ทนายน.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 23      คดีผู้รับเหมาก่อสร้างคอนโดดัง

 

                              - ลูกเหล็ก 10 กิโลกรัม , วัสดุก่อสร้างหล่นใส่บ้าน จะฟ้องใครได้บ้าง

                              - ตอกเสาเข็ม แล้วบ้านร้าว ใครรับผิดชอบ

                              - ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง หลักกฎหมาย และ 5 ฎีกาสำคัญ


               ช่วงปี 2553 - 2555 มีการสร้างคอนโดหรูในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ กันมาก บางโครงการเพียงเปิดจองแค่ 3 วัน ก็ขายหมด
               หลังน้ำท่วมใหญ่ ปลายปี 2554 ความต้องการซื้อคอนโดในเขตเมืองชั้นในที่น้ำไม่ท่วม ก็มีมากขึ้นอีก... ยิ่งก่อสร้างคอนโดกันมาก... ความเดือดร้อนของชุมชนและชาวบ้านข้างเคียงก็ปรากฏตามสื่อมากขึ้น...
               Thai Law Consult (TLC) จึงนำเรื่องนี้มาลงไว้ เพื่อตอบคำถามของชาวบ้านที่เดือดร้อนว่าจะฟ้องใครได้บ้าง

 

หลักกฎหมาย ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง ป.พ.พ. มาตรา 428

  • ผู้ว่าจ้าง กับ ผู้รับจ้าง มีความสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างทำของ (ป.พ.พ. มาตรา 587) คือ ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานตามสัญญาให้แก่ผู้ว่าจ้างจนสำเร็จ และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
  • ปกติผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในการทำละเมิดของผู้รับจ้าง เพราะผู้ว่าจ้างต้องการเพียงผลสำเร็จแห่งงาน ไม่มีอำนาจออกคำสั่ง ผู้รับจ้างมีอิสระในการปฏิบัติงาน มิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง เมื่อผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่น จึงต้องรับผิดในการกระทำของตนเอง ผู้ว่าจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

 

ข้อยกเว้นให้ผู้ว่าจ้างต้องรับผิด มีอยู่ 3 กรณี คือ

                    1.   ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิด ในส่วนของการงานที่สั่งให้ทำ

                    2.   ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิด ในคำสั่งที่ตนให้ไว้

                    3.   ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิด ในการเลือกหาผู้รับจ้าง

                   ทั้ง 3 กรณีดังกล่าว ถือได้ว่า ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งเท่ากับตนเองเป็นผู้กระทำละเมิด แม้จะเป็นการกระทำของผู้รับจ้างก็ตาม ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง ตามมาตรา 428 นี้ กฎหมายมิได้บัญญัติว่า เมื่อผู้ว่าจ้างได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปแล้ว มีสิทธิได้รับชดใช้คืนจากผู้รับจ้าง ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ย เพียงแต่อาจขอให้แบ่งส่วนความรับผิดชอบได้ ในบางกรณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 296

 

                    อนึ่ง การที่แบบแปลนการก่อสร้างได้รับใบอนุญาตจากทางการแล้วนั้น ไม่ใช่ทางการรับรองว่าการก่อสร้างนั้นจะไม่ก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น เพียงแต่ทางการรับรองว่าสิ่งปลูกสร้างตามแบบแปลนมีความมั่นคงแข็งแรง และไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เท่านั้นเอง

 

                    ฎีกา ตอกเสาเข็ม 457/2514 การตอกเสาเข็มเป็นการกระทำของผู้รับจ้าง(ผู้รับเหมา)เอง ผู้ว่าจ้าง(เจ้าของโครงการก่อสร้าง)จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

                    ฎีกา ตอกเสาเข็ม 984/2531 ผู้ว่าจ้างสั่งให้ตอกเสาเข็มแทนวิธีการเจาะ ถือว่าผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ จึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์

                    TLC นำมาจากหนังสือละเมิดของ ศ.ศักดิ์ สนองชาติ และ จูริส เล่ม 1 ของ อ.วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์

 

คำถาม

1.   บริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างคอนโด 32 ชั้น จ้างบริษัทรวยรวยทำการก่อสร้างคอนโด บริษัทรวยรวย จ้างห้างหุ้นส่วนหนักแน่น ตอกเสาเข็ม ทำให้บ้านใกล้เคียงเสียหาย จะฟ้องใครได้บ้าง

2.   บริษัท H เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างคอนโด Hight สูง 29 ชั้น จ้างบริษัท C ทำการก่อสร้างคอนโด ระหว่างก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง ลูกตุ้มเหล็กหนัก 10 กิโลกรัม หล่นใส่บ้านหมอกอล์ฟ หมอกอล์ฟจะฟ้องใครได้บ้าง

 

