ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 3      ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ยอมความ


หลัก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 35     คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมี คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาต ให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด ถ้าคำร้องนั้นได้ยื่น ในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้าน หรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยไว้ ในกรณีที่จำเลยคัดค้าน การถอนฟ้อง ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
                    คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใด ก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอน ฟ้องนั้นเสีย 

มาตรา 36      คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้อง อีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้
                    (1) ถ้าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อ ส่วนตัวไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไป การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหาย ที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
                    (2) ถ้าพนักงานอัยการถอนคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไปโดย มิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย การถอนนั้นไม่ตัด สิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
                    (3) ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไว้แล้ว ได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสีย การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่ เว้นแต่ คดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว 

มาตรา 39    สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้
                    (2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

 

ทบทวน         การถอนฟ้องในคดีอาญา โจทก์มีสิทธิถอนฟ้องได้จนถึงเวลาใดนั้น เป็นดังนี้

  • ถ้ามิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ขอถอนฟ้องได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
  • คดีความผิดต่อส่วนตัว มีสิทธิถอนฟ้อง หรือยอมความได้ก่อนคดีถึงที่สุด
  • คดีถึงที่สุด ถ้าไม่มีอุทธรณ์หรือฎีกา ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่ระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาได้สิ้นสุดลง (ป.วิ.พ. มาตรา 147 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ก็อาจอุทธรณ์หรือฎีกาข้อกฎหมาย หรืออาจมีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีจึงถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาเช่นกัน ไม่ใช่นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์, โจทก์จึงถอนฟ้องในคดีความผิดต่อส่วนตัวในระหว่างกำหนดอุทธรณ์หรือฎีกาได้ กรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งคำร้องขอถอนฟ้องได้ แต่เมื่อคดีสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งได้
  • ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง (ความผิดต่อส่วนตัว) ในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับลง ตามมาตรา 39(2) เมื่อศาลสูงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ย่อมมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลล่างระงับไปในตัว ศาลสูงไม่ต้องพิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างอีก – ในกรณีเช่นนี้ ศาลสูงจะต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี

 

ผลของการถอนฟ้อง (มาตรา 36) อันมีผลทำให้ฟ้องใหม่ไม่ได้ ตามมาตรา 36 นี้ หมายถึง การถอนฟ้องโดยเด็ดขาด การขอถอนฟ้องเพื่อร่วมเป็นโจทก์กับสำนวนของพนักงานอัยการ หาใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดไม่ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไป ตามมาตรา 39(2) พนักงานอัยการยังมีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 36 (ฎีกาที่ 2683/2522)

  • ขอถอนฟ้องคดีเช็ค โดยอ้างเหตุว่าบกพร่อง ขอถอนฟ้องเพื่อจะนำไปดำเนินคดีใหม่ ก็ถือว่าเป็นการถอนฟ้องตามมาตรา 36 แล้ว โจทก์นำมาฟ้องใหม่ไม่ได้ (ฎีกาที่ 924/2530)
  • ในความผิดที่มีผู้เสียหายหลายคน เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องไว้แล้วขอถอนฟ้องไป ย่อมตัดสิทธิเฉพาะผู้เสียหายคนนั้นไม่ให้ฟ้องใหม่ ส่วนผู้เสียหายคนอื่นยังมีสิทธิฟ้องได้อีก ไม่ถูกตัดสิทธิตามมาตรา 36 (ฎีกาที่ 5934-35/2533)

ทบทวน        ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ยอมความ มาตรา 39(2)

  • ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ
  • ความผิดต่อส่วนตัว มีความหมายอย่างเดียวกับความผิดอันยอมความได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
  • การกระทำที่เป็นความผิด กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีทั้งความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว) และที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อแผ่นดิน) เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป เฉพาะความผิดอันยอมความได้เท่านั้น พนักงานอัยการยังคงมีอำนาจดำเนินคดีในความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ต่อไป (ฎีกาที่ 6550/2548)
  • การถอนคำร้องทุกข์ อันจะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ต้องมีลักษณะเป็นการเด็ดขาด เพื่อไม่เอาผิดกับจำเลยอีกต่อไป ดังนี้ การถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากผู้เสียหายได้นำคดีมาฟ้องเสียเอง ไม่ใช่ถอนเพื่อไม่เอาผิดกับผู้กระทำผิด ไม่ทำให้คดีระงับ (ฎีกาที่ 994/2543)
  • เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับทันที การที่ผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ไม่ทำให้กลับมีสิทธิฟ้องคดีนั้นอีก (ฎีกาที่ 484/2503)
  • แต่ถ้าตกลงว่าจะถอนคำร้องทุกข์ โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยจะชำระหนี้ให้ผู้เสียหายก่อน เมื่อจำเลยยังไม่ชำระหนี้ให้ผู้เสียหายก่อน ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันแล้ว (ฎีกาที่ 1379/2550, 3019/2543)
  • การถอนคำร้องทุกข์ อาจถอนต่อพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลก็ตาม ก็ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับไป
  • เมื่อได้ความว่า พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ได้รับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีของโจทก์มาฟ้องจำเลย ย่อมเป็นอันระงับไป เมื่อโจทก์แถลงยืนยันต่อศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่าผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ต่ออัยการแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีได้ โดยศาลไม่จำต้องสอบถามผู้เสียหายที่ไม่ได้มาศาลอีก เพราะผู้เสียหายไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล
  • กำหนดเวลาถอนคำร้องทุกข์ ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรค 2 บัญญัติเฉพาะกรณีการขอถอนฟ้อง และการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว ว่าสามารถกระทำได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ไม่ได้บัญญัติถึงกรณีถอนคำร้องทุกข์ไว้ด้วยว่าสามารถกระทำได้จนถึงเวลาใด คงมีแต่บทบัญญัติ มาตรา 120 ว่าจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ และศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถอนคำร้องทุกข์ทำได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามมาตรา 35 วรรค 2 ด้วย (ฎีกาที่ 5689/2545)
  • เมื่อถอนคำร้องทุกข์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี จะพิพากษายกฟ้องไม่ได้

 

ยอมความทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ

  • การยอมความในคดีอาญา ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
  • และการยอมความนี้ ไม่ใช่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังเช่นในคดีแพ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 เพราะคดีอาญา โจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่
  • ถ้าข้อตกลงที่ให้ถอนฟ้องนั้น มีเงื่อนไขให้จำเลยต้องชำระหนี้ก่อน ถ้าจำเลยยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันแล้ว (ฎีกาที่ 1724/2539, 1977/2548)
  • จำเลยนำเงินไปวางศาล หรือสำนักงานบังคับคดี เพื่อให้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมด้วย ไม่เป็นการยอมความ (ฎีกาที่ 5131/2543)
  • ** ตกลงออกเช็คฉบับใหม่ให้แทนฉบับเดิมที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่แล้วจะถอนแจ้งความ และนำเช็คฉบับเดิมมาคืนให้เป็นการตกลงสละสิทธิในเช็คพิพาท โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่ก่อน เมื่อเช็คฉบับใหม่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ยังถือไม่ได้ว่า มีการยอมความกันในความผิดตามเช็คฉบับเดิมแล้ว (ฎีกาที่ 5033/2546)
  • การตกลงประนีประนอมยอมความกันในทางแพ่ง (นอกศาล) โดยไม่ได้กล่าวถึงคดีอาญา คดีอาญาไม่ระงับ
  • การยอมความกันในคดีแพ่ง (ในศาล) โดยไม่ได้ตกลงให้ความผิดอาญาระงับ หรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาด้วย ไม่ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญาด้วย

 

*** สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นความผิดต่อส่วนตัว มาตรา 7 บัญญัติว่า “ถ้าหนี้ตามเช็คนั้นได้สิ้นความผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตาม ป.วิ.อ. ดังนั้น

  • ในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค ถ้าได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีผลทำให้หนี้ตามเช็คระงับไป แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จะเป็นการยอมความกันเฉพาะคดีแพ่ง และผู้เสียหายไม่ได้สละสิทธิในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งไม่มีผลเป็นการยอมความในคดีอาญา ตามมาตรา 39(2) ก็ตาม คดีอาญาก็เป็นอันเลิกกัน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (ฎีกาที่ 10302/2550)
  • คู่กรณีจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมีข้อตกลงว่า การประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่ง ไม่ทำให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาตามเช็คระงับไปด้วย จึงขัดต่อความสงบโดยชัดแจ้ง ข้อตกลงนั้นตกเป็นโมฆะ แต่ข้อตกลงในส่วนนี้ สามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนอื่นได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งตกเป็นโมฆะทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 (ฎีกาที่ 1949/2543)

