามจำเลยให้ส่งมอบงานพ้นเวลาที่กำหนดในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาทแล้วถึงประมาณ 4 เดือน ตามเอกสารหมาย ล.23 และโจทก์เข้าอยู่ในบ้านพิพาทขณะที่จำเลยขนย้ายออกจากบ้านพิพาทถือได้ว่าโจทก์รับมอบงานจากจำเลยแล้ว โดยตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย ล.23ดังกล่าว โจทก์มิได้กล่าวสงวนสิทธิเรียกเอาค่าปรับฐานผิดสัญญาไว้แต่โจทก์เพิ่งจะทวงถามให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามสัญญาในเดือนตุลาคม 2536 ตามเอกสารหมาย จ.27 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลย
ที่โจทก์ฎีกาว่า งานก่อสร้างงวดที่ 8 อันเป็นงวดสุดท้ายไม่เสร็จตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพิพาทเป็นเพราะความผิดของจำเลย โจทก์ไม่ต้องชำระค่าสินจ้างงวดที่ 8 ให้นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า งานก่อสร้างของจำเลยล่าช้าเกินกำหนดเวลาตามสัญญาและมีความชำรุดบกพร่องหลายรายการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 599 โจทก์ชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างงวดที่ 8 ไว้จนกว่าจำเลยจะซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องแล้วเสร็จหากจำเลยจัดทำไม่เสร็จจนโจทก์บอกเลิกสัญญา และในที่สุดโจทก์เข้าอยู่ในบ้านพิพาท โจทก์ชอบที่จะหักเป็นค่าซ่อมแซมความเสียหายตามควรค่าแห่งการนั้นได้เท่านั้น หากมีค่าสินจ้างเหลือก็ต้องคืนให้จำเลยไป ไม่ชอบที่โจทก์จะไม่ชำระค่าสินจ้างเสียเลย
พิพากษายืน
( ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ - พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ - ชวลิต พรายภู่ )
.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2533
ป.พ.พ. มาตรา 381, 587, 597
คณะกรรมการตรวจการจ้างที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ก.ผู้ว่าจ้างตั้งขึ้นเพื่อตรวจรับมอบงานที่โจทก์ได้ทำตามสัญญาจ้างว่าถูกต้องตามสัญญาหรือไม่ แล้วเสนอไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. นั้น ไม่มีอำนาจในการที่จะสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ก.ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจที่จะรับมอบงานจากโจทก์หรือไม่ เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก.ได้เรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญาโดยหักจากเงินค่าจ้างแสดงว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก.หาได้ยอมรับมอบงานโดยมิได้อิดเอื้อน อันจะทำให้โจทก์พ้นจากความรับผิดในการส่งมอบเนิ่นช้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 597 ไม่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. แจ้งแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ให้มารับเงินแทนว่าจะหักเงินค่าปรับจากเงินค่าจ้าง ถือว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. ได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 แล้วจำเลยผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ได้
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างบ้านพักครูที่โรงเรียนบ้านป่าพุทรา โรงเรียนบ้านปางมะค่าโรงเรียนบ้านโค้งไฝ โรงเรียนบ้านโพธิ์เอน โรงเรียนบ้านโคกเลาะโรงเรียนบ้านวังหามแห โรงเรียนวัดคูหาสวรรค์โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ และโรงเรียนวชิรสารศึกษาอำเภอขานุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร รวมทั้งหมด 9 หลังตกลงค่าจ้างในราคาหลังละ 100,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างทั้งสิ้น900,000 บาท เมื่อโจทก์ก่อสร้างบ้านเสร็จตามสัญญาและส่งมอบงานให้คณะกรรมการตรวจรับงานเรียบร้อย โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างงวดแรกหลังละ 35,000 บาท จากจำเลยแล้ว แต่ค่าจ้างงวดที่สองจำเลยไม่ยอมจ่ายโดยอ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากำหนดตามสัญญาจำเลยจะหักค่าปรับจากเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับ โจทก์ไม่ยอมให้ปรับ ทั้งนี้เพราะเมื่อโจทก์ทำสัญญากับจำเลยแล้วได้ทำการก่อสร้างตามแบบในสัญญา เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2522 ปรากฏว่าในบริเวณพื้นที่ที่ทำการก่อสร้างไม่สามารถตอกเข็มลงได้ โจทก์จำเป็นต้องทำการขยายฐานรากทั้งหมด โจทก์นำเรื่องหารือคณะกรรมการตรวจการจ้างและจำเลยแล้วไม่อาจลงความเห็นเกี่ยวกับแบบ รายละเอียดและขนาดการขยายฐานรากได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2523โจทก์ได้รับหนังสือสั่งการแจ้งรายละเอียดและขนาดการขยายฐานรากจากจำเลย ทำให้กำหนดระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาเสียไปเป็นเวลาถึง 75 วัน ซึ่งจะปรับเอาเป็นความผิดของโจทก์ไม่ได้ทั้งก่อนและหลังสิ้นอายุสัญญา โจทก์พยายามขอขยายระยะเวลาการทำงานตามสัญญาออกไปอีก 70 วัน จำเลยปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญาโดยไม่สุจริต และจำเลยได้รับมอบงานตามสัญญาแล้วโดยไม่ทักท้วงสงวนสิทธิ์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 585,000 บาท การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน โจทก์ต้องซื้อสัมภาระและวัสดุในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มจากระยะเวลาเดิม ค่าใช้จ่าย เบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนรวมทั้งค่าจ้างคนงานของโจทก์อีก 5 เปอร์เซ็นต์รวมเป็นค่าเสียหาย 20 เปอร์เซ็นต์ ของเงินค่าจ้างที่โจทก์จะพึงได้รับจากจำเลย จำนวน 585,000 บาท คิดเป็นเงินจำนวน117,000 บาท และการที่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์ขอคิดจากวันที่โจทก์ควรได้รับเงินจากจำเลยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2523ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 เดือน 15 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน3,656.25 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 705,656.25 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 585,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์สร้างบ้านพักครูในเขตอำเภอขาณุวรลักษณบุรีทั้งหมด 9 หลัง งานงวดแรกสัญญากำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2522 โจทก์ทำแล้วเสร็จตามสัญญาคณะกรรมการตรวจรับงานของจำเลยได้ตรวจรับงานเป็นที่เรียบร้อยจำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างงวดแรกให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้วส่วนงานงวดที่สองโจทก์ทำเสร็จและส่งมอบงานทุกหลังเมื่อวันที่27 พฤษภาคม 2523 ล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญา 64 วัน และโจทก์จะต้องชำระค่าภาษีตามสัญญาจ้าง หักภาษี ณ ที่จ่ายในยอดเงินรายรับจำนวน 585,000 บาท เป็นเงิน 18,720 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ 307,080 บาท จำเลยได้เรียกโจทก์ให้มารับแล้วตัวแทนของโจทก์ไม่ยอมรับเงินดังกล่าว และกรณีไม่ใช่ความผิดของจำเลย คณะกรรมการตรวจรับการจ้างของจำเลยได้ตรวจรับมอบงานงวดที่สองได้บันทึกทักท้วงสิทธิที่จะปรับโจทก์ไว้ และบอกสงวนสิทธิที่จะปรับโจทก์ตามสัญญา การที่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้า ทำให้จำเลยเสียหาย และจำเลยมีสิทธิตามสัญญาที่จะบังคับเอาค่าปรับจากโจทก์ได้หลังละ 28,800 บาท รวม 9 หลัง เป็นเงิน 259,200 บาทรวมทั้งภาษีเงินได้ ภาษีการค้า ภาษีส่วนท้องถิ่น และค่าใช้จ่ายจัดเก็บภาษีท้องถิ่นที่โจทก์จะต้องเสียในยอดเงินรายได้ 585,000 