ทนาย น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 29      ประกันภัยรถยนต์ หลักกฎหมายและฎีกาสำคัญ


               เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 Thai Law Consult ได้รับ e-mail สอบถามเรื่อง "อุบัติภัย เนื่องจากรถยนต์" ซึ่งทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 ได้ตอบคำถามเบื้องต้นทางโทรศัพท์แล้ว     วันนี้ พี่ตุ๊กตา ทนายณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 ได้รับโทรศัพท์ปรึกษาเรื่องทำนองนี้อีก จึงเรียบเรียงบทความนี้มานำเสนอเพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชนครับ

คำถาม ที่ 1

น้องชายเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง จอดรถ camry ตรงที่ "พักรถ" หลังด่านเก็บเงินของทางด่วนแห่งหนึ่ง เพื่อลงไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ ขณะที่จะกลับขึ้นรถ camry ได้มีรถหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ ห้ามล้อเสีย เบรคไม่อยู่ พุ่งเข้าชนรถแคมรี่ และตู้คอนเทนเนอร์ล้มคว่ำทับน้องชาย กว่าจะกู้ภัยกันได้ เพื่อเอาน้องชายออกมาจากใต้ตู้คอนเทนเนอร์ ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง น้องชายไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

ถามว่า - ใครต้องรับผิดชอบบ้าง และรับผิดชอบอย่างไร เท่าไร

 

คำถาม ที่ 2

คุณแม่ถูกรถปิ๊กอัพบรรทุกสินค้าของบริษัทแห่งหนึ่ง ชนบาดเจ็บสาหัส ขาหักทั้ง 2 ข้าง รักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด 2 เดือน หมดค่ารักษาพยาบาลไป 320,000 บาท ปัจจุบันยังต้องนั่งรถเข็นไปทำงานไม่ได้ เจ้าของบริษัทเจรจาว่า บริษัทจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายไปก่อนแล้ว 320,000 บาทให้ และจะให้ค่าทำขวัญหรือค่าอนามัยแบบตัดจบ เลิกแล้วต่อกันอีก 100,000 บาท ถ้าไม่เอาให้ไปฟ้องเอาเอง

ลูกเห็นว่า เงินที่บริษัทจะจ่ายให้ 100,000 บาทนั้น น้อยเกินไป เพราะต้องรักษาต่อเนื่อง ค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนน่าจะเกิน 100,000 บาท อยากให้ช่วยปรึกษา เจรจา หรือฟ้องคดี

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า รถปิ๊กอัพมีประกันภัยประเภท 1 รับผิดชอบส่วนเกินจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรณีบุคคลภายนอกเสียชีวิต รายละ 1,000,000 บาท

เพื่อตอบปัญหานี้ Thai Law Consult ขอให้ทั้งสองท่านส่งข้อเท็จจริง รายละเอียดเท่าที่รวบรวมได้ในขณะนี้มาให้ดูด่วนนะครับ

 

ในเบื้องต้น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า

 

A)     การประกันวินาศภัย - ประกันภัยรถยนต์ คืออะไร

B)     การประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1 คืออะไร

C)     การประกันภัยภาคบังคับคืออะไร หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีหลักการอย่างไร

 

อาจารย์ภาสกร ญาณสุธี ให้ความเห็นดังนี้

A)     การประกันวินาศภัยตัวรถยนต์ก็เพื่อคุ้มครองตัวรถยนต์ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นตัวรถยนต์ ซึ่งเป็นการทำสัญญาประกันภัยกัน ระหว่างผู้รับประกันภัย กับ ผู้เอาประกันภัย ว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่ต้องเกินวงเงินที่เอาประกันภัยไว้นั้น ให้แก่ผู้รับประโยชน์ หรือหากมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ ผู้รับประกันภัยก็ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 877

B)     การประกันภัยประเภท 1

ปัจจุบัน ผู้รับประกันภัยได้จัดให้มีการประกันภัยประเภท 1 โดยเมื่อผู้เอาประกันภัยตกลงทำสัญญาประกันภัยประเภทที่ 1 ไว้กับผู้รับประกันภัยก็จะมีผลผูกพันกันว่า เมื่อรถที่เอาประกันภัยได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้ว ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายตามจำนวนความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินวงเงินที่เอาประกันภัยไว้นั้นแทนผู้เอาประกันภัยในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด (ซึ่งก็คือการประกันภัยค้ำจุน) และหากรถที่เอาประกันภัยประเภทที่ 1 ได้รับความเสียหายด้วย ผู้รับประกันภัยก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินวงเงินที่เอาประกันภัยไว้นั้น (ซึ่งก็คือการประกันวินาศภัย) แต่ถ้ามีบุคคลอื่นได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่รถที่เอาประกันภัยไว้ เมื่อผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์แล้ว ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ไปฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่กระทำให้เกิดความเสียหายแก่รถที่เอาประกันภัยไว้ดังกล่าวและผู้ที่ต้องร่วมรับผิดด้วย ภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยรู้ถึงการเกิดเหตุและรู้ตัวบุคคลที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 แต่ถ้ารถของบุคคลอื่นที่มาก่อให้เกิดความเสียหายนั้นมีการทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนไว้ ก็ต้องฟ้องเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถคันดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรค 1