(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ วิอาญาพิสดาร เล่ม 1 ฉบับพิมพ์ 2553 ของอาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ เนื้อหา 453 หน้า ราคา 260 บาท)

 

ข้อเท็จจริง

  • เฮียตี๋กับหมวย เป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตร 3 คน ทุกคนกำลังเรียนชั้นประถมศึกษา เฮียตี๋ประกอบอาชีพซื้อขายเพชรพลอยหรือจิวเวอรี่ โดยจะซื้อจะขายจากมิสเตอร์แซม ชาวอิสราเอล ซึ่งมีร้านขายจิวเวอรี่แถวบ้านหม้อ และนำไปขายนักท่องเที่ยวที่หัวหิน
  • เฮียตี๋ ซื้อจิวเวอรี่ จากมิสเตอร์แซม มาแล้วเป็นเวลา 5 ปี ยอดซื้อรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท จนเป็นที่ไว้วางใจของมิสเตอร์แซมให้ชำระเป็นเช็คได้
  • หมวย เป็นคนออกเช็คส่วนตัว ชำระหนี้แก่มิสเตอร์แซมทุกครั้ง เมื่อมีการซื้อขายกัน
  • มีนาคม 2544 หมวยออกเช็คชำระหนี้ 5 ฉบับ ๆ ละ 200,000 บาท ชำระหนี้ค่าจิวเวอรี่ที่ซื้อจากมิสเตอร์แซม การซื้อขายจิวเวอรี่ มีหลักฐานเป็นหนังสือ
  • เมื่อถึงกำหนดชำระ หมวยชำระเงินได้แค่ 280,000 บาท ชำระหนี้ตามเช็คใบแรกเท่านั้น อีก 4 ใบ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย เพราะมีแค่ 80,000 บาท
  • มิสเตอร์แซม ทวงถาม เฮียตี๋กับหมวย เพิกเฉย, มิสเตอร์แซม จึงให้ทนายความฟ้องหมวยผู้ออกเช็ค ตาม พ.ร.บ.เช็ค และฟ้องคดีแพ่งด้วย (คดีแพ่งทั้ง 2 คน ขาดนัดยื่นคำให้การ)
  • หมวยปรึกษาทนายความ แล้ววางหลักทรัพย์ประกันตัวในวงเงิน 120,000 บาท โดยให้การรับสารภาพ และขอให้ศาลรอการลงโทษ
  • ศาลชั้นต้น (ศาลแขวง) จำคุกกระทงละ 20 วัน แต่จำเลยรับสารภาพ ลดโทษเหลือกระทงละ 10 วัน จำนวนเช็ค 4 ฉบับ ถือเป็น 4 กระทง รวมเป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น 40 วัน โดยไม่รอลงอาญา
  • หมวยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ อ้างว่าต้องเลี้ยงดูบุตรทั้ง 3 คน และระหว่างอุทธรณ์ หมวยชำระเงินให้โจทก์อีก 130,000 บาท แต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลงโทษหมวยโดยไม่รอ 30 วัน เนื่องจากชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 2 เป็นการบรรเทาผลร้าย
  • ระหว่างยื่นประกันตัว หมวยต้องนอนคุก 1 คืน ทนายความในคดีเดิมไปบวชเป็นพระธุดงค์ไม่สึกมาทำคดีอีกแล้ว
  • 4 ธันวาคม 2555 เฮียตี๋กับหมวย มาพบทนายความ Thai Law Consult ซึ่งรวมตัวกันที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กทม. หมวยถามว่า คดีมีทางฎีกาหรือไม่, จะทำอย่างไร ไม่อยากติดคุก, จะเปลี่ยนคนติดคุกเป็นเฮียตี๋ได้ไหม
  • ทนายความที่นั่งฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้มี ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64, ทนายสมบัติ น.บ.ท.63, ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64, ทนายอมร น.บ.ท.64 ได้ช่วยกันตอบคำถาม ให้ความเห็นดังนี้
  • ทนายอมร น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้ มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย
  • เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษ 40 วัน ศาลอุทธรณ์ลงโทษ 30 วัน โดยไม่รอ คดีนี้จึงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เพื่อจะขอให้รอลงอาญาอีก เว้นแต่มีผู้พิพากษารับรองให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221
  • ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64  แนะนำว่า ควรหาทางเจรจากับโจทก์ผู้เสียหาย ให้ถอนฟ้องก่อนสิ้นสุดระยะเวลาฎีกา ในวันที่ 27 ธันวาคม 2555 โดยเฉพาะชำระหนี้จำนวนน้อยที่สุดที่จำเลยสามารถจ่ายได้ และต้องหาแหล่งเงิน ขอให้ญาติพี่น้องช่วยเหลือ ถ้ามียอดเงินพร้อมชำระเต็มยอดหนี้ที่ค้าง รับรองว่าโจทก์ถอนฟ้องให้แน่นอน เพราะโจทก์ฟ้องคดีเช็ค หวังได้เงินมากกว่าจะให้จำเลยติดคุก
  • ทนายสมบัติ น.บ.ท.63 กล่าวสั้นๆว่า ถ้าโจทก์ให้จำเลยติดคุกจริงๆ จำเลยไม่จ่ายเงินที่ค้าง โจทก์ก็ลำบากในการบังคับคดีแพ่ง ดังนั้น น่าจะต่อรองโจทก์จ่ายแค่ 2 แสนบาท แล้วให้ถอนฟ้องดคีอาญา แล้วไปว่ากันในคดีแพ่งดีกว่า
  • ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 แนะนำว่า

