ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 6      ละเมิด - หลักกฎหมาย และ ฎีกา ฟ้องแพทย์ 2 คดีดัง


หลัก  

ป.พ.พ.

               มาตรา 420     ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

               มาตรา 421     การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย 

               มาตรา 432     ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดย ร่วมกันทำละเมิด ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสิน ไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณี ที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น คนไหน เป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย

                                     อนึ่ง บุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย

                                     ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น 

               มาตรา 438 วรรค 1   ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

               มาตรา 442        ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่ง อย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติ แห่ง มาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม 

               มาตรา 223        ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใด อย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้น เพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร

                                         วิธีเดียวกันนี้ ท่านให้ใช้แม้ทั้งที่ความผิดของฝ่ายผู้ที่เสียหายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้ให้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหาย อันเป็นอย่างร้ายแรงผิดปกติ ซึ่งลูกหนี้ไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้ หรือ เพียงแต่ละเลยไม่บำบัดปัดป้อง หรือบรรเทาความเสียหายนั้นด้วย อนึ่งบทบัญญัติแห่ง มาตรา 220 นั้นท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม 

               มาตรา 448        สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการ ละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับ แต่วันทำละเมิด

                                          แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิด มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ

 

ทบทวน

          หลักเกณฑ์เรื่องละเมิดที่สำคัญ ต้องเป็นการกระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ

- สำหรับการกระทำ รวมทั้งการงดเว้นในหน้าที่ที่จะต้องกระทำด้วย (ตามกฎหมายและตามสัญญา) หน้าที่ตามวิชาชีพ และหน้าที่ตามความสัมพันธ์

- การงดเว้น อาจะเป็นการจงใจ หรือ ประมาท ก็ได้

  • หน่วยราชการมีหน้าที่ตามกฎหมาย จะต้องดูแลถนน แต่ปล่อยให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นเหตุให้รถของโจทก์ชนกับบ่อ ได้รับความเสียหาย และโจทก์เดินตกบ่อ ถือว่า หน่วยราชการนั้น ประมาทเลินเล่อ ต้องรับผิด (ฎีกาที่ 399/2546)

 

การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

  • แพทย์ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษด้านศัลยกรรมผ่าตัดคนไข้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และต้องแจ้งให้คนไข้ทราบถึงขั้นตอนการรักษา ระยะเวลา และกรรมวิธีในการรักษาให้คนไข้ทราบ มิฉะนั้น เป็นละเมิด (ฎีกาที่ 292/2542)
  • พนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ตรวจบัตรรถยนต์เข้า-ออก อาคารหรือศูนย์การค้า ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด ทำให้รถยนต์ของลูกค้าที่เข้าไปในอาคารหรือศูนย์การค้าหายไป เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นละเมิด (ฎีกาที่ 4223/2542
  • ธนาคารเป็นผู้มีอาชีพรับฝากเงิน เอาเงินของผู้ฝากไปแสวงหาผลประโยชน์ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง และความรู้ชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบลายมือชื่อว่าเหมือนกับของผู้ฝากหรือไม่ มิฉะนั้นเป็นประมาทเลินเล่อ (ฎีกาที่ 880/2546)

 

ทำให้เสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องเป็นผลโดยตรงจากการละเมิด

  • ขับรถยนต์ ชน รถยนต์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้ของตกจากรถ แล้วถูกคนร้ายลักไป เป็นผลโดยตรงจากการละเมิด (ฎีกาที่ 1896/2518)
  • ครูสอนวิชาพละศึกษา ลงโทษให้นักเรียนวิ่งมากจนเกินไป ในขณะอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงๆ เด็กนักเรียนหัวใจวายตาย แม้จะเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ถือว่าเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย (ฎีกาที่ 5129/2546)

 

ทบทวน ป.พ.พ. มาตรา 421 การใช้สิทธิเกินส่วน

               ปกติการใช้สิทธิของตนเอง เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนบ้างก็ตาม แต่ถ้าการใช้สิทธินั้น ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนเกินควรคาดคิดหรือคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามปกติหรือตามเหตุอันสมควร ซึ่งมีแต่จะเกิดเสียหายแก่บุคคลอื่น เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการละเมิด ตามมาตรา 420 นั่นเอง

  • การปลูกอาคารสูงบัง จนบ้านผู้อื่นไม่ได้รับลมและแสงสว่างจากภายนอกพอสมควร เป็นละเมิด (ฎีกาที่ 2949/2526)
  • แต่ถ้าอยู่ในย่านการค้า ที่ดินมีความเจริญ มีราคาแพง แม้จะปลูกสร้างอาคารสูงบังบ้านผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามควรแก่สภาพที่ตั้งนั้นๆ ไม่เป็นละเมิด (ฎีกาที่ 3815/2540)

