ทนาย น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 22      ข้อมูลคดีขับรถชนคนตายของคนดังและดารานักแสดง
คำแนะนำ ทางออก คดีขับรถชนคนตายจากจิตอาสาผู้ชำนาญด้านกฎหมายที่น่าสนใจ


               คดีขับรถชนคน เป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์ใจให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เมื่อทีมงาน Thai Law Consult หาข้อมูลใน Internet พบคำแนะนำน่าสนใจ จึงขออนุญาตท่านที่เป็นเจ้าของข้อมูล ขอนำข้อแนะนำของท่าน จากข้อเขียนหรือบทความ มาเผยแพร่ต่อใน Thai Law Consult เพื่อประโยชน์ในการศึกษากฎหมายของประชาชน ทาง Thai Law Consult ไม่มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าหรือหากำไรของท่านแต่อย่างใด ถ้าจิตอาสาท่านใดที่เป็นเจ้าของข้อมูล/คำแนะนำนี้ ไม่อยากให้เราเผยแพร่ต่อไป โปรดแจ้งให้เราทราบด้วยนะครับ

  1. นำมาจากกระทู้ใน pantip.com " ขับรถชนคนตาย ทำอย่างไรดี ถ้ามีประกันภัย "
  2. นำมาจากกระทู้ " 10ปี 9คดี ไฮโซ ซิ่งชน แค่รอลงอาญา "

Thai Law Consult ได้นำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อ และทำ Link ไว้ข้างล่างนี้แล้วครับ

 

1.  ขับรถชนคนตาย ทำอย่างไรดี ถ้ามีประกันภัย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 " ผู้ใดกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท "

จากบทกำหนดโทษตามมาตรานี้ ที่ ทำให้คนขับรถที่ชนคนมักหลบหนีเนื่องจากเกรงว่าจะถูกลงโทษตามที่กำหนด  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องด้วยการกระทำโดยประมาท คือการกระทำที่ขาดความระมัดระวัง หรือ ระวังแล้ว แต่ไม่เพียงพอตามวิญญูชนพึงถือปฏิบัติซึ่งไม่ใช่เจตนา ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ผู้กระทำได้เล็งเห็นผลที่ชัดเจนอยู่แล้ว  ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องการประมาท ศาลมักจะให้โอกาสกับผู้กระทำการโดยประมาทได้มีการปรับปรุงตน ซึ่งทั่วไปแล้ว โทษจำคุกมักจะรอลงอาญา  เว้นแต่บุคคลนั้นเคยกระทำความผิดเช่นว่านั้น หรือเคยรอลงอาญามาก่อนแล้วยังมากระทำความผิดซ้ำอีก  เช่นนี้ศาลจะพิจารณาลงโทษเลยและไม่เพียงแต่ลงโทษในคดีความใหม่เท่านั้นแต่จะรวมเอาโทษที่รอลงอาญาอยู่ก่อนนั้นมาลงโทษด้วยทันที  การที่ศาลจะรอลงอาญากับผู้กระทำผิดหรือกระทำการโดยประมาทนั้นจะต้องมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบและรู้สำนึกเป็นเบื้องต้นก่อน

 ดังนั้นในกรณีที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุหรือชนคนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจึงแนะนำว่า

1.ผู้ขับขี่ต้องอย่าหลบหนี เพราะการหลบหนีนั้นเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการขาดความรับผิดชอบ และ ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม 
 ถ้าผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และตำรวจมีอำนาจยึดรถที่ขับไว้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

2.ต้องแสดงความรับผิดชอบ การมีน้ำใจเช่นการให้ความช่วยเหลือ  การบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น
 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนขับรถ มักไม่ค่อยเห็นประโยชน์ ของการช่วยเหลือเหล่านี้ ความจริงเมื่อเราขับรถชน คนตาย บาดเจ็บ หรือการขับรถโดยประมาทนั้น เรามีความผิดทั้งทางกฎหมายแพ่ง และอาญา

