ทนาย น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 26      ออกเช็ค เป็นความผิด กับ 5 ฎีกาเด่น


               วันที่ 5 มีนาคม 2556 ทีมทนาย Thai Law Consult ได้รับ e-mail สอบถามความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ จากบุคคลหลากอาชีพ จึงได้ค้นหาฎีกาที่ใกล้เคียงกับคำถามนั้นๆ ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นความผิด มาลงไว้ครับ

          

               1.   ผู้ออกเช็คไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของบัญชี (ฎีกาที่ 6230/254)

               2.   ออกเช็คโดยภริยาของผู้ออกเช็คเป็นผู้กรอก วัน/เดือน/ปี และจำนวนเงินในเช็ค ด้วยความยินยอมของผู้ออกเช็ค (ฎีกาที่ 5723-5724/2531)

               3.   ออกเช็คชำระหนี้เงินที่กู้ยืมให้ผู้ให้กู้ ในวันที่ทำสัญญากู้ยืม โดยลงวันที่สั่งจ่ายเช็ค ตรงกับวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ถือว่าเป็นการออกเช็คหรือชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย (ฎีกาที่ 9121/2539)

               4.    ออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แม้สัญญายืมเงินจะปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตาม ป.รัษฎากร (ฎีกาที่ 1002/2544)

               5.    ผู้ออกเช็คไม่จำเป็นต้องเขียนรายการในเช็คด้วยตนเอง (ฎีกาที่ 5645/2544)

 

Thai Law Consult ได้นำฎีกาที่ 6230/2544, 5723-5724/2531, 9121/2539, 5645/2544 มาลงไว้แล้วครับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6230/2544

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 4 

          จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1ได้กรอกรายการและลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ 2 และสลักหลังในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาท แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของบัญชีก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายการที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้โจทก์ตามสัญญากู้เงินแล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว ถือว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) จำคุก 1 ปีส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

          โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

          จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทซึ่งมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โดยทียังมิได้กรอกข้อความมากรอกรายการในเช็ค แล้วจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมทั้งลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คมอบให้โจทก์ ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืม จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 และนายฮานาฟีร่วมกันกู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 3,100,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 มอบให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก่อนแล้ว จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กรอกรายการและลงลายมือชื่อในช่องผู้สั่งจ่ายและสลักหลังในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินเพราะต้องการเงินไปชำระค่าตั๋วเครื่องบินทั้งยอมรับว่าลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 อันไปเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ยิ่งกว่านั้นตามใบรับเช็คมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 และข้อความในสัญญากู้เงินข้อ 7 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้นั้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้นทั้งเมื่อศาลได้พิจารณาสัญญากู้เงินแล้ว ไม่มีข้อความเกี่ยวกับเช็คพิพาทตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างแต่อย่างใด คงมีแต่เพียงว่าการกู้เงินครั้งนี้ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เพื่อเป็นหลักประกันเท่านั้น อีกทั้งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทราบว่าเช็คพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ยังให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความต่าง ๆ ในเช็คพิพาท ทั้งให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบและผิดกฎหมาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาท แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของบัญชีก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว ถือว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน  

( ทวีวัฒน์ แดงทองดี - พินิจ เพชรรุ่ง - โนรี จันทร์ทร )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5723-5724/2531

ป.อ. มาตรา 22
ป.วิ.อ. มาตรา 192
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 3 

          จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดยมีนาง ก.ภรรยาจำเลยเป็นผู้กรอกวัน เดือน ปี และจำนวนเงินในเช็คดังกล่าวด้วยความยินยอมเห็นชอบของจำเลย กรณีต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนไม่ได้ขอให้พิพากษานับโทษของจำเลยติดต่อกัน จึงนับโทษติดต่อกันให้ไม่ได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเช็คฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเช็คฯ มาตรา 3,ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กรรม ลงโทษจำคุก กรรมละ 3 เดือนให้นับโทษต่อกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยจะลงลายมือชื่อในสมุดเช็คของจำเลย แล้วให้นางกนกพรเก็บไว้ใช้ในการเล่นแชร์โดยนางกนกพรจะเป็นผู้กรอกข้อความต่าง ๆ ในเช็คเอง ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับด้วยนั้น คงมีแต่ตัวจำเลยเบิกความกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ เพียงลำพัง โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ทั้งยังขัดต่อเหตุผล เพราะการลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คโดยไม่กรอกข้อความมอบให้ภรรยาไว้คราวละหลาย ๆ ฉบับย่อมเสี่ยง ต่อความเสียหายเนื่องจากอาจจะมีผู้ได้เช็คนั้นไปโดยไม่ชอบแล้วกรอกข้อความอันทำให้จำเลยอาจจะต้องรับผิดตามข้อความในเช็คนั้นได้นอกจากนี้เมื่อตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ จำเลยก็เบิกความว่านางกนกพรมีเช็คของตัวเอง ดังนั้น ในการเล่นแชร์นางกนกพรก็น่าจะใช้เช็คของตัวเอง หาจำต้องให้จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยไม่มีข้อความอื่นให้ไว้คราวละหลาย ๆ ฉบับไม่ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวมาจึงไม่น่าเชื่อถือ และโดยที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า โรงพิมพ์จำเลยซื้อกระดาษจากห้างหุ้นส่วนจำกัดบรรเจิดไพบูลย์ ในระยะ 3 ปีมานี้ กิจการโรงพิมพ์ของจำเลยซบเซาและปรากฏจากคำแก้ฎีกาของจำเลยยอมรับว่า นางกนกพรนำเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับไปกรอกข้อความโดยพละการแล้วนำไปชำระหนี้ให้โจทก์ประกอบกับเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนอกจากจะมีนางกนกพรลงชื่อสลักหลังแล้ว ยังมีดวงตราของห้างหุ้นส่วนจำกัดบรรเจิดไพบูลย์ประทับอยู่ด้วย พยานหลักฐานดังกล่าวจึงเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าเดิมนายสุทัศน์ บรรเจิดไพบูลย์ นำเช็คของจำเลยมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คดังกล่าวขึ้นเงินไม่ได้ นางกนกพรจึงได้นำเช็คของจำเลยมาเปลี่ยน 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายคือเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ ซึ่งเช็คดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยหรือนางกนกพรภรรยาจำเลยได้ซื้อกระดาษจากนายสุทัศน์ บรรเจิดไพบูลย์หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดบรรเจิดไพบูลย์ไปใช้ในกิจการโรงพิมพ์ของจำเลยนั่นเอง ที่จำเลยอ้างว่านางกนกพรนำเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับไปกรอกข้อความเอาเองโดยพละการจึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางกนกพรได้กรอกวันเดือนปี และจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับด้วยความยินยอมหรือเห็นชอบของจำเลย แม้จำเลยจะเป็นผู้เพียงแต่ลงลายมือชื่อในเช็คนั้นก็ตาม ในกรณีเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยออกเช็คพิพาทโดยไม่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็ค ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

          พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 การกระทำของจำเลยแต่ละสำนวนเป็นความผิดสำนวนละ 2 กรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรกจำคุกกรรมละ 3 เดือนรวมจำคุก 6 เดือน สำนวนหลังจำคุกกรรมละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือนฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนไม่ได้ขอให้พิพากษานับโทษของจำเลยติดต่อกัน จึงนับโทษติดต่อกันให้ไม่ได้

( สัมฤทธิ์ ไชยศิริ - ชูเชิด รักตะบุตร์ - เธียร ยูงทอง )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9121/2539

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา653วรรคหนึ่งเป็นกรณีหนึ่งหนี้เงินจำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งแต่สำหรับคดีนี้โจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือเอกสารหมายจ.1มาแสดงและจำเลยนำสืบรับว่าได้กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายจริงสัญญากู้ยืมเงินอาจจะรวมเงินจำนวนที่กู้ยืมกันในครั้งก่อนๆมารวมไว้ในสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดียวกันได้ไม่มีกฎหมายห้ามดังนั้นการที่ผู้เสียหายนำเงินจำนวน700,000บาทที่ให้จำเลยกู้ยืมไปเมื่อวันที่11เมษายน2537มารวมกับเงินจำนวน800,000บาทที่ให้จำเลยกู้ยืมอีกเมื่อวันที่21เมษายน2537รวมเป็นเงิน1,500,000บาทจึงชอบที่จะทำได้และเป็นหนี้ที่อาจบังคับได้ตามกฎหมายหากผู้เสียหายนำหลักฐานการกู้ยืมเงินตามเอกสารหมายจ.1มาฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวในทางแพ่งจำเลยก็อาจจะต้องรับผิดตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสารนั้นเมื่อจำเลยทำหลักฐานการกู้ยืมตามเอกสารหมายจ.1แล้วในวันเดียวกันจำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนเดียวกันกับที่กู้ยืมโดยลงวันที่ล่วงหน้าไว้ตรงกับกำหนดที่จะต้องชำระคืนหนี้เงินที่กู้ยืมนั้นจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 6 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 1 ปี