 

ทบทวน ป.พ.พ. มาตรา 432 การทำละเมิดร่วมกัน

               ผู้ร่วมกันกระทำละเมิด ต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหาย หมายถึง ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้ผู้กระทำละเมิดคนใดคนหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้อย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องคำนึงว่า ผู้ละเมิดคนนั้นจะมีส่วนกระทำให้เกิดความเสียหายมากน้อยเพียงใด ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับลูกหนี้ร่วม ตามหลักใน ป.พ.พ. มาตรา 291

  • ส่วน มาตรา 432 ว.3 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในระหว่างผู้ทำละเมิดร่วมกัน ซึ่งต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่ศาลจะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อผู้ทำละเมิดคนหนึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายไปแล้ว ก็มาฟ้องไล่เบี้ยให้ผู้กระทำละเมิดคนอื่นๆ รับผิดตามส่วนเท่าๆ กันได้ (ฎีกาที่ 2786/2529)
  • กรณีบุคคลหลายคนร่วมกันทำละเมิดนั้น ถ้าเป็นการทำโดยประมาท ก็ไม่อาจร่วมกันละเมิดได้ เช่น รถยนต์ 2 คัน ชนกันเพราะความประมาทของคนขับรถยนต์ทั้ง 2 คัน ไม่เป็นร่วมกันทำละเมิด ถ้าทำให้บุคคลภายนอกตาย, บาดเจ็บสาหัส หรือทรัพย์สินเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องชดใช้ ถือว่าเป็นหนี้ที่คนขับรถทั้ง 2 คัน จะต้องรับผิด และถือว่าเป็นหนี้อันจะแบ่งแยกจากกันชำระมิได้ คนขับรถทั้ง 2 คน ต้องร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม มาตรา 301 ประกอบ มาตรา 291 (ฎีกาที่ 534/2534)

 

ค่าสินไหมทดแทน มาตรา 438

               ความเสียหายที่ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิด ตามแนวคำพิพากษาฎีกา ต้องเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการละเมิด

  • ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ไม่เป็นค่าเสียหายโดยตรง
  • ค่าพาหนะไปกลับโรงพยาบาล เพื่อรักษาบาดแผลที่ถูกทำละเมิด
  • ค่าเช่ารถในระหว่างซ่อมรถ โจทก์จะต้องจ่ายแก่ผู้ให้เช่าเป็นเงินลงทุนของโจทก์ที่จะทำให้เกิดรายได้ขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะมีการละเมิดเกิดขึ้นหรือไม่ โจทก์ต้องจ่ายอยู่แล้ว ค่าเช่ารถจึงไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย
  • การใช้คืนราคาทรัพย์สินที่เสียหายจากละเมิด ต้องคิดราคาทรัพย์ในขณะละเมิด ไม่ใช่คิดจากราคาที่ซื้อเดิม
  • ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะผู้เสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย การใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องดูพฤติการณ์เป็นประมาณว่าฝ่ายใดทำให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากัน (มาตรา 442, 223) ซึ่งกรณีทั้งสองฝ่ายประมาทพอๆ กัน แนวคำพิพากษาวินิจฉัยให้ค่าสินไหมทดแทนเป็นพับกันไป กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องจากอีกฝ่ายไม่ได้

 

ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีทำให้เขาตาย (มาตรา 443, 444, 445) ได้แก่

1.  ค่าปลงศพ                                         (มาตรา 443 วรรคแรก)
2.  ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นๆ                       (มาตรา 443 วรรคแรก)
3.  ค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย                    (มาตรา 443 วรรค 2)
4.  ค่าขาดประโยชน์ที่ทำมาหาได้ก่อนตาย  (มาตรา 443 วรรค 2)
5.  ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย              (มาตรา 443 วรรค 3)
6.  ค่าขาดแรงงาน                                    (มาตรา 445)