ทางอาญา เราอาจจะต้องรับโทษติดคุกติดตะราง

ทางแพ่ง เราจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ค่าบาดเจ็บ ค่าทำศพให้กับเขาอีก คือติดคุกแล้วยังจะต้องเสียเงินให้กับ ฝ่ายคนเจ็บ คนตายเขาอีก ทีนี้ถ้าหากเราช่วยเหลือคนเจ็บ หรือใช้ค่าทำศพคนตายแล้ว มีผลดียังไง ตอบได้ว่า มีผลดีมาก ยกตัวอย่าง เช่น 
- เราขับรถชนคนบาดเจ็บไปโรงพยาบาล ต่อมาอัยการฟ้องเราต่อศาล เราก็แถลงต่อศาลว่าเราช่วยเหลือคนเจ็บ ส่งโรงพยาบาล ส่วนมาก ศาลจะเห็นว่า เราเป็นคนดีมีน้ำใจ ศาลก็อาจจะรออาญาให้เราโดยไม่จำคุกเรา แต่ถ้าเราชนแล้วหนี ส่วนมาก ศาลมักจะจำคุกเราเลย เพราะเห็นว่าเราเป็นคนแล้งน้ำใจ 
- การตกลงใช้ค่าเสียหายให้คนเจ็บก็มีประโยชน์มากยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่พยายามตกลงใช้ค่าเสียหายให้กับคนเจ็บ ตำรวจเขาจะมีระเบียบไว้ว่า ไม่ให้คืนรถของกลางให้แก่ผู้ต้องหา จนกว่า ผู้ต้องหา จะพยายาม ตกลงกับฝ่ายผู้เสียหาย และถ้าหาก เราชดใช้ค่าเสียหาย จ่ายค่าทำศพให้เขา คดีแพ่งก็ระงับ เพราะถือว่า ยอมความคดีแพ่งกันแล้ว จะฟ้องเรียกค่าเสียหายเราในทางแพ่งไม่ได้อีกแล้ว และถ้าเราถูกฟ้อง คดีอาญาต่อศาล ผู้เสียหาย จะมาแถลงต่อศาลว่า เราได้ชดใช้ค่าเสียหายให้เขาแล้ว ส่วนมากแล้ว ศาลจะปรานีจำเลย โดยตัดสินให้รออาญาแก่จำเลย เห็นหรือยังว่า การช่วยเหลือคนเจ็บ และการมีน้ำใจนั้นดีอย่างไร

3. ยอมรับผิดด้วยรู้สำนึกต่อการกระทำที่เกิดขึ้นและให้ความร่วมมือในการสอบสวนคดีของตำรวจ

4.ผู้ขับขี่ต้องแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นนั้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่เกิดเหตุนั้นและแสดงตนหรือมอบตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน

5.ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามสมควรแก่กรณีให้กับผู้เสียหาย (ผู้เสียหายในที่นี้อาจจะหมายถึง ภรรยา บุตร หรือ ญาติของผู้เสียชีวิต )  และหากรถยนต์คันที่เกิดเหตุมีประกันภัยเอาไว้ก็ต้องแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นนั้นให้บริษัทประกันภัยรับทราบทันที  ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าเมื่อบริษัทประกันภัยได้รับแจ้งเหตุจากคนขับ  ทางบริษัทประกันภัยก็จะส่งพนักงานเคลมออกมาให้บริการกับผู้ขับขี่และให้คำแนะนำที่ถูกต้องพร้อมทำแผนที่เกิดเหตุไว้พร้อมมูลเพื่อเอาไว้ต่อสู้คดี  (ในการชดใช้ค่าเสียหาย  ถ้าหากรถคันที่เกิดเหตุมีประกันภัยเอาไว้ ประกันภัย ไม่ว่าจะเป็น ประเภท 1 2 3  หรือ ประเภท5 ( 2+ ,3+ ) ก็จะมีความคุ้มครองต่อชีวิตบุคคลภายนอกเอาไว้ด้วย ซึ่งความคุ้มครองในส่วนนี้เองที่จะไปชดใช้ค่าเสียหายต่อชีวิต ที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลที่เกินจาก  พรบ.  ค่าขาดไร้อุปการะ เป็นต้น )

**** อย่าลืม  ถ้ามีกล้องถ่ายรูปหรือหากล้องถ่ายรูปใกล้ที่เกิดเหตุได้ต้องรีบถ่ายรูปรถ และที่เกิดเหตุไว้ให้พร้อม
เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานการต่อสู้คดีต่อไป และหากมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้งหรือมูลนิธิร่วมกตัญญูถ่ายภาพศพหรือที่เกิดเหตุไว้ ก็ให้ติดต่อขอภาพที่ถ่ายเก็บไว้ให้ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีในภายหลัง *****