คำตอบ

                    ทีมทนาย TLC ตรวจสอบคำพิพากษาฎีกาที่ 963/2535 การตอกเสาเข็ม ผู้ว่าจ้างให้ตัวแทนไปตรวจการก่อสร้างด้วย เมื่อผู้รับจ้างหรือผู้รับเหมาตอกเสาเข็ม ทำให้บ้านโจทก์เสียหาย จึงต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมา

                    แต่คำพิพากษาฎีกาที่ 2427/2537 และ 162/2544 เจ้าของโครงการก่อสร้างอาคาร ได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เมื่อความเสียหายเกิดจากการก่อสร้างของผู้รับเหมาก่อสร้าง โจทก์จะต้องไปเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากผู้ก่อสร้าง ไม่ใช่จากเจ้าของโครงการ เพราะจำเลย(เจ้าของโครงการ)ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์

 

จึงขอตอบดังนี้   เฉพาะฟ้องเป็นคดีแพ่ง ละเมิด เรียกค่าเสียหาย (จะร้องเรียนผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร หรือจะฟ้องศาลปกครอง ขออนุญาตไม่นำมากล่าวถึง ถ้าท่านมีปัญหาโปรดโทรปรึกษา สนง. ไทยลอว์คอนซัลต์ เป็นการเฉพาะนะครับ)

 

1.   กรณี ตอกเสาเข็ม - ฟ้อง ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำงานรับจ้างตอกเสาเข็ม เป็นจำเลยที่ 1

                                         ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง                                   เป็นจำเลยที่ 2

                                         ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการคอนโด            เป็นจำเลยที่ 3

เหตุผล   จำเลยทั้งสาม เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในการก่อสร้างคอนโด จำเลยที่ 2, 3 เป็นผู้สั่งให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างกระทำการตอกเสาเข็ม ถือว่าจำเลยที่ 2, 3 เป็นผู้รับผิดในส่วนของการงานที่สั่งให้ทำ จำเลยทั้ง 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2535 และ 2474/2539)

 

2.   กรณี ลูกตุ้มเหล็ก, เศษวัสดุก่อสร้าง ตกลงไปในบ้านเรือนของหมอกอล์ฟ มีผู้รับผิดชอบดังนี้

  • บริษัท C ผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องรับผิด เพราะกระทำละเมิดโดยตรง และคำพิพากษาฎีกาที่ 3007/2535 วินิจฉัยว่า เจ้าของโครงการไม่ต้องรับผิด
  • ดังนั้น การที่เศษวัสดุ ลูกตุ้มเหล็กหนัก 10 กิโลกรัม หล่นใส่หลังคาบ้าน หมอกอล์ฟฟ้องผู้รับเหมารายเดียวก็พอ (แต่การฟ้องทั้ง 3 ราย เช่น การตอกเสาเข็ม ก็สามารถทำได้ ไม่มีอะไรห้าม ยิ่งเป็นข่าวในสื่อต่าง ๆ บริษัท H ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการก่อสร้างคอนโดหรือผู้ว่าจ้าง ก็จะรีบเคลียร์ให้หมอกอล์ฟชาวบ้านผู้เสียหาย จนพอใจ และเร็วอย่างยิ่ง 

 

                    ทนายความที่ทำคดีแนวนี้ พึงระวังนะครับ "ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทั้ง 3 กรณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 อาจมีการวินิจฉัยสับสนที่ว่า ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำนั้น การงานที่สั่งให้ทำต้องเป็นความผิดโดยสภาพของการงานนั้นเอง การที่ผู้รับเหมาทำงานตามสัญญา ถือได้เพียงว่า เป็นการทำตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างที่ให้ไว้ เว้นแต่สภาพของการงาน เป็นความผิดในตัวเองด้วย จึงจะอ้างได้ว่า ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ"

 

3.   หลักเกณฑ์ของทีมทนาย TLC ต่อคดีแนวก่อสร้างคอนโดนี้

          3.1   เรียกร้อง / ฟ้องคดี ทั้งผู้รับเหมา - ผู้ควบคุม - ผู้เป็นเจ้าของโครงการคอนโด หรือผู้ว่าจ้าง ให้รับผิดชอบร่วมกัน

          3.2   เจ้าของโครงการอาจปฏิเสธความรับผิด ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 162/2544, 2427/2537

          3.3   จุดตัดของคดี คือ ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของโครงการ หรือผู้ว่าจ้าง ได้ลงไปสั่งการ และ ควบคุมการก่อสร้างหรือไม

 

                   TLC ได้นำ 5 คำพิพากษาฎีกาสำคัญมาลงไว้แล้ว คือ 963/2535, 2540/2539, 3007/2535 วินิจฉัยว่าผู้ว่าจ้างต้องร่วมรับผิดชอบ ส่วน 162/2544, 2427/2537 วินิจฉัยว่าผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดชอบ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2535

