ทนาย น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 21      คดีรถ TAXI --- ถูกรถแท็กซี่ชน จะฟ้องใครได้บ้าง
                        ละเมิด ตัวการ ตัวแทน หลักกฎหมาย และ 4 ฎีกาสำคัญ


               ปี 2555 คดีเกี่ยวกับรถ TAXI มักเป็นที่กล่าวถึงกันเสมอ เนื่องจากรถ TAXI ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารเฉพาะในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล มีถึงวันละ 5 หมื่นคัน และเพียงเมื่อวานนี้วันเดียว มีประชาชน 2 ราย โทรสอบถามคดีถูกรถ TAXI ชน จะฟ้องใครได้บ้าง ทีมทนาย Thai Law Consult จึงนำเรื่องนี้มาให้ศึกษากฎหมายครับ

หลักกฎหมาย   ความรับผิดของตัวการ ป.พ.พ. มาตรา 427 " บทบัญญัติในมาตราทั้ง 2 ก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม "  

  • เนื่องจาก กิจการที่ตัวแทนทำ เป็นงานของตัวการ กฎหมายจึงบัญญัติให้ตัวการ ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่ง ตัวแทนได้กระทำไปในการกระทำกิจการแทนตัวการ โดยอนุโลม เช่นเดียวกับ นายจ้าง/ลูกจ้าง (โปรดดูละเมิดนายจ้าง)
  • ตัวการ คือ บุคคลที่มอบอำนาจ หรือ มอบหมาย ให้บุคคลอื่นกระทำกิจการแทนตน
  • ตัวแทน คือ บุคคลซึ่งมีอำนาจทำการแทนตัวการตามสัญญาหรือตามที่มอบหมาย และกิจการนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่ทำแทนตัวการต่อบุคคลที่ 3
  • ตัวการ ต้องร่วมรับผิดกับ ตัวแทน เมื่อตัวแทนกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่นในการกระทำกิจการแทนตัวการ ตัวแทนต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และตัวการต้องร่วมรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 แต่เป็นสิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องทั้งตัวการและตัวแทนให้ร่วมกันรับผิดหรือฟ้องคนใดคนหนึ่ง

(Thai Law Consult นำมาจากหนังสือละเมิดของ ศ.ศักดิ์ สนองชาติ พิมพ์ครั้งที่ 8 โดย นิติบรรณาการ)

 

ถาม    ถูกรถ TAXI ของสหกรณ์ชน มีทั้งคนตายและบาดเจ็บสาหัส จะฟ้องใครให้รับผิดชอบได้บ้าง ?

ตอบ   (1) ฟ้องอาญา เฉพาะคนขับ TAXI เท่านั้น

          (2) ฟ้องแพ่ง คนขับ , อู่รถเช่า หรือ เจ้าของรถ , สหกรณ์เดินรถที่เจ้าของรถ TAXI นำรถเข้าร่วม

  • ฟ้องคดีแพ่ง ตั้งเรื่องเป็นความรับผิดของตัวการตัวแทน สินไหมทดแทน ตามฎีกาที่ 3147/2532, 3983/2533 ซึ่งทีมงาน TLC นำมาลงไว้ข้างล่างนี้แล้ว

 

คำถามใกล้เคียงกัน  ถูกรถสิบล้อชน จะฟ้องใครได้บ้าง

ตอบ    ตามฎีกาที่ 2161/2532, 2438/2535 ซึ่ง TLC ได้นำมาลงไว้ที่นี่แล้ว เพื่อให้ศึกษากันครับ          

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3147/2532

ป.พ.พ. มาตรา 420, 427

          รถแท็กซี่เป็นของจำเลยที่ 2 นำมาใช้วิ่งในนามของสหกรณ์จำเลยที่ 3 โดยเสียค่าบำรุงเป็นรายเดือนให้จำเลยที่ 3 ทั้งมีตราของจำเลยที่ 3 อยู่ที่ประตูรถ คนทั่วไปที่พบเห็นรถคันดังกล่าวต้องเข้าใจว่าเป็นรถของจำเลยที่ 3 เท่ากับจำเลยที่ 3 เชิดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับเป็นตัวแทนในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในรถคัน ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เช่นกัน.