บาทหัก ณ ที่จ่ายเป็นเงิน 18,720 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลย 277,920 บาท จำเลยจึงขอถือเอาคำให้การนี้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 277,920 บาท แก่จำเลยโดยจำเลยขอหักกลบลบหนี้เอาจากเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจำนวน585,000 บาท ซึ่งอยู่ที่จำเลย คงเหลือเงินที่โจทก์ควรจะได้รับจากจำเลย 307,080 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลและขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไปไม่เกินกำหนดเวลาที่โจทก์จะต้องเสียไปเพราะการรอคอยคำสั่งจากจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิขอได้ โจทก์ได้รับการปฏิเสธจากจำเลยโดยจำเลยมิได้ชี้แจงเหตุผลให้โจทก์เข้าใจ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยไม่สุจริต ความล่าช้าการส่งมอบงานเนื่องมาจากเหตุปฏิบัติงานล่าช้าเกี่ยวกับการหารือแบบการขยายฐานรากของจำเลยจำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาเอาจากโจทก์ทั้งคณะกรรมการตรวจรับการจ้างและจำเลยไม่เคยบอกกล่าวสงวนสิทธิที่จะเรียกเงินค่าปรับจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาได้มีพระราชบัญญัติโอนกิจการบริหารโรงเรียนประชาบาลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและโรงเรียนประถมศึกษาของกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2523 ศาลหมายเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นจำเลยแทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน585,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้นำเงินเบี้ยปรับที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยจำนวน 115,200 บาท มาหักกลบลบหนี้ คำขออื่นของโจทก์จำเลยให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในปัญหาที่ว่า จำเลยไม่ต่ออายุสัญญาจ้างการก่อสร้างบ้านพักครูในเขตอำเภอขาณุวรลักษบุรีให้แก่โจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ข้อนี้โจทก์กล่าวอ้างเหตุแห่งความล่าช้าในการก่อสร้างบ้านพักครูว่า โจทก์เพิ่งรู้ว่าในเขตจังหวัดกำแพงเพชร พื้นดินแข็งตอกเสาเข็มไม่ลงเมื่อโจทก์ลงมือก่อสร้างตามสัญญา ต้องใช้วิธีขยายฐานรากแทน แต่ในแบบแปลนบ้านพักครูท้ายสัญญาว่าจ้างไม่ได้กำหนดขนาดของฐานรากที่ขยายไว้โจทก์จึงทำฐานรากตามแบบแปลนโดยไม่ขยายฐานราก เมื่อทำงานเสร็จคณะกรรมการตรวจการจ้างให้รับมอบงานและองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้จ่ายค่าจ้างสำหรับงานงวดแรกให้แก่โจทก์แต่ในเวลาเดียวกันโจทก์รับจ้างเหมาก่อสร้างบ้านพักครูในเขตอำเภอคลองขลุงด้วย โจทก์ไม่สามารถตอกเสาเข็มได้ คณะกรรมการตรวจการจ้างให้ขยายฐานรากจากเดิม 70 x 70 เซนติเมตรเป็น 90 x 90 เซนติเมตร โจทก์ได้ขยายฐานรากตามคณะกรรมการสั่งแต่เมื่อส่งมอบงาน คณะกรรมการตรวจการจ้างไม่ยอมรับ โจทก์กลัวจะเกิดปัญหาจึงงดการก่อสร้างบ้านพักครูในเขตอำเภอขาณุวรลักษบุรีด้วย เห็นว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้ตรวจรับมอบงานงวดแรกของบ้านพักครูในเขตอำเภอขาณุวรลักษบุรีแล้ว แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านพักครูงวดที่สองต่อจึงเป็นความผิดของโจทก์เอง โจทก์หาอาจอ้างเหตุข้อขัดแย้งระหว่างโจทก์กับคณะกรรมการตรวจการจ้างบ้านพักครูในเขตอำเภอคลองขลุงมาเป็นเหตุว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรดำเนินการหารือข้อขัดข้องในเรื่องแบบขยายฐานรากล่าช้าได้ไม่ ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรไม่ต่ออายุสัญญาการจ้างบ้านพักครูในเขตอำเภอขาณุวรลักษบุรีชอบแล้ว ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ในปัญหาที่ว่า จำเลยไม่ต่ออายุสัญญาให้แก่โจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่ ข้อนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าความล่าช้าในการก่อสร้างบ้านพักครูในเขตอำเภอขาณุวรลักษบุรีเป็นความผิดของโจทก์ โจทก์จะเสียหายหรือไม่อย่างไรจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