ป.พ.พ. มาตรา 420, 428

          จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาให้จำเลยที่ 2 สร้างอาคารคอนโดมิเนียม การตอกเสาเข็มจำเลยที่ 2 ได้ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้และตรงตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างในระหว่างการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ได้ให้ตัวแทนไปตรวจการก่อสร้างด้วย การตอกเสาเข็มจึงเป็นส่วนการงานที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 กระทำเมื่อเกิดการเสียหายขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย การที่เศษวัสดุก่อสร้างตกลงไปในบ้านโจทก์หรือคนงานทิ้งขยะลงไปในบ้านโจทก์ เป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 2หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่มิได้ระมัดระวังในการดำเนินการก่อสร้าง มิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งหรือในการเลือกหาผู้รับจ้างเพราะจำเลยที่ 2ดำเนินธุรกิจก่อสร้างมีวิศวกรควบคุมงานนับได้ว่าจำเลยที่ 1ได้เลือกหาผู้รับจ้างที่ควรจะทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 3เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 จำเลยทั้งสองได้ทำการก่อสร้างอาคารซึ่งอยู่ติดกับที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ 1 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม

          จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ก่อสร้างอาคาร แต่ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างพร้อมด้วยวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ร่วมสร้างอาคารดังกล่าวไม่ต้องรับผิดด้วย จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างดีแล้วขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 28,000 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน3,000 บาท คำขอของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1รวมเป็นเงิน 141,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้สร้างอาคารสายลมคอนโดมิเนียมเริ่มก่อสร้างแต่ต้นปี 2526 ตอกเสาเข็มเสร็จเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2526 อาคารที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2527 และความเดือนร้อนของโจทก์สิ้นสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2527 การก่อสร้างดังกล่าวทำให้เกิดเสียดังและแรงสั่นสะเทือน โดยการตอกเสาเข็มยาว 21 เมตร ในการตอกเสาเข็มใช้ลูกตุ้มหนัก 3.75 ตัน ตอกบนหัวเสาเข็มเป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหาย เสียงดังจากการก่อสร้างและเศษวัสดุก่อสร้างได้ตกลงไปยังบ้านที่โจทก์ทั้งสามอาศัยอยู่เป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญ และในขณะที่ทำการก่อสร้างโจทก์ที่ 1 กำลังตั้งครรภ์และได้คลอดโจทก์ที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2526

          ในเบื้องต้นจะได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างอาคารสายลมคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งหรือในการเลือกหาผู้รับจ้างจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาจ้างเหมาให้จำเลยที่ 2 สร้างอาคารสายลมคอนโดมิเนียมโดยให้จำเลยที่ 2สร้างตามแบบรายการประกอบแบบและหนังสือต่อท้ายสัญญาจำเลยที่ 2 ได้ทำการก่อสร้างตามแบบทุกอย่าง นับตั้งแต่การตอกเสาเข็มและก่อสร้างตัวอาคาร ในการตอกเสาเข็มจำเลยที่ 2 ได้ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้และตรงตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1ผู้ว่าจ้าง ในระหว่างการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ได้ให้ตัวแทนไปตรวจการก่อสร้างให้ถูกต้องตามแบบแปลน การตอกเสาเข็มจึงเป็นส่วนการงานที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 กระทำ เมื่อเกิดการเสียหายขึ้นจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นส่วนที่มีเศษวัสดุก่อสร้างตกลงไปในบ้านโจทก์หรือคนงานทิ้งขยะลงไปในบ้านโจทก์ การกระทำส่วนนี้เป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 2 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยตรง ที่มิได้ระมัดระวังในการดำเนินการก่อสร้าง มิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1ในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งหรือในการเลือกหาผู้รับจ้างเพราะจำเลยที่ 2 ดำเนินธุรกิจก่อสร้างมีวิศวกรควบคุมงานนับได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เลือกหาผู้รับจ้างที่ควรจะทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้"

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 91,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาทแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 15,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 27,500 บาท โจทก์ที่ 2เป็นเงิน 7,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( ก้าน อันนานนท์ - อุดม เฟื่องฟุ้ง - อัมพร ทองประยูร )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2539

