นางสาว อังคณา นวลละออง - เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 64

กว่าจะมาเป็นเนติบัณฑิตไทย สารจากเด็กราชภัฏเชียงใหม่

ข้าพเจ้า จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อันเป็นสถาบันที่ข้าพเจ้านั้นภาคภูมิใจ (แม้ใครหลายๆคนจะไม่คิดเช่นนั้น) ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาศึกษาในชั้นเนติบัณฑิตนั้น สำหรับข้าพเจ้าในสมัยที่ยังศึกษาในระดับปริญญาตรีอยู่ ดูเหมือนมันช่างยากเย็นและห่างไกลเหลือเกิน อันเนื่องมาจากว่าขณะนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เพิ่งจะเปิดสาขานิติศาสตร์เป็นครั้งแรกในปีที่ข้าพเจ้าได้มาเรียน คือปี พ.ศ. 2548 ซึ่งกว่าจะต่อสู้ให้เนติบัณฑิตยสภาได้รับรองสถาบันนั้นก็ยากลำบากเหลือเกิน

จากความตั้งใจของข้าพเจ้าที่หวังอยู่เสมอว่าเมื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้วจะต้องมาศึกษาต่อเนติบัณฑิต สถาบันอันทรงเกียรตินี้ให้จงได้ ดังนั้นแล้วเมื่อเนติบัณฑิตยสภาได้รับรอง ข้าพเจ้าไม่รอช้าที่จะเดินทางจากเชียงใหม่ไปสมัครเป็นนักศึกษาเนติบัณฑิตในทันที ซึ่งข้าพเจ้าได้สมัครเป็นนักศึกษาในภาคการศึกษาที่สองในสมัยที่ 62 ในเบื้องต้นข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะไม่สมัครสอบในภาคนี้ เนื่องจากประเมินตนเองแล้วว่ายังไม่พร้อมที่จะสอบ ข้าพเจ้าเริ่มต้นอ่านหนังสืออย่างจริงจังเมื่อเริ่มภาคการศึกษาในสมัยที่ 63 ซึ่งข้าพเจ้าวางแผนในการเรียนว่าจะทำการสอบไปทีละขาเพื่อความแน่นอนเพราะได้ประเมินตนเองจากสิ่งทั้งปวงรอบกายแล้วคิดว่าสอบทีละขาน่าจะดีที่สุด ถือคติตามคำพระท่านว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”

การศึกษาในชั้นนี้ เนื่องจากตัวข้าพเจ้ามีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปเข้าฟังคำบรรยายถึงกรุงเทพฯได้ จึงอาศัยอ่านแต่คำบรรยายแต่เพียงอย่างเดียวและไม่มีโอกาสไปฟังคำบรรยายที่ศาลอันเนื่องมาจากภารกิจส่วนตัว วิธีในการอ่านคำบรรยายของข้าพเจ้านั้น จะวางแผนการอ่านในแต่ละครั้งไว้ว่าจะต้องอ่านให้ได้วันละ 4-5 ชั่วโมง และในการอ่านแต่ละครั้งจะเน้นที่คุณภาพในการอ่าน กล่าวคือ ค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจไปทีละขั้น จะไม่เร่งอ่านให้ได้ปริมาณมากๆเพราะจะทำให้เราไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่านดีพอ ซึ่งถ้าตรงไหนที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็จะยังไม่ปล่อยผ่านไป จะพักสงบสติครู่หนึ่งโดยที่อาจจะไปทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่เครียด เมื่อสติกลับมาแล้วจึงมาอ่านทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในการอ่านหนังสือในแต่ละครั้งข้าพเจ้าก็จะจดหลักกฎหมายที่สำคัญ น่าสนใจลงไว้ในตัวบทแต่ละมาตราไปด้วย เพื่อที่จะเอาไว้ทบทวนตอนท่องตัวบท การจดหลักกฎหมายที่สำคัญเอาไว้นั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก อันเนื่องมาจากว่าตัวบทนั้นเป็นอะไรที่เราเปิดเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อเปิดตัวบทก็จะเห็นหลักกฎหมายที่เราจดไว้ เท่ากับว่าเราได้ทบทวนหลักกฎหมายนั้นไปในตัว

สำหรับข้าพเจ้าสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าคำบรรยายก็คือข้อสอบเก่า ข้าพเจ้าจะนำข้อสอบเก่าย้อนหลังไป 10 ปี มาศึกษา และหัดทำหลังจากที่อ่านคำบรรยายในเรื่องนั้นแล้วเพื่อทดสอบความเข้าใจและความจำ ในการศึกษาข้อสอบเก่านั้นทำให้เราได้รู้แนวทางของคำถาม รู้แนวทางในการเขียนตอบอีกทั้งเป็นการฝึกในเรื่องของการอ่านจับประเด็นของคำถามอีกด้วย ข้าพเจ้าเคยได้ยินอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “หากเปรียบการสอบคือสนามรบ ข้อสอบก็คือศัตรู ดังนั้นแล้วรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง” อีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการเสริมความเข้าใจในหลักกฎหมายเรื่องนั้นๆได้ดียิ่งขึ้นก็คือการอ่านคำพิพากษาฎีกา ส่วนตัวข้าพเจ้าจะเน้นไปที่คำพิพากษาฎีกาหลักเพราะจะช่วยเน้นทำให้เราเข้าใจหลักกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำภาษาที่ใช้เขียนคำพิพากษาฎีกามาปรับในการเขียนตอบของเราได้ด้วย ซึ่งภาษาที่อยู่ในคำพิพากษาฎีกาเป็นภาษาที่สละสลวยสามารถนำมาปรับเขียนเพื่อเรียกคะแนนได้เป็นอย่างดี