ในชั้นพนักงานสอบสวนก็จะทำการสืบสวน-สอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ขับขี่ที่ประมาท โดยเมือแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว คดีนั้นมีผู้เสียชีวิต พนักงานสอบสวนก็จะทำการควบคุมตัวผู้ต้องหา  ตรงนี้แหละครับที่บริษัทประกันภัยจะเข้ามาให้การช่วยเหลือผู้ขับขี่ด้วยการนำหลักทรัพย์มาประกันตัวให้กับผู้ขับขี่ หากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้นมีการซื้อ ประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญาเอาไว้  ( ซึ่งปกติ จะมีอยู่ในกรมธรรมภาคสมัครใจแทบทุกฉบับครับ แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น โดยปกติ จะอยู่ที่ 200,000  , 300,000  แต่ก็มีบางกรมธรรม์ ที่ประกันตัวผู้ขับขี่ เป็น 100,000 เช่น สินมั่นคง เรทตามไมล์ ครับ    )  แต่ถ้ากรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ซื้อความคุ้มครองในส่วนประกันตัวผู้ขับขี่เอาไว้ หรือ ซื้อไว้ แต่ไม่พอ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่เองที่ต้องหาหลักทรัพย์มาประกันตัวออกไป  ตรงนี้เรียกว่า การประกันตัวชั้นพนักงานสอบสวน  โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้กำหนดว่า หลักทรัพย์ที่จะต้องนำมาประกันตัวนั้นจะต้องมีมูลค่าเท่าไร ( โดยปกติจะกำหนดอยู่ที่ ถ้าเป็นรถส่วนบุคคล 150,000 บาท  รถรับจ้าง  200,000-250,000 บาท ครับ )  จากนั้นเมื่อมีการประกันตัวในชั้นนี้แล้ว ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี  จะทำการสรุปสำนวนรายงานการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งจะมีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้ประมาณ 90 วัน เมื่อ สืบสวน-สอบสวนเรียบร้อยแล้วก็จะนำเสนอรายงานการสอบสวนส่งให้กับผู้กำกับการเพื่อขอความเห็นชอบเป็นคำสั่งตามความเห็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะมีการสรุป ออกเป็น สาม แนวทางคือ 1. งดการสอบสวน   2. สั่งไม่ฟ้อง   3. สั่งฟ้อง  จากนั้นก็จะมีการส่งสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปยังอัยการ

 สำหรับในชั้นอัยการนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนจะมีการส่งไปยังอัยการ ก็จะมีการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ  ตรงนี้เมื่อผู้ถูกกล่าวหารับทราบถึงการนัดส่งอัยการ ก็ต้องแจ้งให้ทางบริษัทประกันภัยทราบเพื่อให้บริษัทประกันภัยจะได้จัดเตรียมหลักทรัพย์เพื่อการประกันตัวในชั้นอัยการอีกชั้นหนึ่ง  ซึ่งอัยการก็จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบสำนวนรายงานการสอบสวนว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร โดยอัยการอาจมีการส่งสำนวนกลับคืนให้ทางตำรวจทำการสืบสวน-สอบสวนเพิ่มเติมได้  หรือเมื่อหากสำนวนรายงานการสอบสวนครบสมบูรณ์แล้ว อัยการก็จะมีความเห็นในสองแนวทางคือ
เห็นควรตามรายงานการสอบสวน  หรือ มีความเห็นตรงกันข้ามกับพนักงานสอบสวนก็อาจจะเป็นไปได้  เช่น พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา  แต่อัยการอาจจะมีความเห็นเป็นเด็ดขาดว่า สั่งไม่ฟ้อง ก็สามารถกระทำได้  ซึ่งหากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะมีการส่งตัวผู้ต้องหาและสำนวนสั่งฟ้องไปยังศาลต่อไป

 เมือไปถึงชั้นศาล  ในชั้นนี้ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่บริษัทประกันภัยจะต้องมีการเตรียมหลักทรัพย์มาประกันตัวในชั้นศาลให้กับผู้ขับขี่และจะมีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาเพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางศาล

   จะเห็นได้ว่า ระบบประกันภัยจะเข้ามาให้ความคุ้มครองและดูแลให้กับผู้ขับขี่  เพราะฉะนั้นไม่ต้องหลบหนี หากรถคุณมีประกันภัย

เครดิต http://topicstock.pantip.com/ratchada/topicstock/2012/08/V12465941/V12465941.html

 

2.  " 10ปี 9คดี ไฮโซ ซิ่งชน แค่รอลงอาญา ? "  โดย...สุภชาติ เล็บนาค

ย้อนรอยไปดูในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่า มีคดีดารา ไฮโซก่อเหตุขับรถจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บถึง 9 คดี และแทบทุกคดีล้วนจบลงที่โทษรอลงอาญา