ป.พ.พ. มาตรา 428, 438

          จำเลยที่1เป็นเจ้าของที่ดินที่มีการก่อสร้างและตอกเสาเข็มยินยอมให้จำเลยที่2ขออนุญาตก่อสร้างบนที่ดินมีจำเลยที่3เป็นผู้จ้างให้จำเลยที่4ดำเนินการตอกเสาเข็มบนที่ดินเมื่อเกิดความเสียหายแก่อาคารของโจทก์ที่1ซึ่งอยู่บนที่ดินข้างเคียงจำเลยที่1ถึงที่3ก็เคยเข้าไปตรวจดูแลซ่อมแซมให้บางส่วนพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่1ถึงที่3มีผลประโยชน์ร่วมกันในการก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่1แม้จำเลยที่3จะเป็นผู้จ้างให้จำเลยที่4ตอกเสาเข็มแต่ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่1ถึงที่3ด้วยถือได้ว่าจำเลยที่1ถึงที่3เป็นผู้ร่วมกันจ้างจำเลยที่4ในการตอกเสาเข็มซึ่งโดยปกติผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างการที่จำเลยที่4ตอกเสาเข็มตามแผนผังแบบแปลนการก่อสร้างของจำเลยที่1ถึงที่3ห่างรั้วกำแพงของโจทก์เพียง2เมตรเท่ากับจำเลยที่4ได้ดำเนินการตามคำสั่งของจำเลยที่1ถึงที่3จำเลยที่1ถึงที่3ผู้ว่าจ้างจึงเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำอันทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่1 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ที่1โดยพิเคราะห์ตามคำเบิกความของ ย. พยานโจทก์ที่1ประกอบภาพถ่ายและใบประเมินราคาแล้วเห็นว่ากำแพงรั้วพื้นซีเมนต์ตัวอาคารและสระน้ำเสียหายเป็นจำนวนมากจึงเหมาะสมแล้ว

________________________________

          โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ ที่ 1 เป็น เจ้าของ กรรมสิทธิ์ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 986 พร้อม สิ่งปลูกสร้าง โจทก์ ที่ 2 เป็น ผู้เช่า ที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ดังกล่าว เพื่อ ประกอบการค้า เป็น ห้องพัก อาศัยให้ เช่า ใช้ ชื่อ ว่า โรงแรม มาเมโซงค์ จำเลย ที่ 1 เป็น เจ้าของ ที่ดิน โฉนด เลขที่ 915 ซึ่ง มี เขต ติดต่อ กับ ที่ดิน ของ โจทก์ ที่ 1 จำเลย ที่ 2เป็น เจ้าของ โครงการ ก่อสร้าง อาคาร โรงแรม พัทยาเซ็นเตอร์ ซึ่ง จะ ทำการ ปลูกสร้าง ลง บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 โดย จำเลย ที่ 2เป็น ผู้ขออนุญาต ก่อสร้าง อาคาร ต่อ เทศบาล จำเลย ที่ 3 เป็น ผู้รับเหมางาน ก่อสร้าง อาคาร โรงแรม พัทยาเซ็นเตอร์ จาก จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2จำเลย ที่ 4 โดย จำเลย ที่ 5 หุ้นส่วน ผู้จัดการ เป็น ผู้รับจ้างตอก เสาเข็ม ตาม แผนผัง ใน แบบแปลน และ คำสั่ง ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ได้ว่า จ้าง และ มี คำสั่ง ให้ จำเลย ที่ 3 ผู้รับเหมาทำการ ก่อสร้าง อาคาร โรงแรม พัทยาเซ็นเตอร์ ตาม แบบแปลน ที่ ได้รับ อนุญาต จาก เทศบาล ลง บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 จำเลย ที่ 3 เป็น ผู้สั่งซื้อ เสาเข็ม คอนกรีต และ ได้ว่า จ้าง จำเลย ที่ 4 ให้ ทำการ ตอก เสาเข็มโดย จำเลย ที่ 3 เป็น ผู้ เลือก หา ผู้รับจ้าง เอง จำเลย ที่ 4 ได้ ดำเนินการตอก เสาเข็ม ด้วย ความประมาท เลินเล่อ เป็นเหตุ ให้ กำแพง คอนกรีตพื้น ปูน บริเวณ ด้านหลัง อาคาร ห้องพัก ผนัง อาคาร ห้องพัก ท่อ น้ำและ สระ น้ำ ของ โจทก์ ที่ 1 ได้รับ ความเสียหาย และ ทำให้ โจทก์ ที่ 2ต้อง ขาด รายได้ จาก การ ให้ เช่า ห้องพัก เป็น เวลา 3 เดือน ขอให้ บังคับจำเลย ทั้ง ห้า ร่วมกัน ชดใช้ เงิน จำนวน 289,697 บาท พร้อม ดอกเบี้ยแก่ โจทก์ ที่ 1 ให้ จำเลย ทั้ง ห้า ร่วมกัน ชำระ เงิน จำนวน 144,281 บาทพร้อม ดอกเบี้ย แก่ โจทก์ ที่ 2

          จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ให้การ ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ไม่ได้กระทำ ละเมิด หรือ ต้อง ร่วมรับผิด ใน เหตุ ละเมิด ต่อ โจทก์ ทั้ง สอง เพราะจำเลย ที่ 1 เป็น เพียง เจ้าของ ที่ดิน จำเลย ที่ 2 เป็น เจ้าของสิ่ง ก่อสร้าง และ เป็น ผู้ขออนุญาต ก่อสร้าง และ จำเลย ที่ 3 เป็นนิติบุคคล ตาม กฎหมาย มิใช่ ผู้รับเหมา งาน ก่อสร้าง ตอก เสาเข็ม จากจำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 มิใช่ นายจ้าง หรือ ตัวการ ของจำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 การกระทำ ของ จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ก็ มิใช่การกระทำ ใน ทางการที่จ้าง ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ค่าเสียหาย ตาม ฟ้องสูง เกิน ไป ขอให้ ยกฟ้อง

          จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ขาดนัด ยื่นคำให้การ และ จำเลย ทั้ง ห้าขาดนัดพิจารณา

          ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ร่วมกันชำระ เงิน จำนวน 289,697 บาท พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปีจาก ต้นเงิน 271,062 บาท นับ ถัด จาก วันฟ้อง (ฟ้อง วันที่ 28ธันวาคม 2533) จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ ที่ 1 และ ให้ จำเลย ที่ 4และ ที่ 5 ร่วมกัน ชำระ เงิน จำนวน 144,281 บาท พร้อม ดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อ ปี จาก ต้นเงิน 135,000 บาท นับ ถัด จาก วันฟ้องจนกว่า ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ ที่ 2 ให้ยก ฟ้อง จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3

          โจทก์ ทั้ง สอง อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ จำเลย ที่ 1 ที่ 2และ ที่ 3 ร่วมรับผิด ใน ความเสียหาย ของ โจทก์ ทั้ง สอง กับ จำเลย ที่ 4และ ที่ 5 ด้วย นอกจาก ที่ แก้ ให้ เป็น ไป ตาม คำพิพากษา ศาลชั้นต้น

          จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ฎีกา

          ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "มี ปัญหา ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของจำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ต้อง รับผิด ต่อโจทก์ ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลย ที่ 1 เป็น เจ้าของ ที่ดิน ที่ มี การก่อสร้าง และ ตอก เสาเข็ม จำเลย ที่ 2 เป็น ผู้ขออนุญาต ก่อสร้างบน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 โดย ได้รับ ความ ยินยอม จาก จำเลย ที่ 1 และจำเลย ที่ 3 เป็น ผู้จ้าง ให้ จำเลย ที่ 4 ดำเนินการ ตอก เสาเข็ม เพื่อการ ก่อสร้าง บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 อีก ทั้ง จำเลย ที่ 1 ก็ เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ ของ จำเลย ที่ 3 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 มิได้ นำสืบให้ เห็นว่า ขณะ ก่อสร้าง นั้น ผู้ใด เป็น เจ้าของ และ รับผิดชอบ ใน การก่อสร้าง อาคาร โรงแรม บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 ทั้ง ได้ความ จากคำเบิกความ ของ จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ว่า เมื่อ ปรากฏว่า เกิด ความเสียหาย แก่ อาคาร ของ โจทก์ ที่ 1 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ก็ เคย เข้า ไปตรวจ ดูแล ซ่อมแซม ให้ บางส่วน พฤติการณ์ ดังกล่าว ย่อม เห็น ได้ว่าจำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 มีผล ประโยชน์ ร่วมกัน ใน การก่อสร้างอาคารโรงแรม บน ที่ดิน ของ จำเลย ที่ 1 แม้ จำเลย ที่ 3 จะ เป็น ผู้จ้าง ให้จำเลย ที่ 4 ตอก เสาเข็ม แต่ ก็ เพื่อ ประโยชน์ แก่ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3ถือได้ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 เป็น ผู้ ร่วมกัน จ้าง จำเลย ที่ 4ใน การ ตอก เสาเข็ม นั่นเอง การจ้าง จำเลย ที่ 4 ดังกล่าว ก็ เพื่อความ สำเร็จ ใน การ ตอก เสาเข็ม ให้ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 เท่านั้นจึง เป็น การ รับจ้างทำของ ซึ่ง โดยปกติ ผู้ว่าจ้าง ทำของ ไม่ต้อง รับผิดเพื่อ ความเสียหาย อัน ผู้รับจ้าง ได้ ก่อ ให้ เกิดขึ้น แก่ บุคคลภายนอกใน ระหว่าง ทำการ งาน ที่ ว่าจ้าง เว้นแต่ ผู้ว่าจ้าง จะ เป็น ผู้ ผิดใน ส่วน การงาน ที่ สั่ง ให้ ทำ หรือ ใน คำสั่ง ที่ ตน ให้ ไว้ หรือ ใน การเลือก หา ผู้รับจ้าง ตาม ที่ บัญญัติ ไว้ ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 428 ซึ่ง การ ที่ จำเลย ที่ 4 ตอก เสาเข็ม ตาม แผนผัง แบบแปลนการ ก่อสร้าง ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ห่าง รั้ว กำแพง ของ โจทก์เพียง 2 เมตร เท่ากับ จำเลย ที่ 4 ดำเนินการ ตาม คำสั่ง ของ จำเลย ที่ 1ถึง ที่ 3 จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ย่อม ตระหนัก ดี ว่าการ ตอก เสาเข็มขนาด ใหญ่ ใกล้ ที่ดิน ของ ผู้อื่น ย่อม ทำให้ ที่ดิน ข้างเคียง ถูกกระทบ กระเทือน อย่าง แรง อัน จะ เป็นเหตุ ให้ อาคาร และ ทรัพย์สิน ของโจทก์ ที่ 1 เสียหาย ได้ ไม่ปรากฏ ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ได้ กำชับสั่ง ให้ จำเลย ที่ 4 หา วิธีการ ป้องกัน ความเสียหาย ของ ที่ดินข้างเคียง ที่ อาจ ได้รับ ดังกล่าว ถือได้ว่า จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3ผู้ว่าจ้าง ให้ ตอก เสาเข็ม เป็น ผู้ ผิด ใน ส่วน การงาน ที่ สั่ง ให้ ทำจำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 จึง ต้อง รับผิด ใน ความเสียหาย ของ โจทก์ ที่ 1ส่วน ที่ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ฎีกา ว่า คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 1ไม่ชอบ เพราะ วินิจฉัย โดย ปราศจาก พยานหลักฐาน ใน สำนวน นั้น ศาลฎีกาตรวจ สำนวน แล้ว ไม่ปรากฏ ว่า ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 จะ วินิจฉัย โดย ปราศจากพยานหลักฐาน ใน สำนวน แต่อย่างใด ได้ ใช้ ดุลพินิจ ฟัง พยานหลักฐาน ในสำนวน โดยชอบ แล้ว ทั้ง ได้ พิพากษา ให้ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 รับผิด ต่อโจทก์ ที่ 1 ตาม บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ดัง ที่ ศาลฎีกา ยกมา กล่าว แล้วเพียงแต่ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 มิได้ อ้าง บทบัญญัติ มาตรา แห่งกฎหมายเท่านั้น ศาลฎีกา เห็นพ้อง ด้วย กับ คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ฎีกาของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

