ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 8      หมิ่นประมาท ทางอาญา


               นับจากปี พ.ศ.2548 ถึงปัจจุบัน ธุรกิจทวีผ่านดาวเทียม อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ เติบโตขึ้นมาก สิ่งที่ตามมาคือ ข้อมูลข่าวสารหลากหลายที่คนไทยได้รับ เมื่อทีมทนาย Thai Law Consult เข้าร้านตัดผม ช่างตัดผมมักถามและชวนคุยเสมอว่า ที่ท่าน ส.ส. คนนั้น พูดออก T.V. กล่าวหาอีกฝ่ายด้วยคำพูดรุนแรงอย่างนั้น ไม่ผิดอาญา ฐานหมิ่นประมาทหรือ

 

หลัก  

ป.อ.

               มาตรา 326          ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำ
                                           ความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

               มาตรา 327          ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามและการใส่ความนั้น น่าจะเป็นเหตุให้ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษดังบัญญัติไว้ในมาตรา 326 นั้น 

               มาตรา 328           ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท

               มาตรา 333 วรรคแรก            ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ 

 

ทบทวน

การใส่ความ   

  • การกล่าวข้อความตามที่ได้รับบอกเล่ามา ต่อบุคคลที่ 3 โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง ก็เป็นการใส่ความแล้ว เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 2822/2515) ฎีกานี้เพียงแต่จำเลยเอาจดหมายที่มีข้อความหมิ่นประมาทให้ผู้อื่นอ่าน ก็ถือว่าเป็นการใส่ความต่อผู้อื่นแล้ว
  • ฎีกาที่ 79/2539 ข้อความที่กล่าว แม้จะเกิดจากการตอบคำถามของผู้อื่น ก็เป็นการใส่ความแล้ว ผิดฐานหมิ่นประมาทได้
  • สำหรับข้อความจะเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไป มิใช่พิจารณาถึงความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว (ฎีกาที่ 2777/2545)
  • การที่จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น จะต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่กล่าวนั้น ถ้าเป็นเพียงการคาดคะเน (ฎีกาที่ 2180/2531) หรือเป็นคำขู่ (ฎีกาที่ 1201/2505) ไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ไม่เป็นการใส่ความ ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท
  • การกล่าวเปรียบเทียบที่เลื่อนลอย ไม่ยืนยันข้อเท็จจริง ไม่เป็นการใส่ความ เช่น เป็นคนวิกลจริต, หมาชั่ว, เป็นคนนิสัยไม่ได้
  • ตัวอย่างที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง "โจทก์มีปัญหาครอบครัว ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีปัญหากับพนักงานในสาขา จึงได้ถูกย้ายไป สนญ. คงอยู่ไม่ได้นาน ต้องถูกไล่ออก" (ฎีกาที่ 4301/2541)

----->   ข้อความที่เป็นถ้อยคำเปรียบเทียบที่ไม่สุภาพ หรือ เหยียดหยามให้อับอาย ไม่เป็นใส่ความ ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท

    • โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน โจทก์เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืน (แต่ไม่สุภาพ ฎีกาที่ 578/2550)
    • ทนายสกปรก (เป็นแค่คำเสียดสีว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นคนคดโกง (ฎีกาที่ 4425/2545)
  • ทนายเฮงซวย, คนเฮงซวย (เป็นถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยาม - ดูหมิ่นซึ่งหน้า แต่ไม่เป็นการใส่ความให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 1623/2551)
  • ประกาศโฆษณาทวงหนี้ในหนังสือพิมพ์ ไม่ผิดหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 1739/2523)
  • แต่การลงในหนังสือพิมพ์ ประกาศจับผู้อื่น โดยอ้างว่ากระทำผิด มีการลงรูปผู้นั้นด้วย ผิดหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 2499/2526)

----->   ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การเลยก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 แต่ถ้าคำให้การนั้นเป็นหมิ่นประมาทผู้อื่น บทบัญญัตินี้ หาได้คุ้มครองการกระทำดังกล่าวไม่ การที่จำเลยมีเจตนาใส่ความโจทก์ต่อพนักงานสอบสวน ย่อมมีความผิด ฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 2390/2532)

----->   การใส่ความนั้น จะต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ เป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ (ฎีกาที่ 1513/2551)

 

การใส่ความกลุ่มบุคคล

  • การกล่าวถึงผู้หนึ่งผู้ใดในกลุ่มบุคคลโดยไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึงบุคคลใดโดยเฉพาะ และถ้อยคำที่กล่าวไม่อาจเข้าใจได้ว่าหมายถึงผู้ใด ไม่เป็นหมิ่นประมาท เช่น กล่าวถึงการกระทำของแพทย์ในโรงพยาบาลว่าล่วงเกินภริยาของตน ไม่ได้เจาะจงถึงแพทย์คนใดในโรงพยาบาล หรือหมายถึงแพทย์ทุกคนในโรงพยาบาลนั้น แพทย์คนใดคนหนึ่งจะถือว่าตนเสียหายและร้องทุกข์ไม่ได้ (ฎีกาที่ 1325/2498)
  • แต่ถ้าเป็นการใส่ความทุกคนในกลุ่มนั้น เป็นหมิ่นประมาทได้ (ฎีกาที่ 295/2505 "ทนายความเมืองร้อยเอ็ด คบไม่ได้ เป็นนกสองหัว เหยียบเรือสองแคม เป็นมารร้าย ว่าความทีแรกดี ครั้งได้รับเงินแล้วก็ว่าเป็นอย่างอื่น")

