ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 14      ยื่นซองประกวดราคา   ริบเงินประกันซอง


               หน่วยงานของรัฐ และองค์กรธุรกิจ มักเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อจัดหาพัสดุ วิธีที่นิยมกันมาก คือ การประกวดราคา หลายๆ ครั้งที่ทนายความต้องให้คำปรึกษา เพื่อขจัดข้อขัดแย้งเรื่องการประกวดราคา Thai Law Consult จึงนำเรื่องนี้มาให้ศึกษากันครับ

 

หลักเกณฑ์   ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรค 2  "ถ้าตกลงกันว่า สัญญาอันมุ่งจะทำนั้น จะต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ถือว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกัน จนกว่าจะได้ทำเป็นหนังสือ"

     จำ ----> เมื่อถือว่ายังไม่ทำสัญญากัน จะฟ้องร้องว่าอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา เพื่อบังคับ หรือเรียกค่าเสียหายยังไม่ได้ (ฎีกาที่ 3622/2546)

 

เรื่องการประกวดราคา

  • ประกาศของหน่วยงานให้ประกวดราคา ไม่ใช่คำเสนอ เป็นเพียง "คำเชิญชวน" ให้ประกวดราคาเท่านั้น
  • หนังสือเสนอราคาเป็น "คำเสนอ"
  • ส่วนหนังสือของผู้ประกาศหรือหน่วยงานที่ต้องรับราคาของผู้ประกวดนั้น เป็น "คำสนองรับคำเสนอ" ถ้าต้องมาทำสัญญาเป็นหนังสือกันอีก กรณีต้องด้วย มาตรา 366 วรรค 2 ดังนั้น ถ้ายังไม่มีการทำสัญญาเป็นหนังสือ ถือว่ายังไม่มีสัญญาผูกพันต่อกัน การที่ผู้ประกาศผลเลิกการประกวดราคา จึงยังไม่ผิดสัญญา ผู้ที่ประกวดราคา (หรือผู้รับเหมา) ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย (ฎีกาที่ 8898/2544, 1418/2522)

 

ทบทวน

ในเรื่องการยื่นซองประกวดราคา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ

1).     ข้อตกลงในการประกวดราคา (ถ้าไม่มาทำสัญญา ริบเงินประกันซองได้)

  • ข้อตกลงในส่วนที่สมบูรณ์ทุกประการแล้ว ไม่ต้องทำเป็นหนังสืออีก ไม่เข้ามาตรา 366 วรรค 2 ดังนี้ ถ้าผู้ที่ได้รับการพิจารณา ไม่มาทำสัญญาตามกำหนด ผู้ที่จัดให้มีการประกวดราคาริบเงินประกันซองได้

2).     สัญญาซื้อขาย, จัดซื้อจัดจ้าง เห็นได้ว่า แม้ผู้จัดให้มีการประกวดราคาจะสนองรับซองเสนอของผู้ประกวดราคารายใดแล้ว แต่เมื่อต้องมาทำสัญญาซื้อขายกันอีก กรณีจึงเข้ามาตรา 366 วรรค 2 สัญญาซื้อขายจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือแล้ว เมื่อผู้ที่ประกวดราคาได้ ไม่ไปทำสัญญาซื้อขายกับผู้ที่จัดให้มีการประกวดราคา ผู้ประกวดราคาจะเรียกค่าเสียหายที่ต้องซื้อสิ่งของจากผู้อื่นมีราคาเพิ่มขึ้น อันเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อขายไม่ได้

          (ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ แพ่งพิสดาร เล่ม 1 ปี 2548 ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ผู้พิพากษา)

 

ข้อเท็จจริง          ริบเงินประกันซอง

1).     หน่วยงานด้านการแพทย์ ออกประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างสถานีอนามัย 24 แห่งทั่วประเทศ 4 แห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ในประกาศประกวดราคา มีเงื่อนไขว่า ผู้ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ประกวดราคาได้ จะต้องมาทำสัญญาซื้อขายภายใน 7 วัน ถ้าไม่ทำสัญญาตามกำหนด หน่วยงานริบเงินประกันซองประกวดราคาได้ทันที และถ้าหน่วยงานต้องซื้อสิ่งของรายการนี้จากบุคคลอื่นสูงขึ้นเท่าใด ผู้ประกวดราคาได้ครั้งนี้ จะต้องรับผิดชอบใช้ค่าสิ่งของที่สูงขึ้นนั้น ให้แก่หน่วยงานอีกด้วย

