Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
เว็บ TLC เผยแพร่บทความเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชน
และพร้อมที่จะให้ท่านแคปหน้าจอไปใช้ได้
แต่กรุณาให้เครดิตว่ามาจากเว็บ Thai Law Consult
มิฉะนั้น ท่านอาจจะมีความผิดฐานละเมิดงาน "วรรณกรรม" อันมีลิขสิทธิ์ได้
|
|
|
|
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna...
ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
.
คดีเกี่ยวกับเช็ค จำเลยถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 40 วัน ไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 30 วัน ไม่รอลงอาญา เมื่อประกันตัวจำเลยแล้ว ทนายจำเลยคนใหม่ มีเวลา 1 เดือน เพื่อแก้ไข ผลร้ายของจำเลย ไม่ให้ต้องติดคุกจริง ทนายคนใหม่ถามทนายอาวุโสว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง ทนายอาวุโสแนะนำสูตรทำคดีว่า
ทีมงาน Thai Law Consult จึงเรียบเรียงเรื่องนี้มาให้ศึกษากันครับ
หลัก
ป.วิ.อ.
มาตรา 216 วรรค 1 ภายใต้บังคับ แห่ง มาตรา 217 ถึง มาตรา 221 คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่ง เดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่าย ที่ฎีกาฟัง
มาตรา 218 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่น ด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
มาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาล อุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาล อุทธรณ์พิพากษาแก้ใขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย
มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์
ทบทวน ป.วิ.อ. มาตรา 218
วรรค 1 - เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี
วรรค 2 - เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี
วรรค 1 - ห้ามคู่ความฎีกา
วรรค 2 - ห้ามเฉพาะโจทก์ฎีกา จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้
การแก้ไขมาก แก้ไขเล็กน้อย
การแก้ไขมาก - ตามแนวคำพิพากษาฎีกา ได้แก่ กรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขทั้งบทความผิดและแก้ไขโทษ ตรงกันข้าม หากศาลอุทธรณ์แก้ไขบทความผิดอย่างเดียว โดยไม่ได้แก้ไขโทษด้วย หรือแก้ไขโทษอย่างเดียว แต่ไม่ได้แก้ไขบทความผิดด้วย เป็นการแก้ไขเล็กน้อย
แก้ทั้งบทความผิดและแก้โทษ เป็นการแก้มาก
ฎีกาที่ 1738/2528 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 78 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเป็นลงโทษ ตามมาตรา 297, 78 เป็นการพิพากษาแก้ทั้งบทและทั้งโทษ จึงเป็นการแก้ไขมาก โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าได้
ข้อสังเกต - เรื่องนี้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 เพราะศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกเกิน 2 ปี และไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 เพราะศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก
กรณีโจทก์ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 วรรค 2
ได้แก่ คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษ จำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
คดีที่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 วรรค 2 นี้ เป็นการห้ามเฉพาะโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนจำเลยยังฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้อยู่ (ฎีกาที่ 1049/2547)
----> ปัญหาข้อเท็จจริง ที่พบเสมอ คือ เรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลในการรับฟังข้อเท็จจริงและการกำหนดโทษ
ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ หากศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอจะฟังลงโทษจำเลยได้ ก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ โดยอาศัยอำนาจ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 (ฎีกาที่ 2426/2550)
ทบทวน
คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219
หลัก ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้ มิให้ใช้แก่จำเลย ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย
ทบทวน
คดีต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220
ทบทวน
มาตรา 221 การรับรองฎีกา ----> เป็นทางแก้ มาตรา 218, 219, 220
หลัก ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219, 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์เห็นว่า ความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุด ลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป
(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากบางส่วนของหนังสือ วิ.อาญาพิสดาร เล่ม 2 ปี 2553 ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ เนื้อหา 453 หน้า ราคาขาย 260 บาท เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทนายความและนักศึกษาเนติบัณฑิตทุกคน มีไว้เป็นคู่มือในการค้นคว้า เพราะมีเนื้อหาครบถ้วน จึงแนะนำให้ท่านผู้สนใจกฎหมาย หาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือเล่มนี้ครับ และ Thai Law Consult ได้นำฎีกาสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาลงไว้ข้างล่างนี้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 15, 65, 66