 

การใส่ความต่อบุคคลที่สาม

  • ความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องเป็นเจตนาใส่ความต่อบุคคลที่สาม การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำหรือเขียนจดหมายถึงผู้เสียหายโดยตรง ไม่เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม กรณีเช่นนี้ แม้บุคคลที่สามจะทราบข้อความนั้นเอง ก็ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาใส่ความต่อบุคคลที่สาม ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 110/2516)
  • การกล่าวหมิ่นประมาทต่อผู้เสียหายโดยตรง ถ้ามีบุคคลอื่นอยู่ด้วยในขณะนั้น เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามแล้ว เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 97/2541)

 

โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชัง

  • การกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เป็นไปไม่ได้ ย่อมไม่ทำให้คนเชื่อ ไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือดูหมิ่นได้ เช่น กล่าวหาว่าเป็นผีปอบ เป็นชาติหมา ย่อมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 256/2509)
  • ข้อความที่กล่าว แปลความหมายได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นชาย เป็นคนเจ้าชู้ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้ชาย ไม่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชังแต่อย่างใด ไม่เป็นการหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 3015/2543)
  • จำเลยไปแจ้งความเท็จในคดีความผิดอันยอมความได้ แต่เป็นการแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนดำเนินคดี จึงไม่อาจเกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ แต่ถ้าถ้อยคำที่แจ้งความนั้น มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ (ฎีกาที่ 3252/2543)
  • ข้อความที่กล่าวว่า โจทก์เบี้ยวค่าสินค้า ทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนไม่ซื่อตรง หรือ โกง เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียหาย (ฎีกาที่ 1068/2537)
  • ผู้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทผู้อื่น เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 ไม่ใช่ มาตรา 328 (ฎีกาที่ 5599/2530)

 

การปรับบทลงโทษความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 328

  • ในกรณีที่ความผิดฐานหมิ่นประมาท กระทำโดยการโฆษณา อันเป็นความผิด ตามมาตรา 328 นั้น เป็นการปรับบทลงโทษ ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามมาตรา 328 เท่านั้น ไม่ต้องยกมาตรา 326 ขึ้นปรับบทลงโทษด้วย เพราะมิใช่การกระทำความผิดหลายบท

          ฎีกาที่ 3889/2531 วินิจฉัยว่า "ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และ 328 ให้ลงโทษ ตามมาตรา 328 ซึ่งเป็นบทหนัก ตามมาตรา 90 นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะกรณีที่ความผิดฐานหมิ่นประมาท กระทำโดยการโฆษณา ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุที่ต้องรับโทษหนักขึ้นไว้ในมาตรานั้น เป็นการลำดับการลงโทษเป็นขั้นๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ มิใช่การกระทำความผิดหลายบท ตามมาตรา 90 แต่อย่างใด จึงเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328

 

 

ข้อต่อสู้ของทนายจำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 329, 331

การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่เป็นความผิด (มาตรา 329)

  1. เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตน หรือ ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตน ตามคลองธรรม
  2. ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
  3. ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคล หรือสิ่งใด อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
  4. ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาล หรือในที่ประชุม
  • คู่ความ หรือ ทนายความของคู่ความ แสดงความคิดเห็น หรือ ข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท (มาตรา 331)
  • กรณีผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ เมื่อพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาท เป็นความจริง เว้นแต่ในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (มาตรา 330)

การแสดงความคิดเห็นเพื่อความชอบธรรม มาตรา 329(1) ----> ตามฎีกาที่ 4563/2544, 1780/2546, 3269/2533

การแสดงความคิดเห็นในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ มาตรา 329(1) ----> ตามฎีกาที่ 1459/2527

การแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรม มาตรา 329(3) ----> ตามฎีกาที่ 6310/2539

แจ้งข่าวสารด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม มาตรา 329(4) ----> ตามฎีกาที่ 6483/2531, 3654/2543

การแสดงความคิดเห็นในกระบวนพิจารณาคดีในศาล มาตรา 331 ----> ตามฎีกาที่ 249/2510

----> ในคดีฟ้องหย่า โจทก์กล่าวอ้างเหตุหย่าว่า คู่สมรสอีกฝ่ายเป็นชู้กับบุคคลอื่น ถือว่าเป็นข้อความในกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่เป็นหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 1055/2515, 2212/2536)

----> ตัวอย่างคำเบิกความในศาลที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท (ฎีกาที่ 1006/2542)

 

การพิสูจน์ความจริง (มาตรา 330)

                    ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่า ข้อความที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ (มาตรา 330 วรรคหนึ่ง) แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (มาตรา 300 วรรคท้าย) ฎีกาที่ 7435/2541, 407/2523

 

คำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาท (มาตรา 332)

ในคดีหมิ่นประมาท ซึ่งศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง

  1. ให้ยึด และ ทำลายวัตถุหรือส่วนของวัตถุ ที่มีข้อความหมิ่นประมาท
  2. ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วน ในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา (ฎีกาที่ 3/2542) ตามมาตรา 332(2) นั้น ให้อำนาจศาลที่จะมีคำสั่งโฆษณาเฉพาะคำพิพากษาเท่านั้น มิให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย

 

ความผิดในหมวดนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 333 วรรคแรก)

 