          มี ปัญหา ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3ประการ สุดท้าย ว่า ศาลชั้นต้น กำหนด ให้ รับผิด ใน ค่าเสียหาย ของโจทก์ ที่ 1 สูง เกิน ไป นั้น เห็นว่า โจทก์ ที่ 1 มี นาย ยวน บุอ้น เบิกความ ยืนยัน ว่า ได้ ไป ประเมิน ราคา ค่าซ่อมแซม เกี่ยวกับ กำแพง รั้วและ อาคาร ของ โจทก์ ที่ 1 ที่ เสียหาย แล้ว เป็น เงิน 164,862 บาทตาม ใบ ประเมิน ราคา เอกสาร หมาย จ. 8 และ โจทก์ ที่ 2 เบิกความ ยืนยัน ว่าโจทก์ ที่ 1 ต้อง ซ่อมแซม สระ น้ำ ไป เป็น เงิน 106,200 บาท และ โจทก์ ที่ 1ได้ ถ่าย ภาพ ความเสียหาย ของ สิ่ง ก่อสร้าง ต่าง ๆ ไว้ ตาม เอกสาร หมาย จ. 7เมื่อ พิเคราะห์ ภาพถ่าย เอกสาร หมาย จ. 7 ประกอบ คำเบิกความ ของ พยานโจทก์ ที่ 1 และ ใบ ประเมิน ราคา เอกสาร หมาย จ. 8 แล้ว เห็นว่า กำแพง รั้วพื้น ซีเมนต์ ตัว อาคาร และ สระ น้ำ ของ โจทก์ ที่ 1 เสียหาย เป็น จำนวน มากค่าเสียหาย ที่ ศาลชั้นต้น กำหนด มา จึง เหมาะสม แล้ว ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1ถึง ที่ 3 ข้อ นี้ ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน "

          พิพากษายืน และ ให้ยก ฎีกา ของ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ใน ส่วน ที่เกี่ยวกับ โจทก์ ที่ 2 คืน ค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกา จำนวน 3607.50 บาทแก่ จำเลย ที่ 1 ถึง ที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นฎีกา ให้ เป็น พับ

( สละ เทศรำพรรณ - สุรินทร์ นาควิเชียร - ถวิล อินทรักษา )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2535

