ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 12      ที่งอกริมตลิ่ง ชายทะเล หลักกฎหมาย และแนวทางคดี


               คดีการได้มาซึ่งกรรมสิทธิในที่ดินประเภท ที่งอกริมตลิ่ง ถูกนำมาเป็นข้อสอบสาขาแพ่งของการสอบเนติบัณฑิตหลายครั้ง แต่ในอาชีพของทนายความ ได้ทำคดีแบบนี้ไม่มากนัก เมื่อเพื่อนทนายความจากเมืองชายทะเล พาลูกความมาปรึกษาคดีที่งอกในทะเล ทีมงาน Thai Law Consult จึงนำเรื่องนี้มาลงไว้ให้ได้ศึกษากันครับ

 

หลัก   ป.พ.พ. มาตรา 1308  "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น"

  • ที่งอกริมตลิ่ง ต้องเป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมดา ไม่ใช่ที่ซึ่งถมขึ้นในชายทะเล ไม่เป็นของเจ้าของที่ดินบนบก (ฎีกาที่ 924/2501)
  • และต้องงอกไปจากตลิ่ง (ฎีกาที่ 1189/2535)
  • ท้องทางน้ำที่ตื้นเขินขึ้นจนติดกับที่ดินที่อยู่ริมตลิ่ง ไม่ใช่ที่งอกจากที่ดินริมตลิ่ง ไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่ง จึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิของเจ้าของที่ดินริมตลิ่งนั้น (ฎีกาที่ 7435/2540)
  • ที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกจากทางสาธารณะ ก็เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ฎีกาที่ 2393/2523)
  • ที่งอกหน้าที่ดิน ย่อมตกเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น (ฎีกาที่ 905/2508)

 

ผู้เป็นเจ้าของที่งอก

  • ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น (มาตรา 1308)
  • ที่ดินที่ถูกน้ำเซาะพังทั้งแปลง จนกลายเป็นทางน้ำแล้ว ย่อมกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ภายหลังจะเกิดเป็นที่งอกขึ้นใหม่ ก็ต้องดูว่าเป็นที่งอกจากที่ดินของใคร ตามหลักในมาตรา 1308 (ฎีกาที่ 677/2490)
  • ผู้ซื้อที่ดินที่มีที่งอกริมตลิ่ง ย่อมเป็นเจ้าของที่งอกโดยผลของมาตรา 1308 แม้ที่ดินนั้นจะออกโฉนดที่ดินในชื่อผู้ขายก็ตาม ผู้ขายไม่มีอำนาจนำที่งอกนั้นไปขายต่อให้ผู้อื่น (ฎีกาที่ 5345/2546)
  • ที่ดินที่งอกมาจากที่ดินมีโฉนด ถือว่าที่นั่นเป็นที่ดินมีโฉนดไปด้วย จึงเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ การซื้อขายที่ดินแม้จะเป็นการซื้อขายเฉพาะส่วนที่เป็นที่งอก ก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรค 1 ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้น เป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 1860/2539) แต่ถ้าที่ดินที่งอกมาจากที่ดินมือเปล่า ที่งอกนั้นก็เป็นเพียงสิทธิครอบครอง หากมีผู้มาแย่งการครอบครอง เจ้าของที่ดินต้องฟ้องเรียกคืนภายใน 1 ปี ตามมาตรา 1375
  • ที่งอกริมตลิ่ง แต่ทางสาธารณะคั่นอยู่ ไม่ตกเป็นของเจ้าของที่ดินที่ติดทางสาธารณะนั้น แต่ถือเป็นที่สาธารณะ (ฎีกาที่ 1851/2528)
  • แต่ถ้ามีที่งอกเกิดขึ้นแล้ว จึงได้ยกทางเดินของเอกชนที่คั่นให้เป็นทางสาธารณะในภายหลัง จะถือว่าเป็นที่งอกจากถนนสาธารณะไม่ได้ ที่งอกยังคงเป็นของเจ้าของที่ดินที่งอกอยู่ (ฎีกาที่ 1289/2523)

 

(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากหนังสือ แพ่งพิสดาร เล่ม 4 พิมพ์ปี 2552 ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ ผู้พิพากษา เนื้อหา 424 หน้า ราคา 240 บาท ภายในเต็มไปด้วยเนื้อหาน่าสนใจเกี่ยวกับที่งอกริมตลิ่งครบถ้วนครับ)

