ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 2      พ.ร.บ. อาวุธปืน


               ประชาชนมักสอบถาม คดีเกี่ยวกับอาวุธปืนอยู่เสมอ ทีมงาน Thai Law Consult จึงนำมาลงไว้ให้ได้ศึกษากัน ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอแนะนำให้หาหนังสือกฎหมายและคดีอาวุธปืน ของท่านสรารักษ์ สุวรรณเสรี, ท่านอาคม ศรียาภัย จำนวน 406 หน้า ราคา 360 บาท ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมครบครันครับ, ที่นำมาลงไว้นี้เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือเล่มนี้

หลัก  

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

มาตรา 4  (1) "อาวุธปืน" หมายความรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุน ปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงานและส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสำคัญและได้ระบุไว้ในกฎกระทรวง

              (2) "เครื่องกระสุนปืน" หมายความรวมตลอดถึงกระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิดและจรวด ทั้งชนิดที่มีหรือไม่มีกรดแก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ไอพิษ หมอกหรือควัน หรือกระสุน ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิดและจรวด ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน หรือเครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน

 

ทบทวน

  • จากมาตรา 4(1) แยกพิจารณาความหมายของอาวุธปืนได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.   อาวุธปืนทั่วไป หมายถึง อาวุธที่ประกอบด้วยลำกล้องที่ทำด้วยโลหะที่ทนทานต่อความร้อนและแรงระเบิดของดินปืน มีเครื่องจุดชนวนดินระเบิดหรือลั่นไก สำหรับให้ดินปืนในลำกล้องระเบิดขึ้น และมีกระสุนเหล็กหรือลูกตะกั่วถูกขับออกจากลำกล้องด้วยแรงระเบิดนั้น

2.   อาวุธปืนทุกชนิด ซึ่งใช้สำหรับส่งเครื่องกระสุนปืน โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

    • โดยวิธีการระเบิด หรือ กำลังดันของแก๊ส หรือโดยอัดลม หรือโดยเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน

3.   ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธตาม ข้อ 1, ข้อ 2 ซึ่งรัฐมนตรีเห็นว่าสำคัญและได้ประกาศกำหนดไว้ในกฎกระทรวง

    • ปืนอัดลมที่มีขนาดใหญ่ ยิงได้แรง อาจทำให้บาดเจ็บถึงสาหัสได้ ถือว่าเป็นอาวุธปืน (ฎีกาที่ 29/2485, 5793/2544)
    • ปืน BB Gun ไม่เป็นอาวุธปืน
    • การที่กฎหมายบัญญัติว่าอาวุธปืน รวมถึง ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้นด้วย มีผลให้การมีอาวุธปืน แม้ไม่สามารถยิงได้ เนื่องจากชำรุดหรือขาดอุปกรณ์บางชิ้น แต่ส่วนที่มีอยู่เป็นส่วนสำคัญตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ก็ยังถือว่าเป็นอาวุธปืน การมีไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นความผิด (ฎีกาที่ 1903/2520, 1729/2536)
  • จากมาตรา 4(2) เครื่องกระสุนปืน หมายความรวมถึง กระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอปิโด ทุ่นระเบิด จรวด ทั้งชนิดที่มีหรือไม่มี กรดแก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ... หมอกหรือควัน หรือกระสุน ลูกระเบิด ตอปิโด ทุ่นระเบิด และจรวดที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน หรือเครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน
    • กระสุนปืนที่ไม่อาจใช้ยิงให้ลั่นได้ เพราะไม่มีดินส่งกระสุน ถือเป็นเครื่องกระสุนปืน (ฎีกาที่ 5120/2533)
    • ลูกระเบิด ซึ่งใช้ทำการระเบิดไม่ได้ เพราะชนวนถูกทำลาย วัตถุระเบิดที่อยู่ภายในถูกสำรอกออกหมด จึงไม่เป็นวัตถุระเบิด และเมื่อไม่เป็นวัตถุระเบิด ก็ย่อมไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน (ฎีกาที่ 3553/2529)
    • ลูกระเบิดที่ไม่มีวัตถุระเบิดอยู่ภายในแล้ว โจทก์ต้องนำสืบว่า จะมีการนำลูกระเบิดดังกล่าวมาบรรจุวัตถุระเบิดเข้าไปภายในใหม่ เพื่อให้เกิดระเบิดได้ จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืน (เป็นเครื่องมือ หรือสิ่งสำหรับอัด หรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน ตามคำนิยามตอนท้าย) ฎีกาที่ 3166/2532, 1400/2541
      • จากคำพิพากษา ลูกระเบิดเป็นเครื่องกระสุนปืนอย่างหนึ่ง แต่วัตถุอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าเป็นลูกระเบิดนั้น ศาลฎีกาตีความว่า ลูกระเบิดจะต้องมีคุณสมบัติและอยู่ในสภาพที่ใช้ระเบิดได้ และเมื่อระเบิดแล้ว มีอำนาจทำลายสังหารมนุษย์ สัตว์ ทรัพย์สิน เสียหาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องมีส่วนประกอบของวัตถุระเบิดด้วย หากไม่มีหรือไม่เป็นวัตถุระเบิดแล้ว ก็ถือว่าไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน
  • ปลอกกระสุนปืน โดยสภาพอาจจะเป็นเครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัด หรือทำ หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืนได้ แต่ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่า ปลอกกระสุนปืนดังกล่าว มีไว้เพื่ออัด หรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืน (ฎีกาที่ 1023/2535)
  • หัวกระสุนปืน ไม่ใช่เครื่อง หรือสิ่งสำหรับอัด ทำ หรือใช้ประกอบกระสุน จึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน

