ทนายพงศ์รัตน์ รัตนพงศ์ น.บ.ท.64 ผู้เรียบเรียง
ทนายจำเลยต่อสู้คดีตามแนวฎีกากันอย่างไร

 

เรื่องที่ 10      ห้ามฎีกาข้อเท็จจริงคดีอาญา และตัวอย่าง คำร้องขอให้รับรองฎีกา

               

                    คดีเกี่ยวกับเช็ค จำเลยถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 40 วัน ไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 30 วัน ไม่รอลงอาญา เมื่อประกันตัวจำเลยแล้ว ทนายจำเลยคนใหม่ มีเวลา 1 เดือน เพื่อแก้ไข ผลร้ายของจำเลย ไม่ให้ต้องติดคุกจริง ทนายคนใหม่ถามทนายอาวุโสว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง ทนายอาวุโสแนะนำสูตรทำคดีว่า

  1. ชำระหนี้ เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้อง
  2. ขอขยายเวลายื่นฎีกา
  3. ขอให้ศาลรับรองให้ฎีกา

ทีมงาน Thai Law Consult จึงเรียบเรียงเรื่องนี้มาให้ศึกษากันครับ

หลัก  

ป.วิ.อ.

มาตรา 216 วรรค 1          ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 217 ถึง มาตรา 221 คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่าย ที่ฎีกาฟัง

มาตรา 218          ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
                          ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่น ด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา 219          ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาล อุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาล อุทธรณ์พิพากษาแก้ใขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

มาตรา 220         ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

 

ทบทวน ป.วิ.อ. มาตรา 218

วรรค 1 - เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี
วรรค 2 - เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี

วรรค 1 - ห้ามคู่ความฎีกา
วรรค 2 - ห้ามเฉพาะโจทก์ฎีกา จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ 

  • โทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 หมายถึง โทษที่ลงแก่จำเลย มิใช่โทษที่กฎหมายกำหนด
  • โทษจำคุกที่ลงแก่จำเลยไม่เกิน 5 ปี ไม่รวมโทษจำคุกคดีก่อนที่นำมาบวก (ฎีกาที่ 7838/2547)
  • แต่สำหรับการเพิ่มโทษ ต้องนำมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย (ฎีกาที่ 4189/2550)
  • สิทธิในการฎีกาต้องพิจารณาเป็นรายกระทง เช่นเดียวกับสิทธิในการอุทธรณ์ และต้องถือตามกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับหลังจากลดโทษ (ฎีกาที่ 4458/2550)
  • ถ้าความผิดกระทงที่ไม่ต้องห้ามฎีกา และที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้อง ในกระทงความผิดที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงได้ด้วย โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 (ฎีกาที่ 5346/2550)
  • การพิจารณาว่า เป็นการต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามมาตรา 218 วรรค 1 หรือไม่ นอกจากจะดูว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หรือแก้ไขเล็กน้อย หรือไม่แล้ว ยังต้องดูโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดว่า ต้องไม่เกิน 5 ปีด้วย ส่วนศาลชั้นต้น แม้จะลงโทษจำคุกเกิน 5 ปี ก็ไม่นำมาเป็นข้อพิจารณาด้วย (ฎีกาที่ 5681/2544)
    • จำ   -   ต่างจากกรณี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา 219 ซึ่งต้องเป็นกรณีที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

การแก้ไขมาก     แก้ไขเล็กน้อย

การแก้ไขมาก - ตามแนวคำพิพากษาฎีกา ได้แก่ กรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขทั้งบทความผิดและแก้ไขโทษ ตรงกันข้าม หากศาลอุทธรณ์แก้ไขบทความผิดอย่างเดียว โดยไม่ได้แก้ไขโทษด้วย หรือแก้ไขโทษอย่างเดียว แต่ไม่ได้แก้ไขบทความผิดด้วย เป็นการแก้ไขเล็กน้อย