                    ทีมงาน Thai Law Consult ย่อมาจาก หนังสืออาญาพิสดาร เล่ม 2 หรือ จูริส ของ อาจารย์ วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ฉบับพิมพ์ปี 2552 เนื้อหา 428 หน้า ราคา 240 บาท ถือว่าราคาถูกมาก แต่มีเนื้อหาของกฎหมายครบถ้วน เป็นที่นิยมของเนติบัณฑิตที่ตั้งใจอ่านเพื่อสอบอัยการและศาล)

 

                    ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาสำคัญที่ทนายจำเลยได้ต่อสู้คดีหมิ่นประมาท มาลงไว้ข้างล่างนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้ศึกษาแล้วครับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4563/2544

ป.อ มาตรา 329

          โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว จำเลยได้พูดผ่านเครื่องกระจายเสียงว่า โจทก์เป็นคนขี้โกงเอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตน เป็นการแสดงว่าตนเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริต ไว้วางใจให้เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการแทนประชาชนได้ และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืนก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนและจำเลยเองด้วย จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งการกระทำดังกล่าวอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้ขณะจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกดำเนินคดีอาญา หากจำเลยเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์และมีมูลอันควรเชื่อ ก็เป็นการกระทำโดยสุจริตแล้ว จำเลยไม่มีความผิด

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 29เมษายน 2539 เวลากลางวัน ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนาง ซึ่งโจทก์และนายสุเทพกิ้มทอง น้องเขยจำเลยที่ 1 ได้สมัครรับเลือกตั้ง จำเลยทั้งสามกับพวกซึ่งสนับสนุนหาเสียงให้นายสุเทพ และเกลียดชังโจทก์ได้ผลัดเปลี่ยนกันประกาศโฆษณาใส่ความโจทก์ทางเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชนว่า "นายสุทัศน์ พลแสน เป็นคนขี้โกง เขาโกงเอาแม้กระทั่งที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านเอาไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้าน ๆหากพี่น้องเลือกเขาเข้าไปในสภาจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งขึ้น"ซึ่งเป็นความเท็จเพราะที่ดินของโจทก์ทุกแปลงได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและต่อมาโจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนาง ส่วนนายสุเทพไม่ได้รับเลือกตั้ง ทำให้จำเลยทั้งสามกับพวกไม่พอใจ

          เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำหนังสือร้องเรียนใส่ความโจทก์ต่อนายอำเภอแก้งสนามนางว่า "ที่ดินที่โจทก์สร้างตลาดสดอำเภอแก้งสนามนาง(ตลาดบัวเงิน) เป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน แต่ถูกโจทก์บุกรุกเอาไปสร้างอาคารพาณิชย์เป็นส่วนตัว ขอให้อำเภอตั้งกรรมการตรวจสอบหลักฐานการได้มา และหากการออกเอกสารสิทธิไม่ถูกต้องก็ให้เพิกถอนด้วย"

          เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำบันทึกเป็นหนังสือร้องเรียนใส่ความโจทก์ต่อเจ้าหน้าที่แขวงการทางจังหวัดชัยภูมิว่า "นายสุทัศน์ พลแสนผู้มีอิทธิพลกว้านซื้อที่ดินของกรมทางหลวงเอาไปสร้างตลาดสดเป็นของส่วนตัวติดกับถนนสายชัยภูมิ-บัวใหญ่ ในเขตหมู่บ้านฤทธิ์รักษาโดยมีข้าราชการอำเภอและทางหลวงร่วมด้วย จึงขอให้ดำเนินการกับคนขี้โกงด้วย"

          เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำป้ายประกาศ 2 ป้าย โดยเขียนข้อความว่า "หมาเห่าเครื่องบิน - สาธารณประโยชน์จริง ๆ" และ "บุกรุก - อิทธิพลคับฟ้าท้าทาย - สาธารณประโยชน์ พวกมึงต้องยอม" นำไปปิดประกาศไว้ที่ตลาดสดอำเภอแก้งสนามนาง และร่วมกันแจกแผ่นปลิวให้สัมภาษณ์นักข่าวหนังสือพิมพ์ และโฆษณาข้อความอันเป็นเท็จด้วยเครื่องกระจายเสียงใส่ความโจทก์ต่อหน้านักข่าวและประชาชนจำนวนมากกว่า "นายสุทัศน์ พลแสน เป็นคนขี้โกง เขาโกงเอาแม้กระทั่งที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านไปเป็นของตนเองอย่างหน้าด้าน ๆพวกเราอย่ายอมมัน ลุกขึ้นมาต่อต้านมันให้ถึงที่สุดเพื่อเอาที่สาธารณประโยชน์ของพวกเราคืนมาให้ได้" การกระทำทั้งหมดดังกล่าวทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328 กับให้จำเลยทั้งสามออกประกาศด้วยแผ่นปลิว และประกาศโฆษณาทางเครื่องขยายเสียงในบริเวณหมู่บ้านหมู่ที่ 9 และตลาดอำเภอแก้งสนามนางติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน ด้วยข้อความว่า "ที่จำเลยทั้งสามใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ว่าเป็นคนขี้โกง เอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเองนั้น เป็นความเท็จทั้งสิ้น" โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 หลังจากโจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก้งสนามนางแล้ว จำเลยที่ 1 ได้พูดผ่านเครื่องกระจายเสียงต่อประชาชนว่า โจทก์เป็นคนขี้โกง เอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเองหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1255/2541 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาขอออกเอกสารสิทธิน.ส.3 ก. โดยที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินบางส่วนใน ส.ค.1 เลขที่ 45โจทก์ไม่ได้ซื้อมา และไม่มีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า คำกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เอาที่สาธารณประโยชน์ไปเป็นของตนเอง โดยจำเลยที่ 1 แสดงความคิดเห็นประกอบว่าโจทก์ผู้กระทำการดังกล่าวเป็นคนขี้โกงทั้งนี้ ที่จำเลยที่ 1 กล่าวเช่นนั้นก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เพื่อเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์ในตำบลที่จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยคืน เพราะการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตนเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจนได้รับเลือกตั้ง เป็นการแสดงต่อประชาชนว่าตนเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนสามารถไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชนได้ แต่หากปรากฏว่าโจทก์โกงที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนไม่ควรไว้วางใจให้โจทก์เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลแทนประชาชนเพราะโจทก์อาจทำเพื่อประโยชน์ของตนอย่างที่ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว แทนที่จะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนและจำเลยที่ 1เองด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งการกระทำดังกล่าวอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และจากการเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มีผลให้พนักงานอัยการฟ้องโจทก์กับพวกกล่าวหาว่าโจทก์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาขอออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. แสดงว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวนั้นมีมูลความจริง มิใช่เป็นการเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นใส่ร้ายโจทก์โดยไม่มีมูลความจริง การแสดงข้อความและความคิดเห็นของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต ที่โจทก์อ้างว่า ขณะจำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำดังกล่าว โจทก์ยังไม่ถูกดำเนินคดีอาญา ทั้งยังไม่มีคำพิพากษาว่าโจทก์กระทำความผิดจะถือว่าโจทก์กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องร้องยังไม่ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำโดยสุจริตนั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 1เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าโจทก์ได้เอาที่สาธารณประโยชน์มาเป็นของโจทก์จริง มิได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์ และเป็นการเชื่อโดยมีมูลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง การกล่าวข้อความของจำเลยที่ 1ก็เป็นการกระทำโดยสุจริตแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาหรือต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดเสียก่อนจึงจะกล่าวได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1)(3) นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน

( อำนวย เต้พันธ์ - สมชาย จุลนิติ์ - ชวลิต ตุลยสิงห์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1780/2546

ป.อ. มาตรา 329

                    คำพูดของจำเลยที่พูดกับ ป. ซึ่งสอบถามจำเลยและให้จำเลยติดต่อโจทก์มาศาลว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" สืบเนื่องมาจากโจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับ น. ข้อหาฉ้อโกง จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องคดี นอกจากนี้ในคดีที่ ณ. สามีของจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความฟ้อง ส. แต่ ณ. และจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งสองกรณีข้างต้นทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดี บกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอาชีพทนายความและได้รับแต่งตั้งจากจำเลยให้เป็นทนายความหลายคดี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยพูดใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามว่า ไม่จ้างแล้วทนายแดง (ซึ่งหมายถึงโจทก์) ถอนจากการเป็นทนายแล้ว เอาได้ยังไงทนายฮั้วกัน ไม่สนใจติดตามคดี ซึ่งหมายถึงโจทก์มีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกับบุคคลหรือทนายความคนอื่นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยไม่สุจริตไม่สนใจติดตามคดีให้จำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้จำเลยประกาศชี้แจงข้อความจริงและขอโทษขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดเลยอีกอย่างน้อย 2 ฉบับ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน และให้จำเลยทำหนังสือแจ้งต่อสภาทนายความซึ่งข้อเท็จจริงและคำขอโทษขออภัยโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันพิพากษา และให้จำเลยประกาศโฆษณาทางสถานีวิทยุท้องถิ่นชี้แจงความจริงและขอโทษขออภัยโจทก์เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกันอย่างน้อยวันละ 15นาที โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทนายแดง จำเลยว่าจ้างโจทก์ว่าความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีอื่นอีก 3 คดี ต่อมาจำเลยถอนโจทก์จากการเป็นทนายความทุกคดี สำหรับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542นั้น ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลา 23.30 นาฬิกา จำเลยไปศาลกับทนายความที่แต่งตั้งใหม่ นายประสงค์ ไชยยันโต ทนายความฝ่ายตรงข้ามในคดีดังกล่าวสอบถามจำเลย และให้จำเลยติดต่อโจทก์ให้มาศาลจำเลยพูดกับนายประสงค์ว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดีไม่สนใจติดตามคดี" ก่อนนั้นคือวันที่9 กรกฎาคม 2542 จำเลยได้ยื่นคำกล่าวหาโจทก์ต่อสภาทนายความตามสำเนาคำกล่าวหาเอกสารหมาย ล.6 และวันที่ 12 สิงหาคม 2542 นายณัฐ สุธาบัณฑิตพงศ์ และจำเลยแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ว่าปลอมเอกสารหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.9 ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2542จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ว่า จำเลยไม่ได้แต่งตั้งนายชาญวิทย์ แก้วผ่าน เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 997/2541 หมายเลขแดงที่ 727/2542 แต่ปรากฏว่าในสำนวนมีใบแต่งทนายความว่าจำเลยแต่งตั้งนายชาญวิทย์เป็นทนายความ จำเลยมิได้ลงชื่อในใบแต่งทนายความดังกล่าวตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.4

          มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพูดของจำเลยที่พูดกับนายประสงค์ไชยยันโต ซึ่งสอบถามจำเลยและให้จำเลยติดต่อ โจทก์มาศาลว่า "ไม่ว่าจ้างทนายแดงแล้ว ทนายแดงชอบฮั้วคดี ไม่สนใจติดตามคดี" เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ดำเนินคดีกับนายนิพนธ์ ภู่ระย้า ในข้อหาฉ้อโกง จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแล้ว 15,000 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องคดี ได้ความจากเอกสารหมาย ล.5 ว่าโจทก์รับเงินค่าจ้างว่าความไปแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จนกระทั่งวันที่ 14กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทวงเงินค่าจ้างว่าความคืน โจทก์ก็ยังไม่ได้ฟ้องนายนิพนธ์ ซึ่งหากจำเลยให้โจทก์ชะลอการฟ้องนายนิพนธ์ไว้ดังโจทก์อ้าง จำเลยคงไม่ทวงถามค่าจ้างว่าความคืนจากโจทก์ นอกจากนี้ในคดีที่นายณัฐ สุธาบัณฑิตพงศ์สามีของจำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายสุรพล เครือภักดี โจทก์บรรยายฟ้องว่านายณัฐมอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทนแต่นายณัฐและจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้นทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ไม่สนใจในการดำเนินคดีบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และผู้ที่จำเลยประสงค์จะฟ้องได้รับประโยชน์ไม่ต้องถูกดำเนินคดี แม้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีการวินิจฉัยเป็นที่สุดก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่กล่าวมาย่อมทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้ การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน

 ( ธาดา กษิตินนท์ - ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ - หัสดี ไกรทองสุก )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3269/2533

ป.อ. มาตรา 326, 329(1)

          จำเลยและผู้เสียหายต่างทำงานอยู่ที่สำนักงานที่ดินแห่งเดียวกันการที่มีผู้ไปติดต่อขอรับมรดกที่ดินที่สำนักงานที่ดินดังกล่าวโดยได้ไปติดต่อกับผู้เสียหายก่อนแล้วจึงไปสอบถามจำเลยในลักษณะที่มีมูลทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายได้เรียกเอาเงินจากผู้ไปติดต่อ อันเป็นการมิชอบ จำเลยจึงแจ้งเรื่องให้ ศ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งของตนและของผู้เสียหายทราบเพื่อจะได้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปนั้น เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความที่ถูกกล่าวหาโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

________________________________

          โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้บอกนางศุภลักษณ์เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอสารภีว่า ผู้เสียหายได้เรียกร้องเอาเงินจากนางสาวไพรินทร์ผู้มาติดต่อขอรับมรดกที่ดินเป็นเงิน 500 บาท อ้างว่าจะเอาไปให้นางศุภลักษณ์ และได้ความว่านางสาวไพรินทร์พยานโจทก์มาถามจำเลยว่า เรื่องโอนที่ดิน เมื่อถึงกำหนดแล้วจะต้องใช้เงินด้วยหรือ จำเลยถามว่าเรื่องเป็นอย่างไร พยานบอกว่า น้า (หมายถึงนางปิยะพรผู้จะซื้อที่ดิน) บอกว่าจะต้องให้เงินเขา 500 บาท แต่จะให้ใครไม่ทราบ จำเลยจึงถามว่าผู้เสียหายเรียกร้องหรือเปล่า พยานว่าไม่ได้เรียกร้องวันรุ่งขึ้นจำเลยได้ไปเล่าให้นางศุภลักษณ์ฟังว่าผู้เสียหายเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวแล้วเห็นว่า แม้นางสาวไพรินทร์พยานโจทก์จะเบิกความว่า ผู้เสียหายมิได้เรียกร้องเอาเงินจากตนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ดังกล่าวด้วยว่าในวันที่พยานไปติดต่อขอรับมรดกที่ดินที่สำนักงานที่ดินอำเภอสารภีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทั้งผู้เสียหายและจำเลยต่างประจำทำงานอยู่นั้น พยานได้ไปติดต่อเรื่องกับผู้เสียหายก่อนแล้วจึงได้ไปสอบถามจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องมีการให้เงินจำนวน 500 บาทกันนั้น ดังนี้กรณีจึงย่อมจะมีมูลทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้ไปติดต่อขอโอนที่ดิน อันเป็นการมิชอบ ดังนั้นเมื่อมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการประจำอยู่ณ สำนักงานที่ดินดังกล่าว มีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและด้วยความซื่อสัตย์สุจริตถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียผู้หนึ่ง จึงชอบที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของตนได้ การที่จำเลยแจ้งเรื่องให้นางศุภลักษณ์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งของตนและของผู้เสียหายทราบเพื่อจะได้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปนั้นคดีจึงฟังได้ว่าจำเลยได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความที่ถูกกล่าวหาโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน

( พนม พ่วงภิญโญ - สุทิน นนทแก้ว - ประเสริฐ บุญศรี )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1459/2527