ป.พ.พ. มาตรา 428, 438

          ค่าจ้างทนายความดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองที่โจทก์ต้องจ่ายไปมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดเป็นความเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของตึกที่ทำการก่อสร้างได้ยื่นคำขออนุญาตโดยมีแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลน รายการคำนวณแนบไปด้วยเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงชื่อเป็นผู้ควบคุมงานตอกเสาเข็ม ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ตอกเสาเข็มคอนกรีตลงในบริเวณที่ก่อสร้างเพื่อทำการก่อสร้างตึกสี่ชั้นซึ่งอยู่ใกล้บ้านโจทก์ทั้งสองเมื่อผู้รับจ้างกระทำการดังกล่าวทำให้บ้านโจทก์ทั้งสองแตกร้าวเสียหาย จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งให้ผู้รับจ้างกระทำการนั้นและเกิดการเสียหายขึ้น ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ผิดในส่วนของการงานที่สั่งให้ทำ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 60ซอยรามคำแหง 52 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นขออนุญาตและดำเนินการก่อสร้าง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างตึกสี่ชั้นในซอยรามคำแหง 50 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับลูกจ้างได้ร่วมกันใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ตอกเสาเข็มคอนกรีต ยาวประมาณ 20 เมตร ลงบนพื้นที่อยู่ติดกับบ้านโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เพื่อก่อสร้างตึกสี่ชั้นดังกล่าวด้วยความรุนแรงโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้บ้านโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้รับความกระทบกระเทือนผนังคอนกรีตบ้านหลังใหญ่และหลังเล็กตลอดจนครัวและห้องเก็บของได้รับความเสียหาย ต้องซ่อมบ้านหลังใหญ่คิดเป็นเงิน 36,600 บาท บ้านหลังเล็ก 17,600 บาท ห้องเก็บของเป็นเงิน 21,650 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 75,850 บาท และในวันต่อมาได้มีการตอกเสาเข็มรุนแรงยิ่งขึ้นทำให้บ้านหลังใหญ่ได้รับความเสียหายจะต้องซ่อมแซมเพิ่มอีก 7,500 บาท รวมเป็นค่าซ่อมแซมทั้งหมด 83,350 บาทและต้องจ้างทนายความดำเนินคดีอีก20,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 103,350 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2

          จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า จำเลยทั้งสองมิได้ใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ตอกเสาเข็ม และบุคคลที่โจทก์อ้างว่าตอกเสาเข็มมิได้เป็นลูกจ้างและทำการในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสอง ส่วนค่าจ้างทนายความไม่ใช่ค่าเสียหายโดยตรง ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำนวน 75,850 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 60 ซอยรามคำแหง 52 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งแตกร้าวได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำขอและได้รับอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างตึกสี่ชั้นในซอยรามคำแหง 52 ที่อยู่ติดกับบ้านโจทก์ทั้งสองดังกล่าวและมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างซึ่งจะต้องใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ตอกเสาเข็มคอนกรีตลงในบริเวณที่ก่อสร้างเพื่อทำการก่อสร้างตึกสี่ชั้นซึ่งอยู่ใกล้บ้านโจทก์ทั้งสอง...

          ฎีกาประการที่สองที่ว่า โจทก์ทั้งสองได้ว่าจ้างทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดซึ่งเป็นผลโดยตรงและเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งนั้น เห็นว่าเมื่อมีการละเมิดเกิดขึ้น ผู้กระทำความผิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ การคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์สินให้ รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งสองละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายที่ได้ก่อให้เกิดขึ้น ละเมิดที่จำเลยก่อขึ้นและจะต้องใช้ค่าเสียหายคือค่าซ่อมแซมบ้านจากการตอกเสาเข็มจึงเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองจะเรียกจากจำเลย ส่วนการที่จำเลยไม่ยอมชำระค่าเสียหายดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงจำต้องจ้างทนายความดำเนินคดีนี้นั้น ค่าจ้างทนายความดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดเป็นความเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

          ฎีกาประการที่สามที่ว่า หากจำเลยทั้งสองจ้างให้ผู้อื่นตอกเสาเข็มก็เป็นเรื่องของผู้รับจ้างจะต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อขึ้น เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของตึกที่ทำการก่อสร้างได้ยื่นคำขออนุญาตโดยมีแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลน รายการคำนวณแนบไปด้วยเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจำเลยที่ 2เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างและจากคำเบิกความของตัวจำเลยที่ 1รับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงชื่อเป็นผู้ควบคุมงานตอกเสาเข็มย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งให้ผู้รับจ้างกระทำเมื่อการกระทำนั้นเกิดการเสียหายขึ้น ถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ผิดในส่วนของการงานที่สั่งให้ทำ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์"

          พิพากษายืน

( ก้าน อันนานนท์ - อุดม เฟื่องฟุ้ง - อัมพร ทองประยูร )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2544

ป.พ.พ. มาตรา 428
ป.วิ.พ. มาตรา 84

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 บัญญัติว่า"ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ผิดตามมาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนสั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไรและในการเลือกผู้รับจ้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากก็ปรากฏว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลยว่าจ้างบริษัท ป. เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่าจำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งการในการทำงานแต่อย่างใด เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัททั้งสอง เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ก่อสร้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิด จำเลยไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์8,210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 171,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือจนกว่าจะซ่อมแซมอาคารที่ให้เช่าแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการได้ตามปกติ

