ทนาย น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 19      คดีก่อสร้างสะพานลอย หน้าตึกแถว อาคารพาณิชย์
ฟ้องละเมิด ใช้สิทธิเกินส่วน ค่าสินไหมทดแทน


               คดีที่หน่วยงานราชการกำหนดจุดก่อสร้างสะพานลอยหน้าอาคารพาณิชย์ มีประชาชนสอบถามเสมอว่า จะฟ้องละเมิด เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ไหม เพื่อตอบคำถามนี้ ทีมทนาย Thai Law Consult (TLC) จึงนำเรื่องละเมิด ใช้สิทธิเกินส่วน ค่าสินไหมทดแน มาเสนอให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษากฎหมายเรื่องนี้ครับ

 

ป.พ.พ. มาตรา 420 (โปรดดูในเรื่องที่ 6 "ละเมิด - หลักกฎหมาย และ ฎีกา ฟ้องแพทย์ 2 คดีดัง)  
ป.พ.พ. มาตรา 421 " การใช้สิทธิ ซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1337"   
ป.พ.พ. มาตรา 438 "  
ป.พ.พ. มาตรา 1337 "...

 

คำถาม -    หน่วยราชการกำหนดจุดก่อสร้างสะพานลอย หน้าอาคารพาณิชย์, ตึกแถวของผม ทำให้ผมเดือดร้อน ผมจะฟ้องได้ไหมครับ

คำตอบ -   ฟ้องได้ครับ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4857/2553 และ 931/2523 : เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจการค้าของจำเลยร่วม อันเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อน เกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ หรือเหตุอันควร จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องอ่าน คำพิพากษาฎีกาที่ 240/2528, 4634/2536 ประกอบด้วยครับ ว่าทำไมศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หน่วยราชการไม่ได้ละเมิด

 

หมายเหตุ : Thai Law Consult (TLC) คดีนี้ - ถ้าผู้เสียหายจะฟ้องคดีใน พ.ศ. 2556 ควรปรึกษาทนายความแต่เนิ่นๆ เพราะคดีนี้ในปัจจุบันอยู่ในอำนาจศาลปกครองแล้ว ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 17/2545

 

                    ทีมทนาย TLC ได้นำฎีกาที่เกี่ยวกับคดีนี้ มาลงไว้แล้วครับ

 

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๗/๒๕๔๕                                       ศาลปกครองกลาง
                                                                                                                            ศาลแพ่งธนบุรี

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

                    คดีนี้ก่อนที่ศาลปกครองจะเปิดทำการผู้ฟ้องคดีกับพวกได้ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อ   คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า กรุงเทพมหานครกำหนด
จุดก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามถนนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยด้วย ในขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีก็ยื่นฟ้องเจ้าของห้างสรรพสินค้ากับผู้รับเหมา     ก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามต่อศาลแพ่งธนบุรีในข้อหาทำละเมิดและศาลมีคำสั่งเรียกกรุงเทพมหานครเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วย  ต่อมา ศาลปกครองเปิดทำการและรับโอนเรื่องมาตามมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ว่าผู้ฟ้องคดี   จะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลยุติธรรมก่อนที่ศาลปกครองจะเปิดทำการก็ตาม แต่คดีปกครองทุกคดีควรจะได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลปกครองเพื่อให้แนวบรรทัดฐานที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกันตามกฎหมายปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๖ ทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องกับยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และต่อคณะกรรมการควบคุมอาคารอันเป็นการดำเนินคดีปกครองต่อหน่วยงานบริหารก่อนที่ศาลปกครองจะเปิดทำการด้วยแล้ว  ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง อนึ่ง คดีนี้   แตกต่างกับคำวินิจฉัยที่ ๒/๒๕๔๔ เนื่องจากในคดีนั้นไม่มีการยื่นเรื่องใด ๆ ให้คณะกรรมการวินิจฉัย   ร้องทุกข์พิจารณา จึงไม่มีกรณีที่ศาลปกครองจะรับโอนคดีได้
                    อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเจ้าของห้างสรรพสินค้าและผู้รับเหมาก่อสร้าง      ต่อศาลยุติธรรมและขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรุงเทพมหานครเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยมีข้อหาหนึ่งว่า ทำการก่อสร้างโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ  อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