15 พ.ย. 2545 “โดม”-ปกรณ์ ลัม ขับเบนซ์ ซีแอลเค 230 พุ่งชนรถยนต์แท็กซี่อัดก๊อบปี้เสาสัญญาณไฟใกล้กับแยกตึกชัย ท้องที่ สน.พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ในแท็กซี่มีคนติดอยู่ในรถ 5 คน เสียชีวิต 2 ราย และคนขับแท็กซี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส พบแอลกอฮอล์ในเลือดของโดมปริมาณ 164 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดที่ห้ามให้ไม่เกิน50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์


พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่นักร้องหนุ่ม 4 ข้อหา 1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นทำให้มีผู้ถึงแก่ความตาย 3.ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายสัญญาณจราจร และ 4.ขับรถขณะมึนเมาสุรา โดยโดมได้รับการประกันตัวในวงเงิน 3แสนบาท ต่อมาศาลได้พิพากษาให้จำคุก 4 ปี และปรับ 1.6 หมื่นบาท รวมโทษปรับเป็นเงิน 3 หมื่นบาท


จำเลยรับสารภาพและชดใช้เงินจนเป็นที่พอใจ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ปรับ 1.5 หมื่นบาท อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน มีอาชีพที่ดี สามารถรับใช้และทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ มีโอกาสกลับตัว โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี ให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน พร้อมทั้งห้ามจำเลยขับรถยนต์ทุกชนิดขณะเมาสุราและให้บริการสังคมเป็นเวลา 20 ชั่วโมง


5 เม.ย.2547 “แอนนิต้า”-นิษิตา พงศ์ทรง นักร้องค่ายแกรมมี่ ขับรถยนต์ชนประทานพร บุญปิตานนท์ ซึ่งกำลังอุ้ม โรส ลูกสาววัย 1 ขวบ 2เดือนข้ามถนน พร้อมทั้งหทัยรัตน์ จันทร์ศิริ ซึ่งเดินมาด้วยกัน ทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งห้องไอซียู ต่อมาประทานพรเสียชีวิต โดยหลังเกิดเหตุแอนนิต้าได้หายตัวไป ก่อนจะออกมาแถลงยอมรับในภายหลัง


คดีนี้แอนนิต้ายินยอมชดใช้ค่าเสียหายในคดีแพ่ง 8 แสนบาท ส่วนความผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตายนั้น ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี รอลงอาญา 2 ปี


4 ก.ค.2550 “หมูแฮม”-กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ได้ใช้ก้อนหินทุบใบหน้าสถาพร อรุณศิริ พนักงานขับรถโดยสาร สาย 513 และขับรถเบนซ์ พุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้า รวมถึงสายชล หลวงแสง พนักงานเก็บเงินรถเมล์สายดังกล่าวเสียชีวิต หลังไม่พอใจที่รถเมล์ขับปาดหน้าให้หยุดบริเวณปากซอยสุขุมวิท 26


ญาติอ้างว่า กัณฑ์พิทักษ์มีสติฟั่นเฟือน ต้องได้รับการรักษา แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ไม่น่าเชื่อว่ามีสติฟั่นเฟือน และมีอาการเกร็งขณะเกิดเหตุ จึงถือว่ากระทำผิดตามฟ้อง เมื่อเดือนม.ค.2552 ศาลจึงตัดสินให้จำคุกหมูแฮม 15 ปี 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่จำเลยรับสารภาพและให้การเป็นประโยชน์ จึงเห็นควรลดโทษลง 1 ใน 3 เหลือจำคุก 10 ปี 1 เดือน


นอกจากนั้น ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นเงิน 8แสนบาท และ 1 แสนบาท ตามลำดับ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท แต่กัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ และสาวิณี ปะการะนัง พ่อแม่ของหมูแฮมได้วางประกัน 5 ล้านบาท ระหว่างยื่นอุทธรณ์คดี


21 มิ.ย.2550 “หนุ่ม”- ศรราม เทพพิทักษ์ นักแสดงชื่อดัง ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู สีดำ พุ่งชนพิศเพลิน ตะโกมา อาชีพรับซื้อของเก่าบริเวณริมทางเท้าเสียชีวิต คดีนี้ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท จำเลยให้การสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท เนื่องจากจำเลยประกอบอาชีพสุจริต มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และแสดงความรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจ และต้องเลี้ยงดูมารดาที่ไม่มีอาชีพ โทษจำคุกจึงรอลงอาญา2 ปี ให้เข้ารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม 48 ชั่วโมง