 

(A)   ความผิดฐานมีอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครอง

หลัก

               มาตรา 4(6)     "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแต่ไม่หมายความถึง การที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อ รักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย

               มาตรา 7       ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืน หรือ เครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่

               มาตรา 8       ห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้

               มาตรา 72     ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือเป็นกรณีมีเครื่องกระสุนปืนผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    

                                    ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงการมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และ ปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

                                    ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นการทำเครื่องกระสุนปืนที่ทำด้วยดินปืนมีควัน สำหรับใช้เอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท

 

  • ”มี” หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์ หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายความถึง การมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย และตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลที่ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.นี้ เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งนี้มิให้สูญหาย
    • 1.  มีกรรมสิทธิ์ หมายถึง การเป็นเจ้าของอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนนั่นเอง และแม้ว่าการมีและใช้อาวุธปืน ต้องขอรับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ก็ตาม แต่การได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน กับการมีกรรมสิทธิ์ในอาวุธปืนหรือไม่นั้น เป็นคนละกรณีกัน เนื่องจากใบอนุญาตให้ใช้อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนนั้น เป็นเพียงเอกสารที่แสดงว่าผู้มีชื่อในใบอนุญาตเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเท่านั้น ส่วนการจะมีกรรมสิทธิ์หรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. เป็นสำคัญ (ฎีกาที่ 1270/2503)
    • 2.  มีไว้ในครอบครอง ตาม ป.พ.พ. ต้องเป็นการยึดถือโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตน ที่ยึดถือเพื่อตนนั้น ก็คือเป็นการยึดถือไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หาใช่เป็นประโยชน์ของผู้อื่น (ฎีกาที่ 2264/2541 และ ป.พ.พ. มาตรา 1367)
  • ยึดถืออาวุธปืน แต่ไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน ไม่มีความผิด (ฎีกาที่ 1155/2515, 672/2522)
  • รับมอบอาวุธปืนไว้ในครอบครอง เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ถือว่ามีไว้ในครอบครองแล้ว (ฎีกาที่ 8703/2543)
  • รับฝากอาวุธปืนไว้ แม้จะยึดถือนาย 3 – 4 วัน ถือว่าเป็นการยึดถือไว้แทนเจ้าของ ไม่ผิด (ฎีกาที่ 2264/2521)
  • มอบอาวุธปืนให้ใช้ดูแลทรัพย์สินในบ้าน โดยเจ้าของบ้านอยู่ด้วย ถือว่าการครอบครองอยู่ที่เจ้าบ้าน (ฎีกาที่ 3294/2532)
  • หากครอบครองโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ครอบครองเป็นวัตถุต้องห้าม เป็นเรื่องขาดเจตนากระทำผิด (ฎีกาที่ 29/2485)
  • การหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้ป้องกันตัว ถือว่าไม่มีเจตนาครอบครอง (ฎีกาที่ 3779/2543)
  • ครอบครองอาวุธปืน...อนุญาตของผู้อื่นเพื่อไม่ให้สูญหาย ไม่เป็นความผิด (ฎีกาที่ 1232/2520)

โดยไม่ได้รับอนุญาต

  • การมีปืนหรือเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองที่เป็นความผิด หมายถึง การมีอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น หากมีการดำเนินการขออนุญาตมีและใช้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนและเงื่อนไขของกฎหมายแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิด
  • ป.1 – ยื่นคำร้อง, ป.3 ใบอนุญาตให้ซื้อภายใน 6 เดือน นับแต่วันออก, เมื่อซื้ออาวุธปืนแล้ว ผู้ซื้อจะต้องไปดำเนินการขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน เพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาออกใบอนุญาตตามแบบ ป.4 ให้
    • เมื่อมีการออกใบอนุญาตให้ซื้อตามแบบ ป.3 แล้ว ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ตั้งแต่เวลานั้น (ฎีกาที่ 5139/2545)
    • แต่หากซื้ออาวุธปืนตามแบบ ป.3 แล้ว ไม่นำไปจดทะเบียนรับใบอนุญาตตามแบบ ป.4 ในกำหนด มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ฎีกาที่ 234/2515)