2).     เฮียแดง ผู้รับเหมารายใหม่จากจังหวัดสุรินทร์ เข้าประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุด มีสิทธิเข้าทำสัญญา 10 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้ง 4 แห่งในพื้นที่ภาคใต้ แต่เฮียแดงหาคนงานก่อสร้างลงไปในพื้นที่ไม่ได้ เนื่องจากคนงานก่อสร้างกลัวข่าวความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นและมีความรุนแรงมาก เฮียแดงจึงเข้าไปทำสัญญาก่อสร้างแค่ 6 แห่ง ยกเว้นพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้

3).     อีก 3 เดือนต่อมา หน่วยงานมีหนังสือทวงถามให้เฮียแดงทราบว่า

    • หน่วยงานบอกเลิกสัญญา
    • หน่วยงานริบเงินประกันซอง ทั้ง 4 หน่วย ๆ ละ 1 ล้านบาท
    • ถ้าหน่วยงานต้องซื้อสิ่งของจากรายการนี้ จากบุคคลอื่นมีราคาสูงขึ้นเท่าใด เฮียแดงจะต้องรับผิดชอบ ใช้ค่าสิ่งของที่สูงขึ้น ให้แก่หน่วยงาน

4).     เฮียแดง เดินทางมาพบทีมทนาย Thai Law Consult ที่รวมตัวกันที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด 1 ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วงศ์สว่าง บางซื่อ กรุงเทพฯ แล้วถามว่า ผมจะต้องรับผิดชอบตามที่หน่วยงานเรียกร้องหรือไม่ และทำอย่างไรจะได้เงินประกันซองคืน

5).     ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 ให้ความเห็นว่า "หนังสือของหน่วยงานที่ตอบรับราคาของเฮียแดงผู้รับเหมานั้น เป็นคำสนองรับข้อเสนอ แต่มีข้อกำหนดในหนังสือประกาศประกวดราคาว่า จะต้องมาทำสัญญากันอีกภายใน 7 วัน กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรค 2 ดังนี้ ถ้ายังไม่มีการทำสัญญาเป็นหนังสือ ถือว่ายังไม่มีสัญญาผูกพันต่อกัน การที่ผู้ประกาศหรือหน่วยงานยกเลิกการประกวดราคาสถานีอนามัยทั้ง 4 แห่ง ถือว่าเฮียแดงยังไม่ผิดสัญญา หน่วยงานไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย แต่หน่วยงานมีสิทธิริบเงินประกันซองได้ ตามฎีกาที่ 8898/2544 และ 1825/2522"

6).     ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี จิตซื่อ บอกว่า ข้อตกลงในการประกวดราคา ถ้าไม่มาทำสัญญา ริบเงินประกันซองได้ ข้อตกลงในส่วนนี้สมบูรณ์ทุกประการแล้ว ไม่ต้องทำเป็นหนังสืออีก ไม่เข้ามาตรา 366 วรรค 2 ดังนั้น ถ้าเฮียแดงผู้ได้รับการพิจารณาไม่มาทำสัญญาตามกำหนด หน่วยงานผู้จัดให้มีการประกวดราคาริบเงินประกันซองได้

7).     ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 แจ้งว่า ได้เปิดจูริส ฎีกาที่ 1418/2529 ตรวจสอบแล้ว ถูกต้องตามที่ทนายสมบัติ และทนายเจี๊ยบ สาวิตรี ออกความเห็น

8).     ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 โทรศัพท์มาจากจังหวัดเลยว่า ผู้รับเหมาจากจังหวัดเลย ที่มีปัญหาการรับงานก่อสร้างของภาคใต้ แล้วมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ จนหาคนทำงานก่อสร้างไม่ได้ จะทำหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยเยียวยาหรือผ่อนผันค่าปรับ เฮียแดงน่าจะทำตามบ้าง

