ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 4      กันส่วน


หลัก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 287   "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 288 และ มาตรา 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึง บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับ เหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" 

ทบทวน         ป.วิ.พ. มาตรา 287 เป็นเรื่องขอกันส่วน โดยบุคคลภายนอก นอกจากบุคคลตามมาตรา 288 (ผู้ร้องขัดทรัพย์) มาตรา 289 (ผู้ทรงสิทธิจำนอง) แล้ว หากบุคคลนั้นมีบุริมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นๆ อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดได้ โดยขอกันส่วน

  • บุคคลภายนอก ผู้มีบุริมสิทธิ หรือสิทธิอื่นๆ มีดังนี้

1).   บุคคลผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

2).   บุคคลผู้มีสิทธิยึด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12

3).   ผู้ใช้อำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ. 2515 เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน

4).   ผู้รับจำนอง

5).   ผู้รับจำนำ

6).   ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง

7).   เจ้าของร่วม (ป.พ.พ. มาตรา 1357)

8).   ในกรณี สามีภริยา ทั้งจดทะเบียนสมรส และไม่ได้จดทะเบียนสมรส

  • ถ้าเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1482(3) จะร้องขอกันส่วนของตนในสินสมรสที่โจทก์บังคับคดีไม่ได้
  •  

ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 32 “ในการยึดทรัพย์สิน ให้ยึดเฉพาะส่วนของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ถ้ามีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่า ส่วนใดเป็นของลูกหนี้ ให้ยึดมาทั้งหมด หรือตามสภาพ หากไม่ยึดทั้งหมด จะทำให้เสื่อมราคา เพราะแม้แต่ในระหว่างผู้เป็นเจ้าของร่วมด้วยกัน หากไม่สามารถตกลงในการแบ่งระหว่างกันเองได้ ก็ต้องขายทอดตลาด แล้วรับเป็นเงินแทน เจ้าของรวมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ชอบที่จะร้องเข้ามาในคดี เพื่อขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินในส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์ หรือขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนของตน

    • การกันส่วน กรรมสิทธิ์ร่วม (เจ้าของรวม ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ แต่ร้องกันส่วนได้)

     

  • ถ้าทรัพย์แบ่งแยกเป็นสัดส่วนอยู่ก่อนแล้ว – ขอกันส่วนตัวทรัพย์ที่แบ่งแยกแล้ว (ฎีกาที่ 2124/2551)
  • ถ้าทรัพย์แบ่งแยกไม่ได้ – ขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตัวทรัพย์
  • ฎีกาที่ 1750/2500 ผู้ที่เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในที่ดินที่ถูกศาลยึด จะร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยที่ดินนั้นจากการยึดไม่ได้ แต่อาจร้องขอส่วนแบ่งของตนได้ก่อนศาลขายทอดตลาด เพื่อให้บังคับเอาแก่ส่วนของจำเลย

 

ข้อสังเกต      

– แม้ว่าจะฟังว่ามีการแบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วนแล้ว แต่เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยก โดยยังมีชื่อผู้ร้องและจำเลยเป็นเจ้าของรวม ดังนั้น ผู้ร้องต้องร้องขอกันส่วนที่ดิน ตามมาตรา 287 ซึ่งไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ (คดีไม่มีทุนทรัพย์)

– กรณีไม่ต้องตามเงื่อนไข มาตรา 288 ร้องขัดทรัพย์ (ฎีกาที่ 2451/2548)