 

ทบทวน   ที่งอกริมทะเล

1).    ครูอุดม เกษียณราชการมา 5 ปีแล้ว ครูอุดมมีที่ดินติดชายทะเลเมืองน้ำปลาอยู่ 2 แปลง แปลงที่ 1 อยู่ด้านซ้ายของโครงการท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ของรัฐ แปลงที่ 2 อยู่ด้านขวาติดกับโครงการท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ของรัฐ

2).    ปี พ.ศ.2539 รัฐบาลมีโครงการพัฒนาท่าเรือเพื่อการส่งออกขนาดใหญ่ จึงมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเทียบเรือดังกล่าว ระหว่างการก่อสร้างและถมทะเล น้ำทะเลได้กัดเซาะที่ดินทั้ง 2 แปลง ตั้งแต่ชายตลิ่ง ลึกเข้ามาในที่ดินของครูอุดมราว 24 เมตร คิดเป็นที่ดินที่สูญหายไปในที่ดินแปลงที่ 1 ประมาณ 3 ไร่ คิดเป็นที่ดินที่สูญหายไปในที่ดินแปลงที่ 2 ประมาณ 2 ไร่

3).    ปี พ.ศ.2542 การถมทะเลก่อสร้างท่าเรือแล้วเสร็จ

4).    ปี พ.ศ.2545 ครูอุดมและคณะฟ้องศาลปกครอง ให้หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการท่าเทียบเรือขนาดใหญ่และกรมเจ้าท่า รับผิดชอบเยียวยาความเสียหาย คดีอยู่ระหว่างพิจารณา (แนวเขตที่ดิน กรมเจ้าท่า)

5).    ปี พ.ศ.2555 ที่ดินของครูอุดม แปลงที่ 1 ด้านซ้ายของโครงการท่าเทียบเรือ ยังถูกกัดเซาะ และที่ดินสูญหายไปในทะเล มากกว่า 3 ไร่ แม้หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการจะทำเขื่อนหินกันการกัดเซาะแล้ว

          5.1  แต่ที่ดิน แปลงที่ 2 ด้านขวาของโครงการท่าเทียบเรือ ซึ่งช่วงแรกที่ดินของครูอุดมถูกกัดเซาะ กลับมีที่งอกจากที่ดิน งอกออกไปในทะเล นับจากแนวกัดเซาะ 12 ไร่ หรืองอกไปจากเนื้อที่โฉนดถึง 10 ไร่

          5.2  ตอนถูกกัดเซาะ ระหว่างปี 2539 - 2544 น้ำทะเลได้กัดเซาะชายฝั่งและแนวถนนคนเดินชายทะเล เข้ามาในพื้นที่โฉนดที่ดินแปลงที่ 2 นี้ ประมาณ 2 ไร่ เมื่อหน่วยงานรัฐได้ถมที่ดินในทะเลและก่อสร้างท่าเทียบเรือเสร็จในปี 2542 ได้เกิดที่งอกจนถึงปัจจุบัน (ที่งอกเกิดตั้งแต่ปี 2543 - 2555)

          5.3  ที่งอกบางส่วนที่ติดกับทะเล ประมาณ 2 ไร่ ถูกชาวประมงพื้นบ้านเข้าไปอยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2552

6).    1 มกราคม 2555 ครูอุดมเข้ามาทำบุญปีใหม่ และเข้ามาปรึกษาคดีเรื่องนี้กับทีมทนาย Thai Law Consult ในงานทำบุญ ครูอุดมแจ้งว่า ให้ช่วยดูคดีให้หน่อย ทำอย่างไรจะได้เอกสารสิทธิในที่ดินที่งอก และจะจัดการกับชาวประมงพื้นบ้านอย่างไร

 

                    ทีมงาน Thai Law Consult ซึ่งวันนั้นมาทำบุญกันที่สนามหลวง ขณะที่บางคนไปเยี่ยมบ้านพบปะญาติที่ต่างจังหวัด เมื่อได้ฟังข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้เห็นเอกสารภาพถ่ายพื้นที่ จึงให้ความเห็นกลางๆ ว่า

  • ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.63 พูดว่า ที่เกิดเหตุ เป็นจังหวัดบ้านเกิดของผม เข้าใจว่าการกัดเซาะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตะกอนทราย และการพัดพาทรายของน้ำทะเล เมื่อมีการถมทราย ทำให้กระแสน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง และกัดเซาะรุนแรงขึ้น ที่ดินแปลงที่ 1 จึงถูกกัดเซาะมากกว่าปกติ เมื่อฟ้องศาลปกครองแล้ว ศาลน่าจะสั่งให้เยียวยาอย่างแน่นอน แต่การที่ศาลจะสั่งให้ออกโฉนดแก่ที่งอกนั้น ที่งอกต้องงอกมาจากที่ดินมีโฉนด และเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ เช่น มนุษย์ไปถมทะเลแล้วขอออกโฉนด อ้างว่าเป็นที่งอก อย่างนี้ศาลไม่ให้ (ฎีกาที่ 924/2501)
  • ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 โทรมาจากสุรินทร์ว่า ต้องระวังด้วยว่าที่งอกริมตลิ่งหรือชายทะเล แต่มีทางสาธารณะคั่นอยู่ ไม่ตกเป็นของเจ้าของที่ดินที่ติดทางสาธารณะนั้น แต่ถือเป็นที่สาธารณะ ตามฎีกาที่ 1851/2528
  • ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ฟังข้อเท็จจริงว่า ช่วงปี 2539 - 2544 ที่ดินแปลงที่ 2 ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ 5 ปี ครูอุดมเสียที่ดินแปลงที่ 2 ไป 2 ไร่ น้ำได้กัดเซาะชายทะเล และแนวถนนเล็กๆ ที่คนเดิน เข้าไปในที่ดินถึง 24 เมตร เมื่อเกิดที่งอกมาตั้งแต่ปี 2545 ที่งอกจึงงอกจากที่ดินของครูอุดม หาได้งอกจากที่สาธารณะไม่ / ข้อเท็จจริงนี้ ครูอุดมต้องยึดเป็นหลักให้ดีๆ และต้องหาคดีหมายเลขแดงที่ 474/2549 ของศาลปกครอง มาศึกษาด้วย
  • ทนายอุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย น.บ.ท.64 พูดว่า "ผมเคยทำคดีแถวพัทยา พยานปากสำคัญในคดีคือ เจ้าท่า เพราะหน้าที่ดูแลที่ดินชายทะเล ริมตลิ่ง ตาม พ.ร.บ.กรมเจ้าท่า และตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456"
  • ครูอุดม และ ทีมทนาย Thai Law Consult จึงสรุปกันว่า ต้องลงพื้นที่จริงและรวบรวมข้อเท็จจริง ก่อนจะสรุปคดีกันอีกครั้ง ส่วนเรื่องชาวประมงพื้นบ้านนั้น ถ้าครูอุดมมีกรรมสิทธิในที่ดินแล้ว ควรจะแบ่งปัน ผ่อนปรนกัน โดยพูดคุยกันด้วยดี

 

(ทีมงาน Thai Law Consult ได้นำฎีกาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่งอกริมตลิ่ง มาลงไว้แล้วครับ)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1189/2535

ป.พ.พ. มาตรา 1304, 1308
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 172
ป.ที่ดิน มาตรา 8

          โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาล จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารเลขที่ 54/8 รุกล้ำเข้าไปในลำรางสาธารณะที่ตื้นเขินกลายสภาพเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาล เนื้อที่ 4.4 ตารางวา ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วโจทก์ไม่ต้องแสดงโฉนดหรือหลักฐานแห่งที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อย่างไร เพราะการเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นไปตามสภาพของที่ดิน และโจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ทั้งหมดมีเนื้อที่เท่าใดจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำตั้งแต่เมื่อใด มีเขตกว้างยาวเท่าใดเพราะเป็นรายละเอียดที่คู่ความอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ลำรางสาธารณประโยชน์สำหรับระบายน้ำจากภูเขาซึ่งมีมานานแล้วเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ต่อมาจะไม่มีสภาพเป็นทางระบายน้ำต่อไปและไม่มีราษฎรใช้ประโยชน์เมื่อยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 8 ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินนั้นยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม ที่งอกริมตลิ่ง หมายถึงที่ดินที่งอกไปจากตลิ่งตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่สายน้ำพัดพาดินจากที่อื่นมาทับถมกันริมตลิ่งจนเกิดที่งอกขึ้น มิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่ง โจทก์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตเทศบาลตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำลำรางสาธารณะที่ตื้นเขินกลายสภาพเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เนื้อที่ 4.4 ตารางวาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ โจทก์ให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำลำรางสาธารณะดังกล่าวกับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนอาคาร ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