  • กรณีแก้บทความผิด ไม่แก้โทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย (ฎีกาที่ 415/2544)
  • กรณีแก้โทษ แต่ไม่แก้บท เป็นแก้ไขเล็กน้อย (ฎีกาที่ 746/2536)
  • แม้จะเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์คงให้จำคุกเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะโจทก์ ตามมาตรา 218 วรรค 2 จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (ฎีกาที่ 1049/2547, 1869/2541)

แก้ทั้งบทความผิดและแก้โทษ เป็นการแก้มาก

         ฎีกาที่ 1738/2528 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 78 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเป็นลงโทษ ตามมาตรา 297, 78 เป็นการพิพากษาแก้ทั้งบทและทั้งโทษ จึงเป็นการแก้ไขมาก โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าได้

         ข้อสังเกต - เรื่องนี้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 เพราะศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกเกิน 2 ปี และไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 เพราะศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก

  • แก้จากป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ เป็นบันดาลโทสะ และแก้โทษ เป็นแก้ไขมาก
              ฎีกาที่ 1714/2515 ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยยิงผู้เสียหาย เพื่อป้องกัน แต่กระทำเกินกว่าเหตุ มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 60, 69 จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิด ตามมาตรา 288, 80, 60, 72 จำคุก 2 ปี ดังนั้น เป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
  • การแก้เรื่องรอการลงโทษ ไม่ว่าจะแก้จากรอเป็นไม่รอ หรือ จากไม่รอเป็นรอ ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก (ฎีกาที่ 6505/2544)
  • สังเกต - กรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หรือ แก้ไขเล็กน้อย ถ้าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ต้องห้าม (ฎีกาที่ 1167-1168/2530)
  • บางกรณี แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่อาจต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 219 ได้ เช่น กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างก็ลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี (ฎีกาที่ 5083/2533, 2551/2533)

 

กรณีโจทก์ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 วรรค 2

          ได้แก่ คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          คดีที่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 วรรค 2 นี้ เป็นการห้ามเฉพาะโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนจำเลยยังฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้อยู่ (ฎีกาที่ 1049/2547)

 

----> ปัญหาข้อเท็จจริง ที่พบเสมอ คือ เรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลในการรับฟังข้อเท็จจริงและการกำหนดโทษ

  • จำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่
  • ควรรอการลงโทษหรือไม่

          ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ หากศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอจะฟังลงโทษจำเลยได้ ก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ โดยอาศัยอำนาจ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 (ฎีกาที่ 2426/2550)

 

ทบทวน

คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

หลัก    ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้ มิให้ใช้แก่จำเลย ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย

  • มาตรานี้ ห้ามคู่ความทั้งโจทก์และจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              แต่เฉพาะจำเลย มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย (ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ประการ จำเลยจึงจะมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้)
  • กรณีศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น จาก รอการลงโทษ เป็น ไม่รอการลงโทษ หรือ จาก ไม่รอการลงโทษ เป็น รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมา
              - แต่เฉพาะศาลอุทธรณ์ แก้เป็น ไม่รอการลงโทษเท่านั้น ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (ฎีกาที่ 729/2533) 
  • ถ้าศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียว โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ เป็นการแก้ไขมาก แต่ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ฎีกาที่ 6744/2544)

 

ทบทวน

คดีต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

หลัก     ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์
  • แสดงว่าไม่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หรือเป็นการยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ก็ต้องห้ามฎีกาทั้งสิ้น และเป็นการต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วย (ฎีกาที่ 4328/2547)
  • ต่างกับกรณีต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218, 219, 219ทวิ หรือ 219ตรี ซึ่งต้องห้ามฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงยังคงฎีกาปัญหาข้อกฎหมายได้
  • มาตรา 220 ใช้บังคับในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย
  • ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีผลเท่ากับทั้งสองศาลพิพากษายกฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 นี้ (ฎีกาที่ 5863-64/2541 เช็ค)
  • ในกรณีที่ศาลชั้นต้น ตรวจสำนวนฟ้องแล้วมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง หรือ ไม่ประทับฟ้อง มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั่นเอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 เช่นกัน แม้จะอ้างเหตุต่างกัน (ฎีกาที่ 2186/2550)
  • กรณีตาม มาตรา 220 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องพิพากษายกฟ้องทั้งสองศาล ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง หรือ ศาลชั้นต้นยกฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลย ทั้งสองกรณีไม่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 โดยไม่ต้องคำนึงว่า จำเลยจะถูกลงโทษเพียงใด (ฎีกาที่ 1321/2535)

