วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11209 มติชนรายวัน


กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรการเสริมหากการใช้กฎหมายอื่นไม่เป็นผล

โดย พันตำรวจโท สุนัย หาเรือนพืชน์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 8 ว สำนักงาน ปปง.



ภายใต้ระบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์ การติดต่อสื่อสาร สารสนเทศขึ้นอย่างมากมาย ทำให้การติดต่อสื่อสารของมนุษย์สามารถทำได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไร้ขีดจำกัด

และ ผลการพัฒนาทางเทคโนโลยีดังกล่าว กลับเป็นเหตุให้อาชญากรได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในการกระทำความ ผิด ทำให้โลกต้องเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งในด้านรูปแบบและปริมาณของการประกอบอาชญากรรม

จากที่เป็นลักษณะ การกระทำความผิดแบบธรรมดา ซึ่งเป็นการกระทำโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมที่พบเห็นกันทั่วไป (street crime) ที่มักจะเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย และการใช้กำลังหรือความรุนแรง กระทำต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน เช่น ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ปล้นทรัพย์ เป็นต้น นั้นได้มีการพัฒนารูปแบบมาเป็นการกระทำความผิดอาญาในลักษณะขบวนการ ที่เรียกว่า "องค์กรอาชญากรรม" (organized crime) 

เช่น การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การก่อการร้าย การทุจริตต่อหน้าที่ เป็นต้น

การ ประกอบอาชญากรรมเหล่านี้ มีขั้นตอนในการควบคุมและเป้าหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลจากการกระทำความผิด จนทำให้มีลักษณะคล้ายองค์กรธุรกิจที่มีจุดประสงค์ในการแสวงหากำไร โดยมีการดำเนินการในลักษณะเป็นขบวนการ ที่มีเครือข่ายโยงใยครอบคลุมหลายกลุ่มบุคคล

องค์กรอาชญากรรมดังกล่าว สามารถนำเอาผลประโยชน์ไปแปรสภาพจากเงินได้ซึ่งมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้ ในการขยายองค์กร เพื่อขยายอิทธิพลขององค์กรโดยวิธีการต่างๆ 

ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์กรอาชญากรรมเติบโตโดยอาศัยผลกำไร (profits) และทรัพย์สิน (wealth) ที่ได้มาจากการกระทำความผิด

เนื่อง จากองค์กรอาชญากรรมเป็นอาชญากรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงแก่ผู้กระทำความผิด จึงเป็นแรงจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมในองค์กรเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้กระทำความผิดคิดว่าคุ้มค่ากับการถูกจับกุม และถูกลงโทษ

นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเหล่านี้ ส่วนใหญ่ผู้กระทำความผิดจะนำไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินอื่น หรือนำผลกำไรหรือทรัพย์สินไปลงทุนในธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เพื่อเป็นการอำพรางที่มาของรายได้

กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการ ฟอกเงินอย่างหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบและวิธีการเพื่อให้พ้นจากการถูกจับกุมและ ดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยวิธีการที่บุคคลปกปิดแหล่งที่มาของรายได้ที่ผิดกฎหมายแล้วบิดเบือนรายได้ โดยทำให้ดูเหมือนว่าเป็นรายได้ที่ชอบด้วยกฎหมายนี้เรียกว่า "การฟอกเงิน"

ซึ่งอาชญากรรมทุกประเภทจำเป็นต้องอาศัยการฟอกเงินเพื่อเปลี่ยนรายได้หรือ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเพื่อให้สามารถใช้เงินจำนวนนั้นในสังคม นั้นได้อย่างปกติ

ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการฟอก เงินที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ และเห็นว่ามาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการกับทรัพย์สินที่เกี่ยว กับการกระทำความผิดได้ เนื่องจากหลักการตีความกฎหมายอาญา ในประเด็น "ทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด" ที่ศาลสั่งริบได้นั้น ต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอาญาที่ได้มีการฟ้องร้องดำเนิน คดี และมิได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน

ส่งผลทำให้ในกรณีของคดี อาญาไม่สามารถริบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดครั้งก่อนๆ หรือทรัพย์สินที่ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นได้โดยศาลต้องพิจารณาพยานหลัก ฐานแล้วเห็นว่า ผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดโดยปราศจากข้อสงสัย ก่อนถึงจะสั่งริบทรัพย์สินได้

และการดำเนินการร้องขอให้ศาลสั่งริบ ทรัพย์สิน ก็มีบทบัญญัติกำหนดเวลาดำเนินการร้องขอภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดนั้นมักกระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้นและกฎหมายที่มีอยู่ก็ ไม่สามารถปราบปรามการฟอกเงินหรือดำเนินการกับเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้เท่าที่ควร

ดังนั้น เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว สมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้ว 2 ครั้ง คือครั้งแรก ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พ.ศ.2546

และครั้งที่ 2 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551

โดยผลของกฎหมายได้มีการกำหนดความผิดมูลฐาน รวม 9 มูลฐาน

นอก จากนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 กำหนดให้ความผิดตาม มาตรา 53 (1) หรือ (2) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ได้กำหนดให้ความผิดตามกฎหมายนี้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย เช่นกัน

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมาย ทั้งมาตรการทางอาญาและมาตรการทางแพ่ง 

โดยมาตรการทางอาญาบัญญัติการ กระทำหรืองดเว้นกระทำซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด หากฝ่าฝืนย่อมมีบทลงโทษ จึงเป็นการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับตัวบุคคล (in personal)

การพิสูจน์การกระทำความผิดต้องอาศัยการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จนปราศจากความสงสัย (beyond reasonable doubt) ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดจริง

หากมีข้อสงสัยตามสมควรศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ส่วนมาตรการทางแพ่งเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยมีการร้องขอให้ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน โดยพิจารณาจากการได้มาซึ่งทรัพย์สินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองว่าได้มาชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่

หากไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมตกเป็นของแผ่นดิน

แต่หากเป็นทรัพย์สินของผู้ได้มาโดยชอบก็คืนแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิต่อไปตามหลักกรรมสิทธิ์ในทางแพ่ง

ข้อน่าคิดสำหรับการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสมัยปัจจุบัน ที่จะนำมาใช้ต่อต้านและกำจัดวงจรอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรมที่มีลักษณะ เป็นเครือข่ายมีเงินลงทุนจำนวนมากให้หมดสิ้นไป หรืออย่างน้อยให้บรรเทาเบาบางลง ก็คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปปง. ผู้ใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายนี้ และพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายอื่นซึ่งกฎหมายฟอกเงินกำหนด ให้เป็นความผิดมาตรฐาน จะต้องมีการประสานงานหรือบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกัน

โดยหากเห็นว่าการดำเนินการตามกฎหมายอื่นไม่เป็นผลหรือดำเนินการตามกฎหมายฟอก เงินจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราชการมากกว่า ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินคดีกับกลุ่มอาชญากร หรือกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายมีประสิทธิภาพสูงสุด

หน้า 6 From: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03171151&sectionid=0130&day=2008-11-17