  • ผู้รับจำนอง แม้จะร้องขอกันส่วน แต่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ (ฎีกาที่ 2117/2548)
  • กรณีทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นสินสมรส ถือว่าคู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้ถูกฟ้อง เป็นบุคคลภายนอก มีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ จึงมีสิทธิร้องขอกันส่วน จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้ความว่า หนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับนั้น ไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา (ฎีกาที่ 679/2532)
  • กำหนดเวลายื่นคำร้อง ตามมาตรา 287 ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ดังนั้น จึงอาจยื่นภายหลังจากการขายทอดตลาดแล้วก็ได้ ไม่จำต้องยื่นคำร้องก่อนขายทอดตลาดทรัพย์ที่บังคับคดี (ต่างจากร้องขัดทรัพย์ ตามมาตรา 288 หรือขอรับชำระหนี้จำนองก่อน ตามมาตรา 289 ที่ต้องยื่นก่อนขายทอดตลาดทรัพย์นั้น
  • การร้องขอกันส่วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 มิใช่การร้องขัดทรัพย์ ตามมาตรา 288 จึงเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไม่ได้
  • การยื่นคำร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง (ฎีกาที่ 5037/2537)

 

(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ วิแพ่งพิสดาร เล่ม 3 ฉบับปี 2553 ของอาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ผู้พิพากษา เนื้อหา 422 หน้า ราคา 240 บาท และคู่มือการบังคับคดี โดย หม่อมหลวงสุพร อิศรเสนา พิมพ์โดยสำนักพิมพ์นิติบรรณาการ พ.ศ. 2555 เนื้อหา 490 หน้า ราคา 370 บาท หนังสือทั้ง 2 เล่ม ทนายความทุกคนควรมีไว้เป็นหนังสือคู่มือครับ)

 

ข้อเท็จจริง

  • ขาว กับ ดำ สองพี่น้องเป็นเจ้าของรวมในที่ดิน 100 ตารางวา พร้อมบ้าน 1 หลัง ที่ขาวอยู่อาศัย ราคาประมาณ 1 ล้านบาท
  • 1 มิถุนายน 2551 ขาว กับ ดำ ร่วมกันนำบ้านไปทำสัญญาจำนอง ประกัน การกู้ยืมเงินจำนวน 300,000 บาท จากเถ้าแก่ทอง
  • 15 กรกฎาคม 2551 ขาวเพียงลำพัง ได้กู้ยืมเงินจากเถ้าแก่ทองอีก 200,000 บาท โดยไม่มีการจำนอง
  • ขาวและดำ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ แม้เถ้าแก่ทองจะทวงถามแล้วหลายครั้ง หลายช่องทาง ก็เพิกเฉย เถ้าแก่ทองจึงฟ้องคดี
  • 1 มิถุนายน 2555 ศาลพิพากษาในคดีที่ขาวกู้ยืมเงิน ให้ขาวชำระหนี้จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและเถ้าแก่ทองดำเนินการบังคับคดี ยึดบ้านที่ขาวและดำเป็นเจ้าของรวม เพื่อขายทอดตลาด
  • 15 กรกฎาคม 2555 ศาลพิพากษาในคดีที่ ขาวและดำ จำนองบ้าน ให้ชำระหนี้จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเถ้าแก่ทองดำเนินการบังคับคดีแล้วเช่นกัน
  • ดำยื่นคำร้องขอกันส่วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ในคดีที่ขาวเพียงลำพังได้กู้ยืมเงินจำนวน 200,000 บาท ศาลนัดไต่สวนคำร้อง 22 พฤศจิกายน 2555
  • 15 พฤศจิกายน 2555 เถ้าแก่ทองได้เข้ามาปรึกษาคดีกับทีมทนาย Thai Law Consult ที่รวมตัวกันที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วงศ์สว่าง บางซื่อ กรุงเทพฯ และถามว่า ผมจะทำอะไรได้บ้าง ต้องไปตามนัดศาล ไต่สวนคำร้องหรือไม่
  • ทีมทนาย Thai Law Consult ที่นั่งฟังข้อเท็จจริงในวันนั้น มี ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี จิตซื่อ ทนายสมบัติ น.บ.ท.63, ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64, ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64, ทนายอุดมศักดิ์ น.บ.ท.64 ช่วยกันให้ความเห็นว่า
    • ทนายสมบัติ น.บ.ท.63 ขาวกับดำ เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน ชอบกู้เงิน แต่ไม่ชอบใช้หนี้ นี่ถ้าไม่ถูกปิดหมายยึดทรัพย์บังคับคดีขายทอดตลาดบ้านพร้อมที่ดิน คงหลบหน้าไม่ให้ทวงหนี้ เมื่อศาลนัดไต่สวนคำร้องของดำที่ขอกันส่วน ก็เป็นโอกาสดีที่เถ้าแก่ทองจะไปพบหน้า เจรจาหนี้กับจำเลยทั้ง 2 คน
    • ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี จิตซื่อ บอกว่า “ดำฉลาดแกมโกงเลยนะ ในคำร้องขอกันส่วน ไม่ได้กล่าวถึงส่วนที่ตนเป็นลูกหนี้จำนองเลย”
    • ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 “เมื่อดำขอกันส่วนมา เถ้าแก่ทองควรไปศาลในวันนัดไต่สวน โดยทำคำร้องคัดค้านคำร้องกันส่วนของดำด้วย เพราะเมื่อขายทอดตลาดบ้านได้เงินมา ต้องแบ่งเงินให้เถ้าแก่ทองในฐานะเจ้าหนี้จำนอง จำนวน 330,000 บาท ก่อน เงินที่เหลือจึงแบ่งให้ดำครึ่งหนึ่ง, และแบ่งเป็นส่วนของขาวอีกครึ่งหนึ่ง, ส่วนของขาวนี่ ต้องนำมาหักใช้หนี้เงินกู้ของเถ้าแก่ทองจำนวน 220,000 บาทก่อน ถ้ามีเหลือจึงคืนให้ขาว
    • ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 อธิบายให้เถ้าแก่ทองว่า ในคำร้องขอกันส่วนของดำ ถ้าขายทอดตลาดได้เงินมา สมมุติว่า เมื่อหักค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายบังคับคดีแล้ว เหลือเงิน 800,000 บาท คำขอกันส่วนให้แบ่งดำ 400,000 บาทเลย
    • แต่ที่ถูกต้อง เมื่อขายทอดตลาดได้เงินมา 800,000 บาท ต้องหักใช้หนี้จำนอง 330,000 บาทก่อน เงินที่เหลือ 470,000 บาท จึงแบ่งให้ดำครึ่งหนึ่ง ประมาณ 235,000 บาท, ส่วนของขาวอีกครึ่งหนึ่งประมาณ 235,000 บาท ต้องหักเป็นหนี้เงินกู้ 220,000 บาท เหลือเงินคืนขาวประมาณ 13,500 บาท