ในเรื่องของการเขียนตอบนั้น อาจารย์หลายๆท่านก็ได้แนะนำคล้ายๆกันคือ เขียนภาษากฎหมาย ซึ่งภาษากฎหมายก็นำมาจากคำพิพากษาฎีกาและในตัวบทนั่นเอง ซึ่งการจะเขียนอย่างไรให้ได้คะแนนนั้นก็อยู่ที่การฝึกฝนของแต่ละบุคคล การเขียนตอบข้าพเจ้าจะใช้วิธีปรับบท วางหลักพร้อมกับวินิจฉัยและสรุปในตอนท้าย จะใช้เวลาในการเขียนไม่มาก ในแต่ละข้อก็จะแยกเป็นประเด็นโดยการใช้ย่อหน้าในการแยก ไม่ตอบนอกเหนือจากประเด็นที่ถามเพราะอาจถูกมองได้ว่าไม่เข้าใจคำถามพลอยทำให้เสียคะแนน การเขียนตอบเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าพเจ้าเลยก็ว่าได้ เพราะในบางครั้งเราอาจจะเข้าใจหลักกฎหมาย จดจำมาตราได้ แต่ถ้าเราไม่สามารถที่จะเขียนออกมาให้ดีได้ คะแนนก็จะไม่ได้เช่นกัน

การเตรียมตัวก่อนสอบของข้าพเจ้า ก่อนสอบประมาณหนึ่งสัปดาห์ข้าพเจ้าจะทบทวนตัวบทเท่านั้นจะไม่อ่านคำบรรยายอีก ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องทำใจให้สงบและไม่เครียดเพื่อสุขภาพจิตที่ดีในวันสอบ เมื่อวันสอบถึงในระหว่างที่รอเข้าห้องสอบข้าพเจ้าจะไม่หยิบสิ่งใดออกมาอ่านอีกแล้ว ในเวลานั้นเราจะรู้สึกเครียด กดดัน ไม่มีสมาธิในการทำความเข้าใจหรือจดจำอะไรอีกแล้ว หากเปรียบไปก็เหมือนกับน้ำที่มันเต็มแก้ว เมื่อเราเติมลงไปอีกมันก็ล้นออกมา วิธีทีดีที่สุดของข้าพเจ้าก่อนเข้าห้องสอบคือสูดหายใจเข้าลึกๆ ทำใจให้สงบ บอกกับตนเองทุกครั้งว่าให้สติจงมีอยู่กับตนเอง วิธีนี้ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง

ในการศึกษาชั้นเนติบัณฑิต สำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วเหมือนกับว่าความสำเร็จนั้นช่างอยู่ไกลซะเหลือเกินกับเด็กที่จบจากสถาบันราชภัฏ แต่ถึงแม้จะไกลแต่มันก็ไม่ไกลเกินกว่าที่เราจะเอื้อมถึง ในเมื่อคนอื่นทำได้ เราก็ทำได้เช่นกัน ข้าพเจ้าผ่านการถูกดูแคลนมาจากบุคคลหลายคน เฉกเช่นเดียวกันก็มีอีกหลายๆคนที่คอยให้กำลังใจ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นการดูแคลนหรือให้กำลังก็ล้วนแล้วแต่เป็นแรงผลักดันให้ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จจงได้ และแล้ววันแห่งความสำเร็จก็มาถึง เมื่อข้าพเจ้าสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตสมัยที่ 64 สมกับความพยามและความตั้งใจ ด้วยระยะเวลาสองปีครึ่ง (เก็บทีละขาสี่ภาคการศึกษา) นำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ตนเอง ครอบครัว และสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ เพราะข้าพเจ้าคือ “เนติบัณฑิต” คนแรกของสถาบันฯ

สุดท้ายและท้ายสุด วิธีการศึกษาของข้าพเจ้าเป็นเพียงแนวทางหนึ่ง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวท่านเองได้ วิธีที่เหมาะสมกับเราถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด ข้าพเจ้าขอให้เพื่อนๆที่กำลังศึกษาและอนาคตตั้งใจจะศึกษาในชั้นเนติบัณฑิตทุกๆท่าน ไม่ว่าจะมาจากสถาบันใด หากมีความพยายามและความตั้งใจอันแน่วแน่แล้ว เนติบัณฑิตไทยคงไม่ไกลเกินเอื้อม ขอเป็นกำลังใจและขอให้ได้เป็นเนติบัณฑิตไทยทุกๆท่าน

อังคณา นวลละออง
เนติบัณฑิตไทยสมัยที่ 64

 

บทความ จากรุ่นพี่เนติบัณฑิต