C)     จิตอาสาท่านหนึ่ง จากเว็บไซต์ sobsuan.com ได้สรุปเป็นตารางตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ดังนี้ ......click.....

 

ในเบื้องต้น ทั้ง 2 คำถาม Thai Law Consult ขอให้ช่วยดูใน "ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร"
เรื่องที่ 15:  ขับรถชนคนตาย ทำอย่างไรไม่ติดคุก
เรื่องที่ 16:  กรรมเดียว หลายกรรม หลักกฎหมาย และคำแนะนำของอัยการเก่า คดีขับรถชนคนตายและบาดเจ็บ
เรื่องที่ 17:  คดีลูกจ้างขับรถชนคน นายจ้างรับผิดชอบอย่างไร
                  ฟ้องละเมิด นายจ้าง ลูกจ้าง หลักกฎหมาย และ 6 ฎีกาสำคัญ

 

ตอบคำถามที่ 1

1.1     รถยนต์เบรคแตก หรือห้ามล้อไม่ดี ผู้ขับขี่ไม่อาจอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เพื่อปฏิเสธความรับผิด ตามฎีกาที่ 2331/2520

1.2     ค่าสินไหมทดแทน เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 , 442 , 223 วรรค 1 , 443 , 444 - 446 , 1461 , 1563 , 1564

 

มาตรา 443

                    "ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ อีกด้วย

                    ถ้าไม่ได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย

                    ถ้าเหตุที่ตายลงนั้น ทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น"

 

กรณีตายทันที

จากบทบัญญัติมาตราต่าง ๆ นี้ ถ้าถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายทันที ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการทำศพตามประเพณี ค่าขาดไร้อุปการะแก่ทายาทบางคน เช่น บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย สามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ โดยไม่คำนึงว่าตามความเป็นจริงแล้วผู้ตายจะอุปการะเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้หรือไม่ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาให้การรับรองแล้ว ย่อมมิใช่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา เพียงแต่มีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น ซึ่งบิดาไม่มีหน้าที่ต้องอุปการะบุตรดังกล่าว ดังนั้น บุตรนอกกฎหมายที่บิดาให้การรับรองแล้ว จึงไม่อาจเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ นอกจากนี้ ถ้าผู้ตายมีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำการงานให้แก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลภายในครอบครัว เป็นเหตุให้บุคคลผู้นั้นขาดแรงงานจากผู้ตายไป บุคคลดังกล่าวย่อมเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดได้

ค่าปลงศพที่จะเรียกร้องกันได้นั้น ต้องเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการทำศพตามพิธีกรรมทางศาสนา ตามฐานานุรูป และตามความจำเป็น ผู้ที่จะเรียกร้องได้นั้นจะต้องเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่น คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย มารดา บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายเป็นบิดาได้ให้การรับรองแล้ว บุตรบุญธรรม หรือทายาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 และมาตรา 1635 หรือผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 เท่านั้น แม้จะมีบุคคลอื่นเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำศพก็ตาม ในด้านของผู้ทำละเมิดย่อมมีหน้าที่ชำระเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทของผู้ตาย แต่ไม่มีสิทธิขอให้นำเงินจากบุคคลอื่นที่ช่วยทำบุญในงานศพของผู้ตายมาหักออกจากเงินที่ใช้ในการทำศพ เพราะเป็นสิทธิของทายาทที่มีผู้มอบให้เพื่อช่วยเหลือในทางส่วนตัวของผู้ตายและทายาท มิใช่เงินของผู้ทำละเมิด นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการทำศพของผู้ตาย เช่น ค่าเช่ารถไปรับศพ ค่าเช่าศาลาวัด เงินที่ใช้ถวายพระสงฆ์ที่มาทำการสวดมนต์ในงานศพของผู้ตาย ค่าดอกไม้ ค่าบุหรี่ถวายพระ และอื่น ๆ เช่น มีบุคคลจำนวนมากไปร่วมงานศพ ซึ่งจัดการตามประเพณีของศาสนา ก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและดูแลบุคคลที่ไปร่วมงานศพดังกล่าวด้วย ในช่วงระยะเวลาที่มีการจัดงานศพข้างต้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือและค่าของชำร่วยแจกในงานศพ เป็นต้น ก็ย่อมเรียกร้องจากผู้ทำละเมิดได้ แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอนุสาวรีย์เพื่อใส่กระดูกของผู้ตาย ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการทำศพของผู้ตาย จึงไม่อาจเรียกร้องกันได้

ในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ถ้าจะให้มีการชำระเป็นรายเดือน ย่อมเป็นการยุ่งยาก ศาลมีอำนาจกำหนดให้ชำระเป็นเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ต้องเสียหายได้ในคราวเดียวกัน

 

กรณีไม่ตายทันที

จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ถ้าผู้ถูกทำละเมิดมิได้ถึงแก่ความตายทันที ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งในการรักษาพยาบาลผู้ต้องเสียหายแล้ว ทายาทย่อมมีสิทธิเลือกโรงพยาบาลที่จะให้ผู้ถูกทำละเมิดเข้ารับการรักษาพยาบาล เพื่อให้ผู้ถูกทำละเมิดหาย มีชีวิตรอด และหายจากการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน ซึ่งแพงกว่าก็ตาม ทั้งต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลของผู้ถูกทำละเมิดและทายาทที่ต้องไปทำการดูแลด้วย ผู้ทำละเมิดหรือบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด มีหน้าที่ต้องดใช้ให้แก่ทายาทของผู้ถูกทำละเมิดเพิ่มขึ้นอีก จากกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายทันที เว้นแต่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยและเกินความจำเป็น นอกจากนั้น ในกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดรับราชการ หรือบุตรรับราชการ หรือบิดามารดารับราชการ แม้จะมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการก็ตาม แต่ก็เป็นสวัสดิการที่ทางราชการจัดให้แก่ข้าราชการและบุคคลในครอบครัว ฝ่ายผู้ทำละเมิดไม่อาจจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิด หรือหักทอนออกจากค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ทั้งเงินค่ารักษาพยาบาลที่เบิกมาจากหน่วยงานต้นสังกัดก็ไม่ใช่เงินของฝ่ายผู้ทำละเมิด

ทั้งในช่วงการเข้ารับการรักษาพยาบาล ผู้ถูกทำละเมิดซึ่งได้รับบาดเจ็บในขณะนั้น ย่อมไม่อาจทำงานตามปกติอันจะทำให้มีรายได้ จึงต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้ในระหว่างนั้นได้ ผู้ทำละเมิดและผู้ร่วมรับผิดด้วย จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่ทายาทของผู้ถูกทำละเมิดซึ่งถึงแก่ความตายในภายหลัง

 

1.3     ผู้ต้องรับผิดทางแพ่ง หรือ ละเมิด คือ (1) ผู้ขับขี่รถคอนเทนเนอร์ (2) นายจ้าง หรือ บริษัทของรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ (3) บริษัทผู้รับประกันภัย ของรถบรรทุกคอนเทนเนอร์

1.4     บริษัททางด่วน น่าจะต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ (เป็นคำถามที่ทนายของผู้เสียหายจะต้องขบคิดเพื่อเรียกร้อง หรือวางคดี

 

ตอบคำถามที่ 2

2.1     ค่ารักษาพยาบาลที่แพงของโรงพยาบาลเอกชน ผู้ต้องรับผิด คือ ผู้ควบคุมรถปิ๊กอัพ หรือ บริษัทที่เป็นนายจ้าง ไม่อาจที่จะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ ว่าได้เสียค่าใช้จ่ายไปมากแล้ว ตามฎีกาที่ 2508/2527

2.2     โดยหลักการของฝ่ายสินไหมรถยนต์ แทบทุกบริษัทประกันภัยจากรถ จะพิจารณาค่าทำขวัญ เป็น 1 เท่าของค่ารักษาพยาบาล เช่น ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท จะเจรจาค่าทำขวัญหรือค่าอนามัยแบบตัดจบ ประมาณ 50,000 บาท (เน้นโรงพยาบาลของรัฐบาล)

2.3     จาก 2.2 คาดว่า ถ้าคุณแม่จะเรียกค่าอนามัยหรือค่าทำขวัญ แบบตัดจบ ประมาณ 300,000 บาท ต้องปรึกษานักกฎหมายหรือทนายความ และอาจต้องเตรียมฟ้องคดี ซึ่งทีมทนาย Thai Law Consult ทั้ง 7 คน เห็นว่า ศาลน่าจะเมตตาให้ตามที่ขอ