          จำเลยให้การว่า ลำรางสาธารณะที่จำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเป็นคลองน้ำที่เอกชนมีไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยปลูกสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 7362 ไม่ได้รุกล้ำที่สาธารณะ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้รื้อถอนอาคาร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ปัจจุบันลำรางสาธารณะไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วเพราะมีการเลิกใช้เพื่อสาธารณประโยชน์แล้ว อีกทั้งที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่ง จำเลยจึงเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารเลขที่ 54/8 ถนนสุทัศน์ ตำบลรัษฎา (ตลาดใหญ่) อำเภอเมืองภูเก็ต ส่วนที่รุกล้ำลำรางสาธารณะเนื้อที่ 4.4 ตารางวา กับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ว่าถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาลตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารเลขที่ 54/8 รุกล้ำเข้าไปในลำรางสาธารณะที่ตื้นเขินกลายสภาพเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาล เนื้อที่4.4 ตารางวา ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้วโจทก์ไม่ต้องแสดงโฉนดหรือหลักฐานแห่งที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อย่างไร เพราะการเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นไปตามสภาพของที่ดิน และโจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในฟ้องว่าที่ดินสาธารณประโยชน์ทั้งหมดมีเนื้อที่เท่าใด จำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินแต่เมื่อใด มีเขตกว้างยาวเท่าใดเพราะเป็นรายละเอียดที่คู่ความอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฯลฯ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลำรางตามฟ้อง เดิมมีสภาพเป็นคลองระบายน้ำจากภูเขาลงสู่คลองบางใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลไม่ปรากฏว่าเอกชนผู้ใดขุดขึ้นใช้ประโยชน์ส่วนตัวดังคำให้การของจำเลยจึงน่าเชื่อว่า ลำรางตามฟ้องเป็นลำรางสาธารณประโยชน์สำหรับระบายน้ำจากภูเขาซึ่งมีมานานแล้ว จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ต่อมาจะตื้นเขินขึ้นตามธรรมชาติ หรือมีผู้ถมดินรุกล้ำเข้ามาไม่มีสภาพเป็นทางระบายน้ำต่อไปและไม่มีราษฎรใช้ประโยชน์ก็ตาม เมื่อทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 8 ประมวลกฎหมายที่ดินที่ดินนั้นยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม ทีจำเลยอ้างว่าหลังจากมีการตัดถนนผ่านคลองได้เกิดที่งอกเต็มลำคลองนั้น เห็นว่าที่งอกริมตลิ่ง หมายถึงที่ดินที่งอกไปจากตลิ่งตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการที่สายน้ำพัดพาดินจากที่อื่นมาทับถมกันริมตลิ่งจนเกิดที่งอกขึ้น มิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่ง จำเลยเบิกความว่าหลังจากมีการสร้างถนนสุทัศน์แล้ว คลองดังกล่าวมีสภาพเป็นคลองตัน น้ำในคลองย่อมจะไม่มีการไหลหมุนเวียน จึงไม่น่าจะเกิดที่งอกริมตลิ่งได้จำเลยเองก็ตอบโจทก์ถามค้านว่า ไม่ทราบว่าที่พิพาทตื้นเขินจากพื้นของคลองหรือตื้นเขินจากด้านข้างของคลอง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งที่จำเลยสามารถมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองได้ ฯลฯ โจทก์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตเทศบาลตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวจำเลยล่วงหน้า

          พิพากษายืน

( ปรีชา เฉลิมวณิชย์ - วีระชัย สูตรสุวรรณ - เริงธรรม ลัดพลี )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2393/2523

