ทนาย น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 28      ฟ้องเช็ค - ถ้าจำเลยรับสารภาพ ขอผ่อนชำระหนี้
                       ก่อนถอนฟ้อง ดอกเบี้ยในศาล จะจัดการกันอย่างไร


  • ทีมทนาย Thai Law Consult (TLC) ทุกคน เคยผ่านการปรึกษาคดีและการว่าความในคดีเช็คมาแล้วคนละหลายคดี เป็นทั้งทนายฝ่ายโจทก์และทนายฝ่ายจำเลย , เมื่อรับคดี จึงพยายามคิดในทางบวก เพื่อให้คดียุติลงได้ด้วยการผ่อนผันให้กันและกัน ด้วยเจ้าหนี้ฟ้องคดีเพื่อติดตามหนี้มากกว่าอยากให้ลูกหนี้ติดคุก
  • ทนายสมปราถน์ ฮั่นเจริญ ทนายอาวุโสแนะนำทนายรุ่นน้องอยู่เสมอว่า การเป็นทนายในคดีเช็ค ต้องทำ 2 อย่างพร้อมกัน คือ เจรจา และ เตรียมคดีอย่างเต็มที่
  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเช็ค และศาลประทับฟ้องแล้ว ; วันสอบคำให้การ ทนายจำเลยมักให้การปฏิเสธหรือขอสู้คดี ความเครียดจึงเกิดแก่โจทก์และทนายโจทก์
  • ก่อนถึงวันนัดสืบพยานต่อเนื่อง ทนายโจทก์จึงต้องทำงานหนัก เพื่อเตรียมคดี เตรียมสืบพยาน และหวังลึก ๆ อยู่ในใจว่า จำเลยจะยอมหรือขอเจรจาชำระหนี้
  • เมื่อจำเลยติดต่อ ขอเจรจาก่อนสืบพยาน ทนายโจทก์จึงควรให้โอกาสฝ่ายจำเลยเสมอ , ฟังข้อเสนอ
  • ปัญหาเรื่องดอกเบี้ยในศาล จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ในการเจรจาหนี้คดีเช็ค เพราะ

1.   ศาลและทนายความอาวุโสหลายท่าน มีแนวทางในคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คว่า ศาลไม่คิดดอกเบี้ยให้ ถ้าจะคิดดอกเบี้ยต้องไปฟ้องคดีแพ่งเอาเอง

2.   ทนายโจทก์มักนำดอกเบี้ยผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือ ร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืม มารวมในการเจรจา ขณะที่ทนายจำเลยไม่อยากให้นำมารวม

 

แนวทางการจัดการเรื่องดอกเบี้ยของทีมทนาย TLC

               ทนายพี่ตุ๊กตา ณุมาพร พัฒนพงศธร น.บ.ท.64 เห็นว่า

               1.   ก่อนถึงกำหนดวันนัดสืบพยาน จำเลยต้องปฏิเสธขอสู้คดีก่อน แล้วค่อยหาทางเจรจากับโจทก์

               2.   2 วันก่อนถึงกำหนดวันสืบพยาน จำเลยควรเสนอเงื่อนไขที่เป็นไปได้ในการชำระหนี้ และทำให้โจทก์พอใจ

               3.   วันสืบพยาน ทนายจำเลยแถลงศาล ขอเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ ขอผ่อนชำระ และจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดในการชำระหนี้ โดยการนำเงินมาวางศาลเป็นงวด ๆ จนชำระเสร็จ

               4.   ศาลมักมีแนวปฏิบัติไม่ให้นำดอกเบี้ยมารวมในรายงานกระบวนพิจารณา

               5.   ทนายทั้ง 2 ฝ่าย จึงควรทำความเข้าใจกันก่อน ตามแนวคำพิพากษาฎีกา 2526/2555 , 2458/2548 , 19/2540 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยนำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทมาวางต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้ เพื่อชำระหนี้เงินตามเช็ค โดยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ หนี้เงินตามสัญญาซื้อขาย ที่จำเลยทั้ง 2 ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้น , จึงยังไม่ได้รับการชำระครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด"

               6.   ทั้งทนายโจทก์และทนายจำเลย จึงควรทำความเข้าใจกับโจทก์จำเลยพร้อมกันนอกศาลว่า ก่อนโจทก์ถอนฟ้องให้จำเลย จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้ด้วย เพื่อให้สิทธินำคดีมาฟ้องระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2)