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของรถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1042 กรุงเทพมหานคร โอนเข้าร่วมกิจการกับโจทก์ที่ 1เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 2 ท - 0181 กรุงเทพมหานคร ไปรับจ้างรับส่งคนโดยสารในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2526 จำเลยที่ 1 ได้ขับขี่รถยนต์ของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าชนรถยนต์ของโจทก์ซึ่งนายสายพิณคำทะเนตร์ ขับ รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 120,677.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 112,915 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

          จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ได้กระทำในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับขี่วันเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 เช่าไปจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถประมาท คนขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายประมาทรถโจทก์ไม่เสียหายตามฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน64,215 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์

          โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท โดยคนขับรถของโจทก์มิได้ประมาท ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่ารถแท็กซี่เป็นของจำเลยที่ 2 นำมาใช้วิ่งในนามของสหกรณ์จำเลยที่ 3 โดยเสียค่าบำรุงให้สหกรณ์จำเลยที่ 3 เดือนละ 90 บาท นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายสายพิณ คำทะเนตร์ ว่ารถแท็กซี่คันที่จำเลยที่ 1ขับ มีตราของจำเลยที่ 3 อยู่ที่ประตูหลังของรถด้านขวา ดังนั้นคนทั่วไปที่ได้พบเห็นรถแท็กซี่คันดังกล่าว จะต้องเข้าใจว่าเป็นรถของจำเลยที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 3 ก็ยังได้ผลประโยชน์จากการนี้ด้วยเท่ากับจำเลยที่ 3 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 ก็ปรากฏว่าเป็นเจ้าของรถแท็กซี่คันนี้ จำเลยที่ 2 นำรถมาวิ่งในนามของจำเลยที่ 3 ย่อมจะต้องมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 เช่ารถไปนั้น ปรากฏตามสัญญาเช่าระบุค่าเช่ากันเพียงวันละ 150 บาทซึ่งเป็นค่าเช่าที่ต่ำเกินไปจนไม่น่าเชื่อถือจึงฟังไม่ได้ว่าจะเป็นการเช่ากันจริง การที่จำเลยที่ 2 มีผลประโยชนร่วมกับจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เช่นกัน และวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายว่า โจทก์เสียหายเป็นเงิน 86,315 บาท

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 86,315 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.

( ไมตรี กลั่นนุรักษ์ - บุญส่ง คล้ายแก้ว - นำชัย สุนทรพินิจกิจ )

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3983/2533

ป.พ.พ. มาตรา 206, 226, 427, 821, 850, 880

          รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีใจความเพียงว่า จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนในข้อหาขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีสาระสำคัญแสดง การที่จำเลยที่ 1 เจรจาตกลงกับคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ในเรื่องการชำระค่าเสียหายให้ชัดแจ้งจึงไม่มีผลเป็นการประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์แท็กซี่คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ออกแล่นรับคนโดยสารในนามบริษัทจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย และโดยจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์และรอยตราของจำเลยที่ 2 สุจริตชนย่อมเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบการเดินรถยนต์รับจ้างโดยสารในกิจการของจำเลยที่ 2 เองพฤติการณ์ดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1เชิดตัวเองออกแสดงเป็นพนักงานหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ซึ่งจำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดในคดีนี้ตามมาตรา 427 โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 880 สิทธิของโจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิย่อมเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไปโจทก์จะคิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเสมือนเป็นผู้เสียหายโดยตรงมิได้ จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน โจทก์ไม่นำสืบให้ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนไปในวันใด โจทก์จึงควรได้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะคันหมายเลขทะเบียน 1 ท-7193 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาทด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน ม-0345 เพชรบูรณ์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดแดนสัยธุรกิจ ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขณะนายวิชัย พัฒนารัตนเจริญ ขับขี่ ได้รับความเสียหายโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย จึงได้จัดการยกรถยนต์มาซ่อมเสียค่าจ้างยกรถยนต์ 300 บาท ค่าซ่อม 39,219 บาท โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,963 บาท รวมเป็นเงิน 42,482 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 39,519 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงผู้เช่ารถยนต์คันเกิดเหตุเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อเกิดเหตุคดีนี้ขึ้นนายวิชัย พัฒนารัตนาเจริญ กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่กรณีได้แสดงเจตนาระงับข้อพิพาทต่อกัน โดยจำเลยที่ 2ไม่มีรู้เห็นยินยอมเป็นหนังสือ โจทก์ชำระค่าเสียหายโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ ตามกรมธรรม์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิ ค่าเสียหายไม่เกิน 8,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 42,482 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 39,519 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะใช้เสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อแรกฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายว่านายวิชัย พัฒนาเจริญเจริญ เกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้เอาประกันภัยและได้รับความยินยอมในการขับขี่รถยนต์จากห้างหุ้นส่วนจำกัดแดนสัยธุรกิจผู้เอาประกันภัยอย่างไร โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยจำนวนเท่าใด เมื่อไร เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ม-0345 เพชรบูรณ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ตามสำเนากรมธรรม์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ซึ่งนายวิชัย พัฒนารัตนเจริญ ขับขี่รับความเสียหายโจทก์ต้องเสียค่าจ้างยกรถยนต์ 300 บาท และได้จ่ายเงินค่าซ่อมไปแล้ว 39,219 บาท โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ความรับผิดของผู้รับประกันภัยอยู่ที่ทรัพย์ที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหาย ทั้งโจทก์ได้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เอาประกันภัยตามสำเนากรมธรรม์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไว้แล้ว ฟ้องโจทก์บรรยายชัดเจนซึ่งสภาพแห่งข้อหาละเมิดและรับช่วงสิทธิ คำขอบังคับ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว โจทก์ไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาเพราะอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา

          จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อต่อไปว่า มูลหนี้คดีนี้ระงับไปแล้วเพราะจำเลยที่ 1 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความกับนายวิชัยคนขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ม-0345 เพชรบูรณ์ แล้ว เห็นว่าการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 นั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แต่สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.1 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2527 ที่จำเลยที่ 2 อ้างมีใจความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนในข้อหาขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีสาระสำคัญแสดงการที่จำเลยที่ 1 เจรจาตกลงกับนายวิชัยคนขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ม-0345 เพชรบูรณ์ ในเรื่องการชำระค่าเสียหายให้ชัดแจ้งแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย

          จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2ให้การโดยมิได้ปฏิเสธฟ้องในเรื่องวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2และเรื่องความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2รับตามฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน 1 ท-7193 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1ขับโดยประมาทเลินเล่อโดยวันเกิดเหตุจริง และได้ความจากนายวิชัย พัฒนารัตนเจริญ ประจักษ์พยานโจทก์ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.26 ว่า ด้านข้างของรถยนต์แท็กซี่ดังกล่าวมีรอยตราหรือเครื่องหมายและคำว่า "สหไทย" ซึ่งเป็นชื่อย่อของจำเลยที่ 2และคล้ายคลึงกับรอยตราของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจท้ายคำให้การ จำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์แท็กซี่คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ออกแล่นรับคนโดยสารในนามบริษัทจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย และโดยจำเลยที่ 2ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์และรอยตราของจำเลยที่ 2 สุจริตชนย่อมเข้าใจว่าจำเลยที่ 2เป็นผู้ประกอบการเดินรถยนต์รับจ้างโดยสาร ในกิจการของจำเลยที่ 2 เอง นอกจากนั้นยังได้ความจากนายสมพงษ์ ธีระพรเพิ่มสุขผู้รับมอบอำนาจและเป็นพยานจำเลยที่ 2 เองว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ให้นายสมพงษ์ไปตรวจดูความเสียหายของรถยนต์และปรึกษาถามความเห็นว่าจะรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเท่าใดพฤติการณ์ดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1เชิดตัวเองออกแสดงเป็นพนักงานหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2ในขับขี่รถยนต์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ซึ่งจำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดในคดีนี้ ตามมาตรา 427มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดในความเสียหายเพียงใด จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.4,จ.5, จ.11 ถึง จ.14, จ.19 จ.24 ให้จำเลยที่ 2 และคำเบิกความของนายเสาร์ พรหมโสภา พยานโจทก์ประกอบเอกสารแสดงถึงความเสียหายของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0345 เพชรบูรณ์ไม่น่าเชื่อถือ เห็นว่าเอกสารหมาย จ.4, จ.5 เป็นบันทึกการต่อรองเรื่องค่าเสียหาย เอกสารนอกนั้นแสดงถึงการที่บริษัทกรุงเทพแสงอรุณค้ายาง จำกัด จำหน่ายวัสดุให้โจทก์และอู่ถาวรทำการซ่อมรถยนต์ให้โจทก์ รวมทั้งนายวิชัยรับเงินจากโจทก์ แม้โจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารดังที่จำเลยที่ 2 อ้างแต่ก็ได้ความจากนายวิชัยประจักษ์พยานและนายเสาร์ช่างประจำอู่ถาวรผู้ดำเนินการซ่อมรถยนต์ให้โจทก์เบิกความประกอบภาพถ่ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0345 เพชรบูรณ์ หลังจากถูกชนหมาย จ.6ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.7, จ.8, จ.10, จ.16, จ.17, จ.18,จ.20, จ.21, จ.23 ใบสั่งจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.9, จ.15, จ.22เพียงพอฟังได้ว่า โจทก์จ่ายค่าซ่อมรถยนต์แทนห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยบริการ ผู้เอาประกันภัยคนใหม่ไปจำนวน 39,519 บาทแล้วจริงได้ความจากนายเสาร์ว่าค่าซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0345เพชรบูรณ์ ที่โจทก์จ่ายให้นั้นเป็นราคาต่ำสุดของผู้เข้าประมูล4 ราย พิเคราะห์ภาพถ่ายรถยนต์หลังถูกชนหมาย จ.6 ประกอบแล้วเห็นว่าจำนวนค่าใช้จ่ายดังกล่าวเหมาะสมแล้ว เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่นายวิชัยในฐานะผู้เอาประกันภัยแล้วโจทก์ก็ย่อมรับช่วงสิทธิที่จะเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 ได้ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2เสียดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880สิทธิของโจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิย่อมเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไป โจทก์จะคิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเสมือนเป็นผู้เสียหายโดยตรงมิได้ จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน แต่ตามฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏวันที่โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน ทั้งโจทก์ไม่นำสืบให้ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนไปในวันใดโจทก์จึงควรได้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

          จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเกินจากคำขอในอุทธรณ์ของโจทก์นั้นเห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งแพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมรวมสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้2,000 บาท นั้นถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161, 167, 246 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 39,519 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ 

( อากาศ บำรุงชีพ - พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ - อุดม เฟื่องฟุ้ง )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2161/2532

ป.พ.พ. มาตรา 420, 427, 820
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 3(5), 34

          จำเลยเป็นเจ้าของรถบรรทุกคันเกิดเหตุและได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลด้วย รถบรรทุกคันดังกล่าว แม้จำเลยจะให้ ว. เช่าซื้อ รถคันนั้นไป แต่ จำเลยก็ยังยื่นขอต่อ อายุทะเบียนรถ และหาได้ บอกเลิกการประกอบการขนส่งที่เป็นสิทธิเฉพาะตัว แก่ทางราชการไม่กลับยอมให้ ว. ขับรถคันเกิดเหตุไปประกอบการขนส่งในชื่อ จำเลยอีกต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยและ ว. ร่วมกันประกอบการขนส่งส่วนบุคคลและ ว. เป็นตัวแทนของจำเลยในกิจการดังกล่าวเมื่อ ว. ขับรถไปกระทำละเมิดอันต้อง รับผิดชดใช้ให้โจทก์ภายในขอบอำนาจแห่งฐานะ ตัวแทน จำเลยซึ่ง เป็น ตัวการต้อง ร่วม รับผิดด้วย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 427820(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 3480/2530).

( ศิลปชัย มัทธุรศ - สุพจน์ นาถะพินธุ - วิศิษฏ์ ลิมานนท์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2438/2535

ป.พ.พ. มาตรา 425, 427, 797, 820

          จำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกไปแล้ว แต่เป็นการให้เช่าซื้อไปเพื่อให้จำเลยที่ 3 นำไปประกอบกิจการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำรถไปตรวจสภาพต่อทะเบียนรถและต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งทุกปี จำเลยที่ 3ไม่ได้เช่าซื้อรถไปเพื่อประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 3 เองเพราะจำเลยที่ 3 มิได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลจึงต้องใช้ชื่อของจำเลยที่ 4 ในการประกอบกิจการดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 4 ให้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกไปแล้วเป็นผู้ขออนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลให้จำเลยที่ 3 นำไปประกอบการขนส่งในชื่อของจำเลยที่ 4 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในกิจการขนส่งดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3ขับรถคันดังกล่าวไปกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างของตัวแทนได้กระทำไปนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425,427,820 ด้วย. 