ป.พ.พ. มาตรา 1304, 1308

          ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่ง แต่ตลิ่งที่ที่ดินงอกนั้นเป็นทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) ดังนั้น ที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวจึงเป็นสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย ผู้ใดจะมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองไม่ได้ แม้จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่งอกนั้นจากโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิให้เช่าและย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับพวกร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 211 หมู่ที่ 1ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์จากนางรัตนา ที่ดินดังกล่าวมีที่งอกริมตลิ่ง น้ำท่วมไม่ถึง ผู้ขายได้ขายที่งอกควบกับที่ดินตามโฉนดให้โจทก์กับพวก โจทก์กับพวกได้แบ่งกันครอบครองที่ดินตามโฉนดและที่งอกด้วย จำเลยเป็นผู้เช่าที่งอกที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งเนื้อที่ 12 ตารางเมตร จากนางรัตนาเจ้าของเดิมเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เป็นรายปี ค่าเช่าปีละ 100 บาท เมื่อหมดอายุสัญญาเช่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยให้ออกไป จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้อง

          จำเลยให้การว่า ที่พิพาทที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยมิใช่งอกริมตลิ่งจากที่ดินตามโฉนดของโจทก์ แต่เป็นที่ชายตลิ่งน้ำท่วมถึงอันเป็นที่สาธารณะจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่ของโจทก์ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยเกินกว่า 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่ง แม้ไม่ติดกับที่ดินตามโฉนดโดยมีทางสาธารณะคั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ซื้อและได้รับโอนสิทธิครอบครองมาจากเจ้าของเดิม พิพากษาให้จำเลยรื้อบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่เช่าจากโจทก์ออกไปจากที่ดินของโจทก์

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่ง แต่ตลิ่งที่ที่ดินงอกนั้นเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)ดังนั้น ที่งอกริมตลิ่งของทางสาธารณะดังกล่าวจึงเป็นสาธารณะประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วด้วย ซึ่งผู้ใดจะมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่งอกริมตลิ่งนั้นไม่ได้ แม้จะปรากฏว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่งอกริมตลิ่งนั้นจากโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิให้เช่า สัญญาเช่าไม่มีผลบังคับเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่งอกริมตลิ่งอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวอยู่ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

          พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

( แถมชัย สิทธิไตรย์ - ขจร หะวานนท์ - จรัญ สำเร็จประสงค์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  677/2490

ป.ที่ดิน
ป.พ.พ. มาตรา 1308

          ที่ดินที่ถูกน้ำเซาะพังลงจนเปลี่ยนสภาพกลายเป็นทางน้ำแล้ว ก็จะเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ภายหลังผู้ใดจะได้กรรมสิทธิ์ที่ตรงนั้น ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาแห่งกรรมสิทธิ์

          เพียงแต่ตลิ่งพังทลายลงแม่น้ำไปชั่วคราวอาจยังไม่พอที่จะถือว่าตรงนั้นเป็นทางน้ำก็ได้ ต้องฟังข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าที่ดินที่พังลงไปนั้นเป็นทางน้ำมาแล้วหรือไม่

________________________________

( เลขวณิชธรรมวิทักษ์ - นาถปรีชา - ประมูล สุวรรณศร )  

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5345/2546

ป.พ.พ. มาตรา 453, 1308
ป.วิ.พ. มาตรา 172

          คำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่สำเนาคำฟ้องของโจทก์ที่ส่งให้จำเลย ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แทนที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและพิมพ์ หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญไม่ ส่วนที่ทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้จำเลยก็อาจจะเนื่องจากความหลงลืม แต่อย่างไรก็ตามทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอนุญาตของตนไว้ต่อศาลขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งจำเลยสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถและอำนาจในการดำเนินคดีของทนายโจทก์ได้อยู่แล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายไม่