  • ถ้าก่อนตาย ผู้ถูกทำละเมิดต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลไป ผู้ทำละเมิดต้องรับผิด แม้ผู้ตายจะได้รับส่วนลดในการรักษาพยาบาล ก็จะนำมาหักออกจากส่วนที่ตนต้องรับผิดไม่ได้ (ฎีกาที่ 806/2533)
  • ค่าปลงศพ ผู้มีอำนาจเรียกค่าจัดการศพได้ คือ ผู้มีอำนาจจัดการศพตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1649 ซึ่งได้แก่ ผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายตั้งไว้ เว้นแต่ ผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการศพไว้โดยเฉพาะ ถ้าผู้ตายไม่ได้ตั้งบุคคลทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวไว้ ก็ได้แก่ผู้ที่ได้รับมรดกโดยพินัยกรรม หรือ สิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด
    • ผู้ที่ได้จัดการศพโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ จะฟ้องเรียกค่าจัดการศพไม่ได้
    • บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก มีสิทธิเรียกค่าปลงศพได้
    • บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ตามมาตรา 1627 มีสิทธิเรียกค่าปลงศพได้ในฐานะทายาทโดยธรรม แต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู (ค่าขาดไร้อุปการะ) เพราะผู้มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น (ฎีกาที่ 7458/2543)
    • เงินค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ เป็นความรับผิดชอบตามกฎหมายของผู้ทำละเมิด ดังนั้น แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้ในงานศพ ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดของผู้ทำละเมิดหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ จึงจะนำเงินช่วยงานศพมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ (ฎีกาที่ 5129/2546)
  • ค่าขาดไร้อุปการะ ที่จะเรียกได้นี้ ต้องเป็นค่าขาดไร้อุปการะตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น สามีภรรยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกัน (มาตรา 1461) หรือบิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ (มาตรา 1564)
    • บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเฉพาะที่เป็นบุตรผู้เยาว์เท่านั้น ส่วนบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเฉพาะบุตรที่ทุพพลภาพ และหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น กรณีทำละเมิดให้บิดามารดาตาย บุตรที่จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ต้องเป็นบุตรผู้เยาว์ หรือบุตรที่ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาว่า ปัจจุบันผู้ตายจะได้อุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือไม่
    • แต่ถ้าเป็นกรณีบุตรเป็นผู้ถูกทำละเมิดถึงตาย บิดามารดามีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะ โดยไม่ต้องคำนึงว่า บุตรนั้นจะมีอายุเท่าใด (ป.พ.พ. มาตรา 1563) บุตรต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา โดยไม่ต้องคำนึงว่า บุตรได้อุปการะบิดามารดาจริงหรือไม่ (ฎีกาที่ 7119/2541)
    • สำหรับบุตรบุญธรรม ยังคงมีสิทธิและหน้าที่ เหมือนผู้สืบสันดาน บุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ที่ทำละเมิดให้บิดามารดาถึงแก่ความตายได้ (ฎีกาที่ 713/2517)
    • แต่บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว กฎหมายเพียงให้สิทธิรับมรดกได้ในฐานะผู้สืบสันดาน ไม่ได้ให้สิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ทำละเมิด (ฎีกาที่ 513/2546)
    • ค่าขาดไร้อุปการะ เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เป็นตัวเงิน จำเลยจะต้องชำระทันทีที่เกิดการละเมิด โจทก์ซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิได้รับตั้งแต่วันนั้น การที่โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ทำให้ค่าขาดไร้อุปการะระงับไป
    • การละเมิด ถือว่า ผิดนัดมาตั้งแต่วันทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ผู้ทำละเมิดจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยของเงินค่าปลงศพและค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันทำละเมิด (ฎีกาที่ 5047/2539)

 

ค่าสินไหมทดแทน กรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายและอนามัย (ไม่ถึงแก่ความตาย) ได้แก่ มาตรา 444, 445 และ 446

1.  ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป             (มาตรา 444 วรรคแรก)
2.  ค่าเสียความสามารถประกอบการงานทั้งปัจจุบันและอนาคต (มาตรา 444 วรรคแรก)
3.  ค่าขาดแรงงาน                              (มาตรา 445)
4.  ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน     (มาตรา 446)

  • บัญญัติทั้ง 3 มาตรานี้ เป็นความเสียหายที่ถูกทำละเมิด แต่ไม่นับถึงความตาย อาจเป็นความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย ความเสียหายนอกจากที่กฎหมายกำหนดไว้นี้ จะเรียกอีกไม่ได้ เช่น ค่าขาดไร้อุปการะ ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เรียกได้เฉพาะกรณีทำให้เขาตาย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ในกรณีไม่ถึงความตาย จะเรียกค่าขาดไร้อุปการะไม่ได้ (ฎีกาที่ 2455/2519)

----> ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ค่าพาหนะไปโรงพยาบาล

  • แต่เงินตอบแทนน้ำใจคณะแพทย์ ไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาล ผู้ละเมิดไม่ต้องรับผิด (ฎีกาที่ 7119/2541)
  • จำเลยเป็นแพทย์ ผ่าตัดโจทก์โดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องผ่าตัดแก้ไขอีกหลายครั้ง เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ภายหลังผ่าตัดทำให้โจทก์มีความเครียด ความเครียดของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรงมาจากการผ่าตัด โจทก์ต้องเสียค่ารักษาอาการเครียดดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชอบในค่าเสียหายดังกล่าว (ฎีกาที่ 292/2542)
  • กรณีที่ผู้เสียหายเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการแล้ว ก็ยังเรียกร้องเอาจากผู้ทำละเมิดได้อีก เพราะไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย (ฎีกาที่ 3357/2538)

----> ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน (มาตรา 446) ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย หรือทำให้เสียเสรีภาพ ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยก็ได้ สิทธิเรียกร้องนี้โอนแก่กันไม่ได้ และไม่ตกทอดถึงทายาท เว้นแต่ สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว

  • ค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น ทำร้ายร่างกายจนเขาได้รับความทุกข์ทรมาน หรือ ได้รับบาดเจ็บจนทุพพลภาพหรือพิการ ขาดความสุขสำราญในชีวิต ถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดต่อร่างกายและอนามัยที่ไม่เป็นตัวเงิน (ฎีกาที่ 5751/2544, 2580/2544, 3407/2535)
  • ค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินนี้ ถ้าเกิดขึ้นหลายกรณี ผู้เสียหายก็ฟ้องเรียกได้ทุกกรณี และศาลก็แยกคิดค่าเสียหายให้เป็นรายกรณีได้ ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน (ฎีกาที่ 75/2538)
  • ความโศกเศร้าเสียใจ เป็นเพียงอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความเสียหายตามกฎหมาย จึงไม่อาจเรียกร้องได้ (ฎีกาที่ 2816/2528)

 

----> อายุความละเมิด (มาตรา 448 วรรค1) มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด (ใช้เฉพาะกรณีเรียกค่าเสียหายจากละเมิดเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายแล้ว ไม่อยู่ในอายุความดังกล่าว (ฎีกาที่ 1142/2541)

  • การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ เป็นการใช้สิทธิโดยอาศัยอำนาจกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เป็นกรณีไม่มีอายุความ (ฎีกาที่ 1888/2547)
  • การฟ้องขอให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างรุกล้ำ เป็นการใช้อำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จึงไม่มีอายุความเช่นกัน (ฎีกาที่ 4743/2540)
  • อายุความฟ้องผู้รับประกันภัย เกิดจากสัญญาประกันภัย มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 (ฎีกาที่ 2425/2538)

 

----> ค่าเสียหายที่มีมูลความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 448 วรรค2)

  • ค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้นบังคับ (ฎีกาที่ 383/2497)

 

Thai Law Consult นำมาจากหนังสือแพ่งพิสดาร เล่ม 1 ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์

 

 

----> ฟ้องแพทย์ ละเมิด Thai Law Consult นำฎีกาน่าสนใจมาลงไว้แล้วครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  292/2542

ป.พ.พ. มาตรา 420, 425, 427, 438, 446

          จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์และเป็นผู้ชำนาญพิเศษ ในแขนงสาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่งจากประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 2 กระทำการผ่าตัดหน้าอกโจทก์ ที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงตามสภาพปกติที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หลังผ่าตัดแล้วจำเลยที่ 2 นัดให้โจทก์ไปผ่าตัดแก้ไขที่คลีนิกจำเลยที่ 2 อีก 3 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น โจทก์จึงให้แพทย์อื่น ทำการรักษาต่อโดยเดิมจำเลยที่ 2 ทำการผ่าตัดหน้าอกในวันที่ 12 เมษายน 2537 รักษาตัว ที่โรงพยาบาล 1 วัน วันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 เปิดแผลพบมีน้ำเหลืองไหลบริเวณปากแผลทรวงอกไม่มีร่องอก มีก้อนเนื้ออยู่บริเวณ รักแร้ด้านขวา เต้านมด้านซ้ายมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา และส่วนที่เป็นหัวนมจะมีบาดแผลที่คล้ายเกิดจากการถูกไฟไหม้ จำเลยที่ 2 รับว่าเกิดจากการผิดพลาดในการผ่าตัดแล้วแจ้งว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ จำเลยที่ 2นัดให้โจทก์ไปทำแผลดูดน้ำเหลืองออกจากบริเวณทรวงอก และได้มีการผ่าตัดแก้ไขทรวงอกอีก 3 ครั้งแต่โจทก์เห็นว่าทรวงอกไม่มีสภาพดีขึ้น ประกอบกับระยะเวลาล่วงเลยมานานจึงเปลี่ยนแพทย์ใหม่ และแพทย์ที่ทำการรักษาต่อจากจำเลยที่ 2 ได้ทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขทรวงอก 3 ครั้ง จนมีสภาพทรวงอกดีขึ้นกว่าเดิม การที่แพทย์ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขอีก 3 ครั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ผ่าตัดมามีข้อบกพร่องต้องแก้ไขยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้านเลเซอร์ผ่าตัด แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ การที่จำเลยที่ 2 ผ่าตัดโจทก์เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดโจทก์เพื่อแก้ไขถึง 3 ครั้ง ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังในการผ่าตัดและไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงขั้นตอนการรักษาระยะเวลาและกรรมวิธีในการดำเนินการรักษาจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์

