Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
เว็บ TLC เผยแพร่บทความเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน
และพร้อมที่จะให้ท่านแคปหน้าจอไปใช้ได้
แต่กรุณาให้เครดิตว่ามาจากเว็บ Thai Law Consult
มิฉะนั้น ท่านอาจจะมีความผิดฐานละเมิดงาน "วรรณกรรม" อันมีลิขสิทธิ์ได้
|
|
|
|
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
| แต่อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ให้กู้จะเรียกดอกเบี้ยที่เกินอัตราไม่ได้ แต่ผู้ให้กู้ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในฐานผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ได้ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยคิดแต่วันผิดนัด (ฎีกาที่ 5603/2548) |
.
.
ถาม - โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยยินยอมให้เอาดอกเบี้ยรวมกับต้นเงินกรอกในสัญญาเงินกู้ ถ้าฟ้องร้องกันถึงศาล ผลคดีจะเป็นอย่างไร
ตอบ - คำพิพากษาฎีกาที่ 2657/2534
ทีมทนาย Thai Law Consult โดยพี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 เจอคำถามนี้บ่อยครั้ง จึงต้องรีบนำเรื่องดอกเบี้ยมาลงไว้ครับ
ข้อสังเกต : ถ้าผู้กู้ได้ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราให้ผู้ให้กู้ไปแล้ว เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ผู้กู้เรียกคืนไม่ได้ (ฎีกาที่ 533/2533)
Thai Law Consult จึงนำฎีกา 2657/2534, 4372/2545, 533/2533 มาลงไว้ข้างล่างนี้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2534
ป.พ.พ. มาตรา 113, 135, 653, 654
จำเลยรู้เห็นยินยอมให้โจทก์เอา ดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้ สัญญากู้จึงไม่เป็นเอกสารปลอมการกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย แต่การคิดดอกเบี้ยเป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก ซึ่งแยกออกจากกันได้โดยถือว่าคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้ต้นเงินสูญไปด้วย ต้นเงินเป็นส่วนที่สมบูรณ์ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะทั้งฉบับ น.ส.3 ที่จำเลยมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันการกู้ยืม ไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืม เงินกัน การที่โจทก์คืน น.ส.3 ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืม.
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 26,000 บาท แต่ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์ต้นเงิน 26,000 บาท ดอกเบี้ย 5,037.50 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,037.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 26,000 บาท และไม่เคยทำสัญญากู้เงิน 26,000 บาท แต่อย่างใด สัญญากู้ท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม เมื่อปลายปี 2527 จำเลยกู้เงินโจทก์ 13,000 บาทโจทก์ยึด น.ส.3 ของจำเลยไว้เป็นหลักประกัน กับโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ซึ่งไม่ได้กรอกข้อความ ซึ่งจะใช่สัญญากู้ท้าย ฟ้องหรือไม่ไม่รับรอง หลังจากนั้น 6 เดือน จำเลยได้นำเงิน15,000 บาท ไปชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์คือ น.ส.3 ให้จำเลยแล้วแต่ไม่ได้คืนกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อจำเลย จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 13,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระ เสร็จแก่โจทก์
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยรู้เห็นยินยอมให้เอาดอกเบี้ยรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่เป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าโจทก์รวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เข้าเป็นต้นเงินกู้ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้จึงเป็นโมฆะทั้งฉบับนั้น เห็นว่าจำเลยให้การรับว่าได้กู้เงินโจทก์ 13,000 บาท การกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวหาเป็นการผิดกฎหมายไม่ แต่การคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก ซึ่งแยกการกู้เงินกับเรียกดอกเบี้ยออกต่างหากจากกันได้ โดยถือว่าคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้ต้นเงินสูญไปด้วย ต้นเงิน 13,000 บาท ไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นส่วนทีสมบูรณ์แยกออกต่างหากจากการคิดดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ สมบูรณ์ได้ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะทั้งฉบับ จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า การที่โจทก์คืน น.ส.3 ซึ่งจำเลยได้มอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกันเงินกู้นั้น เป็นการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมจึงต้องฟังว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จาก จำเลยครบถ้วนแล้ว นั้นเห็นว่า น.ส.3 ดังกล่าวไม่ใช้หลีกฐานแห่งการกู้ยืม เพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืมเงินกันจึงจะฟังว่าจำเลยได้ ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้วไม่ได้
พิพากษายืน.
( เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - อุระ หวังอ้อมกลาง - เพ็ง เพ็งนิติ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4372/2545
ป.พ.พ. มาตรา 173, 702
การที่โจทก์นำดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาทที่กู้ยืม แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วน เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท เท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน 300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์ จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน360,000 บาท สัญญาจำนองดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 360,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยได้นำที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้ต่อโจทก์ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน จำนวน421,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 360,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์
จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน300,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์บ้างแล้ว ต่อมาโจทก์ได้นำดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้ฉบับดังกล่าวจำนวน 60,000 บาท ซึ่งเป็นโมฆะมารวมกับต้นเงินกู้ 300,000 บาท เป็นเงิน360,000 บาท แล้วทำสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2541 ขึ้นใหม่และนำมาฟ้องจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในส่วนต้นเงิน 60,000 บาทและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ เงินแก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 ตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยไม่ต้องรับผิดส่วนที่ขาดจำนวนต่อโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 360,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 60,000 บาท ซึ่งเกินอัตรากฎหมายกำหนดรวมเป็นต้นเงินดังกล่าวด้วย จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 300,000 บาท ในวันทำสัญญากู้ยืมจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันในวงเงิน 360,000 บาท เมื่อครบสัญญาจำนอง จำเลยไม่ไถ่ถอนจำนอง โจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วพิเคราะห์แล้วที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธานเป็นโมฆะ สัญญาจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์แห่งการกู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ เพราะสัญญาจำนองมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น และแม้จะฟังว่าหนี้เงินกู้จำนวน 300,000 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท จะแบ่งแยกกันได้ แต่ขณะทำสัญญาจำนอง โจทก์มิได้มีเจตนาแบ่งแยกหนี้ที่สมบูรณ์กับหนี้ที่เป็นโมฆะออกจากกัน ทั้งสัญญาจำนองไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกเป็นส่วน ๆ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642หน้าสำรวจ 74 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี นั้น เห็นว่า การที่โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาท ที่กู้ยืมนั้น แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วนส่วนที่ หนึ่งคือกู้เงินจำนวน 300,000 บาท อีกส่วนหนึ่งคือ 60,000บาท เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท เท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน 300,000 บาทยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 หน้าสำรวจ 74 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 360,000 บาท สัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์ คือ จำนวน 300,000 บาท เมื่อโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วน นี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว"
พิพากษายืน
( ปรีดี รุ่งวิสัย - อัธยา ดิษยบุตร - สมศักดิ์ เนตรมัย )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2533
ป.พ.พ. มาตรา