9).     เฮียแดง และ ทีมทนาย Thai Law Consult จึงสรุปว่า จะดำเนินการต่อสู้คดีตามฎีกาที่ 1418/2529 และทำหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอผ่อนผันการริบเงินประกันซอง

 

(ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการประกวดราคา ริบเงินประกันซอง มาลงไว้ให้ทุกท่านได้ศึกษากันแล้วครับ)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8898/2544

ป.พ.พ. มาตรา 366, 420

          ประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาเป็นเพียงประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจที่จะรับจ้างขนขยะมูลฝอยจากท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปทำลายโดยวิธีฝังดิน ยื่นคำเสนอขอทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยวิธียื่นซองประกวดราคา ซึ่งต่อมาโจทก์เป็นผู้เข้าประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุดอันเป็นการทำคำเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เท่ากับโจทก์ยอมรับที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 1 ทุกประการ การที่จำเลยที่ 1 โดยประธานคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังว่าตกลงรับราคาที่โจทก์เสนอถือได้ว่าเป็นการทำคำสนองรับคำเสนอของโจทก์ แต่ในประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมา ข้อ 16 ระบุว่าเมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งให้ผู้ประกวดราคาได้ทราบเป็นหนังสือผู้ประกวดราคาได้นั้นต้องไปทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกิดเป็นสัญญาผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ประกาศยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาครั้งนี้ ไม่ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจะทำผิดเงื่อนไขตามประกาศแจ้งความประกวดราคาหรือไม่ก็ตามก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1

           ตามประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมา ข้อ 18 ได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า จำเลยที่ 1 ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคารายนี้เสียก็ได้แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการและผู้ยื่นซองประกวดราคาไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะเป็นผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุด ทั้งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ยื่นซองประกวดราคาตามที่ได้ประกาศแจ้งความไว้แล้วก็ตามจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ

           แม้จำเลยที่ 1 จะแจ้งยกเลิกการประกวดราคาหลังจากการเปิดซองประกวดราคานานถึง 5 ปี แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยคนหนึ่งคนใดมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า โครงการขนขยะมูลฝอยริมแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่กลบฝังขยะ ตลอดจนบริเวณท่าเทียบเรือที่ใช้เป็นที่ขนลำเลียงขยะมูลฝอยลงเรือเป็นอย่างมาก การพิจารณาถึงผลกระทบดังกล่าวจึงต้องกระทำอย่างละเอียดรอบคอบ จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและตลอดมา ซึ่งโจทก์ก็ได้ร่วมรับรู้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังให้ความยินยอมขยายกำหนดเวลายื่นราคาที่โจทก์เสนอไว้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าการแจ้งยกเลิกการประกวดราคาล่าช้าของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ แม้โจทก์จะได้ระบุไว้ในหนังสือยินยอมขยายกำหนดเวลายื่นราคาว่าหากไม่ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ภายในกำหนดแล้ว โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีผลทางกฎหมายว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างเหมากับโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้ความว่าปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 112,774,788บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 104,906,780 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

          ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่แล้วพิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามประกาศแจ้งความประกวดราคา เอกสารหมาย จ.27 ข้อ 18 มีใจความว่า จำเลยที่ 1 ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเลือกรับราคาของผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะไม่รับคัดเลือกทั้งหมด หรือจะยกเลิกการประกวดราคารายนี้เสียก็ได้แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ทั้งนี้โดยไม่จำต้องจ้างผู้เสนอราคาต่ำสุดเสมอไป และผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆจากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น เงื่อนไขดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สามารถจะนำไปใช้แก่ผู้เข้าประกวดราคาที่ชนะการประกวดราคาแล้วทำผิดเงื่อนไขตามประกาศแจ้งความประกวดราคาเท่านั้นจะนำมาใช้แก่กรณีของโจทก์ที่มิได้กระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ หาได้ไม่นั้น เห็นว่า ประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาเป็นเพียงประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจที่จะรับจ้างขนขยะมูลฝอยจากท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยานำไปทำลายโดยวิธีฝังดิน ยื่นคำเสนอขอทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยวิธียื่นซองประกวดราคา ซึ่งต่อมาโจทก์เป็นผู้เข้าประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุดอันเป็นการทำคำเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เท่ากับโจทก์ยอมรับที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 1 ทุกประการ การที่จำเลยที่ 1 โดยประธานคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังว่าตกลงรับราคาที่โจทก์เสนอและคณะกรรมการเปิดซองพิจารณาเจรจาต่อรองราคาจนโจทก์ได้ลดราคาค่าจ้างเหมาลงต่ำกว่าที่เสนอไว้ถือได้ว่าเป็นการทำคำสนองรับคำสนองของโจทก์ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีในประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาขนมูลฝอยทางน้ำบริเวณท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาเอกสารหมาย จ.27 ข้อ 16 ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งให้ผู้ประกวดราคาได้ทราบเป็นหนังสือ ผู้ประกวดราคาได้นั้นต้องไปทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 ภายใน7 วันนับแต่วันได้รับแจ้ง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ทำสัญญาตามแบบของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกิดเป็นสัญญาผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ประกาศยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาครั้งนี้ไม่ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจะทำผิดเงื่อนไขตามประกาศแจ้งความประกวดราคาหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาในทางปกครองนั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 1 ยกเลิกการประกวดราคา เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศแจ้งความประกวดราคาจ้างเหมาขนขยะมูลฝอยทางน้ำบริเวณท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาเอกสารหมาย จ.27 ข้อ 18 ได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า จำเลยที่ 1 ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคารายนี้เสียก็ได้แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และผู้ยื่นซองประกวดราคาไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้นแม้ว่าโจทก์จะเป็นผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาและเสนอราคาต่ำสุดทั้งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ยื่นซองประกวดราคาตามที่ได้ประกาศแจ้งความไว้แล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ปัญหาว่าการยกเลิกการประกวดราคาของจำเลยที่ 1 มีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์ของทางราชการหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้เสนอที่ดินจำนวนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 200 ไร่ ในบริเวณตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นที่ฝังกลบขยะมูลฝอย โดยมีหนังสือของนายอำเภอปากเกร็ดแจ้งว่าสภาตำบลเกาะเกร็ดได้พิจารณาและยินยอมให้โจทก์ดำเนินการขุดฝังขยะมูลฝอยในพื้นที่ตำบลเกาะเกร็ดได้ แต่คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาสงสัยว่าสภาตำบลเกาะเกร็ดอาจไม่ใช่หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นที่จะมีอำนาจให้ความยินยอมได้ตามกฎหมายเช่นที่ระบุไว้ในเงื่อนไขของการประกวดราคาข้อ 4.3.3 ที่ว่าที่ดินที่จะนำขยะมูลฝอยไปฝังกลบนั้น ต้องได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นหรือจังหวัด จึงเสนอให้จำเลยที่ 1 มีหนังสือสอบถามไปยังจังหวัดนนทบุรี และผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้มีหนังสือตอบกลับมาลงวันที่ 27 ธันวาคม 2526 ว่า คณะกรรมการสภาจังหวัดได้พิจารณาแล้วมีมติว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน อาจเกิดปัญหาทางปกครองได้ในอนาคต จึงได้ส่งเรื่องไปยังสภาวิจัยแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว ในชั้นนี้มติของสภาตำบลเกาะเกร็ดให้ระงับไว้ก่อนและต่อมาก็ได้มีหนังสือตอบจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2527 ว่า ในปัญหาว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการสภาตำบลเกาะเกร็ดที่ให้ความยินยอมใช้ที่ดินตำบลเกาะเกร็ดเป็นที่ฝังกลบขยะเป็นการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้วหรือไม่นั้น ขอให้จำเลยที่ 1 หารือแนวทางปฏิบัติไปยังกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 มิได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทย แต่ได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอยกเลิกการประกวดราคา กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือตอบกลับมาว่าโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในประกาศแจ้งความประกวดราคาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เพราะถ้าทำหนังสือสอบถามไป