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.2 สั่งจ่ายเงิน 1,500,000 บาทให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการที่ผู้เสียหายให้จำเลยกู้ยืมเงิน 700,000 บาท เมื่อวันที่ 11เมษายน 2537 ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายเช็คตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเช็คที่มีหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่หนี้เงินจำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งแต่สำหรับคดีนี้โจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือคือเอกสารหมาย จ.1มาแสดง และจำเลยนำสืบรับว่าได้กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายจริง สัญญากู้ยืมเงินอาจจะรวมเงินจำนวนที่กู้ยืมกันในครั้งก่อน ๆ มารวมไว้ในสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดียวกันได้ ไม่มีกฎหมายห้าม ดังนั้น การที่ผู้เสียหายนำเงินจำนวน 700,000 บาทที่ให้จำเลยกู้ยืมไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2537 มารวมกับเงินจำนวน800,000 บาท ที่ให้จำเลยกู้ยืมอีก เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2537รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท จึงชอบที่จะทำได้และเป็นหนี้ที่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย หากผู้เสียหายนำหลักฐานการกู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 มาฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวในทางแพ่งจำเลยก็อาจจะต้องรับผิดตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสารนั้น เมื่อจำเลยทำหลักฐานการกู้ยืมตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วในวันเดียวกันจำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนเดียวกันกับที่กู้ยืมโดยลงวันที่ล่วงหน้าไว้ตรงกับกำหนดที่จะต้องชำระคืนหนี้เงินที่กู้ยืมนั้น จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเพราะการออกเช็คในลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าเมื่อถึงกำหนดที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยตกลงกับผู้เสียหายว่าให้ผู้เสียหายนำเช็คไปขอรับเงินที่ธนาคารตามเช็คนั้นได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในหลักฐานการกู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่ามีเช็คที่จำเลยออกให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 2 ฉบับ แต่อีกฉบับหนึ่งผู้เสียหายมิได้นำมาแสดง และจำเลยนำสืบต้นขั้วเช็คตามเอกสารหมาย ล.6 ว่าเป็นเงินจำนวน 900,000 บาท มิใช่จำนวน 30,000 บาทดังที่โจทก์นำสืบนั้น เห็นว่า ต้นขั้วเช็คตามเอกสารหมาย ล.6จำเลยทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว ยังไม่อาจฟังว่ามีจำนวนเงินดังที่จำเลยอ้างจริง และข้ออ้างที่ว่าผู้เสียหายนำเช็คไปขอรับเงินจากธนาคารหลังจากวันที่ลงในเช็คหนึ่งเดือนเศษและหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วประมาณสองเดือน ผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวคงฟังได้เพียงว่าผู้เสียหายยังไม่ต้องการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยเท่านั้น จึงได้ติดตามทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คนั้นก่อน จนกระทั่งเห็นว่าการทวงถามไม่ได้ผลจึงนำเช็คไปขอรับเงินจากธนาคาร และหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วผู้เสียหายยังคงติดตามทวงถามให้จำเลยชำระหนี้อีกจนเห็นว่าคดีจะขาดอายุความจึงได้ร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยไม่เป็นการแสดงว่าจำเลยออกเช็คฉบับพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินยืมแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายกับสามีผู้เสียหายทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารจากจำเลยก็ปรากฏต่อมาว่าไม่มีการซื้อขาย ทั้งเงินที่จำเลยอ้างว่านำเข้าบัญชีเงินฝากของสามีผู้เสียหายตามเอกสารหมาย ล.3 ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้รายใด ข้อตกลงที่ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยนำเงินเข้าบัญชีสามีผู้เสียหายก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเบิกความยอมรับว่ามีข้อตกลงเช่นนั้นจริงเมื่อทนายจำเลยนำใบฝากเงินและใบรับชำระหนี้เอกสารหมาย ล.3เข้าถามค้านผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายเบิกความว่า ไม่ทราบเรื่องจึงไม่พอฟังว่าเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยนำเข้าบัญชีเงินฝากของสามีผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมกัน ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและออกเช็คในขณะที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือไม่นั้นโจทก์มีนายไพทูลย์ เก่งเขต์กิจ สมุห์บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด สาขาอุทัยธานี กับร้อยตำรวจเอกธวัช ตุ่นคำแดง พนักงานสอบสวน มาเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของนายไพทูลย์ในชั้นสอบสวน เอกสารหมาย จ.4 ว่า ในวันที่จำเลยส่งมอบเช็คพิพาทให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ระบุในเช็คและวันที่ผู้เสียหายนำเช็คไปขอรับเงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น เงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยมีไม่พอและจำเลยไม่มีข้อตกลงกับธนาคารให้จ่ายเงินเกินบัญชี แสดงว่าขณะออกเช็คไม่มีเงินในบัญชีอันจะพึงใช้เงินตามเช็คนั้นได้ แม้ผู้เสียหายจะนำเช็คไปขอรับเงินในวันที่ 12มิถุนายน 2537 ธนาคารก็ไม่อาจจ่ายเงินให้ได้ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