           โจทก์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ที่คลีนิกของจำเลยที่ 2 เมื่อตกลงจะผ่าตัดจำเลยที่ 2 จึงตกลงให้โจทก์เข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 หรือเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำการผ่าตัดให้โจทก์ จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยภายหลังจากที่โจทก์ทำการผ่าตัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์มีอาการเครียดเนื่องจากมีอาการเจ็บปวดต่อมาภายหลังพบว่าการทำศัลยกรรมไม่ได้ผลทำให้โจทก์เครียดมากกังวลและนอนไม่หลับรุนแรงกว่าก่อนผ่าตัด โจทก์จึงให้แพทย์อื่นทำการรักษา ดังนี้ แม้โจทก์จะมีการเครียดอยู่ก่อนผ่าตัด แต่เมื่อหลังผ่าตัดอาการมากขึ้นกว่าเดิมความเครียดของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรงมาจากการผ่าตัด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องรักษาจริง ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากแพทย์โรงพยาบาลอื่นได้รักษาโจทก์อยู่ในสภาพปกตแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้นอีก

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงพยาบาล จำเลยที่ 2 เป็นศัลยแพทย์และเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2537 โจทก์ได้เข้าทำการศัลยกรรมเต้านมที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนเป็นผู้ทำศัลยกรรมลดขนาดเต้านมของโจทก์ให้เล็กลง แต่จำเลยที่ 2 ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้สภาพเต้านมทั้งสองข้างกลายเป็นก้อนเนื้อที่ติดกันเพียงก้อนเดียวและหมดความรู้สึกในการตอบสนองการสัมผัสและไม่มีหัวนม หลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงเป็นเหตุให้มีน้ำเหลืองไหลออกมาเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในการรักษาเต้านมเพิ่มขึ้นจำนวน 73,135 บาท และเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงินจำนวน 1,200,000 บาท ทั้งโจทก์จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลในอนาคตอีกเป็นจำนวน 700,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์และเป็นผู้ชำนาญพิเศษในแขนงสาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่งจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 กระทำการผ่าตัดหน้าอกโจทก์ที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงมีสภาพปกติที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หลังผ่าตัดแล้วจำเลยที่ 2 นัดให้โจทก์ไปผ่าตัดแก้ไขที่คลีนิกจำเลยที่ 2 อีก 3 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น โจทก์จึงให้แพทย์อื่นทำการรักษาต่อ

          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ทำการผ่าตัดหน้าอกในวันที่ 12 เมษายน 2537 รักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 วัน วันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 เปิดแผลพบมีน้ำเหลืองไหลบริเวณปากแผลทรวงอกไม่มีร่องอกมีก้อนเนื้ออยู่บริเวณรักแร้ด้านขวา เต้านมด้านซ้ายมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา และส่วนที่เป็นหัวนมจะมีบาดแผลที่คล้ายเกิดจากการถูกไฟไหม้ พยานสอบถามจำเลยที่ 2 บอกว่าเกิดจากการผิดพลาดในการผ่าตัดแล้วแจ้งว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ จำเลยที่ 2 นัดให้พยานไปทำแผลดูดน้ำเหลืองออกจากบริเวณทรวงอก และได้มีการผ่าตัดแก้ไขทรวงอกอีก 3 ครั้ง หลังจากนั้นพยานเห็นว่าทรวงอกไม่มีสภาพดีขึ้น ประกอบกับระยะเวลาล่วงเลยมานานจึงเปลี่ยนแพทย์ใหม่ และนายดิลก เต็มเสถียร ซึ่งเป็นแพทย์ที่ทำการรักษาต่อจากจำเลยที่ 2 เบิกความสนับสนุนว่าโจทก์แจ้งกับพยานว่าได้ทำศัลยกรรมทรวงอกโดยการผ่าตัดมาแต่ยังไม่เป็นที่พอใจ ขอให้พยานทำการแก้ไข ขณะที่โจทก์มาพบพยานบริเวณทรวงอกของโจทก์มีรอยแผลการผ่าตัดมีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่ไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวยังทำศัลยกรรมไม่แล้วเสร็จ พยานทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขทรวงอก 3 ครั้ง ปัจจุบันมีสภาพทรวงอกดีขึ้นกว่าเดิมเห็นว่า พยานทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดคนหลังเป็นพยานคนกลางสอดคล้องกับโจทก์ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองน่าเชื่อ มีน้ำหนักรับฟังได้แม้พยานโจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อในการผ่าตัดและรักษาพยาบาลโจทก์อย่างไร แต่การที่นายแพทย์ดิลกทำการผ่าตัดแก้ไขอีก 3 ครั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ผ่าตัดมามีข้อบกพร่อง จึงต้องแก้ไข ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้านเลเซอร์ผ่าตัด แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ แต่การที่จำเลยที่ 2 ผ่าตัดโจทก์เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดโจทก์เพื่อแก้ไขถึง 3 ครั้งแสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังในการผ่าตัดและไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงขั้นตอนการรักษา ระยะเวลา และกรรมวิธีในการดำเนินการรักษา จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์