กระทรวงมหาดไทยอาจมีหนังสือตอบมาว่าให้ใช้สถานที่ตำบลเกาะเกร็ดเป็นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยได้ จำเลยที่ 1 ก็สามารถทำสัญญาจ้างเหมากับโจทก์ได้ทันที ถ้ากระทรวงมหาดไทยตอบกลับมาว่าใช้เป็นสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยไม่ได้ จำเลยที่ 1 ก็สามารถยกเลิกการประกวดราคาในตอนนั้นได้ทันที โดยโจทก์เสียหายไม่มากนั้น เห็นว่า หนังสือของทางจังหวัดนนทบุรีที่แนะนำให้จำเลยที่ 1 หารือกับทางกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่คำสั่งในทางราชการ จำเลยที่ 1 ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทย จึงไม่ถือว่าเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือกฎหมาย และการที่จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทยขออนุมัติยกเลิกการประกวดราคารายนี้ นายชาลี ถิรมนัส ผู้อำนวยการกองบริการรักษาความสะอาด และนายนิวัฒน์ ไชยมิ่ง นิติกรกองกฎหมายและคดีกรุงเทพมหานคร มาเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสี่ประกอบบันทึกชี้แจงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ให้เหตุผลในการขออนุมัติยกเลิกการประกวดราคาไว้ว่า เนื่องจากสถานที่ในการกลบฝังทำลายขยะมูลฝอยตามข้อเสนอของโจทก์ยังมีปัญหาทั้งโจทก์ได้ขยายวันยืนราคาให้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน2527 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนให้ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาหนังสือขยายกำหนดเวลาของโจทก์ที่มีถึงจำเลยที่ 1 ที่ยินยอมขยายกำหนดเวลายืนราคาครั้งที่ 3 จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2527 ตามเอกสารหมาย จ.38 จึงนับว่ามีเหตุผลอันสมควร ไม่ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด และต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขของการประกวดราคาและโจทก์ได้ขยายกำหนดเวลายืนราคาออกไปแล้ว ขอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาทบทวนเรื่องนี้ใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.73จำเลยที่ 1 จึงส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้โจทก์ได้เสนอสถานที่ฝังกลบขยะมูลฝอยที่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสถานที่สำรองเพิ่มเติมเข้ามาด้วย โดยแจ้งว่า ที่ดินจำนวน 200 ไร่ บริเวณเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อาจไม่เพียงพอในการกำจัดขยะมูลฝอย ประกอบกับมีประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่ตำบลเกาะเกร็ดได้คัดค้านการนำขยะมูลฝอยไปกลบฝังยังสถานที่ดังกล่าว ตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2527 เอกสารหมาย ล.11 แผ่นที่ 3จำเลยที่ 1 จึงได้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่กลบฝังขยะแห่งใหม่ตามข้อเสนอของโจทก์ จนในที่สุดมีความเห็นว่าโจทก์เสนอเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำลายขยะมูลฝอยภายหลังการประกวดไม่ชอบด้วยระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการพัสดุ ขณะเดียวกันก็ได้มีการพิจารณาทบทวนข้อเสนอที่โจทก์ได้ยื่นประกวดราคาไว้ตั้งแต่แรก โดยตั้งคณะกรรมการพิจารณาปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณาและศึกษาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลภาวะในเรื่องท่าเทียบเรือขนขยะมูลฝอยตามข้อเสนอของโจทก์ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวได้สรุปผลว่ามีท่าเทียบเรือที่อาจใช้เป็นที่ขนถ่ายขยะได้เพียง 2 เท่า คือ ท่าเกียกกายกับท่านางลิ้นจี่ แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ตั้งของท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว อาจทำให้เกิดการจราจรติดขัดในถนนใหญ่ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจร รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสภาวะเป็นพิษ เนื่องจากรถขนขยะต้องไปจอดรอเพื่อเทขยะมูลฝอยยาวนาน ประชาชนที่มีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงหรือต้องอาศัยท่าเรือข้ามฟากรวมทั้งที่สัญจรไปมาต้องได้รับกลิ่นเหม็นตามบันทึกข้อความสรุปผลข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2531 เอกสารหมาย ล.8 และต่อมาคณะผู้บริหารของจำเลยที่ 1 ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2531 มีมติให้ยกเลิกการประกวดราคารายนี้ เนื่องจากได้พิจารณาถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลักและมีมติให้ยกเลิกโครงการขนขยะทางน้ำ ตามบันทึกการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งยกเลิกการประกวดราคาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 ตามเอกสารหมาย จ.62 เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะแจ้งยกเลิกการประกวดราคาหลังจากการเปิดซองประกวดราคานานถึง 5 ปี แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยคนหนึ่งคนใดมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการขนขยะมูลฝอยริมแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่กลบฝังขยะตลอดจนบริเวณท่าเทียบเรือที่ใช้ที่ขนลำเลียงขยะมูลฝอยลงเรือเป็นอย่างมากการพิจารณาถึงผลกระทบดังกล่าวจึงต้องกระทำอย่างละเอียดรอบคอบจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและตลอดมา ซึ่งโจทก์ก็ได้ร่วมรับรู้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังให้ความยินยอมขยายกำหนดเวลายืนราคาที่โจทก์เสนอไว้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าการแจ้งยกเลิกการประกวดราคาล่าช้าของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ แม้โจทก์จะได้ระบุไว้ในหนังสือยินยอมขยายกำหนดเวลายืนราคาว่าหากไม่ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ภายในกำหนดแล้ว โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีผลทางกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างเหมากับโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้ความว่าปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