 

ทบทวน

มาตรา 221 การรับรองฎีกา ----> เป็นทางแก้ มาตรา 218, 219, 220

หลัก     ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219, 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์เห็นว่า ความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุด ลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

  • ผู้มีอำนาจอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 ได้แก่บุคคลต่อไปนี้
         1. ผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้ง ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
         2. อัยการสูงสุด (อธิบดีกรมอัยการ) รับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรให้ศาลสูงสุดวินิจฉัย 
  • เฉพาะผู้พิพากษา แม้ขณะรับรองจะย้ายไปอยู่ศาลอื่นแล้ว ก็มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ (ฎีกาที่ 3094/2539)
  • อำนาจอนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. ของผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนี้จำกัดเฉพาะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนั้นเอง ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สืบพยานประเด็นในศาลที่รับประเด็น จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา ตามมาตรา 221
  • การอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา ในคดีที่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 อาจมีได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะมาตรา 221 มิได้จำกัดเฉพาะการอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา แค่ปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น การอนุญาตหรือรับรอง จึงต้องระบุว่าอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาในปัญหาใด
    • ----> ผู้ฎีกาจะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาหรือขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกำหนดระยะเวลาฎีกา ถ้ายื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว แม้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาของศาลล่างจะอนุญาตให้ฎีกาได้และสั่งรับฎีกา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (ฎีกาที่ 5769/2547)
  • เมื่อคำร้องขออนุญาตฎีกายื่นในกำหนดเวลาฎีกาแล้ว แม้ผู้พิพากษาจะอนุญาตให้ฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ก็เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • เนื่องจากผู้พิพากษาที่จะอนุญาตให้ฎีกาด้วยกันมีหลายคน ผู้ฎีกาอาจจะระบุเจาะจงว่าให้ผู้พิพากษาคนใดอนุญาตหรือไม่ก็ได้ กรณีขอให้ผู้พิพากษาหลายคนรับรองโดยมิได้เจาะจงว่าเป็นผู้พิพากษาคนใด ดังนั้น เมื่อผู้พิพากษาคนแรกๆ ไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งให้ผู้พิพากษาที่เหลือพิจารณาว่า จะรับรองหรือไม่ต่อไป
  • กรณีผู้ฎีการะบุชื่อผู้พิพากษาที่ต้องการให้รับรองฎีกาไว้แล้ว ดังนั้น เฉพาะผู้พิพากษาตามที่ระบุไว้เท่านั้นที่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาอื่นแม้ได้นั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา แม้อนุญาตไป ก็ไม่ชอบ ตามมาตรา 221 ไม่ทำให้ฎีกาได้ (ฎีกาที่ 3248/2548)
  • ข้อที่มิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะยกขึ้นเป็นข้อฎีกาไม่ได้ แม้จะมีการอนุญาตให้ฎีกาได้ก็ตาม
  • แบบการอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาที่ถูกต้อง ต้องประกอบด้วย 2 ประการคือ
    • (A)   พิเคราะห์เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และ
    • (B)   อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาตีความเคร่งครัดว่าจะต้องมีข้อความครบถ้วนทั้ง 2 ประการ มิฉะนั้น ไม่ถือว่าเป็นการรับรองที่ถูกต้อง
  • แม้ตาม ป.วิ.พ. วรรคท้าย จะบัญญัติให้การขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องฎีกา ต่อศาลชั้นต้นก็ตาม การที่ผู้ฎีกายื่นฎีกาไว้ก่อนแล้ว และยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในภายหลัง ย่อมอนุโลมได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมคำฟ้องฎีกา (ฎีกาที่ 2186/2550)