ป.อ. มาตรา 328, 329
ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161

          บรรยายฟ้องว่าจำเลยจงใจกล่าวข้อความลงในหนังสือถึงกองทัพอากาศมีข้อความว่า โจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเพราะโจทก์เป็นบุคคลมีมลทินมัวหมองดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้กล่าวไว้โดยบริบูรณ์ซึ่งถ้อยคำ อันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ปรากฏตามฟ้องของโจทก์และหนังสือที่โจทก์ส่งศาลว่าโจทก์ขอกลับเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ กองทัพอากาศสอบถามไปยังการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยถึงเหตุที่โจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานฯ จำเลยในฐานะ ผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯจึงมีหนังสือตอบกองทัพอากาศว่าโจทก์ ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมอง ดังนี้ การที่จำเลยมีหนังสือ ถึงกองทัพอากาศดังกล่าว มิใช่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสารตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ถูกปลดเพราะถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยานฯ การที่จำเลยมีหนังสือถึงกองทัพอากาศดังกล่าว จึงเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องไม่เป็นความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแล้ว ศาลชอบที่จะยกฟ้องได้เลยโดยไม่จำต้องไต่สวน

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเดิมโจทก์รับราชการเป็นทหารอากาศ สังกัดกรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2522 โจทก์เป็นพนักงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2523 การท่าอากาศยานฯ ได้กล่าวหาว่าโจทก์กระทำโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยานฯ ซึ่งไม่เป็นความจริงและได้ปลดโจทก์ออกจากงานในปีนั้นเมื่อระหว่างวันที่ 21 กันยายนถึงประมาณเดือนตุลาคม 2524 จำเลยได้จงใจกล่าวข้อความลงในหนังสือของการท่าอากาศยานฯ ลงวันที่ 21 กันยายน 2524 ถึงกองทัพอากาศมีข้อความว่าโจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเพราะโจทก์เป็นบุคคลมีมลทินมัวหมองในการทำโจรกรรมดังกล่าวและจำเลยทราบดีว่าไม่เป็นความจริง ทั้งนี้โดยเจตนาให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงเสียเกียรติคุณโจทก์ทราบการกระทำของจำเลยเมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคม 2524เหตุเกิดที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ดอนเมือง แขวงบางเขน กรุงเทพมหานครและที่แขวงสายไหม เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน โจทก์ได้ร้องทุกข์ไว้แล้วและได้ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328

          ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ส่งสำเนาหนังสือที่อ้างว่ามีถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์มาด้วยภายใน 3 วัน โจทก์ส่งหนังสือของกรมกำลังพลทหารอากาศต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหนังสือดังกล่าวมิใช่เอกสารที่จำเลยทำขึ้น โจทก์ไม่มีเอกสารที่อ้างว่าจำเลยหมิ่นประมาท ไม่ปรากฏว่า จำเลยกระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง จึงให้ยกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ส่งเอกสารที่อ้างว่า จำเลยหมิ่นประมาทมากับฟ้อง ที่ศาลยกฟ้องโดยมิได้ไต่สวนมูลฟ้อง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 และตามฟ้องนั้นพฤติการณ์ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกล่าวโดยสุจริต อยู่ในวิสัยของการติชมด้วยความเป็นธรรมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยในฐานะผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือที่ ทอท.34212524 ลงวันที่ 21กันยายน 2524 ถึงกองทัพอากาศว่าโจทก์มีมลทินมัวหมอง ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้กล่าวไว้โดยบริบูรณ์ซึ่งถ้อยคำอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาทแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวติดมาท้ายฟ้องและมิได้ส่งศาลตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ถือว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้วอย่างไรก็ตามปรากฏตามฟ้องของโจทก์และหนังสือกรมกำลังพลทหารอากาศลงวันที่ 26 ตุลาคม 2524 ที่โจทก์ส่งศาลว่าเมื่อโจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานฯ แล้ว โจทก์ซึ่งเคยรับราชการในกองทัพอากาศมาก่อนขอกลับเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ กองทัพอากาศได้สอบถามการท่าอากาศฯถึงเหตุที่โจทก์ถูกปลดจำเลยในฐานะผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯ จึงได้มีหนังสือที่ ทอท.34212524 ลงวันที่ 21 กันยายน 2524 ถึงกองทัพอากาศว่า โ่จทก์ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมอง โจทก์เองก็ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ถูกปลดเพราะถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยาน ฯ ดังนั้น ที่จำเลยมีหนังสือดังกล่าวถึงกองทัพอากาศจึงมิใช่เป็นเรื่องการโฆษณาด้วยเอกสารตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ทั้งข้อความในหนังสือดังกล่าวที่ว่าโจทก์ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมองก็เป็นการแสดงข้อความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยสุจริต เพราะโจทก์ถูกปลดจากงานในท่าอากาศยาน ฯ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยานฯ แม้ความจริงจะเป็นดังที่โจทก์ฟ้องการกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ เมื่อการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องไม่เป็นความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแล้ว ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้เลย โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องและดำเนินการพิจารณาเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

          พิพากษายืน

( บุญส่ง คล้ายแก้ว - ปรีชา พานิชวงศ์ - ปรานอม มหรรณพ )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6310/2539

ป.อ. มาตรา 326, 329(3)         