          พิพากษายืน

( สุวัฒน์ วรรธนะหทัย - มงคล คุปต์กาญจนากุล - ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1825/2522

ป.พ.พ. มาตรา 215, 222, 354, 361, 366 วรรคสอง

          โจทก์ประกาศประกวดราคาจัดซื้อของ เป็นคำเชิญชวนให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าประกวดราคายื่นซองเสนอหนังสือเสนอราคาที่จำเลยยื่นเป็นคำเสนอ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าตกลงรับราคาที่จำเลยเสนอและให้ไปทำสัญญาเป็นคำสนอง แต่สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ สัญญาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือตามข้อผูกพันที่ระบุไว้ในประกาศประกวดราคา จำเลยไม่ไปทำสัญญากับโจทก์ตามกำหนดเวลา โจทก์ย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำซองประกวดราคาได้ตามข้อตกลงในประกาศประกวดราคา แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกันจำเลยยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบของให้โจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อของจากผู้อื่นแพงกว่าราคาที่จำเลยเสนอเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ประกาศประกวดราคาซื้อพัสดุ (ลวดเกลียว)ผู้ใดมีความประสงค์จะเข้าประกวดราคา ต้องยื่นซองเสนอราคาต่อคณะกรรมการประกวดราคา เมื่อยื่นซองประกวดราคาแล้วจะถอนไม่ได้ โจทก์ตกลงเป็นคู่สัญญากับผู้ใด ผู้นั้นจะต้องมาทำสัญญาให้เสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการประกวดราคา จำเลยที่ 1 ได้เสนอราคาขายลวดเกลียวจำนวน 10 ม้วน รวมเป็นเงิน 274,000 บาท และได้วางมัดจำการเสนอประกวดราคาตามเงื่อนไขในประกาศประกวดราคาไว้เป็นจำนวน32,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่มาทำสัญญาภายในกำหนด ยอมให้โจทก์ริบเงินมัดจำที่วางไว้และยอมให้โจทก์เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกโสดหนึ่งด้วย โจทก์ตกลงรับราคาลวดเกลียวที่จำเลยที่ 1 เสนอขาย และให้จำเลยที่ 1รับไปจัดทำสัญญาซื้อขายลวดเกลียวดังกล่าวกับโจทก์โดยเร็ว แต่จำเลยที่ 1มิได้ไปทำสัญญาและส่งมอบลวดเกลียวให้โจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอราคาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ได้จัดซื้อลวดเกลียวดังกล่าวใหม่โดยวิธีพิเศษ จากห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม ในราคา 522,500 บาท สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 1เสนอขายให้โจทก์จำนวน 248,500 บาท เป็นค่าเสียหายของโจทก์อีกโสดหนึ่งที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ให้โจทก์ตามสำเนาหนังสือเสนอราคาซื้อขาย จำเลยที่ 2ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยจำนวน 267,137.50 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 248,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

          จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เสนอราคาแก่โจทก์แล้วต่อมาจึงได้ทราบข้อเท็จจริงว่าราคาที่เสนอนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงถึงสองเท่าการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ และจำเลยที่ 1 ก็ได้บอกล้างแล้ว ตามประกาศเรียกประกวดราคาของโจทก์ โจทก์มีสิทธิเพียงริบเงินประกัน32,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมให้โจทก์ริบไปแล้ว โจทก์มิได้สงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีอื่นใดไว้เลย และโจทก์ก็ได้ยกเลิกการประกวดราคารายนี้ไปแล้ว ยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำฟ้อง คำให้การและพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2517 โจทก์ได้ประกาศประกวดราคาซื้อลวดเกลียวตามสำเนาประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุท้ายฟ้องหมายเลข 1วันที่ 28 มกราคม 2518 จำเลยที่ 1 ได้เสนอราคาขายลวดเกลียวและได้วางเงินมัดจำการเสนอประกวดราคาตามเงื่อนไขในประกาศเรียกประกวดราคาไว้ต่อโจทก์ 32,000 บาท ตามสำเนาหนังสือเสนอราคาการซื้อขายท้ายฟ้องหมายเลข 2 วันที่ 5 มีนาคม 2518 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ตกลงรับราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอ ให้จำเลยที่ 1 ไปจัดทำสัญญาซื้อขายลวดเกลียวให้แล้วเสร็จโดยเรํว จำเลยที่ 1 มิได้ไปทำสัญญาและได้มีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถมาทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ได้ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 28 มีนาคม 2518 ท้ายคำให้การหมายเลข 2 โจทก์ได้ริบเงินมัดจำการเสนอประกวดราคาจำนวน 32,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 วางไว้ และซื้อลวดเกลียวจากบุคคลอื่นในราคาสูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอ 248,500บาท โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามคำเสนอของตน คือต้อง ขอทำสัญญาซื้อขายลวดเกลียวภายใน 15 วัน และยังมีความผูกพันที่จะต้องขายลวดเกลียวให้แก่โจทก์อีกด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดจำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 248,500 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์ข้อความในประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุของโจทก์และหนังสือเสนอราคาการซื้อขายของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่าประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุของโจทก์เป็นคำเชิญชวนให้ผู้มีความประสงค์จะเข้าประกวดราคาตามประกาศนั้นยื่นซองเสนอตามเวลาและข้อผูกพันซึ่งกำหนดไว้ในประกาศ การยื่นหนังสือเสนอราคาซื้อขายของจำเลยที่ 1 เป็นคำเสนอขายลวดเกลียวตามประกาศประกวดราคาของโจทก์ ประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุดังกล่าวกำหนดข้อผูกพันไว้ว่าโจทก์สงวนสิทธิที่จะเลือกรับราคาของผู้หนึ่งผู้ใด ฯลฯ ก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่ราชการ เมื่อโจทก์ตกลงให้ผู้เสนอรายใดเป็นคู่สัญญาแล้วจะต้องมีการทำสัญญากันอีกชั้นหนึ่งฉะนั้น การที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2518 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ตกลงรับราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย แต่ในกรณีนี้สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ สัญญาซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือ ตามข้อผูกพันที่ระบุไว้ในประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุและหนังสือเสนอราคาการซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 1ไม่มาทำสัญญากับโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามประกาศเรียกประกวดราคาทั้งแจ้งให้โจทก์ทราบด้วยว่าไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำ 32,000 บาท ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ จำเลยอันเป็นข้อตกลงในการประกวดราคา แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกัน จำเลยที่ 1ก็ยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบลวดเกลียวให้โจทก์ค่าเสียหายจำนวน 248,500 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหาย อันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขายไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา เมื่อสัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้น โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยแก้ฎีกา

          พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยสองพันบาท

( จันทร์ ระรวยทรง - สุวัฒน์ รัตรสาร - สุไพศาล วิบุลศิลป์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1418/2529