       

  • ซึ่งเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความเจรจาหาทางออก ผ่อนผันให้กันและกัน โดย
    • เถ้าแก่ทอง ลดหนี้ทั้ง 2 คดี เหลือเฉพาะเงิน 650,000 บาท ไม่คิดดอกเบี้ย และตีราคาที่ดินพร้อมบ้าน 950,000 บาท ถ้าดำกับขาวขายให้ เถ้าแก่ทองจะรับซื้อในราคานี้ และยินดีขาย คืนให้ดำกับขาวในราคาแค่ 900,000 บาท ถ้าซื้อคืนภายใน 6 เดือน
    • ดำขอเวลา 2 เดือน จะหาเงินมาชำระหนี้ 300,000 บาท และขอผ่อนอีก 36 เดือน ๆ ละ 10,000 บาท ถ้าผิดนัดให้บังคับคดีทันที
    • ทนายโจทก์ แจ้งศาลว่า ที่ดินจำนองนี้ มีหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดขายทอดตลาดแล้ว / ในระหว่างคดี ถ้าถูกขายทอดตลาดไป ทางโจทก์ไม่สามารถรับรองหรือรับผิดชอบได้
    • ศาลเลื่อนคดีไปอีก 2 เดือน เพื่อให้ ดำ นำเงินมาชำระหนี้ ตามที่เสนอศาล