(ทีมงาน Thai Law Consult นำมาจากบางส่วนของหนังสือ วิ.อาญาพิสดาร เล่ม 2 ปี 2553 ของ อาจารย์วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ เนื้อหา 453 หน้า ราคาขาย 260 บาท เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทนายความและนักศึกษาเนติบัณฑิตทุกคน มีไว้เป็นคู่มือในการค้นคว้า เพราะมีเนื้อหาครบถ้วน จึงแนะนำให้ท่านผู้สนใจกฎหมาย หาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือเล่มนี้ครับ และ Thai Law Consult ได้นำฎีกาสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาลงไว้ข้างล่างนี้แล้ว

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5681/2544

ป.วิ.อ. มาตรา 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 15, 65, 66

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามแล้วฐานผลิต จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานนี้จึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน ห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 103 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและคืนเงินสดจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้แก่เจ้าของ

          จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

          จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานผลิตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 43 ด้วย) คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 34 ปี 10 เดือน ริบของกลาง และคืนเงินสด 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยที่ 1 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามด้วยเหตุบรรเทาโทษแล้วฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้กระทำผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

          พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1

( สายันต์ สุรสมภพ - พิชิต คำแฝง - สุพัฒน์ บุญยุบล )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5083/2533

ป.วิ.อ. มาตรา 219

          ข้อหาพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุกคนละ 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับคนละ 60 บาท จึงเป็นการแก้ไขมาก แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานั้น อีกทั้งมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219จึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ

          จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 (ที่ถูกมาตรา 340 วรรคห้า), 340 ตรี,371, 91, 83, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน (ที่ถูกโดยมีหรือใช้อาวุธปืน) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสามรวมโทษประหารชีวิตและจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 1 ปีจึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสามจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว

          จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลงโทษปรับคนละ 90 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงปรับคนละ 60 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ รวมเป็นลงโทษจำเลยทั้งสาม จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 60 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยทั้งสามฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิวรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 4 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับคนละ 90 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ปรับคนละ 60 บาท จึงเป็นการแก้ไขมาก แต่ข้อหาความผิดนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี เมื่อศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ อีกทั้งมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยด้วย จึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหานี้นั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

          ส่วนข้อหาความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนทำการปล้นทรัพย์ตามฟ้องของผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาความผิดฐานนี้จริง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกระเป๋าหนัง 1 ใบ และบัตรประจำตัวข้าราชการ 2 ใบ ราคา 100 บาท อาวุธปืน 1 กระบอก ราคา 500 บาทหากคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทน 1,100 บาท แก่ทายาทของผู้ตายนั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องให้ใช้ราคาแทน 600 บาท สมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

          พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนกระเป๋าหนัง 1 ใบบัตรประจำตัวข้าราชการ 2 ใบ และอาวุธปืน 1 กระบอกไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600 บาท แก่ทายาทผู้ตายนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ - ถาวร ตันตราภรณ์ - วินัย กันนะ )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2551/2533

ป.อ. มาตรา 56
ป.วิ.อ. มาตรา 219

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐาน พยายามฆ่าผู้อื่นโดย ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 69 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปีศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เกินกำหนดดังกล่าว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ผู้ตายและผู้เสียหายดื่ม สุรามึนเมาแล้วเข้าไปในบ้านจำเลยซึ่ง แม้จะไม่มีอาวุธติด ตัว แต่ ก็ได้ ใช้ มือและเท้าทำร้ายหลานจำเลย จำเลยจึงใช้ อาวุธ ปืนสั้นยิงผู้ตายทางด้านหลัง 2 นัด และยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ผู้ตายกับผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดย เข้าไปคุกคาม จำเลยถึง ในบ้านเป็นการกระทำเยี่ยงอันธพาลทั้ง ผู้ตายและผู้เสียหายยังอยู่ในวัยหนุ่ม ส่วนจำเลยอยู่ในวัยชรา มีอายุ 62 ปีแล้วหากไม่ใช้ อาวุธปืน อาจไม่มีความว่องไวพอที่จะ ยับยั้งการคุกคามของผู้ตายและผู้เสียหายให้ทันการได้ หลังเกิดเหตุ จำเลยมอบเงิน ให้บิดาผู้ตายเป็นการบรรเทาความเสียหายถึง ความรับผิดชอบในการกระทำของตน จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะ รอการลงโทษให้.