          ส่วนประเด็นพิพาทข้ออื่นที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานในสำนวนโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่โจทก์มีนายเพียรเทพ พงษ์สะบุตร บุตรชาย ของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พยานกับโจทก์ได้ไปพบจำเลยที่ 2 ที่คลีนิกซึ่งเปิดอยู่บริเวณสุโขทัยแมนชั่น จำเลยที่ 2 แนะนำว่าโจทก์ควรทำศัลยกรรมทรวงอกโดยใช้แสงเลเซอร์ โจทก์ตกลงรับรักษากับจำเลยที่ 2 และตกลงกันว่าให้โจทก์เข้าทำการรักษาผ่าตัดที่โรงพยาบาลรามคำแหงจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเรียกค่ารักษาพยาบาลโจทก์จำนวน 100,000 บา โดยพยานสั่งจ่ายเช็คให้จำเลยที่ 2 จำนวน 70,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาท จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1ส่วนจำเลยนำสืบว่าการผ่าตัดรายใหญ่ที่นำไปรักษาตามโรงพยาบาลนั้น โรงพยาบาลจะคิดค่าห้องค่ารักษา และค่ายา ส่วนค่าผ่าตัดนั้นแพทย์ผู้ผ่าตัดจะคิดจากคนไข้ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ผ่าตัดแต่เพียงผู้เดียว และมีหมอดมยาและพยาบาลของโรงพยาบาลเป็นผู้ช่วยเห็นว่า โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าโจทก์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ที่คลีนิกของจำเลยที่ 2 เมื่อตกลงจะผ่าตัดจำเลยที่ 2 จึงตกลงให้โจทก์เข้าผ่าตัดในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ตามทางนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 หรือเป็นตัวการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำการผ่าตัดให้โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ไม่

          ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่โรงพยาบาลรามคำแหงเป็นเงิน 29,826 บาท ค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลปิยะเวทเป็นเงิน 73,135.70 บาท และค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสมิติเวช 33,624 บาท และ 52,927 บาท โจทก์มีหลักฐานมาแสดง มีน้ำหนักรับฟังได้ เชื่อว่าโจทก์จ่ายไปจริง ส่วนค่าผ่าตัดของจำเลยที่ 2 แม้จะไม่มีหลักฐานใบรับเงินแต่จำเลยที่ 2 เบิกความรับ จึงรับฟังได้ รวมค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 259,512.70 บาท นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายแพทย์ธานี เสทะธัญ ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการเบิกความว่า ภายหลังจากที่โจทก์ทำการผ่าตัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว มีอาการเครียดเนื่องจากมีอาการเจ็บปวด ต่อมาภายหลังพบว่าการทำศัลยกรรมไม่ได้ผล ทำให้โจทก์เครียดมาก กังวลและนอนไม่หลับรุนแรงกว่าก่อนผ่าตัด พยานจึงทำการรักษา เห็นว่า แม้โจทก์จะมีการเครียดอยู่ก่อนผ่าตัดแต่เมื่อหลังผ่าตัดอาการมากขึ้นกว่าเดิม ความเครียดของโจทก์จึงเป็นผลโดยตรงมาจากการผ่าตัด จำเลยต้องรับผิด และแม้ไม่มีใบเสร็จมาแสดงว่าได้เสียเงินไปเป็นจำนวนเท่าใดแน่นอน แต่น่าเชื่อว่าโจทก์ต้องรักษาจริง จึงเห็นสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นเงิน 50,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 309,512.70 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียหายไปดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดใช้คืนให้โจทก์ส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นนั้นเมื่อปรากฏว่าหลังจากแพทย์โรงพยาบาลอื่นได้รักษาโจทก์อยู่ในสภาพปกติแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 309,512.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 1

 ( เหล็ก ไทรวิจิตร - พันธาวุธ ปาณิกบุตร - กิติยาภรณ์ อาตมียะนันทน์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3528/2547

ป.พ.พ. มาตรา 420, 448, 1569
ป.อ. มาตรา 95(3)
ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