          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำการอย่างไรอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเช่นที่โจทก์กล่าวอ้าง ฟ้องของโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กันยายน 2535) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2438 ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และเป็นเจ้าของอาคารแมคฟาร์แลนด์ อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหาร และอาคารอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว เมื่อปี 2532 จำเลยว่าจ้างบริษัทคริสเตียนีและฮอลส์แมนน์ (ไทย) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ทำการก่อสร้างฐานรากอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำลงบนที่ดินของจำเลยซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยจ้างบริษัทโปรเจคซิสเต็มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบจากการขุดดินบริเวณที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ทำให้ดินในเขตที่ดินของโจทก์เลื่อนไหลไปเป็นเหตุให้อาคารแมคฟาร์แลนด์อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหารและพื้นที่บริเวณรั้วแตกร้าวและทรุดตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยอ้างว่าเดิมโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3ว่า จำเลยก่อสร้างอาคารขนาดต่าง ๆ ลงบนที่ดินของจำเลยที่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายกับค่าขาดรายได้ ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอยกเลิกข้อความในคำฟ้องข้อ 3 และข้อ 3.1 ทั้งหมดโดยให้ใช้ข้อความตามคำร้องแทน ซึ่งในคำฟ้องดังกล่าวโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ให้ก่อสร้างอาคาร แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยมีส่วนผิดอย่างไรในการว่าจ้างผู้รับเหมานั้น เห็นว่า เมื่ออ่านคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วได้ความว่า เมื่อปี 2532จำเลยได้ก่อสร้างอาคารขนาดต่าง ๆ ลงบนที่ดินของจำเลยซึ่งมีแนวเขตติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยว่าจ้างบริษัทคริสเตียนีและฮอลส์แมนน์ (ไทย) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ทำการขุดดินบริเวณที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ได้ให้ไว้ และเป็นผู้เลือกหาผู้รับจ้างเพราะบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด มิได้ใช้ความระมัดระวังในการทำงานทำให้ดินในเขตที่ดินของโจทก์เลื่อนไหลไป เป็นเหตุให้อาคารแมคฟาร์แลนด์ อาคารสมัครมิตรวัฒนา อาคารห้องสอนภาษา อาคารห้องอาหาร และพื้นที่บริเวณรั้วแตกร้าวและทรุดตัว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 8,210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีกับขาดประโยชน์อีกเดือนละ 171,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนจำเลยจะมีส่วนผิดอย่างไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

          ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ก่อสร้างฐานรากอาคารจอดรถกับสระว่ายน้ำนั้น จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไร และในการเลือกหาผู้รับจ้างคือบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกผู้รับจ้างที่ไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการก่อสร้างให้ทำการตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากของอาคารแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายสมชายหรือวุฒิภูมิ ตงเจริญ พยานจำเลยว่า บริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด มีชื่อเสียงเป็นบริษัทก่อสร้างติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลยว่าจ้างบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด เป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานราก บริษัทโปรเจคซิสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่า ในการตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากของอาคารจอดรถและสระว่ายน้ำ จำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งการในการทำงานแต่อย่างใด เพราะหน้าที่ในการก่อสร้างเป็นของบริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด และหน้าที่ในการควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเป็นของบริษัทโปรเจคซิสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ก่อสร้าง คือ บริษัทฟิลิพพ์ฮอลส์แมนส์ (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดไม่ใช่จากจำเลย เพราะจำเลยไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป"

          พิพากษากลับ

( ยงยศ นิสภัครกุล - อภิศักดิ์ พรวิราภา - ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2537

ป.วิ.อ. มาตรา 219

 

          ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา

          จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า เช็คพิพาทฉบับที่ 6,7 และ 9เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ล.1เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง เช็คพิพาทฉบับที่ 6,7 และ 9จึงไม่เป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป

          หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 180)

          คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 9 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 รวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 172)

          จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 180)

          คำสั่ง

          พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเช็คพิพาทฉบับที่ 6,7และ 9 จำเลยสั่งจ่ายเป็นค่าเช่าซื้อล่วงหน้าก่อนสัญญาเช่าซื้อ สิ้นสุดลง จำเลยฎีกาว่า เช็คพิพาทฉบับที่ 6,7 และ 9 เป็นเช็คชำระหนี้ค่าเช่าซื้อหลังจากสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ล.1ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง          

( ชลอ ทองแย้ม - ประสิทธิ์ แสนศิริ - ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ )

 

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 1-11-55)