               7.   เมื่อจำเลยชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดครบถ้วน แม้โจทก์ไม่ถอนฟ้องให้ ก็ถือว่าคดีอาญาเลิกกันตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(3) {จำเลยรอดคดี}

               8.   หลักกฎหมายเรื่องนี้ โปรดอ่านใน "ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร เรื่องที่ 1 ฟ้องเช็ค และ เรื่องที่ 2 ถอนฟ้อง ยอมความ" ครับ

 

               ดังนั้น ทีมทนาย Thai Law Consult ขอสรุปสั้น ๆ อีกครั้ง

การจัดการหนี้ในคดีเช็ค เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้อง หรือเมื่อหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันนั้น คำว่า "หนี้ตามเช็ค" ต้องรวมดอกเบี้ยผิดนัด หรือดอกเบี้ยตามสัญญาเงินกู้ด้วย นับจากวันที่เช็คเด้ง เว้นแต่ โจทก์กับจำเลย จะตกลงผ่อนผันให้แก่กัน โดยไม่เรียกดอกเบี้ยครับ

 

ตัวอย่าง รายงานกระบวนพิจารณาคดีเช็คคดีหนึ่ง เมื่ออ่านดูแล้วให้ความรู้มาก ๆ พี่ตุ๊กตา จึงคัดมาลง TLC

 

                    นัดสืบพยานโจทก์วันนี้ โจทก์ ทนายโจทก์ จำเลย และทนายจำเลย มาศาล

                    ก่อนทำการสืบพยาน จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ปรากฏตามคำให้การจำเลยลงวันที่วันนี้

                    คู่ความไม่ติดใจสืบพยาน คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา

                    คู่ความแถลงร่วมกันว่า ยอดหนี้ตามเช็คในคดีนี้ จำนวน 2 ฉบับ รวม 1,750,000 บาทนั้น จำเลยตกลงจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เดือนละไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท เริ่มงวดแรก 20 เมษายน 255x งวดถัดไปทุกวันที่ 15 ของเดือน จนกว่าจะครบ วิธีการผ่อนชำระเงิน จำเลยจะนำเงินมาวางศาล และให้โจทก์มารับไปจากศาล หากจำเลยชำระครบถ้วน โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้ ซึ่งจำเลยแถลงไม่คัดค้าน ถ้าโจทก์จะถอนฟ้อง แต่หากจำเลยผิดเงื่อนไข โจทก์จะแถลงให้ศาลหยิบยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป คู่ความขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษา

                    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อจำเลยและทางโจทก์ตกลงกันได้ เห็นควรให้โจทก์จำเลย และเมื่อคดียังไม่มีใครจะต้องกระทำอีก และต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้ จึงให้จำหน่ายคดีออกไปชั่วคราว หากจำเลยผ่อนชำระครบถ้วน หรือผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ให้โจทก์แถลงต่อศาล เพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

                    จำเลยมาศาลในวันนี้ และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้งดหมายขัง

                    ยกเลิกวันสืบพยานจำเลยวันพรุ่งนี้เสีย / อ่านแล้ว

 

ทีมงาน TLC ได้นำคำพิพากษาฎีกาที่ 2526/2555 , 2458/2548 , 19/2540 เสนอท่านผู้อ่านข้างล่างนี้แล้วครับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2526/2555

ป.พ.พ. มาตรา

         

________________________________

        

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2548/2548

ป.วิ.พ. มาตรา 249
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 

          โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 3 จะมาโต้เพียงในชั้นฎีกาว่า มิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 อีกด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

          การที่จำเลยทั้งสามนำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามเช็ค โดยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหายหนี้ที่จำเลยทั้งสามออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงยังไม่ได้รับชำระครบถ้วนสิ้นเชิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 214 จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดจะถือว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 และทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) ยังไม่ได้

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครนายก ฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 และวันที่ 5 ตุลาคม 2544 สั่งจ่ายเงิน 106,369 บาท และ 104,931 บาท ตามลำดับมอบให้แก่บริษัทไทยเน็ทเวิร์ค เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อขายอุปกรณ์เคเบิลทีวี ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

          จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 5,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูกเฉพาะมาตรา 29)

          จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

          จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้น จำเลยที่ 3 หาได้มีนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้แต่ประการใด จึงไม่อาจถือได้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 3 จะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่ามิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้นหาได้ไม่เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้วทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 อีกด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

          ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยทั้งสามหนักเกินไปและขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นตามฎีกาของจำเลยทั้งสาม คำร้องจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 ได้ความว่า จำเลยทั้งสามได้วางเงินจำนวนตามเช็คพิพาทชำระหนี้แก่ผู้เสียหายและผู้เสียหายได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่ผู้เสียหายเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวด้วย เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามนำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทวางต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้เพื่อชำระหนี้เงินตามเช็ค โดยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย หนี้ที่จำเลยทั้งสามออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงยังไม่ได้รับชำระครบถ้วนสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 214 จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแต่อย่างใด จะถือว่าคดีเลิกกัน ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 และทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) ยังไม่ได้ แต่จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้บรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำความผิด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

          พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามกระทงละ 3,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 6,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.

( จรัส พวงมณี - นินนาท สาครรัตน์ - สถิตย์ ทาวุฒิ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  19/2540

ป.พ.พ. มาตรา 214, 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 

          หนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นเป็นมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายนอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้แล้วยังได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทซึ่งเป็นมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายพร้อมดอกเบี้ยจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ดังนั้นในกรณีที่จำเลยที่2ยอมชำระเงินตามมูลหนี้สัญญาซื้อขายเพื่อให้หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินสิ้นผลผูกพันไปนั้นจำเลยที่2จะต้องชำระเงินตามจำนวนเงินในเช็คพิพาทซึ่งเป็นมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายพร้อมกับต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้เงินตามสัญญาซื้อขายจนถึงวันที่จำเลยที่2ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา224วรรคหนึ่งและมาตรา214ดังนั้นการที่จำเลยที่2นำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทมาวางต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้เพื่อชำระหนี้เงินตามเช็คโดยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้หนี้เงินตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงยังไม่ได้รับการชำระครบถ้วนสิ้นเชิงจึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแต่อย่างใดฉะนั้นจึงถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา7สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา39(3)ยังไม่ได้แต่เมื่อปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระดอกเบี้ยของเช็คพิพาทตามคำพิพากษาโดยจำเลยทั้งสองได้นำเงินค่าดอกเบี้ยไปวางต่อศาลและโจทก์ได้รับชำระไปแล้วหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทดังกล่าวเพื่อใช้เงินจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีจึงเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

          ในระหว่างนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 2 ได้นำเงินสดจำนวน255,798.47 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ศาลชั้นต้นสั่งรับเงินไว้กับให้เจ้าหน้าที่ศาลทำหนังสือเพื่อแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าวแล้วได้มีคำสั่งว่าจำเลยได้นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้เงินตามเช็ค จึงมีผลทำให้หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3)ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

          โจทก์ อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

          โจทก์ ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 2 นำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ ทำให้หนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นเป็นมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยทั้งสองซื้อถั่วลิสงเคลือบไปจากโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้แล้ว ยังได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5418/2537 หมายเลขแดงที่ 2138/2538 เรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามจำนวนเงินในเช็คพิพาทซึ่งเป็นมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายพร้อมดอกเบี้ยจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ดังนั้นในกรณีที่จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินตามมูลหนี้สัญญาซื้อขายเพื่อให้หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินสิ้นผลผูกพันไปนั้น จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามจำนวนเงินในเช็คพิพาทซึ่งเป็นมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายพร้อมกับต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้เงินตามสัญญาซื้อขายจนถึงวันที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 214 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 นำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทมาวางต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้เพื่อชำระหนี้เงินตามเช็ค โดยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้หนี้เงินตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงยังไม่ได้รับการชำระครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อน ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแต่อย่างใดฉะนั้นจึงถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(3) ยังไม่ได้ แต่จากข้อเท็จจริงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระดอกเบี้ยของเช็คพิพาทตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่2138/2538 ระหว่าง บริษัทลิลลี่อุตสาหกรรม จำกัด โจทก์บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 1กับพวก จำเลย โดยจำเลยทั้งสองได้นำเงินค่าดอกเบี้ยไปวางต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และโจทก์ได้รับชำระไปแล้ว หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทดังกล่าวเพื่อใช้เงินจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามเช็คพิพาทย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

          พิพากษายืน  

( จำลอง สุขศิริ - สมบัติ เดียวอิศเรศ - ไสว จันทะศรี )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 10-3-56)