 

 

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล                   คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๔๕

                                                                                                วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๕

เรื่อง       เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)  และมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม

                                ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

                                ศาลแพ่งธนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

                                ศาลปกครองกลางส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
พ.ศ. ๒๕๔๒   มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และวรรคสาม   ซึ่งเป็นกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป และ
ศาลเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง

ข้อเท็จจริงในคดี

                                นายจำนงค์  ธรรมมโนวานิช กับพวก ยื่นเรื่องร้องทุกข์และเพิ่มเติมคำร้องทุกข์ต่อ         คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  อ้างว่า  กรุงเทพมหานคร และ
สำนักงานเขตบางแค  กำหนดจุดก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามถนนเพชรเกษม บริเวณห้างเทสโก้ โลตัส          ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาบางแค โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ทำให้สะพานอยู่หน้าร้านค้าของนายจำนงค์         และเจ้าพนักงานท้องถิ่น (สำนักงานเขตบางแค) เคยมีคำสั่งแจ้งให้บริษัทโชคประพันธ์ก่อสร้าง จำกัด             ผู้ดำเนินการก่อสร้าง  ระงับการก่อสร้างสะพานลอยดังกล่าวแล้วตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติ
ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒  แต่บริษัทโชคประพันธ์ก่อสร้าง จำกัด  อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น
และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๕๑
แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒  ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางได้รับโอนเรื่องดังกล่าวไว้
พิจารณาตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยนายจำนงค์  ธรรมมโนวานิช กับพวก ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งดังนี้
๑. ให้กรุงเทพมหานครระงับการก่อสร้างสะพานคนเดินข้าม
๒. ให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
๓. ให้กำหนดจุดก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามใหม่
๔.  เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติ      ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ในขณะเดียวกัน นายจำนงค์  ธรรมมโนวานิช เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเต็ม จำกัด (เจ้าของห้างเทสโก้ โลตัสฯ) ที่ ๑ และบริษัทโชคประพันธ์ก่อสร้าง จำกัด (ผู้รับเหมา        ก่อสร้างสะพานคนเดินข้าม) ที่ ๒ เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรี อ้างว่าการก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามถนนเพชรเกษมทำให้อาคารร้านค้าของโจทก์เสียหายและรายได้จากการค้าลดลง  ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายและรื้อถอนเสาตอม่อสะพานดังกล่าวออกไปและทำให้ทางเท้ากลับคืนสู่สภาพเดิม  และต่อมาศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำสั่งเรียกกรุงเทพมหานครเข้าเป็นจำเลยร่วมตามที่โจทก์ร้องขอ