ในปัญหาที่ว่า โจทก์สร้างบ้านพักครูไม่เสร็จตามสัญญาจำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยย่อมเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายเพราะไม่อาจใช้บ้านพักครูได้ และในสัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย ป.จ.2 ระบุว่า ถ้าหากผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญา ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างปรับผู้รับจ้างเป็นรายวัน วันละ 450 บาทนับแต่วันล่วงเลยกำหนดวันแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันที่ทำงานแล้วเสร็จบริบูรณ์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ส่งมอบงานล่าช้าโจทก์ก็จะต้องถูกปรับตามสัญญาดังกล่าว จึงมีปัญหาต่อไปตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่บอกสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์จำเลยจึงเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ไม่ได้นั้น ประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยมา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน และศาลฎีกาเห็นว่าการรับมอบงานจากโจทก์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้ตั้งคณะกรรมการตรวจการจ้างเพื่อตรวจรับมอบงานที่โจทก์ได้ทำตามสัญญาจ้างว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วเสนอไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการที่จะสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับแต่อย่างใด องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจที่จะรับมอบงานจากโจทก์หรือไม่คดีนี้ฟังได้ว่า เมื่อโจทก์มอบอำนาจให้นายอำพลไปขอรับเงินค่าจ้างองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้เรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา นายอำพลไม่ยอมรับจำนวนเงินค่าจ้างที่เหลือจากที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้หักไว้เป็นเบี้ยปรับตามสัญญาปรากฏตามบันทึกเอกสารหมายป.จ.13 แสดงให้เห็นชัดว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรหาได้ยอมรับมอบงานโดยมิได้อิดเอื้อนไม่ ซึ่งจะทำให้โจทก์พ้นจากความรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 597 และการที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรแจ้งแก่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มารับเงินแทนว่าจะต้องหักค่าปรับจากเงินค่าจ้าง กรณีถือได้ว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากโจทก์ได้ และที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเบี้ยปรับโจทก์มานั้นชอบแล้ว"
พิพากษายืน
( บุญส่ง วรรณกลาง - ประชา บุญวนิช - นิเวศน์ คำผอง )
.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2518
ป.พ.พ. มาตรา 112, 377, 381
โจทก์ผู้รับจ้างทำของทำงานไม่เสร็จตามกำหนดในสัญญาจึงขอต่ออายุ จำเลยผู้ว่าจ้างไม่ตอบ จะถือว่าจำเลยยอมต่ออายุสัญญาให้ไม่ได้
ผู้รับเหมาทำงานเสร็จ แต่ผู้ตรวจงานของผู้ว่าจ้างรายงาน ว่าไม่ตรงตามสัญญา ผู้ว่าจ้างเรียกเบี้ยปรับ จะถือว่าผู้ว่าจ้างรับงาน โดยไม่อิดเอื้อนไม่ได้ จึงเรียกเบี้ยปรับได้
ผู้รับจ้างมอบหนังสือรับรองของธนาคารแทนเงินมัดจำตามสัญญาไม่เป็นเงินมัดจำ แต่เมื่อผิดสัญญาผู้ว่าจ้างก็เรียกเอาเงินจำนวนนี้ได้
( รื่น วิไลชนม์ - สนับ คัมภีรยส - สมชัย ทรัพยวณิช )
.
(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 22-05-56)