25 พ.ย.2552 “บีม”- ศรัณยู ประชากริช อายุ 27 ปีพิธีกรรายการสีสันบันเทิงสดทางช่อง 3  นักแสดงละครเรื่องเสน่หาเงินตรา และดีเจคลื่นเวอรจิ้น ฮิตซ์ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำคาดขาว ก่อเหตุขับชนแล้วหนี ค้นในรถพบอาวุธปืน ขนาด.22 ไม่มีทะเบียน 1 กระบอก มีดสปาต้า 1 เล่ม กุญแจมือ วิทยุมือถือตำรวจ เครื่องช็อตไฟฟ้า 


ทั้งนี้รถคันนี้ยังตกแต่งเลียนแบบรถตำรวจ ติดสติกเกอร์ประตูด้านหน้าทั้งสองข้างมีข้อความว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” พร้อมเครื่องหมายตราสัญลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประตูด้านหลังสองข้างติดสติกเกอร์เป็นภาษาอังกฤษว่า ROYAL THAIPOLICE โดยบีมได้ยื่นหลักทรัพย์เงินสด 1แสนบาท ประกันตัวไป


ต่อมาความผิดฐานมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท ฐานพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000บาท รวมจำคุก 14 เดือน ปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 7 เดือน ปรับ 3,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 1 ปี


25 มี.ค.2554 พีรพล ทักษิณทวีทรัพย์ นักศึกษาวัย 19 ปี ทายาทนักธุรกิจชื่อดัง ได้ขับรถยนต์ปอร์เช่ป้ายแดง พุ่งชน คำใบ อินทิลาด ชาวลาว วัย 17 ปี จนร่างขาด 2 ท่อน อย่างไรก็ตามเจริญ  ทักษิณทวีทรัพย์ อาของพีรพล ได้ตกลงจ่ายเงินชดเชยให้มารดาของคำใบ 5หมื่นบาท พร้อมเงินสินไหมทดแทน 2 แสนบาท และเงินช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่ง มารดาคำใบจึงไม่ได้ติดใจเอาความ


27 ธ.ค.2553 “นักศึกษาสาว วัย 17 ปี” ขับรถยนต์ซีวิคพุ่งชนรถตู้โดยสารบนทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ ด้วยนักศึกษารายนี้นามสกุล “เทพหัสดิน ณ อยุธยา” จึงถูกสังคมตั้งคำถามเรื่องอิทธิพลในการวิ่งเต้นคดี โดยเวลาการพิจารณาคดียุติเมื่อ 31 ส.ค.2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พิพากษาจำเลยฐานความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์


ทั้งนี้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหายเป็นเวลา 3 ปี คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี คุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ3 เดือน ให้ทำงานบริการสังคมโดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48ช.ม. และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ศาลยกฟ้อง


นอกจากนี้ญาติผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดเรียกค่าเสียหายรวม 120 ล้านบาท


27 เม.ย.2555 ไทฟ้า ชยวรประภา นักธุรกิจเจ้าของเครือบั๊ดดี้กรุ๊ป ขับรถยนต์ปอร์เช่ พุ่งชนรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ของ พ.ต.ศักดิภัทร ปทุมารักษ์ บุตรชาชาญชัย ปทุมารักษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย บนดอนเมืองโทลล์เวย์ เสียชีวิตทั้งคู่


3 ก.ย.2555 “บอส” วรายุทธ อยู่วิทยา ลูกชายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของกระทิงแดง ขับเฟอร์รารี่ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป. สน.ทองหล่อ เสียชีวิตคาที่ช่วงเวลา 05.30 น.  บริเวณซอยสุขุมวิท 47 ผ่านไป 1 วัน พล.ต.ท.คำรณวิทญ์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. กล่าวว่า คดีนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน คดีจบแล้วเพราะผู้ต้องหาตัวจริงรับสารภาพ


ก่อนที่ ผบช.น.จะพูดจาหนักแน่นเช่นนี้ พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ นามเมือง สวป.สน.ทองหล่อ ได้นำ “สุเวศ หอมอุบล” พ่อบ้านของตระกูลอยู่วิทยาเข้ามอบตัวแทน “บอส” ที่ สน.ทองหล่อ ทั้งที่ ด.ต.วิเชียร ที่เสียชีวิตคือลูกน้องของพ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ ทั้งนี้เพราะ พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณคือตำรวจที่เข้านอกออกในบ้านอยู่วิทยา อาคารหรู 6 ชั้นในซอยสุขุมวิท 53 นั่นเอง (โพสต์ทูเดย์ 5 กันยายน 2555)