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80,288, 91, 33 และริบของกลาง

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 69เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 4 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำรับและการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามมาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 4 ปี ริบอาวุธปืน กระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง คืนซองปืนแก่เจ้าของคำขอนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วย มาตรา 80 และมาตรา 69จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบชั้นศาลของจำเลยให้ความรู้แก่ศาล เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4เดือน และ 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและให้รอการลงโทษไว้ ถือว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 69 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เกินกำหนดนี้โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่แก้ไขแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานนี้มาด้วย เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

          ส่วนฎีกาโจทก์เกี่ยวกับกระทงความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี แต่ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากกล่าวคือ นอกจากแก้โทษจำคุกให้เบาลงแล้ว ยังให้รอการลงโทษไว้ด้วยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไปว่า การลงโทษจำคุกจำเลยในกระทงความผิดดังกล่าวมีเหตุสมควรให้รอการลงโทษไว้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายทองเย็นผู้เสียหาย ดื่มสุรามึนเมาแล้วเข้าไปในบ้านจำเลย ซึ่งแม้จะไม่มีอาวุธติดตัว แต่ก็ได้ใช้มือและเท้าทำร้ายนายเรืองยศหลานจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายทางด้านหลัง 2 นัด และยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ดังนี้เห็นว่า ผู้ตายกับผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดยเข้าไปคุกคามจำเลยถึงในบ้าน เป็นการกระทำเยี่ยงอันธพาล ทั้งนี้ผู้ตายและผู้เสียหายยังอยู่ในวัยหนุ่มส่วนจำเลยอยู่ในวัยชรา โดยมีอายุ 62 ปี แล้วหากไม่ใช้อาวุธปืน อาจไม่มีความว่องไวพอที่จะยับยั้งการคุกคามของผู้ตายและผู้เสียหายให้ทันการได้ หลังเกิดเหตุจำเลยยังมีแก่ใจมอบเงินให้บิดาผู้ตายเป็นการบรรเทาความเสียหายเป็นจำนวน 10,000บาท ซึ่งแม้จะไม่คุ้มกับความเสียหายที่บิดาผู้ตายได้รับ แต่ก็แสดงว่าจำเลยมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนนับว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษ..."

          พิพากษายืน.

( สวิน อักขรายุธ - เธียร ยูงทอง - ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1049/2547

ป.วิ.อ. มาตรา 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102

          ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ขอให้ลงโทษประหารชีวิต เป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

________________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเนื่องจากจำนนต่อพยานหลักฐาน ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยสำนึกผิดในการกระทำของตน จึงไม่มีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ขอให้ลงโทษประหารชีวิตเป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

          พิพากษายกฎีกาโจทก์

( ทองหล่อ โฉมงาม - ปรีดี รุ่งวิสัย - เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ )

(ฎีกาเหล่านี้ทีมทนายความ Thai Law Consult นำมาจากระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา 7-1-56)

 

ข้อเท็จจริง

1.  ทนายโจทก์ฟ้องเจไซ เป็นจำเลย ขอให้ศาลลงโทษในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค โดยมีข้อเท็จจริงว่า สั่งจ่ายเช็คจำนวน 6 ฉบับ เป็นยอดเงินรวม 7 แสนบาท แล้วไม่ชำระ เมื่อโจทก์ทวงถามเจไซ จำเลยเพิกเฉย ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 40 วัน โดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาเจไซ ชำระหนี้ให้โจทก์โดยการวางศาล 1 แสนบาท เพื่อให้ศาลรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษ 30 วัน โดยไม่รอ แม้เจไซจะให้เหตุผลว่า รับสารภาพ, ชำระหนี้บางส่วนแล้ว, และขอให้ศาลรอการลงโทษ เพราะต้องเลี้ยงดูบุตร

2.  ทนายอมรเทพ, ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ไปพบเจไซที่ศาลแขวงหนึ่งใน กทม. ขณะที่เจไซถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวไปขังบนรถขังนักโทษ เพื่อนำส่งเรือนจำ ในวันนั้น สามีและญาติของเจไซประกันตัวไม่ทัน เจไซจึงนอนที่เรือนจำ 1 คืน เมื่อได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราว เจไซและครอบครัวได้มาพบทีมทนายความ Thai Law Consult ที่รวมตัวกันที่ สนง.ทนายความสมปราถน์และเพื่อน อาคารพิบูลย์คอนโด ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 44 วงศ์สว่าง บางซื่อ กทม.