                    (1)   ถ้าหาเงินได้ทั้งจำนวนพร้อมดอกเบี้ย ควรชำระให้โจทก์ก่อนวันที่ 21 ธันวาคม 2555

                    (2)   ถ้าหาได้ไม่ครบ เพื่อให้โจทก์มีเวลาดำเนินการถอนฟ้องต่อศาลก่อน 26 ธันวาคม 2555 (ฎีกาที่ 924/2530) ทางทนาย Thai Law Consult จะเสนอเจรจาแปลงหนี้ใหม่ คือ ให้เงินสดจำนวน 2 แสนบาท และแปลงหนี้ใหม่ให้เฮียตี๋ทำสัญญากู้เงินส่วนที่เหลือ และออกเช็คชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้โจทก์

  • ทีมทนาย Thai Law Consult จึงสรุปกับเฮียตี๋และหมวยว่า

                    (1)   ต้องทำให้หนี้ในคดีเช็คสิ้นความผูกพันก่อนวันที่ 21 ธันวาคม 2555 โดยชำระหนี้หรือแปลงหนี้ใหม่

                    (2)   ถ้าแปลงหนี้ใหม่ ต้องทำให้โจทก์พอใจยอมถอนฟ้อง ให้หมวยรอไม่ต้องดิดคุก โดยเฮียตี๋ทำสัญญาเงินกู้, ออกเช็คฉบับใหม่ให้โจทก์ แล้วค่อยหาทางออกกันอีกที (ฎีกาที่ 10302/2550)

                    (3)   จำเลยต้องพยายามหาเงินมาชำระหนี้ ให้มากที่สุด

                    (4)   ทางทนายจะช่วยยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ให้ศาลเมตตารับรองให้ฎีกาได้ แม้ความหวังจะน้อยเต็มที

                    (5)   ต้องนัดคุยกับทนายโจทก์ก่อน แล้วเข้าพบ ขอคุยกับผู้เสียหายหรือโจทก์โดยเร็ว

  • ตอนนี้ คดีนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของทนายจำเลยชุดใหม่ทีมทนาย Thai Law Consult เพื่อให้โจทก์หรือผู้เสียหาย   ถอนฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลาฎีกา เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แต่ฟ้องคดีเอง จึงไม่ต้องถอนคำร้องทุกข์

 

                    Thai Law Consult เห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้น่าสนใจ จึงนำบางส่วนดัดแปลง มาลงไว้ให้นักกฎหมาย ทนายความ ผู้สนใจได้ศึกษาเพื่อความสว่างไสวของวงการนักกฎหมายไทยครับ

“ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม มาตรา 91 ความผิดตามเช็คฉบับที่ 2 ถึง 5 รวม 4 ฉบับ จำคุกกระทงละ 20 วัน รวมจำคุก 80 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อาญา มาตรา 78 คงจำคุก 40 วัน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยได้นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามเช็คแก่โจทก์อีก 2 ครั้ง รวม 130,000 บาท และโจทก์ได้ขอรับไปจากศาลแล้ว ซึ่งพฤติการณ์ในการชำระหนี้ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่....... เป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์ให้เป็นการชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ถึงกำหนดก่อนเรียงตามลำดับ เมื่อพิจารณาว่า เช็คตามฟ้องฉบับที่ 1 เลิกกัน ยังคงเหลือเงินตามเช็คฉบับที่ 2 ค้างชำระจำนวน 120,000 บาท นำเงินจำนวนนี้ไปหักกับเงินที่จำเลยชำระเพิ่มอีก 130,000 บาท เพียงพอที่จะชำระหนี้ที่เหลืออยู่ตามเช็คฉบับที่ 2 ได้หมด หนี้ตามเช็คฉบับที่ 2 จึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเป็นอันเลิกกันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.เช็ค แม้จำเลยไม่อุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยสำหรับเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะมีการชำระหนี้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่เมื่อหักชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 2 แล้ว คงเหลือเงินเพียง 10,000 บาท ถือเป็นการบรรเทาความเสียหายเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับหนี้ตามเช็คที่เหลืออยู่ทั้ง 3 ฉบับ แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวและบุตรผู้เยาว์ ก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีสำหรับเช็คฉบับที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลลงโทษจำคุกกระทงละ 10 วัน รวม 3 กระทง จำคุก 30 วัน นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น”

 

ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการถอนฟ้องคดีเช็คที่สำคัญมาลงไว้ข้างล่างนี้แล้วครบ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  924/2530

ป.วิ.อ. มาตรา 36

          โจทก์เคยนำเช็คฉบับพิพาทมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา แล้วขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าฟ้องบกพร่องขอถอนเพื่อจะนำไปดำเนินคดีใหม่ เมื่อศาลอนุญาตก็ต้องถือว่าเป็นการถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปทั้งเรื่อง โจทก์จะนำเช็คฉบับพิพาทมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36.

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3

           ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง

           จำเลยให้การปฏิเสธ

           ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำคุก 1 เดือน

           จำเลยอุทธรณ์

           ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

           โจทก์ฎีกา

           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2761/2526 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์เคยนำเช็คฉบับพิพาทมาฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้องต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าเนื่องจากฟ้องของโจทก์บกพร่อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากนั้นโจทก์จึงนำเช็คฉบับพิพาทมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่าคดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) การที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับเช็คฉบับพิพาทมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ได้ถอนฟ้องคดีนั้นไปจากศาลเช่นนี้ เมื่อกรณีไม่เข้าอยู่ในข้อยกเว้น 3 ประการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 36 แล้ว โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยอีกหาได้ไม่ เป็นการต้องห้ามมาตรา 36 ดังกล่าว

           ที่โจทก์ฎีกาว่า ในคำร้องขอถอนฟ้องมีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อจะนำไปดำเนินคดีใหม่ ไม่ได้ถอนฟ้องเพื่อให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ เห็นว่า เมื่อได้มีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลโดยถูกต้องแล้วแม้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนจะอ้างเหตุว่าฟ้องบกพร่องจึงขอถอนเพื่อดำเนินการใหม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ก็ต้องถือว่าเป็นการถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปทั้งเรื่อง จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาฟ้องใหม่ไม่ได้อีกเช่นกัน

           พิพากษายืน.

( เสียง ตรีวิมล - สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ - จำนง นิยมวิภาต )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1379/2550

ป.วิ.อ. มาตรา 39(2)

          ข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเสียก่อน โจทก์ร่วมจึงจะถอนคำร้องทุกข์ให้ แสดงว่าในระหว่างนั้นโจทก์ร่วมยังติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่ ข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยดังกล่าวหามีผลเป็นการยอมความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ไม่

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3584/2544 และ 3692/2544 ของศาลชั้นต้น

          จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ระหว่างพิจารณา บริษัทวรสวัสดิ์เท็กซ์ไทล์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน แต่ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3584/2544 และ 3692/2544 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากทั้งสองคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 มีผลเป็นการยอมความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยสามารถเจรจาตกลงกับโจทก์ร่วมได้แล้ว โดยจำเลยจะผ่อนชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ร่วมเป็นงวด งวดละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท รวม 30 งวด งวดละ 1 เดือน โดยผ่อนชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 เมษายน 2545 และงวดต่อไปทุกวันที่ 10 ของเดือน ขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิพากษาคดีออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงกับโจทก์ร่วม และเมื่อจำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมจะได้ถอนคำร้องทุกข์ต่อไป ศาลชั้นต้นสอบโจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมแถลงว่าได้ทำความตกลงกันดังที่จำเลยแถลงจริง เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วนเสียก่อน โจทก์ร่วมจึงจะถอนคำร้องทุกข์ให้ แสดงว่าในระหว่างนั้นโจทก์ร่วมยังติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่ ข้อตกลงดังกล่าวหามีผลเป็นการยอมความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน

( ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ - สิทธิชัย รุ่งตระกูล - ธนัท วิรบุตร์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3019/2543

ป.วิ.อ. มาตรา 39(2)

          ข้อตกลงที่โจทก์ร่วมยอมลดหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับให้แก่จำเลย และยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จในกำหนดเวลา 12 เดือน พร้อมด้วยดอกเบี้ย เมื่อผ่อนชำระเสร็จสิ้นแล้วโจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ให้จำเลยกับพวก ข้อตกลงนี้โจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์ให้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเป็นข้อตกลงที่มีเงื่อนไข เป็นการให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระหนี้โดยยอมให้เลื่อนการพิจารณาคดีไป ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการยอมความ จึงไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

          จำเลยให้การรับสารภาพ

          ระหว่างพิจารณา นางสาวสุวรรณา พุ่มเกตุ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามเช็คเลขที่ 4621613 จำคุก 3 เดือน เช็คเลขที่ 4621616 จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

          จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยกับพวกร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์ร่วม โจทก์ได้ฟ้องจำเลยและในระหว่างพิจารณาคดีสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2540 โจทก์ร่วมและจำเลยได้ตกลงกันโดยโจทก์ร่วมยอมลดหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับให้แก่จำเลย และยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จในกำหนดเวลา 12 เดือน พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี เมื่อผ่อนชำระเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ให้จำเลยกับพวก คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประเด็นแรกว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็ค มีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์ให้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น เป็นข้อตกลงที่มีเงื่อนไข เป็นการให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระหนี้โดยยอมให้เลื่อนการพิจารณาคดีไป ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการยอมความ จึงไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยไม่รุนแรง จำเลยเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทและจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมอันเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วมบ้างแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้งโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น"

          พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

( ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ - อภิชาต สุขัคคานนท์ - รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1977/2548

ป.วิ.อ. มาตรา 39, 208
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7

          บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ตกลงว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และคดีอื่นๆ อีก 7 คดี เป็นต้นเงินรวม 15,677,063.59 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นๆ เป็นคดีไป หากผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้นอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้า และไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันที จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ทั้งจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปให้จำหน่ายคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตาม เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การกำจัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2)

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงแสน จำนวน 5 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 จำนวน 374,915 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 470,748.75 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 374,915 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 จำนวนเงิน 466,915 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จำนวนเงิน 374,915 บาท โดยเช็คทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหัวลาก ยี่ห้อวอลโล่ ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ เมื่อวันที่ 2 และ 11 มิถุนายน 2540 วันที่ 2, 11 และ 31 กรกฎาคม 2540 ตามลำดับ ให้เหตุผลเช่นเดียวกันว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองมีเจตนาออกเช็คโดยไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3574/2539, 4266/2539, 263/2540, 1047/2540 และ 258/2540 ของศาลชั้นต้น

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543

          ศาลชั้นต้นเห็นว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเป็นอันเลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

          โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธก่อน ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 และจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ แล้วให้การใหม่ยอมรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามบันทึกเงื่อนไขชำระหนี้ฉบับดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และคดีอื่นๆ อีก 7 คดี เป็นต้นเงินรวม 15,677,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นๆ เป็นคดีไป แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เห็นได้ว่า เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองจะต้องผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในแต่ละคดีอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้าและตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันทีแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าวหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างเพื่อสนับสนุนฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินตามเช็คพิพาทในคดีแพ่งและศาลได้พิพากษาคดีตามยอมแล้ว จึงมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไป โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีกซึ่งต่างจากคดีนี้เนื่องจากบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ในคดีนี้ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

          ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) จะต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเช่นนี้ ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองต่อไปและนับโทษต่อจากคดีอาญาอื่นๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปให้จำหน่ายคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การกำจัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน

( วัฒนชัย โชติชูตระกูล - อุดมศักดิ์ นิติมนตรี - พิทยา บุญชู ) 

หมายเหตุ 

          การตกลงที่จะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปมีได้ 4 กรณี

           1. การยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 และมาตรา 39 (2)

           2. การประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 852 ที่ทำให้หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นสิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 (คำพิพากษาฎีกาที่ 893/2544)

           3. ประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งและศาลพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งทำให้หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้สินผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 (คำสั่งศาลฎีกาที่ 3490/2548)

           4. แปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 ซึ่งทำให้หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5247/2544)

           ข้อตกลงในคดีนี้จำเลยยินยอมชำระหนี้ตามเช็คทั้งหมดให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยผ่อนชำระเป็นงวดๆ มิได้มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวให้แก่กัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ไม่ใช่เป็นการยอมความในคดีอาญาเพราะโจทก์ไม่ได้มีเจตนาที่จะระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญา และไม่ใช่การประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งและศาลพิพากษาตามยอม ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไป          

           ไพโรจน์ วายุภาพ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5033/2546

ป.พ.พ. มาตรา

 

Content for New Div Tag Goes Here

Content for New Div Tag Goes Here
Content for New Div Tag Goes Here
Content for New Div Tag Goes Here

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10302/2550

ป.พ.พ. มาตรา 852
ป.วิ.อ. มาตรา 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7

          มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินตามคดีแพ่งของศาลจังหวัดราชบุรี ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

          ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์และจำเลยยังมิได้มีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาทในทางอาญาจนกว่าจำเลยจะชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์แล้ว และไม่มีข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่าโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย คงเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยจะชดใช้ให้แก่โจทก์อันเป็นสิทธิทางแพ่งที่โจทก์สามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้อีกทางหนึ่งเท่านั้น จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) นั้น เป็นคนละเรื่องคนละกรณีกันกับคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 เพราะคดีในส่วนอาญาจะเลิกกันตาม พ.ร.บ.และมาตราดังกล่าวนั้น เป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้วผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 852 ซึ่งเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่จำเลยคดีนี้ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา คดีในส่วนอาญาจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 ซึ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป อันเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยให้การรับสารภาพ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (4) (5)) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ และมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้ใช้เงินในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1315/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินตามคดีหมายเลขแดงที่ 1315/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยยังมิได้มีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาทในทางอาญาจนกว่าจำเลยจะชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์แล้ว และไม่มีข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่าโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย คงเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยจะชดใช้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสิทธิทางแพ่งที่โจทก์สามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้อีกทางหนึ่งเท่านั้น จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์เป็นคนละเรื่องคนละกรณีกันกับคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เพราะคดีในส่วนอาญาจะเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 นั้น เป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่จำเลยคดีนี้ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา คดีในส่วนอาญาจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป อันเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ตามที่โจทก์ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน

( เกษม วีรวงศ์ - พินิจ สายสอาด - อร่าม แย้มสอาด ) 

หมายเหตุ 

          คำพิพากษาศาลฎีกาตามที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษาตามแนววินิจฉัยเดิมที่ว่า คดีความผิดเกี่ยวกับการที่ลูกหนี้ผู้ออกเช็ค แล้วธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาเจ้าหนี้ผู้ทรงเช็คนำเช็คไปดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่มักจะเกิดปัญหาในกรณีที่เจ้าหนี้ดำเนินคดีแพ่งด้วย แล้วไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับลูกหนี้ ศาลคดีแพ่งพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล จะมีผลให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกให้ลูกหนี้ใช้เงินตามเช็คระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 คงมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดในมูลหนี้เช็คได้อีก หนี้ที่ลูกหนี้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของเจ้าหนี้ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4522-4523/2540) ซึ่งประตูทางออกของลูกหนี้ที่จะพ้นจากความรับผิดคดีอาญาในกรณีนี้เป็นประตูทางออกคนละกรณีกับข้อตัดอำนาจฟ้องของฝ่ายเจ้าหนี้ที่ดำเนินคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ว่า "ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย" ที่แม้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง จะไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย ที่เป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป โดยส่วนใหญ่ในคดีแพ่งเจ้าหนี้จะบีบลูกหนี้ให้ชำระหนี้ครบถ้วน ด้วยการไม่มีข้อตกลงให้ชัดแจ้งว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ในทางอาญาหรือบางครั้งก็จะมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ในคดีแพ่งให้ครบถ้วน เจ้าหนี้จึงจะถอนฟ้องคดีอาญา เหล่านี้มิใช่การยอมความในทางอาญา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2543 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2543) เจ้าหนี้จะอ้างหลักเกณฑ์เรื่องการยอมความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) มาปิดประตูทางออกคดีอาญาของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ไม่ได้                        