คำวินิจฉัย

                   ปัญหาที่ต้องพิจารณา  คือ  เมื่อศาลปกครองกลางรับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว ศาลอื่นที่รับคดีนั้นไว้พิจารณาก่อนศาลปกครองกลางเปิดทำการมีอำนาจพิจารณาคดีนั้นต่อไปหรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติรับรองสิทธิในการฟ้องร้องคดีต่อศาลไว้ในมาตรา ๒๘ วรรคสอง  ว่า “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้  สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็น
ข้อต่อสู้คดีในศาลได้”  และในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ได้กำหนดลักษณะคดี   ที่บุคคลจะใช้สิทธิทางศาลแตกต่างกันระหว่างคดีปกครองและคดีประเภทอื่น  โดยในมาตรา ๒๗๖       วรรคหนึ่ง  บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองโดยเฉพาะ คดีปกครองทุกคดี จึงควรได้รับการพิจารณาและพิพากษาในศาลปกครอง  ทั้งนี้เพื่อให้แนวบรรทัดฐานที่ต่อเนื่องและ    สอดคล้องกันตามหลักกฎหมายปกครอง  เมื่อศาลปกครองเปิดทำการแล้ว ศาลอื่นย่อมไม่มีอำนาจรับ   คดีปกครองไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่เป็นคดีปกครองที่ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมไว้ก่อนที่ศาลปกครองจะเปิดทำการ  ศาลยุติธรรมนั้นย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไปได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองบุคคล ในการใช้สิทธิทางศาล  ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๒/๒๕๔๔ ระหว่าง         ศาลจังหวัดน่านและศาลปกครองกลาง
คดีนี้นายจำนงค์  ธรรมมโนวานิช กับพวก ซึ่งอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการออก   คำสั่งทางปกครองของหน่วยงานของรัฐได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์  สำนักงาน       คณะกรรมการกฤษฎีกา  และยื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นต่อคณะกรรมการควบคุมอาคาร  ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒  อันเป็นการดำเนินคดีปกครองต่อหน่วยงานบริหารก่อนมีการจัดตั้งศาลปกครอง  ต่อมาเมื่อศาลปกครองเปิดทำการ  ศาลปกครองกลางจึงได้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒   ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ที่ต้องการให้คดีปกครองทุกคดีได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง  เมื่อศาลปกครองกลางได้รับโอนคดีปกครองใดไว้พิจารณาแล้ว  แม้ศาลอื่นได้รับคดีปกครองนั้นไว้พิจารณาก่อนศาลปกครอง
เปิดทำการก็ตาม  ศาลอื่นนั้นย่อมไม่อาจรับคดีนั้นไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้  ข้อเท็จจริงในคดีนี้    แตกต่างจากคดีในคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒/๒๕๔๔  ระหว่างศาลจังหวัดน่านและศาลปกครองกลาง  ซึ่งในคดีก่อนไม่มีการยื่นเรื่องใด ๆ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณา  จึงไม่มีกรณีที่ศาลปกครองกลางจะต้องรับโอนคดีตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อย่างไรก็ตามคดีที่นายจำนงค์กับพวกเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทเอกชัย ดิสทริบิวชั่น
ซิสเต็ม จำกัด ที่ ๑  และ บริษัทโชคประพันธ์ก่อสร้าง จำกัด ที่ ๒  เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรี โดยมี    ข้อหาหนึ่งอ้างว่า “...จำเลยที่ ๒ โดยการว่าจ้างของจำเลยที่ ๑  ได้ลงมือขุดเจาะเสาเข็ม เพื่อทำการ       หล่อเสาตอม่อของสะพานลอยคนเดินข้าม  จำเลยที่ ๒ กระทำโดยไม่ใช้ความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชน ทั่วไปจะพึงใช้ความระมัดระวัง เป็นเหตุให้อาคารร้านค้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย ผนังตึกและ       ฝ้าเพดานแตกร้าวเป็นทางยาว หากจะซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมต้องใช้เงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท...”  เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒  กระทำการก่อสร้างโดยประมาทอันเป็นการกระทำทางกายภาพ ซึ่งลักษณะคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา       คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๕    แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม  ฉะนั้น ศาลแพ่งธนบุรีจึงมีอำนาจในการออกหมายเรียกกรุงเทพมหานครเข้ามาเป็นจำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์เฉพาะกรณีที่เกิดจากการกระทำทางกายภาพเท่านั้น ส่วนข้อหาอื่นอันมีลักษณะเป็นคดีปกครอง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลแพ่งธนบุรีจึงไม่อาจเรียกกรุงเทพมหานครเข้าเป็นจำเลยร่วมได้
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า  คดีระหว่างนายจำนงค์ ธรรมมโนวานิช โจทก์  บริษัทเอกชัย
ดิสทริบิวชั่น ซิสเต็ม จำกัด  บริษัทโชคประพันธ์ก่อสร้าง จำกัด จำเลย และ กรุงเทพมหานคร จำเลยร่วม ที่พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขและกำหนดจุดก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม อันมีลักษณะเป็นคดีปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งได้รับโอนมาตามมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัติ   จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒  อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลปกครองกลาง   แต่คดีที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดอันเกิดจาก
การกระทำทางกายภาพ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลแพ่งธนบุรี

นายสันติ  ทักราล                                                                          หม่อมหลวงเฉลิมชัย  เกษมสันต์
             ประธานศาลฎีกา                                                                    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

        นายอักขราทร  จุฬารัตน                                                                 นายโภคิน  พลกุล
     ประธานศาลปกครองสูงสุด                                              กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

  พลโท สมัยรบ  สุทธิวาทนฤพุฒิ                                                     พลโท  อาชวัน  อินทรเกสร
หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร                                            กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

                                                      นายพรชัย   รัศมีแพทย์
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

 

 

 

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 8-1-56)