3.  เมื่อได้ฟังข้อเท็จจริงว่า ทนายเดิมไปบวชเป็นพระไม่สึกเป็นทนายอีกแล้ว เจไซอยากให้ทีมทนาย Thai Law Consult ช่วยเหลือให้คดีเสร็จก่อนระยะเวลายื่นฎีกาสิ้นสุดลง (ป.วิ.อ. มาตรา 216 ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่าน) วันนั้น ทนายเจี๊ยบ สาวิตรี จิตซื่อ ได้ให้คำแนะนำว่า ต้องทำให้โจทก์พอใจ โดยการชำระหนี้ให้โจทก์ถอนฟ้อง แต่มีความน่ากังวลว่า เจไซจะหาเงินสด 6 แสนบาทมาจากไหน

  • ทนายอมรเทพ เฉลิมพันธ์พิพัฒน์ น.บ.ท.64 แนะนำว่า ต้องบอกญาติของเจไซทุกคนให้ช่วยเหลือ และควรให้สามีเจไซ ทำสัญญาเงินกู้ตามมูลหนี้ที่ค้างชำระโจทก์อยู่ พร้อมตีเช็คใช้หนี้ให้โจทก์ ตามกำลังและเวลาที่น่าจะชำระได้ (แปลงหนี้ใหม่ให้หนี้เดิมระงับก่อน แล้วค่อยให้โจทก์บังคับตามหนี้ใหม่ และยังคงบังคับตามเช็คฉบับใหม่ได้)
  • ทนายน้อย ปราธูป ศรีกลับ น.บ.ท.64 เสนอว่า เมื่อสักครู่ได้โทรคุยกับทนายเอก กำชับว่า ให้ทำครบถ้วนตามที่ทนายอาวุโสเคยแนะนำไว้
    • (1)  ชำระหนี้ เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้อง
    • (2)  ขอขยายเวลายื่นฎีกา
    • (3)  ขอให้ศาลรับรองให้ฎีกา
  • ทนายพี่ตุ๊กตา น.บ.ท.64 ให้ความเห็นว่า การขอขยายเวลายื่นฎีกา ต้องขยายก่อนสิ้นสุดเวลาฎีกา และควรขอสัก 30 วัน ก็น่าจะพอ ยิ่งคดีนี้ทนายคนใหม่เข้ามาช่วยทำคดี ศาลให้ขยายแน่นอน ถ้ายื่นคำร้องขอคัดพยานหลักฐานในสำนวน เช่น คำฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไปด้วยจะดีมาก
  • ทนายสมบัติ บุญสุทัศน์ น.บ.ท.64 แนะนำว่า การฎีกาต้องเป็นเรื่องที่ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น เช่น เจไซรับสารภาพ ชำระให้โจทก์บางส่วนแล้ว เพื่อขอให้ศาลเมตตา รอการลงโทษ อ้างเหตุเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้ง 3 คน

4.  ทีมทนาย Thai Law Consult และ เจไซ จำเลยและครอบครัว ได้สรุปการดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ ดังนี้

  • ดำเนินการชำระหนี้ ให้โจทก์ถอนฟ้อง
  • ขอขยายเวลายื่นฎีกา พร้อมขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวน
  • ยื่นฎีกา พร้อมกับคำร้องขอให้ศาลรับรองให้ฎีกา เนื่องจากเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219
5.  ทีมงาน Thai Law Consult ได้ดัดแปลง คำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกา และคำร้องขอให้ศาลรับรองให้ฎีกา มาลงไว้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ทนายความรุ่นใหม่ศึกษาครับ