          พิพากษายืน  

( ธวัชชัย พิทักษ์พล - จเร อำนวยวัฒนา - ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5645/2544

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 

          จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ร่วม โดยส่งมอบเช็คให้ อ. พนักงานของโจทก์ร่วมในทันทีที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เมื่อ อ. รับเช็คแล้วได้กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คลงในเช็คต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลย แม้จำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค แต่รายการดังกล่าว จำเลยหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ด้วยลายมือของจำเลยเองไม่ ถือได้ว่าเป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้วเมื่อจำเลยเป็นผู้ออกเช็ค และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

________________________________

           โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2541 จำเลยออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยด่านช้าง ลงวันที่ 8 เมษายน 2541จำนวนเงิน 150,000 บาท มอบให้บริษัทกรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ที่อยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาผู้เสียหายนำเช็คเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าในวันที่ 24 เมษายน 2541 เวลากลางวัน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธไม่ใช้เงินโดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่มีการตกลงกับธนาคาร"ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(3) จำคุก3 เดือน

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยส่งมอบเช็คพิพาทให้นายอมรศักดิ์ ห่วงรักพนักงานของโจทก์ร่วม นายอมรศักดิ์ กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปีที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้า จำเลยในขณะรับมอบเช็คพิพาท เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์มาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า ที่จำเลยยอมให้นายอมรศักดิ์กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปีที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยในขณะนายอมรศักดิ์รับมอบเช็คพิพาทนั้น จำเลยจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม โดยส่งมอบเช็คพิพาทให้นายอมรศักดิ์พนักงานของโจทก์ร่วมในทันทีที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท ซึ่งเมื่อนายอมรศักดิ์รับเช็คพิพาทจากจำเลยแล้วได้กรอกจำนวนเงินและวันเดือน ปี ที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลยในทันทีที่รับมอบเช็คพิพาทจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คซึ่งนายอมรศักดิ์กรอกลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลยนั้นก็ตรงกับข้อตกลงในหนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 แม้จำเลยจะเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทก็ตาม แต่จำนวนเงินที่ลงในเช็คพิพาทและรายการวัน เดือน ปีที่ออกเช็คจำเลยหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ในเช็คพิพาทด้วยลายมือของจำเลยเองไม่ จำเลยอาจให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความดังกล่าวให้ก็ได้ หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็คพิพาทก็ถือว่าเป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้ว ซึ่งในทางธุรกิจการค้าก็มีการปฏิบัติเหมือนการกระทำดังจำเลยเช่นกันที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คอาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คที่พนักงานที่เกี่ยวข้องเสนอรายละเอียดในการออกเช็คมาพร้อมกับเช็คที่เขียนหรือพิมพ์รายการวัน เดือน ปี และจำนวนเงินที่ลงในเช็คครบถ้วนแล้วเพื่อให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คนั้น ก็เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์ ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทแล้ว อีกทั้งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยย่อมทราบได้ในขณะออกเช็คพิพาทที่สมบูรณ์นั้นโดยทันทีว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คในวันใดซึ่งในวันนั้นจำเลยผู้ออกเช็คพิพาทจะต้องเตรียมเงินไว้ในบัญชีที่ธนาคารอันจะพึงจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้นได้ ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน แต่เงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายเงินตามเช็คพิพาทจนธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังว่า จำเลยออกเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ที่ออกเช็ค ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทในวันที่ 6 มีนาคม 2541 จำนวน 90,000 บาท และโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของนายอมรศักดิ์ พนักงานของโจทก์ร่วมตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.2 หนี้ตามเช็คพิพาทจึงระงับไปแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนายอมรศักดิ์ว่าจำเลยยังมิได้ชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนเงินจำนวน90,000 บาท และการโอนเงินตามใบรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเช่าเดือนแรกที่จำเลยค้างชำระ มิใช่เป็นการชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเองก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่าการชำระเงินจำนวน90,000 บาท และการโอนเงินจำนวนดังกล่าว เป็นการชำระค่าเช่าของเดือนมีนาคม 2541 อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของนายอมรศักดิ์ว่าเป็นการชำระค่าเช่าเดือนแรกจริงคำเบิกความของนายอมรศักดิ์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง อีกทั้งการชำระเงินจำนวนดังกล่าวก็เป็นการชำระก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระทั้งสิ้น จึงเชื่อได้ว่าเป็นการชำระค่าเช่าเดือนแรกไม่ใช่เป็นการชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

( วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ - สุวัตร์ สุขเกษม - วิบูลย์ มีอาสา )

 

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 24-4-56)