ทีมงาน Thai Law Consult เห็นว่าคำร้องขอกันส่วน และคำร้องคัดค้านคำร้องขอกันส่วน ของคดีนี้น่าสนใจ จึงดัดแปลงมาลงไว้ ให้นักกฎหมาย ทนายความใหม่ ได้ศึกษาเป็นตัวอย่างในการเขียนคำร้องครับ

  • คำร้องขอกันส่วน
  • คำร้องคัดค้านคำร้องขอกันส่วน

 

(ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาน่าสนใจเกี่ยวกับคำร้องขอกันส่วนมาลงไว้แล้วครับ)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2451/2548

ป.พ.พ. มาตรา 1364
ป.วิ.พ. มาตรา 287

          ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนด เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนจะมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิเอาที่ดินของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9359 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

          ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9359 รวมกับจำเลย ขอให้กันที่ดินส่วนของ ผู้ร้องก่อนออกขายทอดตลาดหนึ่งในสาม

          โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องก่อนออกขายทอดตลาดเนื่องจาก เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องตามส่วนอยู่แล้ว ขอให้ยกคำร้อง

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องตามโฉนดเลขที่ 9359 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออก 1 ใน 3 ส่วน

          โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9359 ที่โจทก์นำยึดขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เป็นที่ดินที่จำเลยและผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์รวมกัน โดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วน ผู้ร้อง ถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน ผู้ร้องและจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วยที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออก ขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนที่จะมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของ ผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นขอกันส่วนโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกา เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นขอกันส่วนในศาลชั้นต้นและชั้นนี้ให้เป็นพับ.

( มนตรี ยอดปัญญา - วิบูลย์ มีอาสา - ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์ )

ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข

ศาลอุทธรณ์

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1551/2543

ป.พ.พ. มาตรา 732
ป.วิ.พ. มาตรา 287, 289

          แม้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองไม่ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด ก็หาเป็นเหตุให้ผู้ร้องหมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนองไปไม่เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์พิพาทได้ ฉะนั้น เมื่อเอาทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองตามความประสงค์ของผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อจากขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ยี่ห้อแคตเตอร์พิลล่า หมายเลขเครื่อง เอ ดี 4 ดี 3549 หมายเลขตัวถังซีเรียล 2330 สีเหลือง ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาทส่วนคำขออื่นให้ยก แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาท คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2022 ตำบลไชยคราม อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยปลอดจำนองเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2542 โดยผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทได้ในราคา 250,000 บาท

           ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2542 ว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งจำเลยที่ 2 จำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่ผู้ร้อง จำเลยที่ 2 ยังเป็นหนี้ผู้ร้องคิดยอดหนี้ ณ วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นเงิน 1,200,000 บาท ดอกเบี้ย30,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,230,000 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นรวมทั้งโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ด้วย

          ศาลชั้นต้นสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากนำทรัพย์สินขายทอดตลาดแล้วจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสองและกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ให้ยกคำร้อง

          ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วยหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองขายทอดตลาดได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใดท่านให้จัดใช้แก่ผู้รับจำนองเรียงตามลำดับ" เช่นนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทมีบุริมสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วยตามที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ แม้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง จะบัญญัติว่า "ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้ไปจดทะเบียนไว้นั้น ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด" ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้อำนาจผู้รับจำนองที่จะยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด ทั้งนี้เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจำนองเท่านั้น แต่ถ้าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองไม่ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดก็หาเป็นเหตุให้ผู้ร้องหมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนองไปไม่เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์พิพาทได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732 ดังกล่าวมาแล้ว ฉะนั้น เมื่อเอาทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองตามหนังสือแจ้งความประสงค์ของผู้ร้องแล้ว และผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อจากขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยยังไม่ได้ไต่สวนว่าผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้เพียงใด จึงไม่ชอบศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

          พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

( วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ - สุวัตร์ สุขเกษม - วิบูลย์ มีอาสา )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2965/2537