          จำเลยนำแถบบันทึกเสียงที่มีผู้สนทนากันกล่าวถึงผู้เสียหายทั้งสองมีพฤติกรรมในทางชู้สาวต่อกันที่โรงเรียนที่ผู้เสียหายทั้งสองสอนอยู่ไปเปิดให้นาย ส.ม.หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอกับพวกฟังที่บ้านของนาย ส.ม.โดยเกิดจากการแนะนำของนาย ส.กับนายส.ม. และผู้ร่วมฟังแถบบันทึกเสียงก็เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาทั้งสิ้น ทั้งไม่ใช่เปิดในที่สาธารณสถานเป็นทำนองปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะหากผู้เสียหายทั้งสองกระทำการในทางชู้สาวจริง นอกจากจะผิดต่อศีลธรรมแล้วยังผิดในทางวินัยข้าราชการอีกด้วย เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองต่างรับราชการเป็นครูและต่างมีสามีและภรรยาแล้ว ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่มีเจตนาที่จะใส่ความผู้เสียหายทั้งสองให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียหาย แต่เป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำจำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้หมิ่นประมาทผู้เสียหายทั้งสองโดยจำเลยได้บันทึกเสียงการสนทนาของผู้อื่นลงในแถบบันทึกเสียงมีข้อความว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นชู้กันแล้วนำแถบบันทึกเสียงนั้นเปิดโฆษณาใส่ความผู้เสียหายทั้งสองต่อบุคคลที่สาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และริบแถบบันทึกเสียงของกลาง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีจากพยานหลักฐานของโจทก์ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบแถบบันทึกเสียงของกลาง

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบของกลาง

          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้นำแถบบันทึกเสียงที่จ่าสิบเอกชลอหรือเปี๊ยก มหาดามินทร์สนทนาถามตอบกับเด็กนักเรียนหญิงหลายคนในลักษณะการสัมภาษณ์มีใจความว่า เด็กนักเรียนหญิงผู้ตอบคำถามรู้เห็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสองมีพฤติการณ์ในทางชู้สาวกันในโรงเรียนบ้านเจดีย์งาม ไปเปิดให้นายสมมี วาเพชร หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยากับพวกฟังที่บ้านของนายสมมีและมีผู้บันทึกเสียงดังกล่าวไว้ตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.10 และบันทึกถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ.7 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายไสว หาญหทัยพันธ์ และนายสุรสิทธิ์ กาวิละ ประกอบบันทึกเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ว่า ก่อนที่จำเลยจะนำแถบบันทึกเสียงไปเปิดให้นายสมมี วาเพชร ฟังนั้น จำเลยไปพบนายไสวเล่าให้นายไสวฟังว่าจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 1 บีบบังคับให้ย้ายโรงเรียนทั้งที่ได้ทำงานอย่างดีแล้วแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่เข้าใจตนพร้อมทั้งหารือนายไสวว่าจำเลยมีแถบบันทึกเสียงของเด็กนักเรียนหญิงพูดถึงพฤติกรรมของผู้เสียหายทั้งสองในทางชู้สาวอยากจะนำแถบบันทึกเสียงดังกล่าวไปเปิดให้ผู้อำนวยการประถมศึกษาฟังจะดีหรือไม่ นายไสวเห็นว่าควรจะไปปรึกษากับนายสมมี วาเพชรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นก่อนโดยนายไสวจะเป็นผู้ประสานงานให้เมื่อนายไสวหารือกับนายสมมีแล้ว นายสมมีแนะนำให้นำมาเปิดฟังที่บ้านนายสมมีเพราะถ้าไปเปิดฟังที่สำนักงานการประถมศึกษาจะไม่เป็นความลับ นายไสวจึงนัดให้จำเลยไปที่บ้านของนายสมมีและนำแถบบันทึกเสียงไปเปิดฟัง มีผู้ฟังคือนายสมมี นายไสวนายสุรสิทธิ์ นายบรรลือ หงส์ใจ และจำเลย ดังนี้เห็นว่าการที่จำเลยนำแถบบันทึกเสียงไปเปิดให้บุคคลดังกล่าวฟังนั้นเกิดจากการแนะนำของนายไสวกับนายสมมีและผู้ร่วมฟังแถบบันทึกเสียงดังกล่าวก็เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาทั้งสิ้นโดยนอกจากนายไสวและนายสมมีแล้ว นายสุรสิทธิ์ เป็นครูโรงเรียนบ้านแม่ใสช่วยราชการที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา นายบรรลือรับราชการที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา ทั้งการเปิดแถบบันทึกเสียงดังกล่าวก็เปิดที่บ้านนายสมมีไม่ใช่เปิดในที่สาธารณสถานเป็นทำนองปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะหากผู้เสียหายทั้งสองกระทำการในทางชู้สาวจริง นอกจากจะผิดต่อศีลธรรมแล้วยังผิดในทางวินัยข้าราชการอีกด้วย เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองต่างรับราชการเป็นครูและต่างมีสามีและภรรยาแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยนำแถบบันทึกเสียงของผู้สนทนากันกล่าวถึงผู้เสียหายทั้งสองมีพฤติกรรมในทางชู้สาวต่อกันที่โรงเรียนที่ผู้เสียหายทั้งสองทำการสอนอยู่จึงไม่มีเจตนาที่จะใส่ความผู้เสียหายทั้งสองให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียหาย แต่เป็นการกระทำในการแสดงข้อความโดยสุจริตด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3) จำเลยไม่มีความผิดดังที่โจทก์ฟ้องเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้บันทึกเสียงด้วยตนเอง แต่มีบุคคลอื่นเป็นผู้บันทึกเสียงไว้โดยจำเลยไม่ทราบก็ดี และฎีกาที่ว่าเสียงที่พูดในแถบบันทึกเสียงไม่มีเสียงพูดของจำเลยก็ดี จำเลยจึงไม่ได้กระทำความผิดนั้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

          พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เทปบันทึกเสียงของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดหรือมีไว้เป็นความผิดจึงไม่ริบ

 ( สมชัย สายเชื้อ - พิมล สมานิตย์ - กนก พรรณรักษา )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1459/2527