ป.พ.พ. มาตรา 366, 380, 453

          ในการประกวดราคาโจทก์กำหนดเงื่อนไขว่าผู้ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ประกวดราคาได้จะต้องมาทำสัญญาซื้อขายภายใน 7 วันถ้าไม่มาทำสัญญาตามกำหนด โจทก์ริบเงินประกันซอง ประกวดราคาได้ทันทีและถ้าโจทก์ต้องซื้อสิ่งของรายการนี้จากบุคคลอื่นมีราคาสูงขึ้นเท่าใดผู้ประกวดราคาได้ครั้งนี้จะต้องรับผิดชอบใช้ค่าสิ่งของที่สูงขึ้นนั้นให้แก่โจทก์อีกโสดหนึ่งด้วยเห็นได้ว่าการตกลงซื้อขายรายนี้คู่กรณีมุ่งจะทำสัญญากันเป็นหนังสือ จำเลยเป็นผู้ประกวดราคาได้แต่ไม่ไปทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ตามกำหนดที่โจทก์แจ้งให้ทราบจึงถือว่ายังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกัน โจทก์จึงมีเพียงสิทธิริบเงินประกันซอง ประกวดราคาตามข้อตกลงในการประกวดราคาเท่านั้นจำเลยยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบสิ่งของตามที่ประกวดราคาให้โจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ซื้อสิ่งของจากผู้อื่นในราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขายไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา เมื่อสัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ชนะในการประกวดราคาซื้ออะไหล่เครื่องอุปกรณ์ทางไกล แล้วไม่มาทำสัญญากับโจทก์ในกำหนด โจทก์ต้องซื้อจากบุคคลอื่นในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 148,020 บาท ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 148,020 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด โดยยื่นราคาภายในกำหนด90 วัน โจทก์ขอต่อรองราคาลงมา จำเลยไม่สามารถลดให้ได้ โจทก์ออกใบสั่งซื้อให้จำเลยมาทำสัญญาซื้อขายภายใน 7 วัน จำเลยไม่มาทำสัญญากับโจทก์ตามนัด โจทก์จึงยกเลิกใบสั่งซื้อกับจำเลย ต่อมาโจทก์ซื้อจากบริษัทอื่นในราคาที่สูงกว่าจำเลยเสนอขายให้โจทก์เป็นเงิน 148,020 บาท แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่าในการประกาศประกวดราคาซื้ออะไหล่เครื่องอุปกรณ์ทางไกลรายนี้โจทก์ได้กำหนดไว้ในเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาการประกวดราคาเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 8.1 ว่า ผู้ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ประกวดราคาได้จะต้องมาทำสัญญาซื้อขายภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ ถ้าบิดพริ้วไม่มาทำสัญญาตามกำหนดนี้ โจทก์จะริบเงินประกันซองประกวดราคาได้ทันที และถ้าโจทก์ต้องซื้อสิ่งของรายการนี้จากบุคคลอื่นมีราคาสูงขึ้นเท่าใด ผู้ประกวดราคาได้ครั้งนี้จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสิ่งของที่สูงขึ้นนั้นให้แก่โจทก์อีกโสดหนึ่งด้วย ตามเงื่อนไขดังกล่าวเห็นได้ว่าการตกลงซื้อขายอะไหล่เครื่องอุปกรณ์รายนี้ โจทก์จำเลยมุ่งจะทำสัญญากันเป็นหนังสือ ดังนั้นแม้จะได้ความตามคำฟ้องและที่โจทก์นำสืบว่าดจทก์ได้สนองรับคำเสนอขายของจำเลยและแจ้งให้จำเลยไปทำหนังสือสัญญาซื้อขายภายในกำหนดเวลาตามเงื่อนไขแล้วก็ตาม เมื่อจำเลยไม่ไปทำหนังสือสัญญาซื้อขายกับโจทก์ จึงถือว่ายังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกันโจทก์จึงมีแต่เพียงสิทธิริบเงินประกันซองประกวดราคาตามข้อตกลงในการประกวดราคาเท่านั้น จำเลยยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบอะไหล่เครื่องอุปกรณ์ทางไกลให้โจทก์ค่าเสียหายจำนวน 148,020 บาท ที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา เมื่อสัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นโจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

          พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

( เสรี แสงศิลป์ - สุชาติ จิวะชาติ - อำนวย เปล่งวิทยา )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 8-1-56)