ป.วิ.พ. มาตรา 287, 289

           ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับโจทก์ในคดีนี้ยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ถูกบังคับคดีขายทอดตลาดโดยวิธีปลอดจำนองไปแล้วในคดีนี้ จึงขอให้ศาลกันส่วนหนี้จำนองของผู้ร้องจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวดังนี้ บุริมสิทธิของผู้ร้องเป็นบุริมสิทธิที่จะบังคับ และได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เพียงไม่เกินวงเงินจำนองผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์จำนองโดยขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องโดยยังไม่ได้ไต่สวนว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และมีสิทธิขอรับชำระหนี้เพียงใด โดยให้เหตุผลว่า การขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จะต้องยื่นก่อนที่จะมีการขายทอดตลาดทรัพย์ ผู้ร้องยื่นคำร้องภายหลังจากที่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์ไปแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนอง จึงไม่ชอบ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี

________________________________

          คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 740,409.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีในต้นเงิน 634,330 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามจำนวนที่แต่ละคนต้องรับผิด รายละเอียดปรากฏในคำพิพากษา และให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 8 ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยแต่ละคนจะต้องชำระให้โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,500 บาท แต่จำเลยทั้งแปดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 72905 ตำบลสำโรงใต้(สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งติดจำนองประกันหนี้รายอื่นออกขายทอดตลาดโดยวิธีปลอดจำนอง โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ในราคา 2,000,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างการคำนวณบัญชีของเจ้าพนักงานบังคับคดี

          ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องกับโจทก์เป็นบุคคลเดียวกันจำเลยที่ 1 กับผู้มีชื่อยังเป็นหนี้ผู้ร้องสาขาถนนลาดพร้าว ซอย 99ในสินเชื่อประเภทหนี้เงินกู้และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ในปัจจุบันและหนี้อันจะมีในภายหน้ากับผู้ร้องเป็นจำนวน 1,200,000 บาท และยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงิน และดอกเบี้ยค้างชำระยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้แก่ผู้ร้องจนครบจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเงินกู้และดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องบางส่วนและไม่ตรงเวลา ครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2528 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการผิดสัญญาทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ภาระหนี้คิดถึงวันที่ 12 มีนาคม 2528จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องอยู่ 634,758.50 บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องอยู่1,214,947 บาท เมื่อทรัพย์จำนองขายทอดตลาดไปแล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงมีความจำเป็นขอให้ศาลกันส่วนของผู้ร้องจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้อง ครั้นถึงวันนัดศาลชั้นต้นสั่งว่า การขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จะต้องยื่นก่อนที่จะมีการขายทอดตลาดทรัพย์ ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องภายหลังจากที่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์ไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิรับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองให้ยกคำร้อง

          ผู้ร้องอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

          จำเลยที่ 1 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า นอกจากโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แล้ว โจทก์อ้างว่ายังเป็นผู้รับจำนองในหนี้รายอื่นที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่อีกจำนวน1,214,947 บาท โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 72905 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 มาจำนอง แล้วโจทก์คดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยวิธีปลอดจำนอง โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้เองในราคา2,000,000 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอให้กันส่วนหนี้จำนองจำนวน 1,214,947 บาท เห็นว่า การที่ผู้ร้องและโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกันและอ้างว่าเป็นผู้รับจำนองทรัพย์ของจำเลยที่ 1 บุริมสิทธิของผู้ร้องเป็นบุริมสิทธิที่จะบังคับและได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เพียงไม่เกินวงเงินจำนอง ฉะนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์จำนองโดยขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ การที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องของผู้ร้องโดยยังไม่ได้ไต่สวนว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 1หรือไม่ และมีสิทธิขอรับชำระหนี้เพียงใด จึงไม่ชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องขอผู้ร้องต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน

( ปราโมทย์ บุนนาค - อากาศ บำรุงชีพ - ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 8-11-56)