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมี ความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อ กฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามแล้วฐานผลิต จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐาน จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำ พิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อ จำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานนี้จึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเช่น เดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน ห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระ ราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 103 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและคืนเงินสดจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้แก่เจ้าของ
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ
จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและ ข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอ มเฟตามีนเพื่อจำหน่าย
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานผลิตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรม เดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 43 ด้วย) คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 34 ปี 10 เดือน ริบของกลาง และคืนเงินสด 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามด้วยเหตุบรรเทาโทษแล้วฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐาน จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อ จำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้กระทำผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
( สายันต์ สุรสมภพ - พิชิต คำแฝง - สุพัฒน์ บุญยุบล )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5083/2533
ป.วิ.อ. มาตรา 219
ข้อหาพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุกคนละ 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับคนละ 60 บาท จึงเป็นการแก้ไขมาก แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานั้น อีกทั้งมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219จึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 (ที่ถูกมาตรา 340 วรรคห้า), 340 ตรี,371, 91, 83, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อ กฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน (ที่ถูกโดยมีหรือใช้อาวุธปืน) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสามรวมโทษประหารชีวิตและจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 1 ปีจึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสามจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลงโทษปรับคนละ 90 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงปรับคนละ 60 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รวมเป็นลงโทษจำเลยทั้งสาม จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 60 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิวรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 4 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับคนละ 90 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ปรับคนละ 60 บาท จึงเป็นการแก้ไขมาก แต่ข้อหาความผิดนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี เมื่อศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ อีกทั้งมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย จึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาตรา 219 ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อ หานี้นั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ส่วนข้อหาความผิดฐานร่วมกันใช้ อาวุธปืนทำการปล้นทรัพย์ตามฟ้องของผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสอง ถึงแก่ความตายนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาความผิดฐานนี้จริง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกระเป๋าหนัง 1 ใบ และบัตรประจำตัวข้าราชการ 2 ใบ ราคา 100 บาท อาวุธปืน 1 กระบอก ราคา 500 บาทหากคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทน 1,100 บาท แก่ทายาทของผู้ตายนั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องให้ใช้ราคาแทน 600 บาท สมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกระเป๋าหนัง 1 ใบบัตรประจำตัวข้าราชการ 2 ใบ และอาวุธปืน 1 กระบอกไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600 บาท แก่ทายาทผู้ตายนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
( ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ - ถาวร ตันตราภรณ์ - วินัย กันนะ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2533
ป.อ. มาตรา 56
ป.วิ.อ. มาตรา 219
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความ ผิดฐาน พยายามฆ่าผู้อื่นโดย ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 69 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปีศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เกินกำหนดดังกล่าว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ผู้ตายและผู้เสียหายดื่ม สุรามึนเมาแล้วเข้าไปในบ้านจำเลยซึ่ง แม้จะไม่มีอาวุธติด ตัว แต่ ก็ได้ ใช้ มือและเท้าทำร้ายหลานจำเลย จำเลยจึงใช้ อาวุธ ปืนสั้นยิงผู้ตายทางด้านหลัง 2 นัด และยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ผู้ตายกับผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดย เข้าไปคุกคาม จำเลยถึง ในบ้านเป็นการกระทำเยี่ยงอันธพาลทั้ง ผู้ตายและผู้เสียหายยังอยู่ในวัยหนุ่ม ส่วนจำเลยอยู่ในวัยชรา มีอายุ 62 ปีแล้วหากไม่ใช้ อาวุธปืน อาจไม่มีความว่องไวพอที่จะ ยับยั้งการคุกคามของผู้ตายและผู้เสียหายให้ทันการได้ หลังเกิดเหตุ จำเลยมอบเงิน ให้บิดาผู้ตายเป็นการบรรเทาความเสียหายถึง ความรับผิดชอบในการกระทำของตน จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะ รอการลงโทษให้.