________________________________ 

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 สามีภริยา กับจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกันและแทนกันดำเนินกิจการรับขนส่งสินค้าและคนโดยสาร และร่วมกันเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารและบรรทุกสินค้าหกล้อ หมายเลขทะเบียน80-3646 นครปฐม ขณะที่รถยนต์โดยสารสองแถวหมายเลขทะเบียน3ย-6458 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ที่ 1 นั่งโดยสารจอดรับส่งคนโดยสารอยู่ที่บริเวณปากซอยเสนาสฤษดิ์เดช จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามหลังมาจะมายังจังหวัดนนทบุรีด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ชนท้ายรถยนต์โดยสารสองแถวดังกล่าวกระเด็นไปชนเสาไฟฟ้าข้างทางทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสพิการและเสียโฉมตลอดชีวิต คิดค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท และทำให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เสียหายคิดเป็นเงินที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดรวม178,797 บาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

          จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจริง แต่มิได้ครอบครองเพราะได้ให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อไปก่อนแล้วจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 168,401 บาท พร้อมดอกเบี้ย ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 220,833 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 4 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้ฟังได้ยุติว่าเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2523 จำเลยที่ 3 ได้เช่าซื้อรถยนต์สองแถวหกล้อหมายเลขทะเบียน 80-3646 นครปฐม จากจำเลยที่ 4ดังปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ป.ล.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 2พฤศจิกายน 2524 จำเลยที่ 4 ได้ยื่นขออนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลด้วยรถบรรทุกโดยจะใช้รถทั้งสิ้นจำนวน 333 คัน มีรถที่ให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อไปรวมอยู่ด้วย ดังปรากฏตามเอกสารหมาย ป.จ.2จำเลยที่ 3 ได้นำรถที่เช่าซื้อไปรับจ้างบรรทุกสินค้าและผู้โดยสารโดยอาศัยใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำรถคันนี้ไปตรวจสภาพกับต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งทุกปี ครั้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2525 เวลาประมาณ7 นาฬิกาจำเลยที่ 1 ลูกจ้างได้ขับรถคันดังกล่าวกลับจากส่งผู้โดยสารและสินค้าที่คลองเตยแล้วจะไปเข้าคิวรถที่จังหวัดนนทบุรีในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 สามีภริยาซึ่งเป็นนายจ้าง เมื่อรถแล่นมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท ตรงเข้าชนท้ายรถยนต์โดยสารสองแถวหมายเลขทะเบียน 3ย-6458 กรุงเทพมหานครซึ่งมีโจทก์ที่ 1 บุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยสารอยู่ในขณะจอดรับส่งผู้โดยสารอยู่ที่บริเวณปากซอยเสนาสฤษดิ์เดชเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 มีว่า จำเลยที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 จะได้ให้จำเลยที่ 3 เช่าซื้อรถคันดังกล่าวไปแล้ว แต่เป็นการให้เช่าซื้อไปเพื่อให้จำเลยที่ 3 นำไปประกอบกิจการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำรถไปตรวจสภาพ ต่อทะเบียนรถและต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งทุกปีจำเลยที่ 3 หาได้เช่าซื้อรถไปเพื่อประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 3 เองไม่ เพราะจำเลยที่ 3มิได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล จึงต้องใช้ชื่อของจำเลยที่ 4 ในการประกอบกิจการดังกล่าวเมื่อจำเลยที่ 4 ให้เช่าซื้อรถดังกล่าวไปแล้วเป็นผู้ขออนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคล ให้จำเลยที่ 3 นำไปประกอบการขนส่งในชื่อของจำเลยที่ 4 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในกิจการขนส่งดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถคันดังกล่าวไปกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวการจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างของตัวแทนได้กระทำไปนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425, 427, 820 ด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

          พิพากษายืน 

( เพ็ง เพ็งนิติ - เจริญ นิลเอสงฆ์ - บุญธรรม อยู่พุก )

 

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 21-1-56)