          หลังจากโจทก์ที่ 3 คลอดโจทก์ที่ 1 และเกิดเหตุละเมิดจากการทำคลอดของจำเลยทั้งสามต่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 ได้พยายามให้โจทก์ที่ 1 ได้รับการรักษาทั้งจากจำเลยทั้งสามและโรงพยาบาลอื่น และได้เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบกับร้องเรียนต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขแต่ไม่เป็นผล วันที่ 9 กันยายน 2537 โจทก์ที่ 3 ได้ทำหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกต่อแพทยสภาย่อมชี้ชัดว่า โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมผู้มีอำนาจทำการแทนผู้เยาว์ และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะส่วนตัว ได้รู้ถึงการละเมิดกับรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 9 กันยายน 2537 มิใช่ตั้งแต่วันที่โจทก์ทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากแพทยสภา โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ล่วงเลยกำหนด 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

          คำฟ้องระบุเพียงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้แก่โจทก์ที่ 3 โดยประมาทเพราะจำเลยที่ 2 สามารถทราบขนาดของทารกในครรภ์แต่ไม่เลือกวิธีทำคลอดให้เหมาะสม กับจำเลยที่ 3 ซึ่งดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ประมาทเนื่องจากการถ่ายเลือดด้วยวิธีแยงสายสะดือทำให้โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อ โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์บรรยายฟ้องให้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้โจทก์ที่ 3 ตามขั้นตอนปกติ พยายามให้คลอดโดยวิธีธรรมชาติ ต่อมาใช้วิธีเอาเครื่องมือดูดศีรษะทารกในครรภ์เพื่อดึงออกจนกระทั่งต้องผ่าตัด ส่วนจำเลยที่ 3 ดูแลโจทก์ที่ 1 จนอาการตัวเหลืองหายไป แต่โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อจากการถ่ายเลือด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่กลับอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 กลับบ้าน ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องจึงเป็นเพียงการแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติงานบกพร่องเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงถึงขั้นว่าเป็นการกระทำโดยประมาทที่จะมีมูลความผิดทางอาญาซึ่งจะต้องบังคับใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

________________________________

          โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 3 ได้คลอดโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ทำคลอด ซึ่งได้กระทำด้วยความประมาท กล่าวคือ ในชั้นแรกจำเลยที่ 2 ได้ทำคลอดโดยให้โจทก์ที่ 3 คลอดเองตามธรรมชาติ แต่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีขนาดตัวโตเกินเกณฑ์ปกติ ประกอบกับโจทก์ที่ 3 เพิ่งมีครรภ์และคลอดบุตรครั้งแรก เมื่อไม่สามารถคลอดเองได้จำเลยที่ 2 จึงใช้เครื่องมือทางการแพทย์ดูดที่บริเวณศีรษะเด็กเพื่อดึงออก แต่ก็ไม่สามารถดึงออกได้ ในที่สุดจึงต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเด็กออกจากครรภ์ ซึ่งเมื่อแรกคลอดเด็กมีน้ำหนักถึง 4,050 กรัม ในทางการแพทย์เด็กที่มีน้ำหนักถึงขนาดดังกล่าวแพทย์ต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเด็กออกเท่านั้นจึงจะปลอดภัยต่อแม่และเด็ก หลังจากคลอดออกมาแล้วพบว่าที่ท้ายทอยของโจทก์ที่ 1 มีก้อนเนื้อช้ำ ๆ ขนาดโตเกือบเท่าศีรษะ ซึ่งก้อนเนื้อดังกล่าวเกิดจากการใช้เครื่องมือดูดที่ศีรษะเพื่อดึงออกจากครรภ์ ต่อมาโรงพยาบาลได้นำโจทก์ที่ 1 ไปดูแลที่ห้องให้อาหารเด็กโดยให้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ต่อมาก้อนเนื้อช้ำ ๆ ที่ท้ายทอยของโจทก์ที่ 1 ได้ยุบลง แต่โจทก์ที่ 1 กลับมีอาการตัวเหลือง ขึ้นมาแทน ซึ่งอาการดังกล่าวในทางการแพทย์อาจเกิดจากก้อนเลือดที่ท้ายทอยละลายเป็นน้ำดี และหรือโจทก์ที่ 1 ขาดออกซิเจนระหว่างการคลอด และหรือโจทก์ที่ 1 ติดเชื้อระหว่างทำคลอดนาน สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือรวมกัน ต่อมาจำเลยที่ 3 ให้การรักษาด้วยวิธีถ่ายเลือดทางสายสะดือ ทำให้อาการตัวเหลืองของโจทก์ที่ 1 หายไป แต่จำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาท โดยมิได้ให้ยาปฏิชีวนะ เป็นเหตุทำให้โจทก์ที่ 1 เกิดการติดเชื้อ ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ที่ 1 เกิดหนองเป็นแอ่งใหญ่ที่สะโพกซ้ายและหัวกระดูกสะโพกซ้าย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้นำโจทก์ที่ 1 ไปเจาะหนองออกจนแห้ง ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 อายุได้ปีเศษจึงพบว่าขาของโจทก์ที่ 1 สั้นยาวไม่เท่ากัน จากการเอกซเรย์ปรากฏว่าหัวกระดูกสะโพกซ้ายหายไปและกระดูกหลุดออกจากเบ้า ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จจนกระทั่งปัจจุบันโจทก์ที่ 1 อายุเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ร่างกายไม่ได้พัฒนาเหมือนเด็กโดยทั่วไป แพทย์แนะนำว่าต้องผ่าตัดอีกหลายครั้ง ต้องใส่เบ้าเทียม ต้องผ่าตัดยึดกระดูกแต่โอกาสรักษาให้หายเป็นปกติมีน้อยมาก การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลต่อไปในอนาคต กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในอนาคต โจทก์ที่ 1 ต้องกลายเป็นคนทุพพลภาพขาพิการ กับต้องเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 1 ได้รับทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจต้องนอนเฉย ๆ ระหว่างรับการผ่าตัดเป็นเวลานานนับเดือนหลายครั้ง และที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,600,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

          จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ที่ 1 มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นแพทย์ที่มารักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากการรักษาพยาบาลคนไข้แต่ละราย จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แล้ว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดมิได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ อาการผิดปกติของโจทก์ที่ 1 มิได้เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลแห่งอื่น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าการที่โจทก์ที่ 1 ตัวเหลืองนั้นเกิดจากสาเหตุใด จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้พบความผิดปกติทางร่างกายของโจทก์ที่ 1 และได้ยื่นคำร้องกล่าวโทษจำเลยทั้งสามต่อแพทยสภาตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ทั้งจำนวนเงินค่าเสียหายก็สูงเกินกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม

          โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากโจทก์ที่ 3 คลอดโจทก์ที่ 1 และเกิดเหตุดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ความว่า โจทก์ที่ 3 พยายามให้โจทก์ที่ 1 ได้รับการรักษาทั้งจากจำเลยทั้งสามและโรงพยาบาลอื่น โดยได้ไปพบจำเลยที่ 2 และที่ 3 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1 ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อไม่ได้ผล โจทก์ที่ 3 ก็ได้ร้องเรียนต่อนายอาทิตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แต่ก็ยังไม่บังเกิดผลเช่นเดิม โจทก์ที่ 3 จึงได้ยื่นหนังสือฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2537 ร้องเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายแพทย์สุรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท 1 ต่อแพทยสภา ขอให้สอบสวนให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม โดยระบุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำคลอด จำเลยที่ 3 เป็นกุมารแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ภายหลังคลอด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมชี้ชัดว่า โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 1 มีอำนาจทำการแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1569 และในฐานะส่วนตัว ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 9 กันยายน 2537 มิใช่นับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากแพทยสภาดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ล่วงเลยกำหนด 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

          ตามคำบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 2 ทำคลอดให้แก่โจทก์ที่ 3 โดยประมาท เพราะจำเลยที่ 2 สามารถทราบขนาดของทารกในครรภ์ แต่ไม่เลือกวิธีทำคลอดให้เหมาะสมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งดูแลรักษาโจทก์ที่ 1 ภายหลังคลอดโดยประมาทเนื่องจากการถ่ายเลือดด้วยวิธีแยงสายสะดือโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อ โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 บรรยายฟ้องในข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ทำคลอดให้โจทก์ที่ 3 ตามขั้นตอนปกติ เริ่มแต่พยายามให้โจทก์ที่ 3 คลอดโดยวิธีธรรมชาติ ต่อมาใช้วิธีเอาเครื่องมือดูดศีรษะทารกในครรภ์เพื่อดึงออก จนกระทั่งต้องผ่าตัด ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 บรรยายฟ้องว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ดูแลโจทก์ที่ 1 จนอาการตัวเหลืองหายไป แต่โจทก์ที่ 1 ติดเชื้อจากการถ่ายเลือด จำเลยที่ 3 ก็ไม่ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่กลับอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 กลับบ้าน และนัดให้โจทก์ที่ 3 ต้องนำโจทก์ที่ 1 กลับไปทำกายภาพบำบัดอาการแขนและขาด้านซ้ายอ่อนแรง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นนี้ จึงเป็นเพียงการแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติงานบกพร่องทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงถึงขั้นว่าเป็นการกระทำโดยประมาทที่จะมีมูลความผิดทางอาญาซึ่งจะต้องบังคับใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าดังที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

( สมชาย จุลนิติ์ - มานะ ศุภวิริยกุล - ชาลี ทัพภวิมล )

ศาลแพ่ง - นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ - นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 4-1-56)