           อาคม รุ่งแจ้ง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2543

ป.พ.พ. มาตรา 150, 173, 850, 852
ป.วิ.อ. มาตรา 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7

          ที่จำเลยฎีกาว่า เช็คพิพาทคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกให้จำเลยชดใช้เงิน ในที่สุดโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

           มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกให้ชดใช้เงิน โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้ได้อีก หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อใช้เงินนั้นเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เงินพ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

           สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย หากมีการกระทำที่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายกรณีใดกรณีหนึ่งแล้วย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปทันทีไม่ใช่เรื่องที่คู่สัญญาจะทำสัญญาหรือตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติของกฎหมายมิให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับได้

           แม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จะมีข้อความว่า การตกลงประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์และจำเลยไม่ถือว่าได้ตกลงยอมความในคดีอาญาหากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญานี้โจทก์ยังคงประสงค์ที่จะดำเนินคดีอาญากับจำเลยจนถึงที่สุดนั้น หากจะฟังว่าไม่เป็นการยอมความในคดีอาญา ก็เป็นคนละเรื่องกับกรณีหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพัน ซึ่งมีผลให้คดีเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

           โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า การตกลงประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญาอันเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาหรือข้อตกลงกันไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คพิพาทคดีนี้เป็นอันระงับไป ถือว่ามีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ข้อตกลงในส่วนดังกล่าวนี้สามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนอื่นได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งตกเป็นโมฆะทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173

________________________________

 

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(3) จำคุก 8 เดือนลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เช็คพิพาทคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยชดใช้เงิน ในที่สุดโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2540 ของศาลชั้นต้นคดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นตามที่โจทก์แก้ฎีกาแต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 25 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังเป็นยุติได้ตามฎีกาของจำเลยและคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นเรียกให้ชดใช้เงินแล้ว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1565/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ดังนี้เห็นว่า ผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้ได้อีก ดังนั้นหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อใช้เงินนั้นเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เงิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

          ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยอมความเลิกคดีแพ่งเท่านั้นไม่ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญา จึงไม่มีผลให้สิทธิของโจทก์ในการดำเนินคดีอาญากับจำเลยระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) นั้น เห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งมีได้หลายกรณี หากมีการกระทำที่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายกรณีใดกรณีหนึ่งแล้ว ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปทันที ไม่ใช่เรื่องที่คู่สัญญาจะทำสัญญาหรือตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติของกฎหมายมิให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับได้ แม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ข้อ 1 จะมีข้อความว่า การตกลงประนีประนอมยอมความนี้โจทก์และจำเลยไม่ถือว่าได้ตกลงยอมความในคดีอาญา หากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญานี้โจทก์ยังคงประสงค์ที่จะดำเนินคดีอาญากับจำเลยจนถึงที่สุดนั้น หากจะฟังว่าไม่เป็นการยอมความในคดีอาญาก็เป็นคนละเรื่องกับกรณีหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันซึ่งมีผลให้คดีเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ตามที่โจทก์แก้ฎีกาการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและมีข้อความไว้ด้วยว่าการตกลงประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญาอันเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาหรือข้อตกลงกันไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คพิพาทคดีนี้เป็นอันระงับไปนั้น ข้อตกลงในส่วนดังกล่าวถือว่ามีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้งจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ข้อตกลงในส่วนดังกล่าวนี้สามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ในส่วนอื่นได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งหมด ทั้งนี้ตามนัยมาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว จึงให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

( จำรูญ แสนภักดี - ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ - วสันต์ ตรีสุวรรณ )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 8-1-56)