          ส. โอนขายที่ดินมีโฉนดอันเป็นที่ดินแปลงเดิมให้บริษัท บ. เมื่อปี 2519 ขณะที่โอนที่ดินแปลงเดิมไปมีที่งอกริมตลิ่งเกิดขึ้นแล้ว เพราะ ส. ขอออกโฉนดที่งอกตั้งแต่ปี 2516 แต่ยังไม่เป็นที่ยุติว่ามีส่วนที่เป็นที่งอกมากน้อยเพียงใด เพราะการออกโฉนดยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ และไม่เคยมีการบันทึกในโฉนดเดิมไว้ให้ปรากฏการเกิดมีที่งอกขึ้นมาในที่ดินย่อมจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 เมื่อที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกได้โอนให้บริษัท บ. ไปแล้ว ที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกย่อมตกติดไปเป็นของผู้ซื้อโดยผลของบทกฎหมายดังกล่าว ส. พ้นจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่เคยมีอยู่ แม้ว่า ส. จะได้ขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกค้างไว้ แล้วต่อมาในปี2522 ได้มีการออกโฉนดสำเร็จบริบูรณ์เป็นชื่อของ ส. ก็ไม่ทำให้ ส. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกนั้นไป และไม่มีอำนาจที่จะขายที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกให้โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่า ส. และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินจาก ส. อันเป็นที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกริมตลิ่งจากเจ้าของเดิมมาโดยถูกต้อง ย่อมทำให้ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่งอกนั้นด้วยโดยผลของกฎหมาย

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29730 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 66 ตารางวาโดยซื้อมาจากพันตำรวจโทสมิต บุราวาศ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือหลังจากซื้อที่ดินมาแล้วโจทก์ได้จ้างให้ช่างเอกชนรังวัดที่ดินพบว่าจำเลยและบริวารสร้างรั้วถาวรครอบคลุมที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง โดยจำเลยสร้างรั้วต่อจากบริเวณที่ดินของจำเลยที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์มาถึงบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดที่ดินของโจทก์อีกด้านหนึ่ง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์สามารถทำที่ดินของโจทก์เป็นท่าเทียบจอดเรือหรือให้อู่ซ่อมเรือของบริษัทอู่เรือวังเจ้า จำกัด เช่าหาผลประโยชน์ได้โดยจะได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกร้องค่าเสียหายเพียงเดือนละ 100,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยบริวาร ให้จำเลยรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้ว

          จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่มีค่าตอบแทนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์เพราะลงลายมือชื่อของผู้เรียงและพิมพ์และไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตของทนายความ ทำให้จำเลยไม่อาจตรวจสอบความสามารถและอำนาจของโจทก์หรือตัวแทนโจทก์ได้ ทั้งคำฟ้องกับสำเนาคำฟ้องที่โจทก์นำส่งให้แก่จำเลยก็ไม่ตรงกัน จำเลยได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทจากพันตำรวจโทสมิต บุราวาศ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและครอบครองด้วยตนเองรวมเป็นเวลากว่า 16 ปีแล้ว การที่โจทก์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากพันตำรวจโทสมิตจึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 16 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 29730 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 122 ตารางวา ซึ่งมีอาณาเขตด้านทิศใต้จดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นกรรมสิทธิ์ของพันตำรวจโทสมิต บุศราวาศ และพันตำรวจโทสมิตได้ขอออกโฉนดที่ดินที่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินดังกล่าวในปี 2516 ต่อมาพันตำรวจโทสมิตขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ให้บริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในปี 2519 แล้วในปี2522 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดเลขที่ 29730 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่ง เนื้อที่ 66ตารางวา ให้พันตำรวจโทสมิต หลังจากนั้นบริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่งจำกัด ถูกเจ้าหนี้ฟ้องและยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ขายทอดตลาด นายสุธน ชื่นสมจิตต์เป็นผู้ซื้อได้ นายสุธนรับโอนกรรมสิทธิ์ไปเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 แล้วโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ให้จำเลยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2531 หลังจากนั้นพันตำรวจโทสมิตโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 29730 เนื้อที่ 66 ตารางวา อันเป็นที่งอกริมตลิ่งให้โจทก์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์สมบูรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลย ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แตกต่างจากในคำฟ้องที่ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้เรียงและพิมพ์ ทั้งทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตของทนายความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยทำให้จำเลยไม่อาจตรวจสอบความสามารถและอำนาจของทนายโจทก์ได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายการที่สำเนาคำฟ้องของโจทก์ที่ส่งให้จำเลยทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แทนที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและพิมพ์ก็น่าจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่ทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้จำเลยก็อาจจะเนื่องจากความหลงลืม แต่อย่างไรก็ตามทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอนุญาตของตนไว้ต่อศาลขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งจำเลยสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถและอำนาจในการดำเนินคดีของทนายโจทก์ได้อยู่แล้ว จากกรณีดังกล่าว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

          ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับเรื่องรับโอนโดยเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหน้าที่นำสืบตกอยู่กับโจทก์ เมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นชัดเจนไม่ได้ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนจึงได้รับประโยชน์จากเป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยและเนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญกว่าทุกประเด็น จึงให้จำเลยนำสืบก่อนทั้งหมดแล้วให้โจทก์นำสืบแก้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยจะมาเถียงในชั้นฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบไม่ได้ ในข้อที่ว่าโจทก์สุจริต และเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พันตำรวจโทสมิตโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 อันเป็นที่ดินแปลงเดิมที่เกิดที่งอกให้แก่บริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เมื่อปี 2519 ตั้งแต่ยังไม่ได้รับโฉนดที่งอกที่ขอออกไว้ ขณะที่โอนที่ดินแปลงเดิมไปนั้น ที่งอกริมตลิ่งเริ่มเกิดมีขึ้นแล้ว เพราะพันตำรวจโทสมิตขอออกโฉนดที่งอกตั้งแต่ปี 2516 แต่ยังไม่เป็นที่ยุติว่ามีส่วนที่เป็นที่งอกมากน้อยเพียงใด เพราะการออกโฉนดสำหรับส่วนที่เป็นที่งอกโดยเฉพาะยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ และไม่เคยมีการบันทึกในโฉนดเดิมไว้ให้ปรากฏ การเกิดมีที่งอกขึ้นมาในที่ดินย่อมจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 ที่บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น" เมื่อที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกได้โอนให้บริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไปแล้วในระหว่างนี้ด้วยความสมัครใจของพันตำรวจโทสมิตเอง ที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกย่อมตกติดไปเป็นของผู้ซื้อ โดยผลของบทกฎหมายดังกล่าว พันตำรวจโทสมิตพ้นจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่เคยมีอยู่ ทั้งที่ดินแปลงเดิมที่เกิดมีที่งอก และที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกไปจนหมดสิ้นแม้ว่าพันตำรวจโทสมิตจะได้ขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกค้างไว้แล้วต่อมาในปี 2522 ได้มีการออกโฉนดสำเร็จบริบูรณ์เป็นชื่อของพันตำรวจโทสมิต ก็ไม่ทำให้พันตำรวจโทสมิตได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกนั้นไป และไม่มีอำนาจที่จะขายที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกให้โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่าพันตำรวจโทสมิตผู้โอน และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 อันเป็นที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกริมตลิ่งจากเจ้าของเดิมมาโดยถูกต้อง ทำให้ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่งอกนั้นด้วยโดยผลของกฎหมาย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์สุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงและประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ของจำเลยในที่งอกดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะเป็นที่ดินของตนเอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยฟังขึ้น"

          พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

( อภิชาต สุขัคคานนท์ - วัฒนชัย โชติชูตระกูล - วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1851/2528

ป.พ.พ. มาตรา 1304, 1308

          ที่พิพาทเป็นที่ดินส่วนที่งอกออกไปจากทางสาธารณะ ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย เมื่อฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งว่า ขณะโจทก์ฟ้อง จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทอยู่ และที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่พิพาทยันจำเลยได้

________________________________

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินเฉพาะส่วนหมายสีม่วงที่ล้ำเส้นหมายสีเขียวตามแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกติดทางสาธารณะ แต่ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่งอกทั้งหมดอันงอกออกไปจากทางสาธารณะนั้น โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างก็มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังมาดังกล่าวแล้วข้อเท็จจริงจึงยุติฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นที่ดินส่วนที่งอกออกไปจากทางสาธารณะย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย เมื่อฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งว่าขณะโจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทอยู่และที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเช่นนี้ โจทก์จึงไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่พิพาทยันจำเลยทั้งสองได้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 2393/2523 ระหว่างนายเฉลิม ทิมให้ผล โจทก์ นายก้อน จิวะสังข์จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินบางส่วนของที่พิพาทไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับไปทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( ประการ กาญจนศูนย์ - กิติ บูรพรรณ์ - ประพันธ์ ผลฉาย )

 

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 8-1-56)