ป.อ. มาตรา 328, 329
ป.วิ.อ. มาตรา 158, 161

          บรรยายฟ้องว่าจำเลยจงใจกล่าวข้อความลงในหนังสือถึงกองทัพอากาศมีข้อความว่า โจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเพราะโจทก์เป็นบุคคลมีมลทินมัวหมองดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้กล่าวไว้โดยบริบูรณ์ซึ่งถ้อยคำ อันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว ปรากฏตามฟ้องของโจทก์และหนังสือที่โจทก์ส่งศาลว่าโจทก์ขอกลับเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ กองทัพอากาศสอบถามไปยังการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยถึงเหตุที่โจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานฯ จำเลยในฐานะ ผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯจึงมีหนังสือตอบกองทัพอากาศว่าโจทก์ ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมอง ดังนี้ การที่จำเลยมีหนังสือ ถึงกองทัพอากาศดังกล่าว มิใช่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสารตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ถูกปลดเพราะถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยานฯ การที่จำเลยมีหนังสือถึงกองทัพอากาศดังกล่าว จึงเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องไม่เป็นความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแล้ว ศาลชอบที่จะยกฟ้องได้เลยโดยไม่จำต้องไต่สวน

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเดิมโจทก์รับราชการเป็นทหารอากาศ สังกัดกรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2522 โจทก์เป็นพนักงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2523 การท่าอากาศยานฯ ได้กล่าวหาว่าโจทก์กระทำโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยานฯ ซึ่งไม่เป็นความจริงและได้ปลดโจทก์ออกจากงานในปีนั้นเมื่อระหว่างวันที่ 21 กันยายนถึงประมาณเดือนตุลาคม 2524 จำเลยได้จงใจกล่าวข้อความลงในหนังสือของการท่าอากาศยานฯ ลงวันที่ 21 กันยายน 2524 ถึงกองทัพอากาศมีข้อความว่าโจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเพราะโจทก์เป็นบุคคลมีมลทินมัวหมองในการทำโจรกรรมดังกล่าวและจำเลยทราบดีว่าไม่เป็นความจริง ทั้งนี้โดยเจตนาให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงเสียเกียรติคุณโจทก์ทราบการกระทำของจำเลยเมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคม 2524เหตุเกิดที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ดอนเมือง แขวงบางเขน กรุงเทพมหานครและที่แขวงสายไหม เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน โจทก์ได้ร้องทุกข์ไว้แล้วและได้ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328

          ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ส่งสำเนาหนังสือที่อ้างว่ามีถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์มาด้วยภายใน 3 วัน โจทก์ส่งหนังสือของกรมกำลังพลทหารอากาศต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าหนังสือดังกล่าวมิใช่เอกสารที่จำเลยทำขึ้น โจทก์ไม่มีเอกสารที่อ้างว่าจำเลยหมิ่นประมาท ไม่ปรากฏว่า จำเลยกระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง จึงให้ยกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ส่งเอกสารที่อ้างว่า จำเลยหมิ่นประมาทมากับฟ้อง ที่ศาลยกฟ้องโดยมิได้ไต่สวนมูลฟ้อง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 และตามฟ้องนั้นพฤติการณ์ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกล่าวโดยสุจริต อยู่ในวิสัยของการติชมด้วยความเป็นธรรมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยในฐานะผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือที่ ทอท.34212524 ลงวันที่ 21กันยายน 2524 ถึงกองทัพอากาศว่าโจทก์มีมลทินมัวหมอง ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้กล่าวไว้โดยบริบูรณ์ซึ่งถ้อยคำอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาทแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวติดมาท้ายฟ้องและมิได้ส่งศาลตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ถือว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้วอย่างไรก็ตามปรากฏตามฟ้องของโจทก์และหนังสือกรมกำลังพลทหารอากาศลงวันที่ 26 ตุลาคม 2524 ที่โจทก์ส่งศาลว่าเมื่อโจทก์ถูกปลดจากการเป็นพนักงานของการท่าอากาศยานฯ แล้ว โจทก์ซึ่งเคยรับราชการในกองทัพอากาศมาก่อนขอกลับเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ กองทัพอากาศได้สอบถามการท่าอากาศฯถึงเหตุที่โจทก์ถูกปลดจำเลยในฐานะผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯ จึงได้มีหนังสือที่ ทอท.34212524 ลงวันที่ 21 กันยายน 2524 ถึงกองทัพอากาศว่า โ่จทก์ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมอง โจทก์เองก็ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ถูกปลดเพราะถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยาน ฯ ดังนั้น ที่จำเลยมีหนังสือดังกล่าวถึงกองทัพอากาศจึงมิใช่เป็นเรื่องการโฆษณาด้วยเอกสารตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ทั้งข้อความในหนังสือดังกล่าวที่ว่าโจทก์ถูกปลดเพราะมีมลทินมัวหมองก็เป็นการแสดงข้อความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยสุจริต เพราะโจทก์ถูกปลดจากงานในท่าอากาศยาน ฯ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าโจรกรรมทรัพย์สินของการท่าอากาศยานฯ แม้ความจริงจะเป็นดังที่โจทก์ฟ้องการกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ เมื่อการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องไม่เป็นความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแล้ว ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้เลย โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องและดำเนินการพิจารณาเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

          พิพากษายืน

( บุญส่ง คล้ายแก้ว - ปรีชา พานิชวงศ์ - ปรานอม มหรรณพ )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 9-11-56)