อาวุธปืน ตาม พ.ร.บ.นี้ มี 2 ประเภท คือ

(1)     อาวุธปืนประเภทที่อาจออกใบอนุญาตให้ได้

(2)     อาวุธปืนประเภทที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ (ปืนใช้ในการสงคราม ตามมาตรา 78)

    • อาวุธปืน ที่มาตรา 7 ห้ามมิให้มีไว้ในครอบครอง แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามมาตรา 72 วรรค 1 และ 72 วรรค 3 คือ อาวุธปืนไม่มีทะเบียน กับ อาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น
    • หากมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน มีโทษตาม มาตรา 72 วรรค 1 (จำคุก 1 ปี, ปรับ 2 พันบาท)
    • แต่หากเป็นการมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนซึ่งบุคคลอื่นได้รับอนุญาตให้มีและใช้ มีโทษตามมาตรา 72 วรรค 3 (จำคุก 6 เดือน, ปรับ 1 พันบาท) (ฎีกาที่ 4873/2547, 2132/2534)

 

กรณีมีเฉพาะเครื่องกระสุนปืน ตามมาตรา 72 วรรค 2 ลงโทษน้อยกว่า (ฎีกาที่ 122/2550)

มาตรา 8 ห้ามมิให้มีเครื่องกระสุนปืนที่มิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่คนได้รับอนุญาตได้รับอนุญาตให้มีและใช้ (หากเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้สำหรับอาวุธปืนที่คนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้แล้ว ก็ไม่เป็นการต้องห้าม (ฎีกาที่ 8350/2547, 2024-26/2531)

การมีเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 7 แต่ลงโทษน้อยกว่าตามมาตรา 72 วรรค 2

 

(B)   ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัว โดยไม่ได้รับอนุญาต

หลัก

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490   

มาตรา 8ทวิ   

                     ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทาง สาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุ จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

                     ไม่ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัด ให้มีขึ้น เพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด

                     ความในมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับแก่

                          (1) เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทหารและ ตำรวจ ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

                          (2) ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) (ข) หรือ (ค) ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการป้องกันประเทศ หรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือรักษาทรัพย์สินอันสำคัญของรัฐ

                          (3) ประชาชนผู้ได้รับมอบให้มีและใช้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) (ง) ซึ่งอยู่ ในระหว่างการช่วยเหลือราชการและมีเหตุจำเป็นต้องมี และใช้อาวุธปืนในการนั้น

มาตรา 72ทวิ

                     ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 มาตรา 12 มาตรา 16 วรรคหนึ่งหรือ วรรคสาม มาตรา 20 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 65 มาตรา 66 หรือมาตรา 70 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                     ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคสองด้วย ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

                     ผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

          จากบทบัญญัติข้างต้น จะเห็นได้ว่า กฎหมายแยกความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัว ออกเป็น 2 กรณี ได้แก่

1.  ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 1

2.  ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 2

  • แม้พาอาวุธปืนที่ไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงที่พร้อมจะใช้ยิงได้ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้
  • แม้อาวุธปืนจะใช้ยิงไม่ได้ หรือมีอานุภาพไม่ร้ายแรง หากพาไป ก็เป็นความผิด
  • อาวุธปืนที่พาไป จะเป็นประเภทที่ออกใบอนุญาตให้ได้ หรือประเภทที่ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้
  • หยิบอาวุธปืนมาเหน็บเอวไม่ได้ไปไหน ไม่เป็นการพา (ฎีกาที่ 3729/2528)
  • เก็บอาวุธปืนไว้ในลิ้นชักในรถที่ขับไป เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืน (ฎีกาที่ 3027/2526)
  • เก็บอาวุธปืนไว้ในกระเป๋าเอกสารที่มีกุญแจล็อค ซึ่งเก็บไว้ภายในรถ ยากแก่การนำมาใช้ได้ทันที ไม่ถือเป็นการพาติดตัว (ฎีกาที่ 3945/2540)
  • การพาอาวุธปืนติดตัวไป ที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ ต้องได้ความว่า เป็นการพาไปในสถานที่ซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะด้วย หากเป็นสถานที่อื่นนอกจากนี้ ย่อมไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด
  • ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่ามีการพาไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ (ฎีกาที่ 7356/2546)

 

ข้อยกเว้นความรับผิด ฐานพาอาวุธปืนติดตัว

มี 2 กรณี คือ

1.   กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 1 ตอนท้าย

2.   กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา 8 ทวิ วรรค 3

  • พาปืนไปส่งคนรักตอนดึก ไม่เป็นจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น (ฎีกาที่ 1053/2529)
  • พาปืนติดตัวไปกับผู้อื่น ซึ่งพกเงินไปจำนวน 3 แสนบาท เพื่อทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ต่างจังหวัดในเวลากลางคืน ไม่ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ (ฎีกาที่ 4753/2536)