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80,288, 91, 33 และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 69เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 4 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำรับและการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามมาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 4 ปี ริบอาวุธปืน กระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง คืนซองปืนแก่เจ้าของคำขอนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วย มาตรา 80 และมาตรา 69จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบชั้นศาลของจำเลยให้ความรู้แก่ศาล เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4เดือน และ 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และให้รอการลงโทษไว้ ถือว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 69 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เกินกำหนดนี้โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จ จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่แก้ไขแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานนี้มาด้วย เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ส่วนฎีกาโจทก์เกี่ยวกับกระทงความ ผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี แต่ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากกล่าวคือ นอกจากแก้โทษจำคุกให้เบาลงแล้ว ยังให้รอการลงโทษไว้ด้วยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไปว่า การลงโทษจำคุกจำเลยในกระทงความผิดดังกล่าวมีเหตุสมควรให้รอการลงโทษไว้หรือ ไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายทองเย็นผู้เสียหาย ดื่มสุรามึนเมาแล้วเข้าไปในบ้านจำเลย ซึ่งแม้จะไม่มีอาวุธติดตัว แต่ก็ได้ใช้มือและเท้าทำร้ายนายเรืองยศหลานจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายทางด้านหลัง 2 นัด และยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ดังนี้เห็นว่า ผู้ตายกับผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดยเข้าไปคุกคามจำเลยถึงในบ้าน เป็นการกระทำเยี่ยงอันธพาล ทั้งนี้ผู้ตายและผู้เสียหายยังอยู่ในวัยหนุ่มส่วนจำเลยอยู่ในวัยชรา โดยมีอายุ 62 ปี แล้วหากไม่ใช้อาวุธปืน อาจไม่มีความว่องไวพอที่จะยับยั้งการคุกคามของผู้ตายและผู้เสียหายให้ทันการ ได้ หลังเกิดเหตุจำเลยยังมีแก่ใจมอบเงินให้บิดาผู้ตายเป็นการบรรเทาความเสียหาย เป็นจำนวน 10,000บาท ซึ่งแม้จะไม่คุ้มกับความเสียหายที่บิดาผู้ตายได้รับ แต่ก็แสดงว่าจำเลยมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนนับว่ามีเหตุสมควรรอการลง โทษ..."
พิพากษายืน.
( สวิน อักขรายุธ - เธียร ยูงทอง - ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2547
ป.วิ.อ. มาตรา 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ขอให้ลงโทษประหารชีวิต เป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
________________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเนื่องจากจำนนต่อพยานหลักฐาน ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยสำนึกผิดในการกระทำของตน จึงไม่มีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดี นี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ขอให้ลงโทษประหารชีวิตเป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้”
พิพากษายกฎีกาโจทก์
( ทองหล่อ โฉมงาม - ปรีดี รุ่งวิสัย - เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ )
(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 7-1-56)
ข้อเท็จจริง
1. ทนายโจทก์ฟ้องเจไซ เป็นจำเลย ขอให้ศาลลงโทษในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค โดยมีข้อเท็จจริงว่า สั่งจ่ายเช็คจำนวน 6 ฉบับ เป็นยอดเงินรวม 7 แสนบาท แล้วไม่ชำระ เมื่อโจทก์ทวงถามเจไซ จำเลยเพิกเฉย ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 40 วัน โดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาเจไซ ชำระหนี้ให้โจทก์โดยการวางศาล 1 แสนบาท เพื่อให้ศาลรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษ 30 วัน โดยไม่รอ แม้เจไซจะให้เหตุผลว่า รับสารภาพ, ชำระหนี้บางส่วนแล้ว, และขอให้ศาลรอการลงโทษ เพราะต้องเลี้ยงดูบุตร
2. ทนายอมรเทพ, ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ไปพบเจไซที่ศาลแขวงหนึ่งใน กทม. ขณะที่เจไซถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวไปขังบนรถขังนักโทษ เพื่อนำส่งเรือนจำ ในวันนั้น สามีและญาติของเจไซประกันตัวไม่ทัน เจไซจึงนอนที่เรือนจำ 1 คืน เมื่อได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราว เจไซและครอบครัวได้มาพบทีมทนายความ Thai Law Consult ที่รวมตัวกันที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วงศ์สว่าง บางซื่อ กทม.
3. เมื่อได้ฟังข้อเท็จจริงว่า ทนายเดิมไปบวชเป็นพระไม่สึกเป็นทนายอีกแล้ว เจไซอยากให้ทีมทนาย Thai Law Consult ช่วยเหลือให้คดีเสร็จก่อนระยะเวลายื่นฎีกาสิ้นสุดลง (ป.วิ.อ. มาตรา 216 ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่าน) วันนั้น ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี จิตซื่อ ได้ให้คำแนะนำว่า ต้องทำให้โจทก์พอใจ โดยการชำระหนี้ให้โจทก์ถอนฟ้อง แต่มีความน่ากังวลว่า เจไซจะหาเงินสด 6 แสนบาทมาจากไหน
4. ทีมทนาย Thai Law Consult และ เจไซ จำเลยและครอบครัว ได้สรุปการดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ ดังนี้